วันพุธที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

25 ตอนฟังภาวนาไปด้วยได้ไหม รู้สึกหายใจลึกขึ้น

ดังตฤณ : นั่นคือจุดประสงค์อยู่แล้ว แต่ละคนมีฐานที่แตกต่างกัน พอมารับกับเสียงสติ จะเกิดผลบางอย่าง ที่พิสดารแตกต่างกันนะ

 

ประเด็นก็คือว่า ถ้าคุณมีสติอยู่ แล้วมีสัมมาทิฏฐิอยู่ รู้ว่าจะเจริญสติอย่างไร รู้ว่าจะดูกายดูใจอย่างไร อันนั้นแหละ ไม่ว่าคุณจะฟังอยู่ หรือออกจากการฟังแล้ว คุณสามารถเจริญสติได้หมดนะครับ

___________________

ตอนฟัง ถ้าภาวนาไปด้วยได้ไหมคะ รู้สึกหายใจยาวขึ้นลึกขึ้น

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ร่วมนั่งสมาธิ

วันที่ 15 พฤษภาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป :

https://www.youtube.com/watch?v=k9ChAYhnOoU

 

24 อยากให้มีเวอร์ชันยาวๆ


 

ดังตฤณ : นี่เป็นแค่เวอร์ชันที่เราเอามาดูผล 8 นาทีนี่จริงๆแล้ว ถ้าพูดกันแบบที่อยู่ในใจผมจริงๆ นะ ที่คุณฟังกันไป 8 นาที คุณยังไม่ได้ฟังอะไรเลยนะ

ตัวซีรีส์ 2 มีอะไรที่เยอะมาก แล้วก็ยาวด้วย รับรองว่าคุณจุใจแน่นอน

_________________

มันเหมือนจะกำลังเกิดอะไรบางอย่างขึ้น คล้ายๆความสุขลอยขึ้นมาค่ะ ทำให้อยากนั่งต่อ เลยปิด live ไปนั่งสมาธิต่ออีกครึ่งชม ค่ะ ถ้ามีเวอร์ชั่นยาวๆเต็มๆน่าจะดี

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ร่วมนั่งสมาธิ

วันที่ 15 พฤษภาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=EyeeNRf4XeQ

23 ฟังแล้วจิตเหมือนถูกดูดไปอยู่กับเสียง

ดังตฤณ : ไม่เป็นไร คือตอนที่จดจ่ออยู่กับเสียง อยู่กับเสียงไปก่อนก็ได้ ช่วงแรกๆ พอยังไม่ชิน ยังไม่เข้าฝัก ก็จะมีประสบการณ์ทางใจที่แตกต่างกันไป แต่ผมถึงได้บอกตั้งแต่ต้นเลยว่า ผมสนใจว่า ออกจากการฟัง เสียงสติ แล้วเราได้อะไรมา

 

ถ้าหากว่าได้ความรู้เนื้อรู้ตัว มีความรู้สึกสดชื่น มีความรู้สึกราวกับพักมานาน มีความเต็มตื่น พร้อมจะเจริญสติ นั่นแหละที่เราจะเอาจาก เสียงสติ จริงๆ

 

เราจะมีขั้นต่อไปในการไกด์กัน ให้เข้ามารู้ เข้ามาดูลมหายใจแบบที่เป็นอานาปานสติที่พระพุทธเจ้าสอนจริงๆ ไม่ใช่แค่จ้องลมหายใจอย่างเดียว แต่ให้มีสติรู้ว่า อะไรบ้างที่กำลังปรากฏเป็นสภาวะที่เกิดพร้อมลมหายใจ แล้วก็เที่ยงหรือไม่เที่ยง เราจะมาสังเกตกันตรงนั้นนะครับ ในขั้นต่อไป

 

เดี๋ยวจะมีคอร์สให้เป็นพิเศษเลย มาทำสมาธิร่วมกัน มาศึกษา มาทำความเข้าใจอานาปานสติร่วมกันนะครับ

___________________

ฟังได้นิดหนึ่ง จับลมหายใจไปด้วย รู้สึกจิตมันถูกดูดไปในเสียงค่ะ พอตั้งสติได้ ก็รีบหายใจแรงๆให้รู้สึกตัว เหมือนตัวเราค่อยๆเลือนหายไป ไปรวมกับเสียง จดจ่อที่เสียงแทนค่ะ

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ร่วมนั่งสมาธิ

วันที่ 15 พฤษภาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=KHJU3-V5E1g

 

22 ไม่ได้ยินเสียงรอบตัวเลย เพราะจดจ่อเกินไปไหม

ดังตฤณ : ตรงนี้ยังไม่คุ้น ก็อาจจับทิศจับทางยังไม่ถูก ยังสงสัยอะไรอยู่ แต่ขอให้สังเกตอย่างเดียวว่า หลังฟัง ‘เสียงสติ’ จบแล้ว รู้เนื้อรู้ตัวมากขึ้นไหม

 

ระหว่างฟัง ผมไม่อยากได้ตรงนั้นเท่าไหร่ เพราะระหว่างฟังนี่นะใจเรา จะมีความรู้สึกว่า ฉันกำลังฟัง ‘เสียงสติ’ อยู่ แล้วก็ไม่รู้จะให้เกิดทิศทาง จะต้องเกิดมุมมองอะไรอย่างไร

 

แต่หลังจากฟังเสร็จ ขอให้สังเกตตัวเองว่า มีความรู้เนื้อรู้ตัวมากขึ้นไหม สามารถที่จะเอามากำหนดว่า ลมหายใจ เข้าแล้วต้องออกเป็นธรรมดา ออกแล้วตอ้งเข้ามาใหม่เป็นธรรมดา เดี๋ยวก็หยุด เดี๋ยวก็หายใจเข้า เดี๋ยวก็หายใจออก เดี๋ยวก็หายใจยาว เดี๋ยวกหายใจสั้น ถ้ารู้อย่างนี้ได้ หลังออกจากการฟัง ‘เสียงสติ’ ตรงนี้ ถือว่าโอเค ถือว่าหน้าที่ของ ‘เสียงสติ’ สิ้นสุดแล้ว

 

ตอนที่เราฟังอยู่ บางทีเหมือนกับไม่ได้เอาใจไปข้องแวะกับสิ่งรอบข้างเลย เพราะว่าสมองของเราถูกจูน ให้อยู่ในภาวะที่ช้า คลื่นช้า จะเด่นขึ้นมานะ

 

คลื่นย่านเร็ว จะเหมือนกับหลบอยู่ข้างหลัง ที่เด่นขึ้นมาข้างหน้าคือคลื่นที่ช้า ตรงนี้ ก็เลยทำให้เหมือนกับใจของเรามาอยู่กับตัวเอง มากกว่าที่จะไปรับสัญญาณกระทบจากภายนอก จะเป็นทางหูก็ดี จะเป็นอากาศร้อนเย็นก็ตาม อันนี้คือเรื่องของคลื่นช้า เพราะจิตจะมาอยู่กับตัวเองมากขึ้น จะมาอยู่กับภาวะภายในมากขึ้น มีความพอใจอยู่กับภาวะภายในมากขึ้น เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้สิ่งรบกวน รบกวนเราไม่ได้มากเท่าเดิมนะครับ

 

ถ้าถึงฌานนี่นะ พระพุทธเจ้าท่านตรัสเลย ท่านเดินจงกรมอยู่นี่นะ เดินอยู่ด้วยอาการทรงฌาน ท่านไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงฟ้าผ่า อันนี้เป็นเรื่องที่เล่าลือกันแบบว่า พระพุทธเจ้าเก่งมากเลย ชาวบ้านพอรู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านเดินจงกรมไม่ได้ยินเสียงฟ้าผ่า ก็ตื่นเต้นกันมากเลยว่ามีภาวะจิตแบบนี้ได้ด้วย

__________________

ตอนที่ฟัง ‘เสียงสติ’ไม่รับรู้ถึงเสียงหรืออะไรต่างๆรอบตัวเลย ปกติจะต้องได้ยินเสียงรบกวนบ้าง ไม่รู้ว่าจดจ่อกับ ‘เสียงสติ’มากไปรึป่าว ตอนฟังจบเหมือนยังอยากนั่งอยู่แบบนั้น ยังลอยๆอยู่ค่ะ

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ร่วมนั่งสมาธิ

วันที่ 15 พฤษภาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=K7vHbgACilo

 

21 ฟัง1นาทีจับลมหายใจได้ชัดขึ้น

ผู้ถาม : จะเข้ามาฟีดแบคถึงสภาวะที่เกิดขึ้นค่ะ เป็นคนที่รู้ตัวเองว่าเวลานั่งสมาธิจะติดตรงความฟุ้งซ่าน เพราะจะคิด มีเรื่องเข้ามาในหัว ก็รู้ว่ามีเรื่องนี้เข้ามา แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เข้ามาลองทดสอบด้วยเสียงสติ ช่วงแรกๆ ที่นั่งก็จะรู้สึกอึดอัดนิดหนึ่งในส่วนของลมหายใจ และผ่านไปสักพัก ไม่ถึงหนึ่งนาที ก็จะเริ่มผ่อนคลาย ร่างกายผ่อนคลาย และรู้สึกว่า จับลมหายใจได้ชัดเจนขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่ดีขึ้นเลยก็คือ เราไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ได้คิดเรื่องอื่นๆ ไม่มีเรื่องอื่นๆ เข้ามาในหัว และทุกอย่างจะอยู่แค่ความรู้สึกในร่างกาย และลมหายใจ

 

อีกอันที่สัมผัสได้คือ พอ 8 นาทีจะเร็วมาก ไม่รู้สึกว่า ทำไมเร็ว หมดแล้วเหรอ พอออกมาจากสมาธิ ณ ตอนนั้น เมื่อครบ 8 นาที ลืมตาขึ้นมา ตาเรายังเห็นภาพอยู่ในห้องพระ แต่ใจรู้สึกว่าไม่มีอะไรเลย ทุกอย่างไม่มีอะไรเลย ไปอยู่กับสภาวะที่รู้สึกว่า รอบกายไม่มีอะไรเลย

 

ดังตฤณ : ตรงนั้นเรียก จิตตวิเวก แต่ จิตตวิเวกยังไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงที่ต้องการ พอเรามาเจริญสติต่อ รู้กาย รู้ภาวะทางใจ จนเกิดความเห็นว่าทั้งกายทั้งใจไม่มีอะไรเที่ยงสักอย่าง ตรงนี้ที่จิตตวิเวกจะมีประโยชน์สูงสุด

 

ผู้ถาม : ต้องนั่งสักพัก ประมาณ 1-2 นาที ถึงจะกลับเข้ามาสู่สภาวะ ว่าอ้อ เราอยู่ตรงนี้ กายอยู่ตรงนี้ เรานั่งสมาธิอยู่ตรงนี้ค่ะ

 

ดังตฤณ : ขอบคุณมากๆ เลย เพราะนี่เป็นฟีดแบคที่ดีมาก ช่วยให้เข้าใจจริงๆ ว่า ซีรีส์ใหม่อย่างหนึ่งที่ช่วยแน่ๆ คือช่วยกำจัดภาวะความฟุ้งซ่านที่ไม่พึงประสงค์ ที่เป็นส่วนเกิน ที่เป็นเครื่องขวาง ไม่ให้เราสามารถจะเข้าถึงการเข้าสมาธิ หรือว่าเจริญสติได้ เป็นฟีดแบคที่ต้องขอบคุณครับ

 

ผู้ถาม : ระหว่างที่นั่งอยู่ หูเรายังได้ยินเสียงอื่นๆ คือ ได้ยินเสียงสุนัขเห่า แต่ปกติถ้าเรานั่ง จิตเราจะไปจับเสียง แต่ครั้งนี้ รู้ว่ามีเสียง แต่ตัดได้เร็วมากเลยค่ะ แล้วก็กลับมาอยู่ที่ลมหายใจ อยู่กับร่างกายได้ดีกว่าปกติค่ะ

 

ดังตฤณ : ตัวความเป็น จิตตวิเวก จะมีสภาวะอย่างหนึ่ง เป็นภาวะที่พึงประสงค์ เลยก็คือว่า สามารถเป็นอุเบกขากับการกระทบทั้งหลาย เครื่องกระทบทั้งหลายได้ง่าย

 

ตัวความเป็นจิตตวิเวก ขอให้มาเรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ เริ่มจดจำไปด้วยกันก็คือว่า ลักษณะของจิตตวิเวกคือ จะไม่มีความดิ้นรน ไม่มีความกระสับกระส่าย ไม่มีความซัดส่าย ไม่มีความอยากจะเอาอะไร

 

ปกติ คนเราจะอยากเอาอะไรอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถที่จะอยู่นิ่งๆ ถ้าอยู่นิ่งๆ แล้วเหมือนจะเป็นบ้า ถ้าอยู่นิ่งๆ แล้วรู้สึกเบื่อ ถ้าอยู่นิ่งๆ แล้วไม่สนุกอะไรแบบนี้ นี่คือจิตปกติของคนทั่วไปที่เรียกว่าจิตพร้อมฟุ้งซ่าน

 

แต่พอมีภาวะแบบ จิตตวิเวก มาเป็นเครื่องเปรียบเทียบ เราจะเห็นว่า จริงๆ แล้วเราไม่ต้องมีอะไรเลยก็ได้

 

ปัญญาที่เกิดขึ้นในระดับโลกๆ ที่จิตตวิเวกมีจะบอกตัวเองว่า ไม่ต้องคิดอะไรก็ได้ ไม่ต้องคิดมากก็ได้ ไม่เห็นต้องไปวุ่นวายกับอะไรก็ได้ ไม่เห็นต้องไปไขว่คว้าอะไรมา เพื่อเอาความสนุกก็ได้ แค่อยู่เฉยๆ ก็มีความสุขอยู่แล้ว

 

ทีนี้ ตัวจิตตวิเวกนี่ ยังครึ่งผี ครึ่งคนอยู่ ยังไม่ประกันว่าเราจะเอาอะไรดีจากตรงนี้ได้ถึงที่สุด เพราะว่า ความเป็นจิตตวิเวก อาจเข้าข่ายชวนเราไปสู่ความขี้เกียจได้ จิตรู้สึกว่า ถึงเป้าหมาย ชีวิตถึงเป้าหมายสูงสุดคือ ไม่ต้องเอาอะไรแล้ว

 

เสร็จแล้ว กิเลสหมักดองที่ยังซ่อนอยู่ใต้พรม ซุกอยู่ใต้พรม เราจะมองไม่เห็น

 

ทีนี้ ถ้าเราทำความเข้าใจไว้ตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่า จิตตวิเวก มีประโยชน์ตรงที่ทำให้เราเข้าสมาธิได้ง่าย ทำให้เราเจริญสติ แบบไม่หวังเอาอะไร เอาแค่ให้รู้เฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่ในปัจจุบันเฉพาะหน้า

 

ตัวนี้จะเริ่มเข้าลู่เข้าทาง ขึ้นซุเปอร์ไฮเวย์อย่างรวดเร็ว ขึ้นทางปฏิบัติเพื่อเห็นกายใจโดยความเป็นรูปนามได้อย่างรวดเร็วมาก เพราะไม่มีอะไรที่จะดึงให้ใจของเรา ทะยานออกไปนอกตัว เราจะพอใจอยู่กับการเห็นสิ่งที่ปรากฏอยู่เฉพาะตัวเดี๋ยวนี้เท่านั้น

 

และพอจิต อยู่กับที่ไม่ไปไหน พอใจอยู่แค่ที่จะเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏเฉพาะหน้า พอน้อมไป กำหนดว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้น เที่ยงหรือไม่เที่ยง ก็จะเห็นทันที อย่างเช่น ลมหายใจที่ปรากฏเข้า-ออก เป็นนิมิตสายลมชัดเจนว่า ไม่ได้มีลมพัดแม้แต่ชั่วขณะจิตเดียว สายลมพัดเข้า พัดออก วิ่งรี่เข้ามา และวิ่งรี่ออกไป ไม่มีสักขณะจิตเดียว ไม่มีสักวินาทีเดียวที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ และแสดงความไม่เที่ยงอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง แต่เราไม่เคยเห็น เพราะจิตของเราไปไขว่คว้าสิ่งอื่น

 

ทีนี้ พอเราไม่ไขว่คว้าสิ่งอื่น จิตมีความพอใจแค่ที่จะเห็นสายลมหายใจนั้น ความไม่เที่ยงก็ปรากฏอยู่ตรงนั้นชัดๆ

 

ทีนี้พอเราไปกำหนดอะไร โดยที่อาศัยลมหายใจเป็นเครื่องกำกับในการรู้ ก็จะรู้สึกไม่เที่ยงเหมือนกับลมหายใจไปหมด

 

จะมีความเท่าเทียมกัน เสมอกัน ราวกับว่าทั้งแผ่นดินแผ่นฟ้า กับเนื้อตัวของเรา ไม่ได้แตกต่างกันเลย มีความเป็นธรรมชาติเดียวกันคือ ไม่เที่ยง ประกอบด้วยเหตุปัจจัยอะไรบางอย่าง และจะต้องเสื่อมสลาย แยกย้ายจากกันไปในที่สุด

 

ความสำคัญ หรือ คุณประโยชน์ของจิตตวิเวก จะพาเราให้ไปเห็นถึงตรงนั้นได้นะครับ มาทำความเข้าใจกันตั้งแต่คืนนี้ ด้วยการว่าเราจะใช้ประโยชน์จากจิตตวิเวกอย่างไร

_____________________

 

หลังฟังเสียงสติซีรีส์ใหม่ ๑นาที จับลมหายใจได้ชัดเจนขึ้น ไม่มีความคิดอื่นเข้ามาอยู่ที่กายและใจ รู้สึกเวลา ๘ นาทีผ่านไปเร็วมาก พอลืมตามารู้สึกว่ารอบกายไม่มีอะไรเลย

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ร่วมนั่งสมาธิ

วันที่ 15 พฤษภาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=_SeppLilZbY

20 จิตลอยแยกออกจากกาย เมื่อมีสติที่กายอีกครั้งรู้สึกเพลีย

ดังตฤณ : ขึ้นต้นมา เราต้องมีมุมมองที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น ว่าเราจะอยู่กับอิริยาบถปัจจุบันเป็นสำคัญ

 

ขึ้นต้นมาอย่ารู้ลมหายใจก่อน อย่าบริกรรมก่อน อย่าไปดูจิตก่อน ขึ้นต้นมา ถามตัวเองง่ายๆ เลย หลังตรง หรือหลังงอ คอตั้งหลังตรงอยู่ไหม แล้วฝ่ามือฝ่าเท้า มีอาการเกร็งอยู่ที่ไหนไหม มีอาการกำอยู่ที่ไหนไหม คิ้วขมวดอยู่หรือเปล่า

 

สำรวจกายจนกระทั่งได้คำตอบว่า อิริยาบถปัจจบันที่คอตั้งหลังตรงอยู่ขณะนี้ สบาย หรืออึดอัดอยู่

 

แล้วจากนั้นค่อยเอาความรู้สึกในอิริยาบถปัจจุบันนั้นไปเจริญสติต่อ จะดูลมหายใจก็ตาม จะบริกรรมอะไรก็ตามที่คุณถนัดนะ

 

ทีนี้ ผลจะเป็นอย่างนี้ พอจิตรวมเป็นสมาธิขึ้นมา โดยมีสติระลึกอยู่กับอิริยาบถปัจจุบันเป็นสำคัญ เป็นหลักตั้ง

 

ขึ้นต้นมา เรารู้อิริยาบถก่อน พอจะเริ่มลอยออกไป หรือว่าจะหลุดออกไปอย่างไรก็ตาม เราแค่ระลึกนิดเดียว ว่า นี่เหลือแต่จิตจริงหรือ แล้วอิริยาบถที่เรายกขึ้นมาเป็นตัวตั้งของสมาธิล่ะ

 

เราจะนึกออก นิมิตของกายที่ตั้งอยู่ คอตั้งหลังตรง จะปรากฎขึ้นมา ถ้าในสภาพ คือผมเข้าใจนะ ไม่ใช่ไม่เข้าใจ อย่างเวลาที่หลุดออกไปนี่ จะเหมือนมีสายใย ยืดออกไป แล้วก็ใจของเราไปอยู่ที่อื่น ออกนอกกายอะไรไปแบบนั้น

 

ทีนี้พอเราระลึกนิดเดียว ถึงตัวตั้งที่เรารู้อิริยาบถก่อนเป็นตัวนำ สายใยก็จะเหมือนกับ วูบ กลับเข้ามาอยู่กับอิริยาบถปัจจุบัน ซึ่งนั่นแหละ เป็นประโยชน์

 

เพราะว่าจิตจะถูกเทรน ให้รู้เนื้อรู้ตัว อยู่กับสิ่งที่เป็นทางออกจากความทุกข์จริงๆ เป็นมรรค เป็นการเดินมรรคจริงๆ นะ

 

การที่กายทิพย์ หรือว่าเรามีจิตที่ทะยานออกไปนอกร่าง อันนั้นไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลยนะ คือ เราได้ไปเห็น ไปรู้โน่นนี่ แต่เสร็จแล้ว ไม่ได้รู้ความเป็นกาย ไม่ได้รู้ธรรมชาติความเป็นกายใจนี้ตามจริง แล้วก็ไม่สามารถทิ้งฐานของอุปทาน คือกายใจนี้ไปได้

 

นี่ เสียเวลาไปเปล่าๆ ชาติหนึ่ง แต่ถ้าหากว่าเรามีสติ รู้เนื้อรู้ตัวอยู่กับกาย อยู่กับใจ แล้วเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ซ้ำไปเรื่อยๆ ว่า ไม่มีอะไรสักส่วนเดียวที่เที่ยง ไม่มีอะไรสักส่วนเดียวที่เป็นตัวเดิม แต่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ต่างไปเรื่อยๆ อันนั้นแหละที่จิตจะได้จริงๆ จากชาตินี้นะ คือ ได้เห็นว่า กายใจไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวเรานะครับ

 

ตัวนี้ ถ้าหากว่า เราไปถึงได้ เราจะรู้สึกว่า สาธุกับตัวเองที่สุดเลย

 

สรุปคำตอบ ซ้ำอีกทีง่ายๆ ตั้งต้นขึ้นมา อย่านึกถึงอะไรก่อน นึกถึงอิริยาบถปัจจุบัน

___________________

ปฏิบัติแล้วจิตแยกออกจากกาย แล้วลอยออกไปแล้วกลับมามีสติที่ร่างกาย แล้วรู้สึกอ่อนเพลียมากๆ อย่างนี้จะต้องปฏิบัติอย่างไรต่อครับ?

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ร่วมนั่งสมาธิ

วันที่ 15 พฤษภาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=CdBOg6sVwV4

 

19 ฟุ้งน้อยลง เห็นลมหายใจเร็วขึ้น

ดังตฤณ : ขอบคุณมากครับสำหรับฟีดแบคนี้ แล้วลองดูด้วยว่าตอนนี้ความรู้สึก จะสบาย เบา สดชื่นขึ้นเรื่อยๆ ไหม

__________________

ความฟุ้งซ่านลดลง กลับมาดูลมหายใจได้เร็วขึ้น รู้สึกว่าหายใจช้าลง พอครบเวลาก็ยังรู้สึกว่าเห็นลมหายใจต่ออีกสักพัก

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ร่วมนั่งสมาธิ

วันที่ 15 พฤษภาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=vEBk42iyPxk