วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2564

จะแยกอย่างไรว่าขี้เกียจ หรือ ปลงปล่อยวาง

ดังตฤณ : การปล่อยวาง สำคัญเลยคือดูที่ใจ

ว่ามีความคลาย มีความโปร่ง มีความเบา

มีความรู้สึกไม่ทุกข์ไม่ร้อน

 

ส่วนอาการขี้เกียจ เล็งที่อาการทางกายก่อนอันดับแรกเลย

อยากจะงอมืองอเท้า มีภารกิจอยู่ตรงหน้า หรือว่าอยากจะนิ่งนอนใจ ไม่ขยับเขยื้อน ดูที่อาการทางกายนะครับ

 

ขี้เกียจ จะลามมาถึงกาย เหมือนกับกายเป็นของไร้ประโยชน์ มีไปก็ไร้ค่า ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลย

 

แต่ว่าอาการปล่อยวาง ร่างกายยังขยับอยู่ ยังทำงานเต็มที่อยู่ ยังมีความกระชุ่มกระชวย กระตือรือล้นได้อยู่ แต่ไม่มีอาการอินังขังขอบกับสิ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า เป็นความผิดหวัง เป็นความไม่น่าสมใจ เป็นความบีบคั้น ที่ควรจะเป็นทุกข์ แต่ใจของเรากลับเบา ไม่ถูกบีบคั้นตาม แบบนี้เรียกปล่อยวางนะครับ

_______________

 

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน วิธีใช้เงินบริจาคของบูรณพุทธ

วันที่ 24 เมษายน 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=vLNmkaB0vzY

รู้สึกรักเคารพ หลวงพ่อพุธมาก เพราะเหตุใด

ดังตฤณ : ถ้าหมายถึงหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ผมก็เคารพรักท่านมากเหมือนกันนะครับ เคยไปบวชกับท่าน แล้วได้รับความปรานีจากท่านมากมายนะครับ

 

ทีนี้ หลวงพ่อพุธ ท่านก็เป็นพระที่มีเทศนาเป้นปาฏิหาริย์ คือมีปาฏิหาริย์ทางเทศนา ไม่ว่าจะเสียงของท่าน คาแรคเตอร์ของท่าน คาริสมาของท่าน ความที่เข้าใจธรรมจากท่านง่ายๆ ธรรมะจากท่านนี่ สื่อจากใจถึงใจ แล้วก็ทำให้เราเฉียดใกล้ แทบจะเอื้อมถึงกับธรรมะชั้นสูง ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าหน้าตาเป็นอย่างไร แต่รู้ว่า ยิ่งใหญ่ มีทิศทางที่เราเชื่อ ทำให้เราศรัทธาว่า อย่างนี้แหละทิศทางไปนิพพาน

 

ฉะนั้นก็เป็นธรรมดาที่เราจะเกิดความรู้สึกเคารพเลื่อมใส ศรัทธา หรือรู้สึกผูกพันกับท่านมาก นี่ก็คือผูกพันกับธรรมะที่ท่านให้มานั่นเอง

 

อาจเป็นไปได้ที่เราเคยเป็นลูกหลานท่านมาก่อน หรือเคยได้รับการเกื้อกูลจากท่านมาแบบนี้ แต่สิ่งที่ชัดเจนเฉพาะหน้าที่อธิบายแบบเข้าใจกันได้ง่ายๆ ชัดๆ ก็คือว่า ธรรมะของท่าน ช่วยให้จิตของเรารู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่า มีชีวิตที่ยกระดับขึ้น มีชีวิตที่ดีกว่าเดิม เหนือกว่าเดิม ตรงนี้ก็มาจากไหน ก็มาจากท่าน แล้วก็ความรู้สึกเกี่ยวกับตัวท่าน ก็เลยมีความยิ่งใหญ่ แล้วก็ชวนให้เกิดความผูกพันอยากเข้าไปหานะครับ นี่เป็นเรื่องธรรมดานะ

_____________________

ทำไมหนูมีรับเคารพหลวงปู่พุธมากมายทั้งที่ไม่เคยรู้จักท่านเลย มีความรู้สึกอยากไปกราบที่ที่ท่านเคยอยู่ แค่ได้ยินเสียงหลวงปู่เทศน์ ก็ปลื้มจนน้ำตาไหล แปลกใจกันอาการแบบนี้ค่ะ ช่วยให้คำตอบหนูที?

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน วิธีใช้เงินบริจาคของบูรณพุทธ

วันที่ 24 เมษายน 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=PH4rSPwoTe4

  

จะสร้างทุนเพื่อพบพุทธศาสนาทุกชาติอย่างไร

ดังตฤณ : ทุกครั้งที่เราทำบุญกับพุทธศาสนา

คือทุกครั้งที่เราเพิ่มความหนักแน่น เพิ่มสิทธิ เพิ่มโอกาส เพิ่มน้ำหนักให้เราได้อยู่ใต้ร่มโพธิ์ร่มไทรของพุทธศาสนาไปเรื่อยๆ นะครับ

 

ทีนี้ จริงๆแล้วพุทธศาสนาไม่ได้เกิดขึ้นมาบ่อยๆ นานๆที มาที แล้วก็จะมีช่วงว่างจากศาสนา เราท่องเที่ยวโต๋เต๋ไปโน่นไปนี่เป๋ไปเข้ารกเข้าพงบ้าง อะไรบ้าง แต่ทุกครั้งที่พุทธศาสนาอุบัติ ก็จะมีแรงดึงดูดโดยกรรมที่เราเคยทำไว้ ให้ได้มาอยู่ใต้ต้นโพธิ์ร่มไทรของพุทธศาสนาอีก

 

ทีนี้ ถามว่าบุญแบบไหน ที่จะผูกเราไว้กับพุทธศาสนา

 

ส่วนใหญ่ก็มักจะนึกถึงการทำบุญทำทาน การใส่บาตรพระ ซึ่งนั่นก็ใช่นะ แต่ว่าการใส่บาตรพระ จะเป็นระดับของการให้ทาน ซึ่งมีอยู่ทุกศาสนา

 

หรือว่าการศรัทธา รู้ว่าครูบาอาจารย์เป็นพระอรหันต์ เป็นดุจเทพเจ้าอะไรต่างๆ นั่นก็เรียกว่าเป็นบุญในระดับศรัทธา ซึ่งไม่แตกต่างจากศาสนาอื่นๆ ที่อาจมีตัวตั้งอะไรสักอย่างหนึ่ง ขึ้นมายึดเหนี่ยวจิตใจ เหนือกว่ามนุษย์ ประดุจเทพ

 

ที่นี้ถ้าจะมองว่า ศรัทธานี่เป็นของที่เปลี่ยนง่าย พระสารีบุตรเคยบอกไว้เลยนะครับว่า ศรัทธาของปุถุชนนี่ท่านไม่สามารถรับประกันได้แม้แต่วันเดียว เหมือนกันทุกชาติทุกภพ ที่เราเกิดมาไม่ว่าเราจะตั้งความศรัทธาในพุทธศาสนาไว้ขนาดไหน ศรัทธาก็คือสิ่งที่เป็นอารมณ์ ใกล้เคียงกับอารมณ์ชไม่ได้มีความตั้งมั่น ปักหลักอยู่ได้ตลอดไป

 

สิ่งที่จะทำให้ใจของเรา ปักมั่นอยู่กับพุทธศาสนาได้แบบแน่วแน่ คือปัญญาซึ่งเป็นเหมือนกับเหรียญด้านกลับกับศรัทธานั่นแหละ คือเป็นเหรียญเดียวกัน แต่ว่าเป็นคนละด้านกัน

 

ถ้าหากว่า เรามีศรัทธาแบบพุทธจริง ต้องมีปัญญาประกอบด้วย แล้วบุญที่เกี่ยวกับปัญญา ไม่ใช่บุญที่เราบอกว่า ฉันทำตู้พระไตรปิฎกถวายวัดแล้ว คือฉันทำปัญญาแล้ว

 

ไม่ใช่นะ นั่นคือการให้ธรรมทาน มีส่วนเสริมให้เราเกิดใหม่ ได้ปัญญาชั้นสูงจริง แต่ว่าปัญญาในแบบที่จะผูกอยู่กับพุทธศาสนา คือปัญญาในแบบที่มีความเข้าใจว่าสัมมาทิฏฐิคืออะไร

 

ถ้าเรามาถึงจุดที่ทำบุญขนาดได้สัมมาทิฏฐิ ตรงนี้เป็นบุญในพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

 

สัมมาทิฏฐิคืออะไร คือความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า พุทธศาสนามีขึ้นมาเพื่อให้เราเห็นว่า อะไรเป็นทุกข์ สิ่งที่เป็นทุกข์ก็คือการเกิด แก่ เจ็บ ตาย คือกายใจนี้ สภาพกายใจนี้เป็นห่วงโซ่หนึ่ง ของการเกิดแก่เจ็บตาย

 

แล้วถ้าหากว่าเราสามารถตัดโซ่ข้อนี้ทิ้งได้ ปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ยืดยาวเป็นอนันตชาติก็จะพลอยขาดสะบั้นไปด้วย

 

ตัวนี้คือสัมมาทิฏฐิ ที่พุทธศาสนาสอนนี้ก็คือว่า ถ้าเราเห็นกายใจนี้ด้วยความเป็นรูปนาม ที่มีแต่ทุกข์เกิดขึ้น มีแต่ทุกข์ที่หายไป แล้วน้อมเอาสัมมาทิฏฐินี้ มาทำให้เกิดสติอยู่กับภาวะที่เป็นปัจจุบันนี้เลย ทีละนิดทีละหน่อยก็ยังดี เห็นว่าที่นั่งอยู่นี่ไม่มีตัวเรานั่ง มีแต่กายนั่งอยู่ มีแต่ท่านั่ง นั่งอยู่

 

ที่ใจเราล่องลอยไปนี่เรียกว่าเป็นจิตฟุ้งซ่าน ใจเรามีความสงบ มีความตั้งมั่น เรียกว่าจิตเป็นสมาธิ จะต่างไปเรื่อยๆ

 

ค่อยๆ เห็นไปทีละนิดละหน่อยไม่มีอะไรเที่ยงสักอย่าง ไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตนสักอย่าง ตัวนี้แหละที่จะทำให้ เขาเรียกว่าเกิดเชื้อแห่งความเป็นพุทธที่แท้จริงขึ้นมา บนเส้นทางกรรมของเรา

 

หมายความว่าถ้าเรายังไม่หลุดพ้นในชาตินี้ เส้นทางกรรมของเรานี่ ก็จะพาเรา เข้าสู่ลู่ เข้าสู่ทางที่ถูกที่ชอบแบบพุทธได้อีก

 

ถึงแม้ว่าไม่มีพุทธศาสนาปรากฏขึ้นมา แล้วเราจะต้องโต๋เต๋ไปอยู่ในภพภูมิอะไรที่ไม่มีพระพุทธเจ้ามาชี้นำนี่ เราก็จะไปมีครูบาอาจารย์ที่อย่างน้อยสอนเป็นเหตุเป็นผล อย่างน้อยสอนให้เชื่อว่าที่ทำๆ ไปนี่ ไม่ใช่ไร้ผล เดี๋ยวก็ต้องย้อนกลับมาสู่ตัวตนเราอีก

 

แบบนี้ ก็จะต่อยอด รักษาเราให้อยู่ในเส้นทางของภพชาติที่จะถูกตะล่อมมาพบพุทธศาสนาต่อไปนะครับ

 

แล้วเวลาที่ในชาตินี้เรามีโอกาสแล้ว แล้วก็มีสติ มีสภาพอุปกรณ์คือกายใจนี้ พร้อมแล้วนี่นะ แล้วเราไม่ปล่อยให้เสียโอกาสไปเฉยๆ ทำให้สติเจริญขึ้น รู้กายรู้ใจมากเข้าๆ ทีละนิดทีละหน่อย เหมือนหยอดกระปุก

 

นี่ก็นับว่าสะสมบุญในแบบที่ จะทำให้มีความเที่ยง ที่จะได้พบพระพุทธศาสนาอีกเรื่อยๆ

 

ที่บอกว่าทุกชาติเป็นไปไม่ได้นะ เพราะพุทธศาสนาไม่ได้มีมาบ่อยๆนะ อันนี้เรื่องจริงนะครับ

 

คืออย่างหนึ่งกัป หนึ่งกัลป์ มีพุทธศาสนาบางทีแค่หนึ่งครั้ง บางกัป บางกัลป์ มีพุทธศาสนาแค่สอง บางกัป บางกัลป์ มีแค่ห้าอะไรแบบนี้

 

ถามว่าหนึ่งกัป หนึ่งกัลป์นานแค่ไหน

 

ก็นานขนาดที่ว่าเราเกิด-ตาย ถ้าสมมติว่าเกิดตายเป็นมนุษย์อย่างเดียว เอากองกระดูกของเราไปกองรวมกันได้เท่าภูเขา พูดง่ายๆว่าเป็นล้านชาติ หนึ่งกัป หนึ่งกัลป์นะครับ

 

แล้วเป็นล้านชาติ พุทธศาสนาอุบัติได้แค่ไม่เกินห้าครั้ง คุณก็คิดดูละกันเปอร์เซ็นต์เท่าไหร่ โอกาสที่จะเจอพุทธศาสนายากขนาดไหน

 

แอดมิน : มีฟีดแบคเกี่ยวกับบทความค่ะ (หมายเหตุ: บทความอานาปานสติ รู้ลมก่อน หรือ รู้อิริยาบถก่อน https://www.facebook.com/photo?fbid=287763116046329&set=pb.100044379278114.-2207520000)

 

บทความนี้มีประโยชน์มากเลยค่ะ ได้ลองทำตามแล้วสติจะชัดขึ้นอย่างมากเลย ถ้าเริ่มสังเกตจากอิริยาบถก่อน แล้วค่อยมารู้ลมไม่ว่าจะนั่งสวดมนต์เดินจงกรม นั่งสมาธิ ทำงานหรือทำอะไรในชีวิตประจำวัน จะชัดทั้งตัวง่ายกว่าที่จะข้ามไปรู้ลมก่อน สติจะชัดขึ้นอย่างมากแบบเปลี่ยนไปมากเลยค่ะ

 

ดังตฤณ : อนุโมทนาเช่นกันนะ แล้วคุณสังเกตดูนะ ต่อให้รู้อย่างนี้แล้ว จิตก็จะคอย วกไปหาจุดผิดๆ  คือถ้าเผลอ ถ้าไม่เจริญสติสักสองวันสามวัน บางทีลืมนะ จิตคนนี่ลืมง่ายจริงๆ แล้วอะไรที่ถูกต้อง ที่เป็นหนทางที่จะได้เจริญสติแบบที่เรียกว่าสติปัฎฐานสี่นี่นะ ไม่ใช่ของง่าย

 

แล้วตรงนี้นี่ผมก็ประหลาดใจ ทั้งกับตัวเอง แล้วประหลาดใจกับคนอื่น เพราะทำให้เห็นจริงๆว่า บุญหรือวาสนา หรือว่าความพร้อมที่จะให้เจอวิธีเจริญสติที่ถูกต้องนี่แล้วก็จะต่อยอดไปได้เห็นกายใจเป็นรูปนาม หรือว่ารู้จริงๆว่า กายใจนี้เป็นทุกข์นี่ยากมาก ยากเย็นแสนเข็ญ

 

คือพุทธศาสนาจะเกิดขึ้นแล้ว อุบัติแล้วนี่ก็ยากแล้วนะ

 

แต่พบพุทธศาสนาด้วย แล้วก็มาถึงจุดที่สามารถเจริญสติได้ด้วยนี่ ยิ่งยากไม่รู้จะ พรรณนาคำว่ายากนี่อย่างไร เป็นโอกาสที่แบบเดิมนี่เจอพุทธศาสนาก็หนึ่งในล้าน หนึ่งในสิบล้าน หนึ่งร้อยล้านอยู่แล้ว หนึ่งในร้อยล้านชาติอยู่แล้ว

 

แต่ว่าที่จะพบพุทธศาสนาด้วย แล้วก็มารู้วิธีที่จะเจริญสติถูกต้องด้วยนี่ คือ เนื่องจากเจอคนมาเยอะ บางคนก็มาถูกทางแล้วนะ แต่บอกว่าไม่ทันใจ ไม่บรรลุธรรมสักที เลยหนีไปหาอะไรแบบที่ พวกเข้าเจ้าเข้าทรงอะไรแบบนี้แล้วบอกว่ามีฤทธิ์มีอะไรพิเศษ ที่ดลบันดาลให้บรรลุธรรมได้ต่อหน้าง่ายๆ

 

ถามว่าบรรลุธรรมอย่างไร ก็ตอบดื้อๆว่าฉันให้แล้ว ฉันให้เธอบรรลุแล้ว เธอก็บรรลุแล้วแล้วกัน

 

แบบนี้ มีเยอะมากและเจอมาแบบได้เห็นจริงๆ คืออยู่ตรงนี้มาสามสิบกว่าปีนี่นะ คนที่จะเข้าทาง แล้วก็แน่วไปในทางนี่ยากจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าพบแล้วว่าจะตั้งจิตไว้อย่างไร แล้วก็รู้แล้วว่าก้าวหน้าขึ้นนี่ ก็อย่าทิ้งนะ แม้แต่วันเดียว เพราะว่าแค่วันสองวันที่เราทิ้งไป หรือเผลอไปนี่ บางทีลืมแล้วพอจะกลับขึ้นทางใหม่ บางทีไปเจอวิธีที่ผิดได้

 

คือไม่จำเป็นต้องมีใครมาเกลี้ยกล่อม แต่ใจเราเองนี่แหละ ไปเล็งอะไรผิดๆได้ มุมมองการมองแค่ผิดองศานิดเดียวลองดูเถอะ สร้างความแตกต่างได้ขนาดไหน 

______________________

เราควรจะสร้างทุนที่จะพบพระพุทธศาสนาในทุกชาติอย่างไรคะ?

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน วิธีใช้เงินบริจาคของบูรณพุทธ

วันที่ 24 เมษายน 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=i_-mXOikf-o

** IG ** 

กรรมใดที่ทำให้มีศรัทธาหลงผิด

ดังตฤณ : ก็เห็นมาเยอะนะ อย่างช่วงที่แล้ว มีคนสองสามคน มาพูดในเวลาไล่เลี่ยกันเลย บอกว่าเห็นคนรอบตัวแล้วเสียดายมาก ว่าไม่สามารถมาสนใจพุทธศาสนาได้เลย เพราะอายุก็มากแล้ว นึกว่าพอแก่ๆ ไปจะมาสนใจธรรมดาได้เอง .. เปล่าเลย

 

ยิ่งแก่ยิ่งกลายเป็นบอกว่า ไม่ใช่ทาง ไม่ใช่วิถีชีวิตของฉันหรอก แล้วก็ มีความทุกข์ หรือว่าตายแบบหลงทาง เสียไปชาติหนึ่ง ทั้งๆที่บางคนนี่ ดูเป็นคนมีบุญนะ หน้าตาอิ่มเอิบ ฐานะก็ดี ประสบความสำเร็จชีวิตมาก็มาก แต่สุดท้ายนี่ เหมือนกับตายไปกับความเคว้งคว้าง

 

คือช่วงก่อนตายเห็นเลยนะ คนที่ไม่มีศาสนา หรือว่าไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ จะเหมือนกับบอกตัวเองไม่ถูก ว่าจะตายอย่างไร ที่อยู่มานี่เก่ง รู้ว่าจะอยู่อย่างไร แต่ตอนตายไม่รู้จะตายอย่างไร

 

พอไม่มีหลักทางศาสนา ไม่มีอะไรที่ใหญ่กว่าชีวิตตัวเองมา ให้ยึดเหนี่ยวในช่วงท้ายๆ นี่นะ หลงทางกันหมด

 

ทีนี้ ที่น่าเสียดายกว่าคนพวกที่ไม่สามารถสนใจศาสนาได้ ก็คือคนที่สนใจศาสนาแล้ว แต่ไปเจอคำสอนผิดๆ

 

ทีนี้ประเด็นคืออย่างนี้ เวลาเราเสียดายว่า ใครเขาไปยึดหลักการผิดๆ หรือว่าครูผิดๆนี่ เวลาเขามองย้อนกลับมา เขาก็มองว่าเรานี่ไปไม่ถึงเขา คือบางทีนี่ เครื่องตัดสินของแต่ละคน ก็เป็นไปตามวาสนาที่ดึงกันไม่ได้ ช่วยกันไม่ได้จริงๆ

 

คนที่จะมีความมั่นใจในตัวเองได้จริงๆ คือคนที่แน่ใจว่าตัวเองฟังคำสอนมาจากพระพุทธเจ้า แล้วเมคเซนส์(make sense) ตรงกันกับความรู้สึกตามสามัญสำนึกแบบมนุษย์ ที่มีเหตุมีผล เข้าใจอะไรต่อมิอะไรได้ ว่าอะไรดีอะไรชั่ว อะไรที่เป็นกุศล อะไรที่เป็นอกุศล

อย่างคนที่ไม่ได้ศึกษาว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างไร บางทีเขาก็อาศัยความเชื่อแบบดิบๆ คือพอยึดอาจารย์ หรือว่ายึดความรู้สึกอันเป็นอัตโนมัติของตัวเองแล้วนี่ ความรู้สึกดิบๆ ที่เป็นก้อนความเชื่อที่เหนียวแน่น จะไม่สามารถไปแงะออก ด้วยวิธีที่เราไปพูดว่าสิ่งที่ถูกคืออย่างนี้

 

เพราะทันทีที่เราพูดว่าสิ่งที่ถูกคืออย่างนี้ ก็จะถูกมองว่า นี่แกก็มองตามมุมแกน่ะสิ เขาก็มองว่าสิ่งที่เรามองนั่นน่ะ ผิดในมุมมองของเขา

 

ฉะนั้นคือ ลักษณะของกรรม บางทีนะ อย่างในอดีตนี่ ทุกคนเคยนับถือครูบาอาจารย์ผิดๆ หรือว่าเคยสนับสนุนให้คนอื่นนี่ ทำอะไรผิดๆ เชื่ออะไรผิดๆ มาก่อน แล้วเวลาที่จะเผล็ดผล บางทีก็มาเผล็ดผลชาติที่พบพระพุทธศาสนานี่แหละ

 

คนที่เจอทางถูกมาตั้งแต่ต้น ส่วนใหญ่เป็นพวกที่โชคดี ในอดีตเคยได้นับถือครูบาอาจารย์ถูก หรือเคยได้ฟังธรรมมาจากพระพุทธเจ้าโดยตรง พวกนี้จะมีภูมิคุ้มกันที่หนาแน่น

 

ต่อให้หลงพลัดไปเจอคำแนะนำอะไรผิดๆ หรือว่าเป็นมิจฉาทิฎฐิ ไม่นานก็สามารถถอนออกมาได้ เพราะส่วนลึกนี่ช่วยดึงขึ้นมา จากหล่ม

 

ส่วนใหญ่จะเอะใจได้เอง เพราะฟังคนอื่นเตือนไม่เท่ากับใจตัวเองเตือน จะมีสติแบบหนึ่ง ที่จะงัดขึ้นมาจากหล่มตรงนั้น

 

แต่ถ้าเขาเคยไปนับถือครูที่ผิด แล้วก็ส่งเสริมสนับสนุน ให้การช่วยเหลือในขบวนการแบบนั้นๆ มาแบบต่อเนื่องยาวนานทั้งชีวิต โอกาสที่จะมืดมิดต่อ ก็สูงนะครับ

 

เว้นแต่ว่า จะเจอคนที่มีบารมีจริง แล้วเกี่ยวข้องกันกับเขาในแบบที่เคยช่วยเหลือเกื้อกูล เคยช่วยงัดกันมา อย่างพระพุทธเจ้าเคยตรัสว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ท่านเคยช่วยคนๆ นี้มาแล้วให้พ้นจากความหลงผิด ในชาติอื่นๆ อะไรมา

นี่ก็เรียกว่ามีความเกี่ยวข้อง มีความเกี่ยวพันกันมา พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่า อย่างที่คนนึกกันว่าพบพระพุทธเจ้า มีแต่ดีกับดี .. ไม่ใช่นะ

 

นึกว่าพบพระพุทธเจ้าแล้ว ทุกอย่างลอยลำ ตัวเองรอดเข้านิพพาน ได้บรรลุมรรคผลเร็วอะไรต่อหน้าพระพุทธองค์นี่ ไม่ใช่เสมอไปนะ

 

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า ถึงแม้พบเรา แต่ถ้าไม่มีวาสนาต่อกัน ก็ไปกันต่อไม่ได้ บางคน พระพุทธเจ้าสอนอยู่นี่นั่งขีดทรายเล่น หรือว่าบางคนนั่งมองดูดาว ชมนกชมไม้ ไม่ฟังพระพุทธองค์ อย่านี้ก็มี

 

นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้จริงๆ ไม่ใช่อุปมาอุปไมยอะไร

 

แม้กระทั่งพระพุทธเจ้า ยังช่วยคนบางคนไม่ได้เพราะไม่มีวาสนาต่อกัน เราก็ต้องตั้งความหวังไว้อย่างนั้นเช่นกันว่า เรานี่ก็คงเอาใครออกมาจากความหลงผิดไม่ได้หรอก เพราะเราคิดว่าเขาหลงผิด เขาก็คิดว่าเรากำลังหลงผิด ต่างคนต่างนึกว่าหลงผิด

 

ที่ตัดสินจริงๆ นอกจากเรื่องคอมมอนเซนส์ ก็คือเรื่องของทุกข์ทางใจ ถ้าใจเรายิ่งวันยิ่งเบาลงๆ กิเลสเบาลง ความหลงเข้าใจว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเป็นตน เบาลง

 

เรามั่นใจเถอะว่ามาตามที่พระพุทธเจ้าท่านปูทางไว้ให้ แต่ถ้ายังมีความยึดมั่นถือมั่น ยังหนักอยู่ เราก็บอกตัวเองว่าเรายังไม่พ้น จากความเป็นพวกที่ เรามองว่าเขายังหลงอยู่ ยังไม่หนีกันเท่าไหร่ เพราะว่าถ้าตายไปด้วยความที่หนักแบบนี้ นี่เดี๋ยวก็กลับมาหนักได้อีก แล้วเป็นแบบพวกเขาได้อีก มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนข้างจะถูกเป็นผิดได้เสมอ

 

พูดง่ายๆ ว่าเราเห็นเขา แล้วย้อนมาดูตัวเราว่า ของเขาน่าสลด ของเรานี่ก็จะน่าสลดได้ ถ้าหากว่าเรายังไม่พ้นไปนะครับ ทุกครั้งให้เป็นตัวกระตุ้นก็แล้วกันว่า น่ากลัวจริงๆถ้าเรายังไม่สามารถที่จะพ้นจากความหนักแห่งการยึด ก็ไม่มีทางที่จะเบาแบบนิพพานได้เลย 

_________________

กรรมอันใดครับ ที่มีศรัทธาในพุทธศาสนาแล้ว แต่เชื่อคนที่สอนผิด แม้มีคนบอก ก็ยังเปลี่ยนความคิดเค้าไม่ได้? บอกตรงๆ กลัวมากถ้าต้องทำให้ชาตินั้นเป็นโมฆะ

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน วิธีใช้เงินบริจาคของบูรณพุทธ

วันที่ 24 เมษายน 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=rWHdqpkC5Ro

ทำอานาปานสติ แต่บังคับลมหายใจ

ผู้ถาม : พยายามจะทำอานาปานสติ คือเราต้องโฟกัสที่ลมหายใจใช่ไหมคะ แต่เวลาที่ทำลมหายใจ บางครั้งรู้สึกว่า ทำไปด้วย พุทโธไปด้วย เวลาหายใจเข้าหายใจออก กลายเป็นเราไปบังคับลมหายใจ พี่ตุลย์มีวิธีแนะนำไหมคะ

 

ดังตฤณ : วิธีจะทำให้ลมหายใจ เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่เกิดการรู้สึกบังคับ ไม่เกิดการรู้สึกฝืน ลองทำดูตอนนี้เลยก็ได้

 

ถ้าหากว่าเราตั้งใจว่าจะดูลมเดี๋ยวนี้เลย จะรู้สึกเกร็งๆ ฝืนๆ ขึ้นมา นั่นเพราะว่าความตั้งใจของเราที่จะดูลมนี่ โฟกัสเข้าไปที่จุด ที่เราไม่รู้ชัดว่าเป็นจุดไหนของลมหายใจ

 

แต่ถ้าลองมองดูใหม่ คือแทนที่เราจะเริ่มดูจากลมหายใจก่อน เราดูก่อนว่าเรานั่งอยู่ในอิริยาบถนั่ง สบายหรืออึดอัด มีความผ่อนคลาย มีอาการคอตั้งหลังตรง หรือว่ามีความเกร็งอยู่ส่วนใดส่วนหนึ่ง

 

สำรวจไล่ขึ้นมาเลย

ฝ่าเท้าถ้าหากว่ากำลังเกร็งอยู่ ณ ขณะนี้ก็คลายออกเสีย

ฝ่ามือ ถ้าหากว่ามีอาการเกร็งอยู่ก็คลายออกเสีย

ใบหน้า มีอาการเกร็งอยู่ ส่วนใดส่วนหนึ่ง คิ้วขมวด ขมับตึง ก็คลายออก

 

จากนั้น สังเกตว่าถ้าเรามีฝ่าเท้า ฝ่ามือและใบหน้าที่ผ่อนคลายได้แล้ว จะทำให้รู้สึกถึงอิริยาบถนั่ง ที่สบายทั้งตัวขึ้นมา และอิริยาบถนั่งนี่ กำลังอยากหายใจเข้า หรืออยากหายใจออก เราจะรู้ไปทั้งตัว ไม่ใช่ รู้ไปแค่จุดที่เพ่งๆ แคบๆ แต่จะรู้ออกมาจากที่อิริยาบถนั่งนี่ก่อน

 

อิริบาบถนั่งที่สบาย อิริยาบถนั่งที่ผ่อนคลายนี้

 

แล้วเห็นว่า อิริยาบถนั่งที่ผ่อนคลายนี้ ทั่วทั้งตัวกำลังสูดเข้า กำลังพ่นออกแบบสบายๆ

 

ตรงนี้ ขอบเขตของการรับรู้จะขยาย จะกว้าง จะไม่เพ่งคับแคบ

 

เป็นอย่างไรครับ ลองทำดูแล้วได้ไหม

 

ผู้ถาม : ลองทำแล้วค่ะ เข้าใจแล้วว่า เมื่อก่อนไปโฟกัสแค่ตรงจมูก ตรงปาก แล้วก็จะอึดอัด แต่ถ้าผ่อนคลายแล้วดู อันนี้คือสภาวะที่ดูทั้งตัวทั่วหร้อมหรือเปล่าคะ

 

ดังตฤณ : คำว่ารู้ตัวทั่วพร้อมนี่ จะเกิดขึ้นเมื่อสติมีกำลังแล้ว จิตใหญ่ขึ้นแล้ว จะรู้เองทั้งตัว

 

แต่ที่ให้ทำเมื่อกี้ คือย้ายจากการโฟกัสแคบๆ มาเป็นความรู้สึกที่อิริยาบถปัจจุบันตั้งอยู่

 

คนนี่ ถ้าจี้จิตไปที่ลมหายใจเป็นจุดแคบๆ จะเกร็งขึ้นมาโดยธรรมชาติ เพราะว่าปกติเราอยู่ระหว่างวัน คิดโน่นคิดนี่ มองโน่นมองนี่ ลองสังเกตดู ไม่มีนะ อาการไปจี้ว่าจะให้มาที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือว่าจุดใดจุดหนึ่งของโลกภายนอก

 

เรามองไปกว้างๆ สบายๆ เราถึงไม่เกร็ง แล้วเรานึกขึ้นมา ตอนนี้เราอยู่ในท่าไหน เป็นท่าที่คนอื่นจะมองมาแล้วหัวเราหรือเปล่า เป็นท่ารวมๆ เป็นลักษณะของสติ ที่มาอยู่กับเนื้อกับตัว แบบที่ไม่เพ่งเข้าไปที่จุดใดจุดหนึ่ง

 

แต่พอบอกให้รู้ลมหายใจ ธรรมชาติของมนุษย์ .. ลมหายใจอยู่ที่ไหน อยู่ที่โพรงจมูก แถมชอบมีคนสอนให้ดูจุดกระทบที่ลมหายใจกับจงอยจมูก ก็เลยเป็นสติที่รัดตัว ที่จี้เจาะจง ทำให้จิตแคบเข้าไปนะครับ

 

แล้วพอจิตแคบ มีอาการจี้จุดปุ๊บ เนื้อตัวก็เกร็งขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เรื่องสัญก็คือพอเนื้อตัวเกร็ง คนจะไม่รู้ตัวว่าเกร็ง เพราะมัวแต่สนใจจี้ลงไปอยู่กับลมหายใจ แล้วบังคับให้ลมหายใจได้ดังใจ

 

ผมถึงเคยตั้งสเตตัสว่า อานาปานสติ เริ่มจากการรู้อิริยาบถก่อน หรือลมหายใจก่อน

 

พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดเจนนะ ว่า ขึ้นต้นมา นั่งคอตั้งหลังตรง อันนี้สำคัญมาก ถ้าใครเริ่มต้นถูกอย่างที่พระพุทธเจ้าเจาะจงจริงๆ ก็จะเห็นว่า เรามีสติ รู้อิริยาบถนั่งตามจริงก่อน

 

แล้วที่จะรู้อิริยาบถนั่งตามจริงได้ ต้องผ่อนคลาย ไม่ใช่เกร็ง ถ้าเกร็งก็จะเกาะอยู่เป็นก้อน แต่ถ้าผ่อนคลาย ไล่มาตามลำดับ ฝ่าเท้าฝ่ามือ มีความผ่อนคลายไหม ใบหน้ามีความผ่อนคลายไหม สภาพนั่งทั้งตัวจะปรากฏขึ้นมาเอง

 

แต่นี่ไม่ใช่ความรู้ตัวทั่วพร้อม .. ความรู้ตัวทั่วพร้อมในความหมายที่พระท่านใช้นั้น สติ จะคงที่ จิตมีความเป็นสมาธิระดับหนึ่งแล้ว คือจิตใหญ่ แล้วก็สามารถเห็นครอบทั้งกาย ทั้งใจโดยความเป็นรูปนามได้

 

สำหรับเรื่องการผ่อนคลายร่างกายทั้งหมด เวลาคนทั่วไปท่องว่าให้ผ่อนคลายร่างกายทั้งหมด จิต ยังคลุมเครืออยู่ ยังมั่วๆ อยู่ ไม่รู้จะผ่อนคลายตรงไหน

 

แต่ถ้าหากไล่มาเป็นจุดชัดเจนเลย เริ่มตั้งแต่ฝ่าเท้าขึ้นมา ฝ่ามือ และใบหน้า แบบนี้จะแน่นอน มีทิศทางที่ชัดเจนให้จิต

 

แต่ถ้าบอกว่า ผ่อนคลายทั้งตัวแล้วเรานึกถึงทั้งตัวเลย บางทีเราอาจตั้งจิตไว้ผิดก็ได้

 

นี่ .. นิดเดียว เรื่องของจิต เรื่องของกาย องศาเดียวที่พลาดไป ที่เพี้ยนไป ออกไปคนละทางเลย คนละเรื่องเลยนะ

____________________

สรุปคำถาม : การเจริญอานาปานสติ ทำอย่างไรจะไม่เป็นการบังคับลมหายใจเข้าออกคะ?

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน วิธีใช้เงินบริจาคของบูรณพุทธ

วันที่ 24 เมษายน 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=nLz8VyMQXtw

 

พิจารณากาย ฝันเจอของปฏิกูลในร่างกาย ทำอย่างไร

ดังตฤณ : ช่วงของการหลับ ถ้าเทียบกับการเข้าสมาธิ หรืออะไรอย่างนี้ จะเหมือนกับสิ่งที่จะทำให้ใจ ประจักษ์ว่าอะไรเป็นอะไร ได้ดีกว่าตอนที่เรายังลืมตาตื่นอยู่

 

อย่างตอนเรายังลืมตาตื่นอยู่ ถ้าเราไม่มีสมาธิแข็งแรงพอ เราไม่สามารถเห็นตับไตไส้พุง หรือของปฏิกูลในร่างกายได้

 

แต่ถ้าหากฝันอยู่ แล้วฝันนั้น เอาสิ่งที่เราเจริญสติเข้าไปปรุงแต่งเป็นภาพให้เราเห็นบ่อยๆ เห็นเป็นปกติได้ จะติดจิตติดใจ แล้วก็ไม่ลืม จะออกมาอยู่กับชีวิตประจำวันเราเลย

 

อย่างถ้าเราสามารถที่จะทำได้ บอกว่าเจอปฏิกูลในร่างกายอยู่เสมอๆ นี่ ควรพิจารณาอย่างไรให้ถูกต้อง

 

คำตอบคือให้ฝัน ทำของมันไป เราไม่ต้องไปกะเกณฑ์ ไม่ต้องไปตั้งใจอะไรไว้ก่อน เราแค่รู้ว่า เราเป็นคนมีความสามารถแบบนี้ ว่าพอพิจารณากายคตาสติเวลาหลับ .. ผมไม่แน่ใจว่า นี่คือก่อนนอน ก่อนที่จะหลับลง หรือว่าในเวลาระหว่างวันปกติ แต่เอาเป็นว่า ถ้าฝันเจอของปฏิกูลในร่างกาย เราแค่ตั้งใจไว้ล่วงหน้าก็พอนะครับ คือว่าเราจะรู้มันเฉยๆ ว่าความฝันจะเอาอะไรมาฉายให้ดู

 

คือไม่ต้องไปคาดหวังว่า คืนนี้จงฝันถึงปฏิกูล ในร่างกาย เราแค่ทำไว้ในใจล่วงหน้าว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้น เราจะดูเฉยๆ ดูว่าฝันนี่ จะเอาอะไรมาฉายให้ดู เราดูไปจนจบด้วยความรู้สึก ไม่คาดหวัง

 

ความรู้สึกไม่คาดหวังไว้ก่อนจะมีผลสำคัญ เวลาที่อยู่ในฝันจริงๆ แล้วเกิดภาพนั้นจริงๆ ใจจะเป็นอุเบกขา

 

อันนี้สำคัญนะ แต่ถ้าเราคาดหวังไว้ว่าเราจะอย่างนั้น ใจเราจะอย่างนี้ เวลาอยู่ในฝัน จะมีความกระวนกระวาย มีความกระสับกระส่าย อยากโน่น อยากนี่ไปด้วย จะเลียนแบบกัน จะล้อกันนะ

 

ถ้าเรามองว่านิมิตฝัน เป็นประโยชน์ เอาของจริงมาฉายให้ดูได้ ในขณะที่เราลืมตาตื่นอยู่ เราไม่สามารถเห็น ในที่สุดแล้ว เราจะรู้สึกเฉยๆ ขึ้นมา เวลาที่อยู่กับสภาพทางกายนะ เราจะไม่เดือดร้อน เราจะไม่มีความรู้สึกกระวนกระวาย ถ้าจะทำสมาธิ จะไม่มีความกระวนกระวายทางเพศมาก อันนี้เป็นสิ่งที่เป็นผลลัพธ์ของการที่จิตสอนตัวเองด้วยภาพปฏิกูลในกายบ่อยๆ นะครับ

__________________

คำถาม : ช่วงเวลาพิจารณากายคตาสติ เวลาหลับมันจะฝันเจอของปฏิกูลในร่างกายอยู่เสมอๆ เราควรพิจารณาอย่างไรให้ถูกต้องครับ?

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน วิธีใช้เงินบริจาคของบูรณพุทธ

วันที่ 24 เมษายน 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=8ZZKQPWaeHU

นอนสวดมนต์จนหลับ ตื่นมาก็สวดต่อ คือภาวนาไหม

ดังตฤณ : ถ้าตื่นมาแล้วสดชื่น รู้สึกว่านอนหลับเต็มอิ่ม แปลว่าเป็นการนอนหลับที่มีคุณภาพ ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งสิ้น

 

อย่างตอนผมฝึกใหม่ๆ ก็เคยนึกถึงลมหายใจก่อนนอน แล้วก็ตั้งไว้ในใจว่า เดี๋ยวตื่นนอน จะนึกถึงลมหายใจต่อ

 

แค่คิดไว้อย่างนี้ ทำไปไม่กี่วัน อยู่ๆ มีเช้าหนึ่ง ร่างกายดีดขึ้นมานั่งเองเลย แล้วก็ทรงนิ่งเลยนะ เหมือนกับมีพลังอะไรที่ใหญ่ๆ ที่ก่อตัวขึ้นมาทำให้ร่างกาย กลายเป็นสภาพที่เป็นของมันไปเอง ตรง นิ่ง คอตั้งหลังตรง อยู่ในสภาพยืดหยุ่น ที่จะหายใจยาว

 

แล้วรู้สึกว่ามีคุณภาพ เป็นลมหายใจที่มีคุณภาพสูงมาก มีความสุข มีความเบิกบานมาก แล้วก็รู้เลยว่า สภาพแบบนั้น เรียกว่าเป็นอุปจารสมาธิ แต่หลายๆ คนมักนึกว่าเป็นฌาน

 

อยากให้ลองดูด้วย ถ้าคุณสวดมนต์ แล้วสามารถที่จะไปสวดต่อได้ตอนตื่น แสดงว่า จิตระหว่างก่อนหลับ กับจิตช่วงตื่น สามารถมาชนกันได้ เอามาต่อติดกันได้

 

ทีนี้ แทนการสวดมนต์ ลองนึกถึงลมหายใจดู ถ้าคนที่สามารถเอาช่วงก่อนหลับ ไปชนกับช่วงตื่นนอนได้ จะมีประโยชน์มากเลยนะ คือได้อุปจารสมาธิกันง่ายๆ เลย โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงมาก

 

ที่ทำนี่ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าลองฝึกหายใจยาวๆ ดู

 

ก่อนหลับ แค่ตั้งใจว่า ตื่นเช้าปุ๊บ ก่อนลืมตาเราจะนึกถึงลมหายใจต่อ แค่นี้ อาจได้อะไรดีๆ แล้ว

___________________

นอนภาวนาสวดมนต์จนหลับไป พอตื่นก็ยังเหมือนสวดมนต์อยู่ แบบนี้เหมือนเราภาวนาตลอดเวลาหรือเปล่าคะ ตื่นมาก็ไม่เพลียนะคะ จนเดี๋ยวนี้ติดนอนสวดมนต์จนหลับไปเองค่ะ แบบนี้ได้ไหมคะ?

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน วิธีใช้เงินบริจาคของบูรณพุทธ

วันที่ 24 เมษายน 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=DLseHRals5k