วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

คนที่บ้านไม่เชื่อเรื่องเวรกรรม

ดังตฤณ : เรื่องความเชื่อนั้น ไม่สามารถบังคับใครได้ เนื่องจากไม่มีข้อพิสูจน์

ธรรมชาตินั้น ไม่เต็มใจให้เรารู้ความจริง และไม่ทำให้มันง่ายนักกับข้อสรุป ว่าใครถูกใครผิด

 

เราเกิดมา ทำให้ขอบเขตการรับรู้ทางหูและทางตาเล็กแคบนิดเดียว ต่อให้เราเชื่อเรื่องบาปกรรม เชื่อเรื่องนรกสวรรค์ แต่พอถูกถามว่า เคยเห็นเหรอ? พิสูจน์ยังไง? เราก็ได้แต่ตอบว่า ไม่เคยเห็นหรอก แต่เชื่อ  แค่นี้ก็เถียงกันไม่จบแล้ว

 

เรื่องของความเชื่อ จำไว้เลย ว่าเป็นสิ่งที่ยัดเยียดให้แก่กันและกันไม่ได้ อย่าพยายามเอาด้านที่เขาไม่มีทางยอมรับ ด้วยการพูด การใช้เหตุผล มาเป็นตัวตั้งในการสนทนาหรือสื่อสารกัน

 

หากอยากชักชวนเขามาในทางของเรา มาในทางความเป็นพุทธ  ให้เอาสิ่งที่คุยกันรู้เรื่อง เอาสิ่งที่คุยกันได้ หรือตกลงกันได้ ด้วยข้อพิสูจน์ที่ต่างฝ่ายต่างรู้สึกสะดวกใจ

 

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเขาเกิดความทุกข์ แล้วเราไปแนะนำว่า  เคยรู้หลักการมา ดูความไม่เที่ยงของความทุกข์ ดูอาการของใจว่า แต่ละลมหายใจมันต่างไปเรื่อยๆ มันไม่เท่ากัน แค่เห็นว่ามันไม่เที่ยง อาการยึดมั่นถือมั่น ว่าทุกข์นั้นเป็นตัวเป็นตนของเรา ก็จะค่อยๆ เบาลง

 

แบบนี้ จะทำให้เขาเกิดความรู้สึกคล้อยตามได้ง่าย โดยไม่ต้องอาศัยอภิญญา ไม่ต้องอาศัยความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ที่ไหน เป็นมนุษย์ธรรมดา ที่คุยกันรู้เรื่องในแบบของพุทธจริงๆ  จะค่อยๆ ทำให้เขารู้สึกดีกับความเป็นพุทธ

 

จากนั้น ความรู้สึกดีนี้ จะพัฒนาขึ้นเป็น สติรู้ หรือความมีจิตแบบพุทธ มีปัญญาแบบพุทธจริงๆ 

 

ถึงตรงนั้น เขาจะค่อยๆ ดูเข้ามาในใจว่า จิตของเรามีกุศลบ้าง มีอกุศลบ้าง บางทีสว่างบ้าง บางทีมืดบ้าง มีภพภูมิภายในที่สามารถสัมผัสได้อยู่เรื่อยๆ 

 

แล้วเขาจะไปสังเกตเอาเอง เมื่อเราพูดถึงความจริงเรื่องบาปกรรม จะมีลิงค์ที่เขาเริ่มประจักษ์กับใจตัวเอง ว่าบางที(ใจ)ก็มืด บางที(ใจ)ก็สว่าง ด้วยการกระทำที่ต่างกันไป 

 

เขาจะเริ่มเชื่อว่า ต้นเหตุของความทุกข์ คือ ความมืด เส้นทางของความมืด นำมาซึ่งความทุกข์  ตรงนี้จึงจะเริ่มเจรจากันได้

 

พยายามหันแง่ที่สามารถคุยกันได้มาคุยกัน อย่าพยายามเอาเรื่องความเชื่อ ที่ไม่สามารถถ่ายทอดให้แก่กันได้ มาเป็นตัวตั้ง เพราะจะเหมือนพายเรือในอ่างใบเดิม ไม่ไปไหน เสียแรงเปล่า เหนื่อยเปล่าทั้งคู่ และต่างฝ่ายต่างเกิดอกุศลจิต

 

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ เมื่อถึงที่สุดจะมีความลึกลับ และเป็นสิ่งที่รู้เห็นไม่ได้ด้วยตาเปล่า อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า ที่สุดของธรรมะเป็น ปัจจัตตัง รู้ได้เฉพาะตน มีแต่ตนเป็นที่พึ่ง อัตตาหิ อัตโน นาโถ

 

คือ แต่ละคนนั้น หากไม่สมัครใจเป็นที่พึ่งทางธรรมของตัวเอง จะไม่มีทางขวนขวาย จะไม่มีความสามารถในการค้นคว้าเข้าลึกไปในการพิสูจน์ให้เห็นจริง

 

แต่ถ้าเราอยู่กับใคร ใกล้ชิดกับใครแล้วค่อยๆ ทำให้เขาเกิดความเข้าใจ ธรรมะ ในส่วนที่สามารถเอามาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน นั่นจะเป็นการให้ ‘บันได’ ที่ถูกต้องแก่เขา หรือเป็นการ ‘ทอดสะพานธรรม’ ที่มาถึงเขาได้จริง

 

โดยเฉพาะลูก สมัยนี้ ถ้าคุณไปอยู่กลางวงที่เด็กๆ คุยกัน ลืมไปได้เลยว่าจะชวนมาเรื่องบาปกรรมบุญต่างๆ เขาเห็นธรรมะ เห็นคนอย่างเราคุยกันอย่างนี้ เขาเห็นว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ  เสียเวลาเล่นเกมส์ไปเปล่าๆ เสียเวลาฟุ้งซ่านเปล่าๆ มาทำจิตใจให้สบายเป็นเรื่องเสียเวลา

________________

คำถามเต็ม : ลูกและคนในบ้าน ไม่เชื่อเรื่อง บาปกรรมเวรกรรม จะทำอย่างไร?

ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน เจริญวิปัสสนาอุทิศให้สัตว์เลี้ยงได้ไหม?

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

▶▶ คำถามช่วง – ถามตอบ ◀◀

19 มกราคม พ.ศ. 2562

ถอดคำ : นกไดโนสคูล

ตรวจทาน : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=zoBQ0ISnVYE

 

ฝันแต่จำไม่ค่อยได้ เพราะอะไร?

ดังตฤณ : ความฝันมีอยู่หลายแบบ มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับการกลอกลูกตาในช่วงก่อนตื่น กับวิธีอธิบายทางธรรม ผมขอเลือกอธิบายทางธรรมแล้วกัน

 

กายใจของเรา ในมุมมองของนักเจริญสติ ที่เข้าใจแบบที่พระพุทธเจ้าสอนท่านสอนให้พิจารณาว่า กายนี้ คือ การประชุมกันของธาตุ 4 ดิน น้ำ ไฟ ลม

 

ร่างกายที่ยกขึ้นมานั่งได้ ก็เพราะยกขึ้นตั้งด้วยกระดูกสันหลัง กระดูกสันหลังนี้เป็น ‘ธาตุดิน’ เป็นสิ่งที่จับต้องได้ เข้มแข็ง

 

ส่วน ‘ธาตุน้ำ’ เช่น น้ำลาย น้ำเลือด ที่อยู่ข้างใน ‘ธาตุลม’ คือ ลมหายใจ และลมพัดขึ้นลงในร่างกาย ‘ธาตุไฟ’ คือ ไออุ่น .. รวมเรียกว่า รูปขันธ์

 

‘ขันธ์’ ไม่ใช่อะไรที่ซับซ้อน หมายถึง กองๆ หนึ่ง เป็นสภาพธรรม ที่เป็นการประชุมกันของธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม 

 

ธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่เป็นตัวเป็นตน ที่เป็นเส้นธรรมกรรม ปรุงแต่งกรรมขึ้นมาได้ และเสวยวิบากของกรรมได้ ไม่ได้มีแค่ ‘รูป’ 

 

ถ้ามีแค่ ‘รูป’ เฉยๆ ก็จะเหมือนก้อนหิน ที่ตั้งอยู่ แล้วไม่รู้สึกรู้สาอะไร ทำกรรมไม่ได้ เสวยผลกรรมไม่ได้ ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่เป็นสุขไม่เป็นทุกข์ ไม่เกิดความสุข ไม่เกิดความทุกข์ขึ้นมา เพราะไม่มี อายตนะ ไปรับผัสสะ รับสัมผัสทั้งหลาย

 

แต่ร่างกายของเรานี่ เรียกว่าเป็นการประชุมกันของ ดิน น้ำ ไฟ ลม มี หู ตา จมูก ปาก เป็นช่องรับ การกระทบกระทั่งจากโลกภายนอกได้

 

อย่างตาเห็นรูป ตาเห็นผู้คน แล้วเกิดความรู้สึกว่า ชอบหรือไม่ชอบไอ้หมอนี่ รักหรือไม่รักยายนั่น ที่ตาเห็นนั้น ตาไม่ใช่ผู้รู้สึก แต่สมองเป็นผู้รู้สึก

 

ตัว ‘ความรู้สึก’ ว่าเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ตัวนี้ เรียกว่า ‘เวทนา’ หรือ สภาพธรรมอีกกองหนึ่ง เป็นต่างหากจากร่างกาย

 

ตัวสุข ตัวทุกข์ ตัวรู้สึกอึดอัด หรือสบาย ยิ่งมีความสุขหรือสภาพความทุกข์ที่เข้มข้นมากขึ้นเท่าไหร่ ความจดจำจะยิ่งชัดเจน แจ่มแจ้งมากขึ้นเท่านั้นตรงนี้ ทุกคนมีประสบการณ์ตรง ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งบัดนี้ ไม่ต้องไปหาหลักฐานที่ไหน

 

เรื่องที่ทำให้เป็นทุกข์มากๆ ทุกข์เหลือเกิน ทุกข์ที่สุดในชีวิต หากลองนึกดู เราทุกคนมีกันอยู่ทั้งนั้น โมเมนต์ที่เกิดความรู้สึกเป็นทุกข์หนักๆ จิตจะไม่ไปไหน มันจับยึดอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นนั่นแหละ 

 

อาจจะเป็นภาพ เสียง หรืออาจเป็นความคิดอะไรบางอย่าง ที่ปรากฏขึ้นมากระทบใจ แล้วเกิดความทุกข์อย่างใหญ่หลวง ความทุกข์ก้อนมหึมา ความทุกข์ที่ทำให้ดูเหมือนโลกทั้งใบมืดไปหมดได้ 

 

ภาพเสียงที่เกิดจากความทุกข์ตรงนั้น จะเป็นความจดจำที่เหนียวแน่น และฝังหยั่งรากลึกลงไปในชีวิตของเรา ชนิดที่ลบไม่ออก 

 

แต่อีกข้างหนึ่ง .. ความสุข สุขใหญ่หลวง สุขแบบที่ราวกับลอยขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น  อย่างนั้นก็ให้ความทรงจำที่แน่นเหนียวอีกเช่นกัน แต่ไปอีกข้างหนึ่ง

 

ส่วนประเภทที่ให้ความรู้สึกธรรมดาๆ เฉยๆ เช่น คุณอาจเคยมีประสบการณ์ว่า ลืมไปว่าตัวเองแปรงฟันหรือยัง ทั้งๆ ที่นั่นเป็นเรื่องเข้าปากเข้าคอเลย แต่คุณกลับถามตัวเอง สงสัยว่าเมื่อกี้เราทำหรือยัง?

 

เรื่องที่เป็น Auto Pilot เราทำโดยอัตโนมัติ เราทำไปโดยไม่จำเป็นต้องคิด หรือไม่เกิดความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์กับมันมากเท่าไหร่ จะเหมือนแบนเรียบเสมอกัน

 

ความสุขความทุกข์ หรือความรู้สึกเฉยๆ แบบอ่อนๆ จะทำให้ความจำ ‘ไม่’ เกิดขึ้น

 

นี่แค่ยกตัวอย่างสิ่งที่ทำในชีวิตประจำวัน ขณะลืมตาตื่นอยู่นะครับ

 

ในฝันก็เช่นกัน ฝันของคนส่วนใหญ่ จะเป็น นิมิต หรือ คลื่นลมเหมือนตอนที่คุณฟุ้งซ่านเป็นปกติอยู่

 

ลองนึกดูเวลาที่ใจเหม่อ ใจลอย มีอะไรที่วนๆ อยู่ในหัว บางที คุณยังไม่รู้ด้วยว่า กำลังคิดถึงเกี่ยวกับเรื่องอะไร รู้แต่ว่ามันลอยๆ มีภาพความทรงจำเก่าๆ ขึ้นมารกๆ อยู่ในหัว แล้วไม่จำ

 

ที่ไม่จำ ก็เพราะว่า เรื่องนั้นๆ ไม่ก่อให้เกิดความรู้สึก เป็นสุข หรือ เป็นทุกข์ ที่เข้มข้น ภาพจำจึงไม่เกิด

 

ความฟุ้งซ่านในขณะหลับก็เช่นกัน ที่บอกว่าเป็นความฝัน เป็นภาพนิมิต อะไรที่ผ่านมาผ่านไปแบบเร็วๆ ถ้าหากไม่ได้แจ่มชัดเป็นตัวเป็นตน จับต้องไม่ได้  เมื่อตื่นขึ้นมา ก็ลืมหมด เราพร้อมจะลืม ไม่ต่างจากความฟุ้งซ่านในเวลาปกติ

 

ในทางวิทยาศาสตร์ มีการยืนยันว่า ในช่วงที่เราหลับฝัน พื้นที่สมองส่วนที่ยังทำงานอยู่ จะเป็นพื้นที่การทำงานแบบเห็นภาพ หรือได้ยินเสียง แบบที่สร้างขึ้นมา  ‘มิใช่’ โหมดเดียวกันกับที่สมองรับรู้ได้ด้วย หู ตา 

 

พอโหมดการทำงานของสมองพลิกเปลี่ยนแบบรุนแรง จากโหมดที่เข้าไปรับภาพเสียงลอยๆ ผ่านๆ .. พอลืมตา ตื่นขึ้นมาเห็นภาพจริงๆ ก็เลยเหมือนอยู่ห่างกัน ห่างกันราวกับเป็นคนละชาติกัน

 

ยกเว้นแต่ว่า ความฝันนั้น จะให้ความรู้สึกแจ่มแจ้งชัดเจน ยิ่งกว่าเห็นด้วยหูตาปกติ อย่างนี้ ลืมตาขึ้นมา จะยังแจ่มชัดอยู่ในความรู้สึกได้

 

ถ้าเราเจริญสติในแบบที่พระพุทธเจ้าสอน ให้พิจารณาแยกกายใจ ออกเป็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็จะเริ่มเข้าใจ ยิ่งเวทนาเข้มข้นขึ้นเท่าไหร่ สัญญายิ่งมีความเข้มข้นตามไปมากขึ้นเท่านั้น

 

ถ้าศึกษามา โดยการเห็น กายใจ เป็นขันธ์ 5 จะเข้าใจแจ่มแจ้ง ยิ่งเวทนาเข้มข้น สัญญาหรือความทรงจำ ความจำได้หมายรู้ ก็ยิ่งมีความแจ่มชัด มีความคมชัด มากขึ้นตามไปด้วย 

 

อย่างที่เขามีเทคนิคว่า ถ้าจะจดจำตัวเลข หรืออะไรที่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องการจดจำ ก็ให้สร้างภาพขึ้นมาให้ใหญ่โต ให้แทงใจไปเลย สมมุติว่า จะจำคนชื่อ น้อยหน่า ก็ให้นึกถึงใบหน้าของคนนั้น เป็นลูกน้อยหน่าลูกโตๆ ก็จะเกิดความรู้สึกจดจำขึ้นมา

 

นี่เป็นตัวอย่าง ว่าถ้าเราขยายเวทนา ให้ใหญ่โตได้ สัญญาก็จะใหญ่โตตาม แล้วมีความเข้มข้นตาม

 

เขามีการทดลองในระบบทางวิทยาศาสตร์จริงๆ โดยหลักการแล้ว ในช่วงที่คนฝัน นัยน์ตาจะกลอกเร็ว คนที่บอกว่าตัวเองไม่ฝัน แต่วัดแล้วปรากฏว่า กลอกตากันทุกคน! (ถ้าไม่ฝันจริงๆ ดวงตาจะกลอกช้าๆ หรือนิ่งๆ)

 

ในการทดลองใช้คนเป็นร้อย ปรากฎว่า ร้อยทั้งร้อย มีช่วงที่กลอกตาเร็ว แสดงว่าทุกคนฝัน แต่ฝันในแบบที่อาจจะไม่เป็นภาพจริงๆ ก็ได้ อาจจะฝันแบบที่มั่วมาก

 

เหมือนเวลาเราฟุ้งซ่านจัดๆ ในเวลาระหว่างวัน และเรามักบอกว่า เราไม่ได้ฟุ้งซ่าน เราไม่ได้คิดอะไรเลย ทั้งๆ ที่เรากำลังฟุ้งอยู่ ฟุ้งเละเทะเลย แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ฟุ้ง เพราะเราลืม เราจำไม่ได้ ว่าเราคิดเรื่องอะไรไป หรือจงใจคิดอะไรหรือเปล่า พอคนเราไม่ได้จงใจ จึงนึกว่าไม่ได้ทำ!

_________________

 

คำถามเต็ม : เวลานอนแล้วฝัน รู้ว่าฝัน แต่จำไม่ค่อยได้ เพราะสาเหตุอะไรคะ?

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ผิดศีลในฝันบาปไหม?

วันที่ 5 มกราคม 2562

ถอดคำ : นกไดโนสคูล

ตรวจทาน : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=gquyBluSXxk

 

 

วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

พ่อแม่รักษาศีลได้เฉพาะข้อ ๓ ตัวเองอยู่ต่างประเทศ รู้สึกเป็นห่วงที่ไม่สามารถทำให้พ่อแม่มีสัมมาทิฏฐิได้ ขอคำแนะนำ

 ดังตฤณ : คืออันนี้พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้จริงๆนะครับว่า ถ้าจะคิดตอบแทนพ่อแม่ให้สมน้ำสมเนื้อกับที่ท่านทำให้เราได้เลือดได้เนื้อมานะครับ

วิธีที่จะเป็นแบบที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่ามันสมน้ำสมเนื้อได้จริงๆก็คือ เปลี่ยนพ่อแม่ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิให้กลายเป็นสัมมาทิฏฐิ คือให้พวกท่านมีที่พึ่งที่แท้จริงเป็นศรัทธาที่ตั้งมั่นอย่างเช่น ศรัทธาในพระพุทธเจ้า หรือศรัทธาในกรรม หรือศรัทธาในพระศาสนา อันจะเป็นสัญญาณนำร่องให้ท่านได้ไปเกิดใต้ร่มศาสนาที่มีเหตุผลที่สอนให้คิดดีทำดีอีกครั้งนึงนะครับ อย่างนี้เรียกว่าทำให้ท่านมีศรัทธาตั้งมั่น ตอบแทนท่านด้วยการทำให้ท่านมีศรัทธาตั้งมั่น

หรือถ้าจะดีกว่านั้นก็คือ ทำให้ท่านมีความตั้งมั่นในทาน คือมีจิตคิดเป็นเหมือนกับสละออกและทำลายความตระหนี่ ด้วยการที่เป็นคนคิดให้ ไม่ใช่คิดเอา เป็นคนคิดดี ไม่ใช่คนคิดร้าย

ตามโจทย์ของคำถามก็คือว่า ท่านน่าจะยังผิดศีลอทินนาอยู่ คือข้ออื่นผิดหมดเลย ยกเว้นข้อ ๓ ก็ถ้าทำให้ท่านหันมาถือศีลข้อ ๒ ได้ ก็จะเรียกว่าเป็นการตอบแทนท่านนะครับ แต่ถ้าหากว่ายังทำไม่ได้ก็ถือว่า .. เอาตามพระพุทธเจ้านะครับ ก็ถือว่ายังไม่ได้ตอบแทนท่านเต็มที่ แต่อาจจะตอบแทนวิธีอื่นได้นะครับ เพียงแต่ว่ายังไม่ได้ตอบแทนเต็มที่

เรื่องของทาน เรื่องของศีล พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นที่พึ่งที่แท้จริง ยิ่งถ้าหากใครพาพ่อแม่มาปฏิบัติธรรมได้ ทำให้เข้าใจวิธีการทำสมาธิที่ถูกต้อง และก็วิธีเห็นกายใจเป็นรูปนามได้ตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน คือไม่ใช่คิดๆเอาเองว่ากายนี้ใจนี้เป็นรูปเป็นนามแล้วถือว่าจบแล้ว ไม่ใช่นะครับ คือในความหมายที่ว่า ถ้าใครพาพ่อแม่มาเข้าใจวิธีปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เห็นกายใจโดยความเป็นรูปนามได้ อันนั้นคือสุดยอด สุดยอดของการตอบแทนที่สุด อันเป็นที่สุดในสังสารวัฏนะครับ

พระพุทธเจ้าท่านก็ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง โปรดพระบิดาให้เป็นอริยเจ้าได้ แล้วพระมารดาตามตำนานที่อาจจะไม่ได้บอกไว้ในพระไตรปิฎกฉบับดั้งเดิม ก็คือท่านไปโปรดพระมารดาบนสวรรค์ได้ แต่พระมารดาก็ไปเป็นเทวบุตรอยู่บนชั้นดุสิต อันนี้คือตัวอย่างของการตอบแทนในแบบที่พระพุทธเจ้าท่านก็ทำให้เห็นนะครับว่า ถ้าจะให้สมน้ำสมเนื้อกับที่พ่อแม่ให้เลือดเนื้อเรามาต้องอย่างนี้

ทีนี้เรามาพูดกันในทางปฏิบัติ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพยายามของเราฝ่ายเดียว มันขึ้นอยู่กับความเต็มใจของพ่อแม่ที่จะให้เราเปลี่ยน หรือไม่ให้เราเปลี่ยนด้วยนะครับ

มันมีข้อนึง พ่อแม่ที่ให้เราเกิดมา ดูแล้วเหมือนกับว่าน่าจะเหนือกว่าเรา เพราะเป็นผู้ให้กำเนิด แต่ข้อเท็จจริงคือ ลูกอาจจะเป็นอภิชาตบุตร

อภิชาตบุตรก็คือ มีเส้นทางที่ฉีกออกไป แตกต่างจากพ่อแม่ได้ดีกว่าพ่อแม่ สูงกว่าพ่อแม่ แบบพ่อแม่ตามไม่ทันก็ได้

ซึ่งถ้าหากว่าลูกได้ดีเฉพาะตัว แล้วไม่มีอุบายหรือว่าไม่มีปฏิภาณภายในที่จะทำให้พ่อแม่เปลี่ยนใจ มันก็ไม่ใช่ความผิดนะ มันไม่ได้ถือว่าเราเป็นคนอกตัญญู หรือว่าไม่ได้เป็นคนดีไม่พออะไรแบบนั้น

เพราะมนุษย์คนนึงเนี่ย ความเชื่อ ปัจจัยที่จะใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองชอบ มันเหมือนกับกำแพง ถ้ากำแพงมันสูงเหลือเกิน สูงเกินไป เราปีนเท่าไหร่เท่าไหร่มันก็ปีนข้ามไม่ได้ หรือว่าเราพยายามเจาะเท่าไหร่เท่าไหร่มันก็หนาเกิน

ยกตัวอย่างๆเช่น พระสารีบุตร กว่าที่ท่านเห็นว่าถึงเวลาสมควรแก่เวลาที่จะตอบแทนคุณแม่ของท่าน โยมแม่ของท่าน โยมแม่ก็เกือบจะเรียกว่าอยู่ในช่วงท้ายวัยแล้ว

พระสารีบุตรตอนท่านชราแล้วนะ ตอนท่านอายุมากแล้วเนี่ย ท่านถึงมาพิจารณาว่า ท่านโปรดให้เวไนยสัตว์ คือผู้คนในเมืองทั้งหลายที่ท่านได้พบเจอ ได้บรรลุมรรคผลกันเยอะแยะเลย ได้เป็นพระโสดาบัน ได้เป็นพระสกทาคามี สอนลูกศิษย์ลูกหาของท่าน โปรดจนได้เป็นพระอรหันต์ก็มาก

แต่ว่ามารดาของท่านเอง แม่ของท่านเองยังเป็นพราหมณ์อยู่เลย คือยังเป็นคนนอกศาสนาอยู่ ยังไม่ได้นับถือพุทธศาสนา เป็นเหมือนกับอยู่ต่างบ้านต่างเมือง แล้วก็ท่านก็ไม่ได้กลับไปหา ท่านก็คิดขึ้นมาว่าอยากจะไปช่วยมารดา แล้วก็เห็นว่าถึงเวลาที่น่าช่วยได้

คือมันมีจังหวะ พระอรหันต์ระดับนี้เนี่ย ท่านจะมีสัญชาตญาณอะไรของท่านว่า เออเนี่ยจังหวะนี้รู้ได้ สามารถที่จะเข้าใจได้ ธรรมะไม่ยากแล้ว เพราะจิตใจของมนุษย์เนี่ยมันมีหนามีบาง มีหนักมีเบา มีทึบมีใส แบบที่คนที่ถึงธรรมแล้วจะเข้าใจว่า อันนี้เป็นจังหวะที่ใช่แล้วหรือยัง

แล้วพระสารีบุตรท่านสามารถส่องดูได้ว่า เออ ตอนนี้แม่ของท่านมารดาของท่านอยู่ในภาวะที่พอจะฟังได้มั้ย พอคนเราแก่ๆแล้วเนี่ย ทิฏฐิมันบางทีถ้าไม่มากขึ้นจนสูงเทียมเมฆ ก็ลดลงจนสามารถที่จะผ่านได้ไม่ยากนักนะครับ

เสร็จแล้วพอท่านไปโปรด มารดาท่านก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน อันนี้ก็ตัวอย่างว่าบางทีมันอยู่ที่จังหวะเวลาด้วย แล้วขนาดที่ว่าท่านเป็นพระอรหันต์ แล้วเป็นพระอรหันต์มือขวาของพระพุทธเจ้านะ ท่านก็ยังไม่สามารถช่วยมารดาของท่านได้ทันที ต้องมีอะไรที่ยิ่งใหญ่แบบพระพุทธเจ้าถึงจะไปโปรดพระบิดาแล้วสามารถเขี่ยผงในตาให้พระบิดาได้บรรลุเป็นพระโสดาบันได้ .. แต่ผมจำไม่ได้นะว่าในทันทีหรือเปล่า แต่ว่าที่ชัดก็คือว่า สามารถจะเขี่ยผงในตา เขี่ยธุลีในดวงตาของพระบิดาได้นะครับ

ทีนี้เราๆท่านๆเนี่ย ไม่ได้มีบารมีมากขนาดพระพุทธเจ้าหรือพระสารีบุตรนะครับ เราก็ทำเท่าที่จะทำได้ โดยสังเกตว่า พ่อแม่เนี่ยมีจุดอ่อนตรงไหน จุดอ่อนในแบบที่ว่า ความหมายก็คือว่า ที่จะเป็นการตั้งการ์ดมาต่อต้านธรรมะ หรือว่าจะไม่อยากที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นคนดี เห็นการเป็นคนดีเนี่ยคือความเป็นคนโง่อะไรแบบนั้นน่ะ ถ้าเรามีช่องที่รู้อย่างเช่นว่า พ่อแม่มีความทุกข์เรื่องไหน เราเอามาขยี้แล้วต่อยอดให้ท่านเห็นว่า ความทุกข์ที่มันเป็นปมในใจของท่านเนี่ย ไปๆมาๆมันก็สืบได้ว่า มีความเกี่ยวพันกัน กับการผิดศีลข้อใดข้อหนึ่งอย่างนี้นะครับ

แล้วต้องมีจังหวะวิธีพูดในเวลาที่เราสามารถทราบได้ว่า พ่อ แม่ จะไม่มองเราเป็นลูก เพราะถ้ายังรู้สึกว่าเราเป็นลูกอยู่เนี่ย ถ้าคุณมีลูกคุณคงจะเข้าใจนะครับ ตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอยเนี่ยอุ้มมาเนี่ยนะครับ แล้ววันนึงจะมาสั่งสอนเราเนี่ย คือมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆนะครับ

คือทำยังไงที่อยู่ในจังหวะเวลาที่พ่อแม่จะไม่รู้สึกว่าเราสอน พ่อแม่จะรู้สึกว่าเราไม่ได้ไปพยายามบีบบังคับให้ท่านมาเห็นถูกเห็นชอบ เลิกเห็นกงจักรเป็นดอกบัวอะไรแบบนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะ ถ้าไปพูดประมาณว่า เนี่ยทำบาปอยู่เป็นคนบาปให้พ่อแม่รู้สึกว่า เราเป็นคนมีบุญแล้ว แล้วพ่อแม่ยังเป็นคนบาปอยู่เนี่ย แบบนั้นไม่ได้นะครับ

แต่ทำยังไงที่จะใช้ในเชิงจิตวิทยาว่า ที่พ่อแม่ยังมีความคิดมาก ยังมีความทุกข์ตรงนั้นตรงนี้อยู่อึดอัดตรงนั้นตรงนี้อยู่ เพราะว่ามันไม่สบายใจกับการผิดศีล ไม่ใช้คำว่าผิดศีลก็ได้ กับการที่ทำอะไรผิดๆอะไรแบบนี้นะครับ คืออย่าโยงให้มาเรื่องของสูงของต่ำ อย่าทำให้ท่านรู้สึกว่าเรากำลังบอกว่าเขาเป็นคนสกปรกจิตสกปรกนะครับ

ทำให้เขารู้สึกว่า เขามีความทุกข์เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป แต่ว่าด้วยการที่มีสิทธิ์เลือก ยังมีสิทธิ์เลือกที่จะละต้นเหตุของความทุกข์แบบนั้นๆมั้ย อันนี้มันฟังกันได้ แล้วก็ถ้าเราใช้น้ำเสียง ถ้าเราใช้สีหน้าอะไรแบบที่ เออ รู้สึกเหมือนกับว่าเป็นกัลยาณมิตรที่มาเผื่อแผ่ประโยชน์

แล้วก็เรารู้หลักของจิตวิทยาที่จะทำให้จิตใจเป็นสุข ใจเราเย็นแล้วจริง แล้วก็คำพูดของเราดีแล้วจริง เราเป็นคนที่คิดอะไรดีๆแล้วมีความสุขมากว่าเขาได้แล้วจริงๆเนี่ย อย่างนี้มันถึงจะเกิดช่องที่จะช่วยให้เขาเกิดความรู้สึกว่า เออ ลูกพูดก็มีเหตุผล แล้วก็ไม่ใช่ว่าลูกมาสั่งสอนพ่อแม่นะครับ แต่ว่าลูกเนี่ยได้เอาวิธีคิดแบบผู้ใหญ่ ที่ผู้ใหญ่ด้วยกันเอามาคุยกันแล้วทำให้เกิดฉุกใจ แล้วเกิดความคิดที่ดีตามขึ้นมาอะไรแบบนี้นะครับ อันนี้แหละคือจังหวะที่เราจะต้องสังเกตเอาเองว่ามันอยู่ตอนไหนของชีวิตท่าน มันอยู่จังหวะไหนที่เรากำลังเข้มแข็งที่สุด

และจังหวะที่ดีที่สุดนะมันจะเป็นจังหวะที่เราเป็นฝ่ายให้ อย่างเช่นเรามีอะไรมากกว่าท่าน เอาของขวัญให้ หรือว่าไปเลี้ยงให้ท่านเอร็ดอร่อย หรือว่าพาท่านไปเที่ยวไหนที่มันดีๆ หรือว่าพาท่านไปชมวัดสวยๆ ถ้ามีโอกาสพาไปสังเวชนียสถานได้อะไรแบบนี้ แล้วท่านเกิดความปลื้มขึ้นมา แล้วพูดในจังหวะที่เรากำลังเป็นฝ่ายให้เนี่ยนะครับ มันจะมีภาษีมากกว่าที่อยู่ๆไปขอเอาดื้อๆว่าอย่าทำอีกเลยบาปกรรมเนี่ย กรรมเวรมีจริงเดี๋ยวจะต้องไปตกนรก อย่างนี้พูดแล้วจะชวนให้เกิดโทสะมากกว่าอย่างอื่นนะครับ

---------------------------------------------------

๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน เคยทุบตีพ่อแม่ ห้ามมรรคผลหรือไม่?

คำถาม : พ่อแม่รักษาศีลได้สม่ำเสมอและหมดจดได้เพียงข้อ ๓ เข้าใจว่าอนัตตาภายในควบคุมไม่ได้ นับอะไรกับอนัตตาภายนอก แต่รู้สึกห่วงและติดอยู่ในใจเป็นสิบปีว่า เป็นลูกที่ไม่สามารถทำให้พ่อแม่มีสัมมาทิฏฐิได้ ตัวเองอยู่ต่างประเทศ ขอคำแนะนำค่ะ

ระยะเวลาคลิป    ๑๔.๐๙  นาที
รับชมทางยูทูบ  https://www.youtube.com/watch?v=OnzXMIngBNM&list=PLmDLNhxScsWO7ZAuqr-FC25dor6ETZhM-&index=4

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส

ถ้าคุณพ่อเสียตั้งแต่เด็กๆ เราจะทดแทนคุณพ่ออย่างไรได้บ้าง?

 ดังตฤณ : ความกตัญญูเนี่ยนะครับ แค่จดจำไว้แค่นึกถึงด้วยใจ เป็นมโนกรรมก็เรียกว่ากตัญญูแล้ว ที่เรียกว่าจะต้องตอบแทนคุณท่านนะ อันนั้นเป็นกตเวที กตเวทีที่จะลงมือลงไม้หรือว่าใช้คำพูด หรืออะไรที่ทำให้ท่านรับรู้ด้วยหู หรือว่ารับรู้ด้วยตานะครับ อันนั้นเป็นกตเวที แต่ว่าแค่นึกด้วยใจก็ถือว่าเป็นคนกตัญญูแล้วนะครับ

ทีนี้การที่เราคนๆนึงเนี่ยนะ บางทีบอกว่า เนี่ยจำได้ว่าพ่อมีพระคุณถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยได้เห็นหน้าเห็นตากันก็ตามในชีวิตนี้เนี่ย มีเวลาในชีวิตที่จะเห็นหน้าเห็นตากันน้อย แล้วมันก็ยังไม่อิ่มใจ มันก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ มีความรู้สึกเหมือนกับว่าขาดๆยังไงไม่ทราบ เพราะว่ายังไม่ได้ทำในสิ่งที่รู้สึกว่าต้องออกแรง หรือว่าทำในสิ่งที่รู้สึกว่ามันเป็นกรรมที่จับต้องได้นะครับ อันนี้วิธีหนึ่งที่นิยมทำกันก็คือว่า พอทำบุญแล้วอุทิศส่วนกุศลให้ ก็เรียกว่าได้รู้สึกลงแรงไปบ้างแล้วนะครับ

ทีนี้ถ้าจะทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นมาจริงๆ ก็อาจจะเลือกเอา อย่างถ้าหากว่าช่วงที่คุณพ่อเสีย ท่านอายุประมาณเท่าไหร่ เราไปช่วยให้คนอายุประมาณเท่านั้นได้ในทางใดทางหนึ่งนะครับ อย่างเช่น คนพิการหรือว่าคนชราอนาถา ที่ไม่มีลูกหลานดูแล หรือว่าไปเจอตามข้างทางอะไรแบบนี้ ก็ช่วยเหลือเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วก็คิดว่าที่เราลงแรงไปเนี่ยคิดเสมือนหนึ่งว่า ได้ทำบุญตอบแทนท่านโดยอาศัยร่างของผู้ที่ด้อยโอกาสอายุประมาณเดียวกันได้มีความสุขมากขึ้น ได้มีชีวิตที่ดีขึ้นอะไรแบบนี้นะครับ แล้วก็อุทิศส่วนกุศลไป สวดมนต์กลับมาบ้านแล้วสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้ เนี่ยความรู้สึกมันจะจับต้องได้ขึ้นมานะครับ

เพราะว่า หลายๆคนคงเคยมีประสบการณ์ใช่มั้ย แบบว่าเจอคนคล้ายๆกับทำให้รู้สึกเหมือนกับเป็นพ่อเป็นแม่ หน้าตาคล้ายกัน หรือว่าอากัปกิริยาท่าทีนิสัยอะไรต่างๆเหมือนๆกัน เลยทำให้นึกถึงพ่อแม่ ก็เลยดีกับคนๆนั้นมากกว่าคนอื่นเป็นพิเศษ

อันนี้ก็ทำนองเดียวกัน คือพอเราได้รู้สึกว่าอาศัยร่าง อาศัยบุคคลสักคนหนึ่ง เป็นตัวตั้งเป็นตัวแทนความรู้สึกว่าเป็นพ่อเป็นแม่ แล้วทำดีไปกับเขา ด้วยความรู้สึกราวกับว่าทำดีให้พ่อแม่ ความรู้สึกมันก็ดี มันก็เหมือนกับได้บุญมากกว่าทำกับคนทั่วไปใช่มั้ย หลายๆคนคงเคยมีประสบการณ์แบบนี้ นั่นก็เพราะว่า ถึงแม้จะไม่ใช่พ่อแม่จริงๆก็ตาม แต่เป็นตัวแทน เป็นที่ตั้งของความรู้สึกให้เราได้ มันก็รู้สึกว่าได้บุญอิ่มใจราวกับทำให้พ่อแม่ได้จริงๆนะครับ อันนี้ก็ถือว่าเป็นสื่อ สือบุญนะครับ

เวลาเรากลับมาอุทิศส่วนกุศลให้กับพ่อแม่ มันจะรู้สึกจับต้องได้ขึ้นมา เป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะครับ ส่วนที่ว่า .. คืนคนโดยเฉพาะคนไทยนะ จะกังวลตรงที่ว่า เอ๊ะ!ทำบุญแค่นี้สงสัยไปไม่ถึงหรอก

จริงๆเรื่องการทำบุญข้ามภาพข้ามชาติ มันเป็นเรื่องที่พูดกันไปก็เปล่าประโยชน์นะครับ เพราะมันมองไม่เห็น แต่ผมให้คิดง่ายๆนะครับ สมมติว่าบุพการีของเราไปเกิดใหม่เป็นมนุษย์เป็นเด็กทารกอยู่ คุณลองดูเด็กทารกจะรับรู้อะไรได้มั้ย จะรับบุญอนุโมทนาจากลูกหลานที่อยู่ในภพก่อนได้มั้ย

หรือว่าถ้าหากว่าจับพลัดจับผลูลงไปเป็นแมว เป็นนก เป็นปลาอย่างนี้ จะเอาอะไรมา .. คืออย่างปลาว่ายน้ำอยู่เนี่ยจะรับบุญได้ยังไง แล้วจะเอาบุญมาเลื่อนชั้นได้ยังไง มันทำไม่ได้นะครับ

ยิ่งถ้าท่านเป็นเทวดาหรือเป็นพรหมอยู่ บุญที่เราอุทิศให้เนี่ย ท่านก็อาจจะอนุโมทนามองลงมาแล้วรู้ว่า เออ ลูกเราทำบุญส่งมาให้ก็อาจจะยินดี แต่ไม่ใช่ว่าบุญนั้นจะทำให้ท่านได้วิมานเพิ่มขึ้นอีกหลังนึง หรือว่าจะให้ชีวิตท่านดีขึ้น

แต่สิ่งที่มันจะดีขึ้นแน่ๆก็คือ ความรู้สึกทางใจของเรานะครับ ที่ได้พบว่าตัวเองมีความกตัญญูแล้วก็พยายามทุกวิถีทาง คือมีใจที่มันเต็มที่จะตอบแทนท่านด้วยหนทางเท่าที่จะเป็นไปได้

แล้วถ้าหากว่าจับพลัดจับผลูท่านลำบากอยู่จริงๆ แล้วก็อยู่ใกล้ๆเราไม่ได้ไปไหน เป็นอะไรที่สามารถรับส่วนบุญจากเราได้ อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์กับท่านขึ้นมาจริงๆ ไม่ว่าจะไปถึงหรือไปไม่ถึงไม่ต้องไปคิดนะครับ คิดแค่ว่าใจเราเนี่ยถึงหรือเปล่า ถึงซึ่งความกตัญญูซึ่งเป็นบุญอันดับแรก แล้วก็ถึงซึ่งการพยายามตอบแทนท่านด้วยการลงมือเอาจริง แล้วก็ได้ทำสำเร็จมั้ยนะครับ ได้มีใจคิดส่งไปหรือเปล่า เอาแค่นี่แหละ ตรงนี้แหละนะครับมันจะเพียงพออยู่แล้วที่จะทำให้เราได้ยืนยันกับตัวเองว่า เราได้แสดงความกตัญญูกับท่านแล้วนะครับ

---------------------------------------------------

๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน เคยทุบตีพ่อแม่ ห้ามมรรคผลหรือไม่?

คำถาม : ถ้าคุณพ่อเสียตั้งแต่เด็กๆ เราจะทดแทนคุณพ่ออย่างไรได้บ้าง?

ระยะเวลาคลิป    ๗.๒๕  นาที
รับชมทางยูทูบ  https://www.youtube.com/watch?v=PlA33fdxD1Y&list=PLmDLNhxScsWO7ZAuqr-FC25dor6ETZhM-&index=5

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส


** IG **

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

คนพิการเป็นอภัพบุคคลหรือไม่ บรรลุโสดาบันได้ไหม

ดังตฤณ : ที่บอกว่าเป็นอภัพบุคคลนี่ ในตำราที่ว่าไว้นี่ก็บอกว่า คนยุคนี้เกือบหมด หรือจะบอกว่าทั้งหมดก็ได้ เป็นพวกไม่มีสิทธิ์บรรลุมรรคผลนะ

 

ถ้าไปเชื่อแบบนั้น เสร็จแล้วมาบั่นทอนกำลังใจตัวเอง ทำให้ไม่สามารถตั้งมั่นอยู่ในธรรมะได้ ไม่สามารถมาพิจารณากายใจได้ นั่นแหละคือซวยของจริงนะ คือไปเชื่อสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้

 

พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสไว้เลยว่า คนในยุคไหน สมัยใดที่จะปัญญาทรามขนาดไม่สามารถจะบรรลุมรรคผลนิพพาน ไม่สามารถเข้าใจธรรมะของพระองค์ได้

 

ท่านมีแต่ตรัสไว้ว่า ใครก็ตามที่เจริญสติปัฏฐาน 4 อย่างเร็วเจ็ดวัน อย่างกลางเจ็ดเดือน อย่างช้าเจ็ดปี ต้องได้อนาคามิผล หรือเป็นอรหัตผล คือข้ามไปเลยนะ ข้ามช็อตโสดาปัตติผล กับ สกทาคามิผล นะ

 

ใครก็ตามที่เจริญสติปัฏฐานเต็มที่ แล้วถูกทางแบบที่พระพุทธเจ้าประทานวิธีไว้ อย่างช้าที่สุด เจ็ดปี ต่อให้มีอินทรีย์อ่อนแค่ไหน มีบุญเก่ามาแต่ชาติไหนๆ ไม่สามารถไปสู้ใครเข้าได้ แค่เจ็ดปี ถ้าหากว่าใช้เวลาในชีวิตมนุษย์ ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ แล้วสามารถฟังธรรมะเข้าใจได้ มีร่างกายที่จะพิจารณาธรรมะ แบบที่พระองค์สอนนี่นะ เจ็ดปี หวังได้ว่าจะถึงอนาคามิผล

 

ชอบมีคนมาบอกว่า ทำมาเจ็ดปี ไม่เห็นได้เลย .. ทำอะไร? ต้องถามด้วยนะ ลงรายละเอียดด้วยนะว่า ทำอะไร แล้วตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอนไว้หรือเปล่า

 

ถ้าทำไว้ตรงกับพระพุทธเจ้าสอน อย่าว่าแต่ตาไม่ค่อยดีเลย ให้ตาบอดด้วย ตาบอดนะ แต่ยังฟังธรรมะเข้าใจ แล้วก็พิจารณากายใจได้ ที่ผมเห็นมาชัดๆ เลย คนตาบอดนี่ ตาบอดสนิทเลยนะ (ผู้ถาม) นี่แค่เห็นเลือนรางยังไม่ได้ตาบอดนะ

 

คนตาบอดที่จิตสว่าง คนตาบอดที่มีจิตที่สว่างกว่าคนตาดี ผมเคยเห็นมาแล้ว แล้วก็ขอยืนยันว่า เรื่องที่เกิดมาแบบไม่มีปัญญา คือบอกว่าเป็นแค่ทวิเหตุ (ทวิเหตุกบุคคล) ไม่ครบติเหตุ (ติเหตุกบุคคล) อะไรนี่ เป็นเรื่องไม่จริงนะ ไม่รู้เอาอะไรมาวัดว่า ตรงไหนเกิดมาพร้อมกับปัญญา ตรงไหนไม่มีปัญญาประกอบด้วย

 

เพราะปัญญาที่พระพุทธเจ้าท่านจะให้เป็นตัวตั้งว่า สามารถบรรลุมรรคผลได้ ก็คือ มีอวัยวะแบบมนุษย์นะครับ มีสำนึกคิดอ่านแบบมนุษย์ สามารถที่จะเข้าใจธรรมะได้ สามารถที่จะให้ทานได้ มีจิตให้ทาน สามารถที่จะถือศีลได้ สามารถที่จะโฟกัสกับลมหายใจ ตอนนี้เข้าหรือออกอยู่ ตอนนี้ยาวหรือสั้นอยู่ จนกระทั่งเห็นความไม่เที่ยงของลมหายใจได้

 

ถ้าใครทำได้แค่นี้ ก็บรรลุมรรคผลได้แน่นอน ถ้าไม่ไปทำอนันตริยกรรมด้วยนะ นอกนั้นคือประเภทที่บอกว่า เกิดมาไม่มีปัญญาประกอบมาด้วย เหลวไหลมากนะ คือไปเชื่อเรื่องอะไรแบบนี้ แล้วทำให้ขวางทางตัวเอง ไม่สามารถที่จะปักใจให้แน่วไป ตั้งมั่นไปในธรรมะได้ น่าเสียดายมาก ไปเชื่ออะไรที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสนะ

 

ลองคิดดูแล้วกัน ว่าอะไรเป็นฝ่ายที่บั่นทอนจิตใจ บั่นทอนกำลังใจ ไม่ให้คนได้พยายามเพียรถึงมรรคถึงผลกันอย่างถูกทาง ฝ่ายไหนที่ควรจะมาห้ามมรรคห้ามผลของคนในยุคไหน เป็นฝ่ายธรรมะ หรือเป็นฝ่ายตรงข้าม ลองคิดเอา

 

เวลาฟังธรรมนี่นะ แล้วก็เวลาปฏิบัติธรรม อย่ามัวแต่คิดว่าเรามีสิทธิ์ หรือไม่มีสิทธิ์ เพราะความคิดแบบว่ามีสิทธิ์ไม่มีสิทธิ์นี่ จะดักตั้งแต่ต้นทางเลย ว่า เราจะมีใจ แน่วเข้าไปในการรู้กายใจแค่ไหน

 

ถ้าบอกว่าเราไม่มีสิทธิ์ก็คือ แล้วจะทำไปทำไม ก็จะคิดอย่างนี้ ลองนึกดูดีๆ นะ ว่าฝ่ายไหน ที่บั่นทอนกำลังใจของผู้คน ไม่ให้อยากเอามรรคเอาผล บอกว่าเป็นพวกปัญญาทราม บอกว่าเป็นพวกที่ไม่มีสิทธิ์แล้ว ลองคิดดูก็แล้วกันนะ

 

แล้วการพิการทางสายตา ก็ไม่เกี่ยวกับเป็นบุคคลผู้อาภัพ ไม่สามารถบรรลุมรรคผลได้นะ ไม่เกี่ยวนะ ที่เป็นอภัพบุคคล เป็นเรื่องของปัญญานะ เป็นเรื่องความสามารถที่จะมีปัญญาตั้งอยู่ แน่วแน่ถึงขั้นที่รวมจิตถึงฌาน เห็นกายใจเป็นรูปนามได้ถึงฌาน แต่เราก็ตัดได้ มีความสามารถล้างสังโยชน์ ซึ่งตรงนั้นต้องสร้างเอา

 

การเจริญสติ ไม่ใช่ว่าเอาบุญเก่าติดตัวมาแต่ชาติไหน ไม่ใช่นะ อันนั้นเขาเข้าใจผิดกันตั้งแต่แรกเลย ว่าต้องใช้บุญเก่ามาเป็นมิเตอร์ มาเป็นตัววัด มาเป็นตัวชี้ ชี้เป็นชี้ตาย จริงๆ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความเพียรในปัจจุบันต่างหากที่สามารถเป็นเครื่องชี้ขาด นะ

_________________

คำถามเต็ม : ผมเป็นคนพิการทางสายตามองเห็นเลือนราง ได้ยินว่าคนพิการเป็นอภัพบุคคล ปัจจุบันผมฟัง CD หลวงพ่อปราโมทย์แล้วพยายามมีสติในระหว่างวัน และนั่งภาวนาตอนเย็นก่อนนอน อยากทราบว่าจะมีโอกาสได้โสดาบันไหม?

 

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน เคยทุบตีพ่อแม่ ห้ามมรรคผลหรือไม่?

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=Q-cZFNYaM1s&t=2s

ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน เคยทุบตีพ่อแม่ ห้ามมรรคผลหรือไม่?

ดังตฤณ : สวัสดีครับทุกท่าน พบกับรายการปฏิบัติธรรมที่บ้านทุกคืนวันเสาร์สามทุ่ม สำหรับคืนนี้ ก็เกี่ยวกับเรื่องของบาปของกรรมนะ ว่าแบบไหน ขนาดไหน หนักขั้นที่จะห้ามมรรคผลได้

 

อย่างเช่น เรื่องของการที่เคยทุบตีพ่อแม่มาก่อน เจ้าตัวคนถาม คือ จริงๆ แล้วนี่ก็กลับตัวกลับใจแล้วนะ แล้วก็เป็นคนที่เรียกว่า เหมือนเปลี่ยนจากเดิม ที่เคยร้ายกับพ่อแม่มาก่อน แล้วกลายเป็นแรงดันให้ตัวเองพยายามทำความดี เปลี่ยนจากหลังมือเป็นหน้ามือ แล้วก็เหมือนกับปัจจุบันก็ถือว่า เป็นคนที่มีความกตัญญูสูง มีแก่ใจที่จะทำให้พ่อแม่มีความสุข แล้วก็พยายามเลี้ยงดูตอบแทนอะไรพ่อแม่ทุกอย่าง

 

แต่ว่าประเด็นของความคาใจนี่ อย่างไรก็เป็นความคาใจอยู่วันยังค่ำนะ จนกว่าจะปลดล็อคด้วยอะไรที่ทำให้หายข้องใจเสียได้

 

ก่อนอื่นมาปูพื้นกันในเรื่องของธรรมชาติ ธรรมดาของมนุษย์ น้อยคนที่เคยทุบตีพ่อแม่ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์นี่ส่วนใหญ่จะจำได้ โดยชีวิต คือมีชีวิตเป็นเครื่องช่วยให้เกิดความจำ ตั้งแต่เด็กๆ มา ใช้เวลาหลายปีนะที่ได้เห็นหน้าพ่อเห็นหน้าแม่ แล้วก็ถูกชุบเลี้ยง ได้รับการอุปการะมา ยกเว้นแต่ประเภทที่ห่างเหิน ไม่ได้อยู่ด้วยกันอะไรแบบนี้ คืออันนี้พูดถึงแบบที่พ่อแม่เลี้ยงดูมานะครับ ตั้งแต่อ้อนแต่ออก

 

เพราะฉะนั้น โดยสัญชาติญาณความเป็นมนุษย์ ก็จะเกรงใจแล้วก็มีความรู้สึกว่า พ่อแม่เป็นผู้ให้กำเนิดเรา เป็นคนที่พิเศษกว่าใครในโลก เพราะฉะนั้นโอกาสที่จิตแบบมนุษย์ สำนึกแบบมนุษย์ จะอยากไปทำร้าย หรือว่าอยากจะทำลาย จะยาก เว้นแต่จะเจอพ่อแม่ที่ไม่ดีมากๆ ไม่ดีแบบชนิดที่ คือเหมือนศัตรูกัน อะไรแบบนั้น อันนั้นก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

แต่หลายคน คือเมื่อกี้พูดก่อน อันดับแรกนะ น้อยคนที่เคยทุบตีพ่อแม่ แต่หลายคนเคยด่าทอพ่อแม่ อดไม่ได้ อดโมโหไม่ได้ แล้วห้ามปากไม่อยู่  พูดจาทำร้ายจิตใจพ่อแม่ คือพอหน้ามืดขึ้นมา แล้วถ้าเคยด่าไปทีหนึ่งนี่ ก็จะมีโอกาสมีแนวโน้มที่จะด่าซ้ำๆ อีก แล้วก็ติดเป็นนิสัยที่จะด่าพ่อด่าแม่ตัวเองจนโตขึ้นมา อันนี้เป็นกันหลายคน ไม่ใช่แค่คนสองคนนะ

 

คือถ้าคิดเป็น % นี่ผมว่าที่เคยด่าพ่อแม่ ด่าออกปาก อย่างน้อยที่สุดครั้งสองครั้งอะไรแบบนี้ ผมว่าน่าจะครึ่งต่อครึ่งกระมัง คงไม่เคยมีใครเก็บสถิติไว้ แต่ผมว่าครึ่งต่อครึ่ง หรือเกินครึ่ง เกิน 50% อะไรแบบนี้ที่เคยพูดออกปาก พูดไม่ดีกับพ่อแม่ชนิดที่ทำให้พ่อแม่เสียใจ

 

ทีนี้ ถ้าพูดถึงในระดับความคิด เมื่อกี้พูดเรื่องการลงมือลงไม้ ด้วยร่างกายน้อยคนเคยทุบตี หลายคน เอาเป็นว่าส่วนใหญ่เลยก็แล้วกันนะ เคยด่าทอ .. ด้วยกรรมทางกายนี่ น้อยคน แต่กรรมทางวาจา เยอะ .. แต่ที่คิดไม่ดีกับพ่อแม่นี่ กรรมทางความคิด หรือมโนกรรมนี่นะ ทุกคน ต้องเคยคิดไม่ดี มันยากมากนะที่คน ลิ้นกับฟันน่ะ อยู่ด้วยกัน บอกเกิดมาไม่เคยคิดไม่ดีกับพ่อแม่เลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่เคยโกรธ ไม่เคยอะไร เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าโดยธรรมชาตินี่นะ ใจร้าย คนอยู่ด้วยกันนี่ ก็ต้องไม่พอใจกันเป็นธรรมดา ไม่พอใจด้วยคิดเรื่องที่ว่าไม่ตามใจ ตอนเด็กๆ นี่พ่อแม่ไม่ตามใจ หรือว่าโตขึ้นมา พ่อแม่มีความเห็นขัดกับตัวเอง ความคิดส่วนตัวเป็นอย่างหนึ่ง พ่อแม่มีมุมมองไปอีกอย่างหนึ่ง อยากให้เราเป็นอย่างนั้น อยากให้เราเป็นอย่างนี้

 

แค่ว่าเหมือนกับอยู่บ้านเดียวกัน แล้วก็ขัดทางความเห็น ทางความรู้สึกกัน มนุษย์นี่ คิดไม่ดีกันได้นะครับ เพราะฉะนั้นนี่ ถามว่าแต่ละคน มีโอกาสที่จะทำบาปใหญ่มากน้อยแค่ไหนนี่ ก็มีพ่อแม่นี่แหละเป็นที่ตั้งของบาปใหญ่ได้มากที่สุดในชีวิต ได้ใกล้ตัวที่สุดในชีวิตนะ

 

แล้วพ่อแม่นี่ เป็นรากของชีวิต เลยเป็นเรื่องร้ายแรงทางความรู้สึกได้หมด ไม่ว่า คุณจะทำกรรมทางกาย ทางวาจา หรือว่าทางใจก็ตาม แม้ด้วยความคิดนี่ ก็รู้สึกผิดได้ยิ่งกว่าคิดไม่ดีกับคนอื่นมากเป็นหลายเท่า

 

ทีนี้พอธรรมชาติธรรมดา ตอนที่จิตยังไม่ได้ถูกยกระดับขึ้นมาให้สูง ให้ขาว ให้สว่างใส ตอนที่ยังมืดๆ อยู่ ทำอะไรลงไปนี่ จะไม่รู้ตัว แล้วไม่รู้สึกเท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรรมทางความคิด กับกรรมทางวาจาที่ร้ายๆ กับพ่อแม่นี่นะ จะเหมือนกับว่า คนใกล้ชิดกันน่ะ คนกันเอง ไม่เป็นไรหรอก ซึ่งที่จริงเป็นนะ ไม่ว่าพ่อแม่จะให้ความสนิทด้วยขนาดไหน หรือต่อให้พ่อแม่เลี้ยงลูกมา ราวกับเป็นเพื่อน เลี้ยงให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพื่อน นี่ก็ไม่มีข้อยกเว้นนะ คือกรรมเวลาที่ทำไม่ดีไป แล้วพ่อแม่เสียใจ หรือว่าพ่อแม่เกิดความรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจขึ้นมา จะเป็นกรรมหนักทั้งนั้น

 

คือตอนที่ยังไม่ขัดเกลา ตอนที่ยังไม่สว่าง รู้สึกเหมือนกับไม่เป็นไร แต่พอหันหน้ามาทางธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่คิดอยากจะถือศีล ทำสมาธิ อยากได้มรรคได้ผลกัน พวกนี้จิตจะเปลี่ยนไป ราวกับเหรียญกลับด้านก็ว่าได้ หรือยกขึ้นพ้นจากความมีสัญชาติญาณดิบๆ แบบมนุษย์ธรรมดา ที่นึกว่าจะทำอะไรก็ทำ อยากทำอะไรก็ได้ จะยกขึ้นมาสูงกว่านั้น ไหนๆ อยากได้มรรคผลกันแล้วนี่ แล้วก็มาทำสมาธิกัน อย่างบางคนจะรู้สึกคือว่า มีสำนึกชั้นสูง ที่ทำให้ต่างไปจากตอนที่ผ่านๆ มา ราวกับฟ้ากับเหว

 

อย่างเช่น พอจิตเริ่มเป็นสมาธิ ก็จะนึกถึงพฤติกรรมที่เคยทำไม่ดีกับพ่อแม่มา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่เคยทุบตีพ่อแม่ อย่างเจ้าของคำถามนี่ คือเกิดนิมิตขึ้นมาชัดเจน ราวกับเกิดขึ้นอีกครั้ง แล้วก็รู้สึกว่าจิตตก รู้สึกว่าตัวเองเลวมาก ไม่คู่ควรกับธรรมะชั้นสูง มีความรู้สึกว่าไปต่อไม่ได้ ไปไม่ถูก เพราะเวลาที่จิตเป็นสมาธิ เป็นจิตชั้นสูงน่ะ จิตระดับสูงเป็นกุศลอย่างแรง เป็นมหากุศล

 

พอเกิดภาพที่ตัวเองเคยลงมือลงไม้กับพ่อแม่มา ในสมัยที่จิตยังดิบๆ ด้านๆ จะรู้สึกว่าตัวเองไปต่อไม่ได้ มีความรู้สึกว่าแบบนี้ พยายามทำสมาธิก็ล้มเหลว หรือว่าพยายามดูให้อะไรๆ เป็นอนิจจัง เห็นภาพเก่าๆ สักแต่เป็นสภาวะธรรมหรืออะไรต่างๆ จะไม่ได้ จะคล้ายมีแรงเบรก มีแรงห้ามไม่ให้ไปต่อ จึงเป็นที่มา ที่ได้ถามไถ่กัน วันนี้เราก็จะมาคุยกันให้ชัดเจน เรื่องที่ว่า ธรรมะ ระดับที่จะถึงมรรคถึงผล จิตแน่นอนว่าต้องเป็นจิตชั้นสูงนะ ไม่ใช่จิตคิดลวกๆ ไม่ใช่จิตฟุ้งซ่าน ไม่ใช่จิตที่ยังทำบาปทำกรรมเป็นนิจศีล แบบนั้นบรรลุธรรมไม่ได้แน่นอน เห็นหายใจโดยความเป็นรูปนามไม่ได้แน่ๆ

 

แต่มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นนะครับ ที่ท่านรู้จริงว่า บาปขั้นไหนที่จะห้ามมรรคห้ามผล ไม่ให้มีสิทธิ์ได้บรรลุมรรคผลแน่ๆ ในชาติปัจจุบัน มีพระองค์เท่านั้นนะครับที่รู้จริงๆ และพระองค์ตรัสไว้แล้วนะ

 

คือพระองค์ไม่ใช่เจ้าของธรรมะนะ ไม่มีสิทธิ์ไปเปลี่ยนแปลงกฏธรรมชาติ แล้วก็ไม่มีอำนาจบันดาล หรือไปตัดสินใครทั้งนั้น แต่ท่านรู้ว่ากรรมหนักขนาดไหน ที่เป็นก้อนหินขวางทางจริงๆ ไม่ให้ไปต่อแน่ๆ ซึ่งได้แก่ อนันตริยกรรม

 

อนันตริยกรรม คือ ฆ่าแม่ ฆ่าพ่อ ฆ่าพระอรหันต์ ทำพระพุทธเจ้าห้อเลือด อย่างเช่นที่พระเทวทัตทำได้มาแล้วนะครับ ต้องมีบุญมากนะ ถึงจะทำอนันตริยกรรม แบบที่ทำร้ายพระพุทธเจ้าถึงขั้นห้อพระโลหิตได้ คือไม่มีมนุษย์ และเทวดาที่ไหนจะทำร้ายพระพุทธเจ้าได้ นอกจากกรรมเก่าของพระองค์เอง แต่กรรมเก่าของพระองค์ที่เคยทุ่มหินใส่น้องชาย ที่ตกลงไปในเหว คือผลักลงไปในเหวไม่พอ ทุ่มหินใส่ซ้ำเข้าไปอีก ก็เลย ชาติสุดท้าย โดนพระเทวทัตกลิ้งหินลงจากเขามาโดน

 

คือหินนี่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ก่อนจะถึงพระองค์ และได้บาดนิ้วเท้าของพระองค์จนห้อพระโลหิต ห้อเลือด คือไม่ถึงเลือดไหลนะ ไม่มีใครทำร้ายพระองค์ได้นะ ยกเว้นแต่หมอชีวก คือไม่ใช่แค่ทำให้ห้อพระโลหิตนะ แต่แผลที่ห้อพระโลหิตมานี่ ท่านเอามีดกรีดเลย เลือดไหลเลย แต่นั่นด้วยเจตนาที่จะรักษา ต่างจากพระเทวทัตที่เจตนาทำร้าย อันนี้ ก็ห้ามมรรคห้ามผลพระเทวทัตเช่นกัน

 

อีกข้อหนึ่งก็คือ ทำสังฆเภท คือทำให้สงฆ์แตกแยกกัน มีความเห็นไม่ลงรอยกัน อะไรแบบนี้

 

ห้าข้อ ฆ่าแม่ ฆ่าพ่อ ฆ่าพระอรหันต์ ทำพระพุทธเจ้าห้อพระโลหิต แล้วก็ทำสังฆเภท ทำให้สงฆ์แตกกัน ห้าข้อนี้ ถ้าใครยังไม่ได้ทำ ก็บอกตัวเองได้ สบายใจได้ ใจชื้นได้ว่าชาตินี้ ยังมีสิทธิ์อยู่เสมอนะครับ

 

ทีนี้คืออย่าง ถ้าไม่เกิดกับตัวเองจะไม่เข้าใจ จะยังอดสงสัยไม่ได้ว่า เวลาที่ทำสมาธิ แล้วนิมิตเก่าๆ ที่เคยทำร้ายพ่อแม่ ย้อนกลับมาทุกทีเลย แล้วมีความรู้สึกว่าไปต่อไม่ได้จริงๆ อันนี้ คือผมก็จะอธิบายให้เข้าใจนะว่า ไม่ใช่เพราะกรรมที่เคยทุบตีพ่อแม่ มาห้ามไม่ให้ไปต่อ แต่เป็นใจของคุณเองที่รู้สึกผิด แล้วก็เกิดอาการย้ำคิดย้ำทำ เกิดอาการที่ไปกังวล เกิดอาการที่ไปมีความรู้สึกว่า แย่ๆ กับตัวเองขึ้นมา แล้วไม่ยอมให้อภัยตัวเอง ไม่รู้วิธีที่จะละลายความรู้สึกผิดตรงนั้น ก็เลยไปต่อไม่ได้ ไม่ใช่เพราะว่าบาปที่ทุบตีพ่อแม่มีผลเท่ากับอนันตริยกรรม ไม่ใช่นะ

 

ถามว่า แล้วอย่างนั้นจะละลายกรรมได้อย่างไร อันนี้อย่าเข้าใจว่าวิธีคือ การไปให้พ่อแม่ทุบตีคืน ไปขอร้องกราบไหว้ บอกว่าขอให้พ่อแม่ลงโทษตัวเองสถานหนัก ทุบตีให้ตัวเองเจ็บกว่าที่เคยทำพ่อแม่ไว้สิบเท่า แบบนั้น ไม่ได้ช่วย ไม่ได้ไปละลายความรู้สึกผิด

 

คิดง่ายๆ นะ พอเจ็บไปแล้วนี่ พอเจ็บตัวไปแล้ว แล้วคุณเอาความเจ็บตัว มาสำรวจความรู้สึกดู ว่าสบายใจหรือยัง ใจยังไม่สบายใจอยู่ดี เพราะทุบตีพ่อแม่นี่ อย่าว่าแต่ให้พ่อแม่ทุบตีคืนเลย ต่อให้เอามีดแทงให้ตาย ก็ไม่รู้สึก่ว่าได้ชดใช้ไปได้หรอก พูดกันจริงๆ พูดกันตรงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีจิตสำนึกชั้นสูงแล้ว พอย้อนกลับไป เรื่องที่ทำร้ายพ่อแม่ด้วยมือไม้ จะหนักนะ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่แก้ด้วยการให้พ่อแม่ทุบตีคืน

 

แต่ต้องด้วยการขอขมาจากใจ แล้วก็คิดทำให้ท่านมีความสุข วิธีง่ายๆ นะ คุณคิดถึงความรู้สึกผิดของตัวเองให้เปรียบเสมือนกับ รสเค็มของเกลือ ใส่เกลือเข้ามาในแก้วเปล่าๆ ถ้าคุณกินเกลือนั้นเข้าไป ก็เค็มจัด เค็มเท่ากับที่เกลือจะให้รสเค็มได้เต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ถูกไหม

 

ทีนี้ถ้าหากว่าคุณเอาน้ำใส่เข้าไป หนึ่งแก้ว ถามว่ากินน้ำเกลือแก้วหนึ่ง แก้วนั้นเข้าไป จะยังเค็มอยู่ไหม ก็ยังเค็มจัดอยู่ เค็มใกล้เคียงกันกับไม่ใส่น้ำเข้าไปเลย

 

แต่ถ้าหากว่าขยายขนาดภาชนะ ให้ใหญ่เท่าโอ่ง เกลือก้อนเท่าเดิม ใส่น้ำเข้าไปเต็มโอ่งเลย ถามว่ารสเกลือนี่จะยังเท่าเดิมอยู่ไหม แน่นอน ก็จะเจือจางลงมาก ยิ่งถ้าหากว่าคุณขยายขนาดภาชนะเท่าแทงก์เลยนะ ให้ใหญ่เท่าแทงก์เลย แล้วเกลือเท่าเดิม จะยังมีฤทธิ์เค็มอยู่ไหม ยังให้ความเค็มอยู่ได้ไหม เกลือนี่ยังอยู่ตรงนั้นแหละ แต่ให้ความเค็มไม่ได้แล้ว นี่น้ำระดับแทงก์นะ ยิ่งถ้าใครใจใหญ่กว่านั้น จะเอาแบบว่าใส่น้ำจืดเข้าไปปริมาณเท่าน้ำทะเลเลย รสเค็มของเกลือก็ไม่เหลือ

 

นี่ก็เหมือนกัน พระพุทธเจ้าท่านเปรียบไว้อย่างนี้ เหมือนกับการเจือจางรสเค็มของเกลือด้วยน้ำ ยิ่งมากขึ้นเท่าไหร่ รสเค็มยิ่งเจือจางลง ฉะนั้น ถ้าเราตั้งไว้ในความรู้สึกว่า ความรู้สึกที่ผิดอยู่ มันเค็มแค่ไหน เอาความรู้สึกผิดเทียบเป็นรสเค็มทางใจ แล้วคุณทำดีกับพ่อแม่เข้าไป ทำให้ท่านมีความสุข ทำให้ท่านได้ธรรมะ ทำให้ท่านได้รู้จักครูบาอาจารย์ดีๆ ทำให้ท่านได้มีโอกาสจะไปทำบุญสุนทาน จะด้วยกำลังทรัพย์ กำลังสมอง หรือว่าพูดคุยกันเรื่องธรรมะดีๆ ที่คุณไปศึกษามา ที่คุณอยากได้มรรค อยากได้ผล หรือจะด้วยประการใดๆ ที่ทำให้ท่านรู้สึกดีก็ตาม

 

ลองทำไปเรื่อยๆ ด้วยความตั้งใจว่าจะมาละลายความรู้สึกผิดนี้ แล้วดูไปวันต่อวันๆๆ พอผ่านข้ามวัน ข้ามเดือน ข้ามปีไป ความรู้สึกนี้ ยังอยู่กับที่ไหม

 

คือย้ำนะ ขออภัยก่อน ขอขมาท่าน จะใช้ดอกไม้ธูปเทียน หรืออะไรเป็นพิธีการ แล้วกราบเท้าท่านด้วยความรู้สึกจากใจก็ตาม เป็นตัวตั้ง เสร็จแล้วพยายามทำให้ท่านมีความสุข พยายามทำให้ท่านได้ดิบได้ดี ทั้งทางโลกและทางธรรม ทำทุกอย่าง ด้วยความตั้งใจที่จะละลายความรู้สึกเค็มในใจนี่แหละ

 

นี่คือพอ ที่จะสำรวจได้จริงๆ เนื่องจากว่า เคสนี้ เจ้าของคำถาม ทำสมาธิ แล้วเกิดความรู้สึกผิดไปต่อไม่ได้ ก็ดูจากตรงนั้นแหละ พอทำสมาธิแล้วเกิดความรู้สึกสบายใจ โล่งใจ หายเค็ม กลายเป็นรสจืด หรือกระทั่งกลายเป็นรสหวานชื่นขึ้นมาแทนหรือเปล่า

 

ถ้าหากว่าสบายใจแล้ว เห็นท่านมีความสุขเหลือเกินจากฝีมือของเรา ผ่านเดือนผ่านปีมา แล้วท่านก็ให้อภัยแล้ว ไม่มีภาพติดค้างอยู่ในใจ หรือภาพเกิดขึ้นมาใหม่ ไม่ให้ความรู้สึกที่แสบสันต์เท่าเก่า ไม่เกิดความรู้สึกผิดเหมือนเดิม แต่กลายเป็นความรู้สึกหวานชื่น กลายเป็นความรู้สึกว่า รื่นรมย์ อย่างนั้นแหละ พ้นแล้ว เพราะว่าความดีจะเหมือนน้ำโอ่ง หรือน้ำแทงก์ หรือน้ำ(ปริมาณเท่า)ทะเล ที่ทำให้เกลือไม่คงความเค็มเท่าเดิมอีกต่อไป

 

อันนี้ มิเตอร์เดียวในโลกที่จะวัดได้ ก็คือจิตของคุณเอง ความรู้สึกของคุณเองนะ เรื่องของความรู้สึกนี่ ไม่ใช่แค่สัญชาติญาณ ไม่ใช่แค่คิดไปเอง แต่เป็นมิเตอร์ชนิดหนึ่ง

 

คือจิตของมนุษย์นี่ หลอกตัวเองไม่ได้ แล้วความรู้สึกนี่ ที่ประมวลขึ้นมา จะซับซ้อนมากนะ ไม่ใช่ว่าจะแกล้งให้หายรู้สึกผิดโดยไม่ทำอะไรเลย มาสะกดจิตตัวเองให้เลิกรู้สึกผิด ทำกันไม่ได้หรอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกี่ยวกับพ่อแม่ ต่อให้เก่งขนาดไหน เป็นนักสะกดจิตระดับโลกอย่างไรก็ตาม เรื่องพวกนี้อย่างมากที่สุดก็คล้ายๆ กดทับไว้ แต่ในที่สุด ความรู้สึกผิด หรือปมชั่วที่ยังเป็นหนามแหลม ทิ่มตำก้นบึ้งของความรู้สึกอยู่ อย่างไรวันหนึ่งก็ต้องโผล่ขึ้นมา

 

แต่ถ้าเราทำดีกับท่านแล้ว แล้วท่านให้อภัยแล้ว ปมตรงนี้ หายแล้วหายเลย คือถึงแม้ย้อนกลับมาอีก ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกแบบเดิมๆ ไม่ได้ จะเหลือแต่ความรู้สึกว่า เราได้เจือจางบาปนี้ลงไปแล้วนะ ส่วนที่จะต้องได้รับผลอย่างไร มีวิบากในอนาคตอย่างไร ไม่ต้องไปสนใจ สนใจแค่ตรงนี้ที่เราทำจุดที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ คือทำให้รสเค็มที่เจ็บแสบของความรู้สึกผิด หายไปด้วยความดีก็พอนะครับ

_________

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน เคยทุบตีพ่อแม่ ห้ามมรรคผลหรือไม่?

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=GmJbf-nmXcE