วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

วิปัสสนานุบาล EP 80 (เกริ่นนำ) : ชี้แจงเรื่องการบรรลุธรรม

EP 80 : ชี้แจงเรื่องการบรรลุธรรม

 

พี่ตุลย์ : สวัสดีทุกท่านนะครับ พบกันในช่วงค่ำคืนวันนี้ วันพฤหัส

เราจะเริ่มกันตั้งแต่ หนึ่งทุ่ม ถึง สี่ทุ่ม

 

คืนนี้ จะมีแจ้งเรื่องหนึ่ง

เกี่ยวกับการสอบถามการยืนยัน เรื่องการบรรลุมรรคผล

 

เราเริ่มต้นจากการสวดมนต์ร่วมกันก่อนนะครับ

 

(สวดมนต์บทอิติปิโสฯ ร่วมกัน)

 

ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงของการโค้ชชิ่ง มาคุยกันนิดหนึ่ง

 

เพราะว่าเราได้อยู่ในห้องวิปัสสนานุบาลกันมาสี่เดือน

บางคนก็จะมีความรู้สึกว่า ตัวเองอาจเริ่ม..

น่าจะขึ้นชั้นประถมได้แล้ว หรือชั้นมัธยมก็ว่ากันไป

 

ทีนี้คือ อย่างนี้ .. ห้องนี้ ที่สร้างขึ้นมา ถือว่าเป็นห้องปิด

แล้วก็ การที่เราจะปฏิบัติธรรมกัน มีเป้าหมายชัดเจนนะว่า

ไม่ได้ปฏิบัติกันเล่นๆ แต่มีทิศทางที่จะได้บรรลุธรรม

บรรลุมรรคผล เพื่อความสิ้นทุกข์สิ้นโศก

ตรงตามแนวที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ในอานาปานสติสูตร

มหาสติปัฏฐานสูตร หรือมรรคมีองค์แปด

 

ถ้าหากว่า มีความเข้าใจแจ่มแจ้งว่า สิ่งที่พระพุทธองค์ตรัส

คือการรู้เข้ามาข้างใน ภาวะของกายใจนี้

เห็นกายใจนี้โดยความเป็นรูปนาม ไม่ใช่ตัวตน

อาจในแง่ของความเป็นขันธ์ห้า หรือในแง่ของความเป็นธาตุหก

 

ซึ่งพอรู้ไป ย่อมประจักษ์อยู่กับตัวเองว่า

แต่ละคนๆ สามารถรู้สึกถึงความเป็นธาตุ รู้สึกถึงความเป็นขันธ์

ได้ชัดเจนเพียงใด

 

พูดง่ายๆ ว่าเห็นแต่ภาวะ ไม่เห็นบุคคล ไม่เห็นตัวตนขึ้นมา

 

แล้วมาถูกหลัก ถ้ามาถูกทาง จะอาศัยอุบายวิธีใดก็แล้วแต่

ขอให้อยู่ในเส้นทางของอานาปานสติ

ขอให้อยู่ในเส้นทางของสติปัฏฐานเถอะ

 

วันหนึ่ง จะรู้สึกแจ่มแจ้งขึ้นมา จะเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า

สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน ท่านสอนให้เห็นอะไร

สอนให้เกิดความรู้สึกอย่างไร

สอนให้ชีวิตยกระดับขึ้นมาอย่างไร

 

ทีนี้ ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า

การบรรลุธรรม เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ไม่ใช่เฉพาะในชาตินี้นะ

 

ถ้าเคยบรรลุธรรมมา อย่างช้าที่สุด ในเจ็ดชาติ ต้องถึงที่สุดทุกข์

พูดง่ายๆ ถ้าเป็นพระโสดาบันแล้ว ไม่เกิดเจ็ดชาติ

พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ อย่างไรๆ

ก็ต้องได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์

 

หมายความว่า ในอนันตชาติที่พวกเราเวียนว่ายตายเกิดกันมา

เปลี่ยนหน้า เปลี่ยนตา เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนแซ่

เปลี่ยนความรู้สึกนึกคิด มากันนับครั้งไม่ถ้วน

พวกเราทั้งหลาย ไม่เคยได้บรรลุอรหัตผลกันแน่ๆ

 

ทีนี้ จะได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วหรือยัง?

อันนี้เป็นเรื่องที่น่าสงสัย น่าข้องใจ

 

ถ้าเป็นยุคที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ ก็จะมีข้อกังขาน้อย

ถึงแม้มีความน่าสงสัยบ้าง เช่น

พระโสดาบันบางท่าน ทำไมเป็นภริยาของนายพราน

หยิบอาวุธให้สามีเป็นการปรนนิบัติทุกเช้า

ข้อสงสัยเหล่านี้ เวลาที่พระพุทธเจ้าท่าน .. ซึ่งท่านเป็นพระศาสดา

ท่านรู้แจ้ง ท่านตรัสรับรองใคร หรือว่า อธิบายเหตุ

ว่าทำไมพระโสดาบัน ยังไปเป็นภริยานายพรานได้อะไรแบบนี้

 

คนในยุคพุทธกาลก็จะไม่สงสัย แล้วก็เกิดความเข้าใจ

เกิดความเชื่อมั่น เพราะว่าองค์พระศาสดาท่านเป็นที่สุด

 

คือแค่เข้าใกล้พระองค์ท่านก็รู้แล้วว่า แบบนี้ไม่มีกิเลสแน่ๆ

แล้วก็สามารถที่จะสั่งสอนคน สามารถที่จะรับรองคน

สามารถที่จะแจกแจงรายละเอียด ข้อสงสัยต่างๆนานาได้

ไม่เป็นที่เกิดความเคลือบแคลงกับผู้ฟัง

 

ทีนี้ในยุคเรา เวลาใครสงสัยขึ้นมาว่า

ตัวเองปฏิบัติมาตามที่พระพุทธเจ้าสอนแล้ว ใช่ หรือไม่ใช่

 

อันนี้ คือต้องบอกกันไว้ คุยกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ว่า

ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะมายอมรับตรงกัน หรือเห็นตรงกัน

 

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ พูดกันง่ายๆ ว่า

มีหลายท่านที่เริ่มมีความรู้ มีความเห็น

มีสติ มีสมาธิที่หนักแน่นขึ้น

เห็นกายใจ โดยความเป็นภาวะขึ้นมาชัดเจนแจ่มแจ้ง

 

คือมีความรู้สึกว่า ในกายนี้ในใจนี้ ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีใคร

ก็เกิดข้อกังขาขึ้นมาว่า นี่ใช่หรือยัง บรรลุโสดาปัตติผลหรือยัง

 

ตอนแรกๆ ถามกันคนสองคน ผมก็เฉยๆ นะ

ทีนี้ถามกันมากขึ้น ก็อยากจะแจ้งให้ทราบ

เรียนให้ทราบอย่างนี้แล้วกันว่า ไม่ต้องถามกันเป็นส่วนตัว

.. ถามในห้องนี้เลย

 

จะโดยพิมพ์เป็นคอมเมนท์

หรือว่าจะถามกันตรงๆ โต้งๆ ขณะที่โค้ชกันเลย

ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมากังวลว่า เดี๋ยวเป็นเรื่องไม่สมควรหรือเปล่า

ใครได้ยินแล้ วจะหัวเราะเยาะไหม

 

เพราะอย่างที่บอกให้ทราบตั้งแต่แรกว่า

เราอยู่ในห้องวิปัสสนานุบาลร่วมกันมาสี่เดือน มีเหตุผล

เราไม่ได้ปฏิบัติกันเพื่อที่จะมาอาศัยมือไกด์

แล้วก็ทำท่าทำทางกันเล่นๆ

 

แต่เราอยู่กันมานับก้าวแรก ตั้งแต่ความเข้าใจเริ่มต้นว่า

เราจะทำห้องปิดเฉพาะกลุ่ม

 

สี่เดือนที่ผ่านมา ผมไม่ได้ทำอะไรเลยนะ

หมายถึงเรื่อง.. อย่างแต่ก่อน พิมพ์งาน พิมพ์บทความทุกเช้า

ตอนนี้ไม่ได้เขียนนะ ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่น

นอกจากมา .. เรียกว่าอุทิศเวลาให้กับห้องนี้อย่างเดียวเลย

เพราะรู้ว่ามีความเป็นไปได้

 

แล้วก็ตอนนี้ ก็ดูเหมือนกับหลายๆ ท่าน ก็จะเริ่มรู้สึกว่า

ตัวเองก็เป็นความเป็นไปได้

จากที่รู้สึกว่าไม่น่าเป็นไปได้ทั้งชีวิตนี้

.. เริ่มมีความเป็นไปได้ขึ้นมา

 

ฉะนั้น ถ้าเราเก็บๆ ปิดๆ ซ่อนๆ หรือว่าไปพูดกันหลังไมค์

ไม่มาคุยกันในห้อง ก็ไม่รู้จะมีห้องนี้ไว้ทำไม

ผมไปสอนแต่ละคน แล้วบอกแต่ละคนเป็นส่วนตัว

ซึ่งแบบนั้นก็ไม่ไหวหรอก แล้วก็จะไม่ได้แรงจูงใจ

หรือแรงบันดาลใจ เหมือนเช่นที่กำลังเกิดขึ้นทุกวันนี้

 

ถ้าสงสัย ให้ถามเลย

 

ตอนนี้คืนนี้เรามาถึงจุดที่น่าจะคุยกันรู้เรื่องว่า

.. บอกไปโต้งๆ อย่างนี้เลยว่า เอาเฉพาะที่ผมเห็นมาไลฟ์

ที่คุยด้วยเป็นส่วนตัวก็ตาม หรือว่าหลายๆคน ที่ฝากถามกันมา

ยังไม่มีใครข้ามเส้นได้สักคนนะ

 

แต่มีข่าวดี .. ในมุมมองส่วนตัว จากความเห็นของผม

เอาเป็นว่า ถ้าเชื่อกัน ก็คือจากประสบการณ์ส่วนตัว

.. ในปีนี้ น่าจะมีไม่ต่ำกว่าหกคน

 

คือไม่ได้ระบุจำนวนได้เป๊ะ แต่เอาจากสายตาที่เห็น

ที่คุ้นเคยกับท่านๆ มา เห็นความเปลี่ยนแปลงของท่านๆ มา

อย่างต่ำที่สุดมีหกคน

 

แล้วก็มีอยู่คนหนึ่ง .. เฉียดแล้ว

 

นี่คือบอกไว้ก่อน ว่า ห้องนี้เป็นห้องปิด

บอกไว้ตั้งแต่ต้นว่า ไม่ใช่จะทำให้มาสร้างความเชื่อ

หรือเกิดความเชื่อในวงกว้างกัน

 

แต่เป็นการรวมเอาเฉพาะคนที่เห็นตรงกัน

เข้าใจตรงกัน หรือว่าเชื่อตรงกัน มาไว้ด้วยกัน

 

ถ้าหากใครจะหลงเข้ามาด้วยเจตนาอย่างอื่น

หรือว่าด้วยความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน

ผมกราบขออภัยนะ เพราะ .. ไม่น่าเลยที่จะเป็นเช่นนั้นนะครับ

 

ด้วยความรู้สึกพื้นฐานอันใดก็แล้วแต่

จะไม่เห็นด้วย หรือจะรู้สึกอะไรที่เป็นปฏิปักษ์กันอย่างรุนแรง

ขนาดที่จะมากลั่นแกล้งอะไรกัน

ผมไม่ได้มีความขุ่นเคือง หรือไม่ได้มีความรู้สึกรังเกียจอะไรพวกท่านเลย

แต่ที่กราบขออภัยไปนี่ เพราะไม่สามารถป้องกันได้จริงๆ

ที่จะไม่ให้พวกท่าน ได้ทำในสิ่งที่พวกท่านกำลังพยายามทำกันอยู่

 

เป็นสิ่งที่ผมไม่ทราบ .. ผมกับเหล่าคนที่อยู่ด้วยกัน

ตั้งใจที่จะไลฟ์โค้ชชิ่งกัน มีความเห็นตรงกัน

แต่พวกท่านมองเห็นไม่ตรงกัน

แล้วก็พยายามทำการอะไรบางอย่าง ที่เป็นกรรมของพวกท่านเอง

 

พวกเราอยู่ที่แจ้ง แต่พวกท่านอยู่ในที่มืด

ไม่ประกาศตัว ไม่ออกหน้า ไม่เป็นที่รู้จัก

ซึ่งก็สุดวิสัยจริงๆ ที่จะช่วยเหลือนะครับ

 

กล่าวจากใจจริง ว่า ในห้องนี้ ถ้าหากว่ามีเรื่องน่ายินดีเกิดขึ้น

 ก็เหมือนกับการรวมแสงอาทิตย์เข้ามาไว้ด้วยกัน

 

แสงอาทิตย์นี้ .. ถ้าหากว่าเข้ามาผิดทิศผิดทาง ไม่ได้เข้าด้านสว่าง

แต่เป็นเข้าด้านร้อน ก็ถูกเผาไหม้ได้นะครับ

 

อันนี้ ชี้แจงให้ทราบในช่วงต้นของรายการคืนนี้

จะบอกว่า เรื่องของการเหนี่ยวนำ เรื่องของการที่เสริมแรงกัน

พวกท่านได้เห็นแล้วในขั้นต้นนะครับว่า ชีวิตแตกต่างไปขนาดไหน

เพียงได้มาอยู่ด้วยกัน แล้วก็เห็นกันและกัน

เจริญเติบโตคืบหน้า มาบนเส้นทางของการเจริญสติ

มันเหนี่ยวนำกันได้จริง

 

แล้วถ้าใครสักคนสามารถข้ามเส้นได้

ก็จะมีแรงเหนี่ยวนำที่เพิ่มขึ้นมหาศาล

 

การที่เราอยู่ด้วยกันโดยดี ก็เอาดีใส่กัน

แล้วก็ลากจูงกันมาบนทางที่ดี

แต่ถ้าหากว่าจะมาทำร้ายกัน

คือ.. ผมว่าพวกเราไม่ได้เดือดร้อนนะ

มีช่องทางอีกเยอะที่จะเผยแพร่ ที่จะมาโค้ชกัน

 

จะมาทำร้ายกัน หรือจะกลั่นแกล้งกันเอาสนุก

หรือเห็นเป็นเรื่องขำ เรื่องตลก

.. ก็หวาดเสียวแทน เป็นเรื่องที่ไม่ดีเลย อย่าทำเลยนะ

 

เอ้า .. กลายไปพูดเรื่องบุคคลไม่พึงประสงค์ ...

 

สำหรับบุคคลที่พึงประสงค์ .. ถ้าสงสัย ย้ำอีกทีนะ ถามเลย

 

การบรรลุธรรมนี่นะ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในฉวิโสธนสูตรว่า

ถ้าใครบรรลุธรรม อย่าเพิ่งยินดี อย่าเพิ่งคัดค้าน

แต่ให้ถามว่า โดยการเห็นกายใจ เป็นขันธ์ห้า ธาตุหกอย่างไร

จึงได้บรรลุมรรคผลขึ้นมา

และเมื่อบรรลุแล้ว มีความเป็นอย่างไร กิเลสอะไรหายไปบ้าง

 

อันนี้ในฉวิโสธนสูตร

พระพุทธเจ้าตรัสถึง ผู้ที่ประกาศตนว่าเป็นพระอรหันต์

แต่หลักการก็ง่ายๆ แค่นี้ ว่า เราเห็นอย่างไร

และที่สำคัญ ถ้าดูจากพระพุทธเจ้าท่านตรัสถึง

เวลาในการบรรลุธรรมอย่างชัดเจนขององค์ท่านเอง

แล้วก็ของพระอรหันต์ ของพระอนาคามี

พระสกทาคามี และพระโสดาบันนี่ มีเวลาที่แน่นอน

 

เพราะฉะนั้น การบรรลุมรรคผล ไม่ใช่แค่รู้สึกว่า

เห็นกายใจโดยความเป็นสภาวะมาพักหนึ่งแล้ว

 

อันนี้ หลายคนนะที่สงสัยเกี่ยวกับการบรรลุมรรคผลของตนเอง

มักจะตั้งข้อสังเกตอย่างนี้

 

แล้วผมได้ยินมาหลายปี

ไม่ใช่เฉพาะช่วงที่เรามาคุยกันในห้องวิปัสสนานุบาล

มีมาแบบนี้กันเยอะ

 

หรือบางคน มีเวลาที่แน่นอน

แต่เป็นเวลาที่คล้ายๆ เหมือนแค่ดีดนิ้ว

ดังแป๊บเดียว ยังไม่ใช่มีประทัด ไม่ได้มีระเบิดตูมตามด้วยซ้ำ

 

บางคน ฟุ้งซ่านมาตลอดทั้งชีวิต

แล้วแค่มีชั่ววินาทีหนึ่ง ที่จิตเงียบขึ้นมา

แค่นี้ก็เข้าใจว่าเป็นภาวะของการบรรลุมรรคผลแล้ว

 

การบรรลุธรรม เป็นเรื่องละเอียดอ่อน

แล้วในห้องนี้ เราไม่ได้อยู่ด้วยกันมาเพื่อจะพูดลับๆ ล่อๆ

เราคุยกันมาตั้งแต่ต้น ด้วยความเปิดเผย

ไม่มีใครที่ไหนเขามานั่งสมาธิให้ดู เดินจงกรมให้ดูแบบนี้

 

คืออาจอยู่รวมๆ กัน แล้วก็นั่งสมาธิ เดินจงกรม

แต่ไม่ใช่มาให้ดูกันเป็นคนๆ แล้วก็โค้ชกันเป็นคนๆ

 

ทีนี้ การที่เราได้ดูได้ฟัง รวมทั้งได้ปฏิบัติด้วยตัวเอง

แล้วเกิดความเห็นในแนวทางเดียวกัน ทิศทางเดียวกันว่า

ความเป็นกายใจแปลกไปจริงๆ แตกต่างไปจริงๆ

แล้วความรู้สึกเกี่ยวกับชีวิตทั้งหมด ไม่เหมือนเดิม มีความสว่างมากขึ้น

 

เราไปตรวจสอบดูกับพระไตรปิฎก

ดูที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในเรื่องแนวทางปฏิบัติก็ตาม

หรือว่าผลของการปฏิบัติก็ตาม จะรู้สึกตรงกันว่า

อะไรๆ ดีขึ้น กิเลสน้อยลง ตัวตนน้อยลง

ความรู้สึกเกี่ยวกับกายใจนี้ ไม่ใช่บุคคลชัดขึ้นเรื่อยๆ

 

ตรงนี้ หลายคนเป็นประจักษ์พยานให้แก่กันและกันอยู่แล้ว

 

ฉะนั้น ถ้าพูดเกินไปอีกนิดหนึ่งก็ไม่เสียหลาย

ไม่ได้น่าเกลียดอะไรหรอก ไม่ได้เป็นการอวดตัวอะไร

แต่เป็นการสอบทานเพื่อความแน่ใจ

ไม่ใช่ความแน่ใจในตัวเองคนเดียวตามลำพัง

 

แต่เป็นการที่เราเอาข้อสงสัย หรือการคลายความสงสัย

มาเผื่อแผ่ให้คนอื่นได้รับรู้ตามด้วยนะ

 

ก็ฝากไว้ สรุปก็คือ ถ้าหากว่าเราจะคุยกันในห้องนี้

เราคุยกันทุกเรื่องตั้งแต่ จุดเริ่มต้นก้าวแรก ไปถึงจุดที่ข้ามเส้น

เส้นแรกไป ข้ามเส้นแรกในที่นี้ก็ว่ากันตรงๆ

คือได้โสดาปัตติผลนะครับ

___________________

ไลฟ์วิปัสสนานุบาล EP 80

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิปเต็ม : https://www.youtube.com/watch?v=YHsIjH_0ZSc

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

วิปัสสนานุบาล EP 79 (เกริ่นนำ) : สัญญาณบอกทิศทาง 23 กพ. 65

(ช่วงเกริ่นนำ)

พี่ตุลย์ : อรุณสวัสดิ์ครับทุกท่าน พบกันช่วงเช้าตั้งแต่เก้าโมงถึงเที่ยง

 

บนเส้นทางแบบพุทธ ในการเจริญสติที่เราทำๆ กัน

ถ้าหากมีความเข้าใจ ก็จะรู้ว่ามีทิศทาง ที่ตรงไปสู่เป้าหมายแบบไหน

 

แต่ที่จะมีกำลังใจ ก็คือมีความรู้สึกว่า

ใจของเรามั่นคง ตั้งมั่น คงเส้นคงวา

 

เมื่อมีกำลัง ซึ่งไม่ได้หมายถึงการได้รับคำปลอบโยน

หรือว่าการได้รับคำให้กำลังใจจากใคร

แต่เป็นความรู้สึกว่าใจเรามีกำลังจริงๆ

 

คุณจะมีความรู้สึกมั่นใจว่า

สิ่งที่ตัวเองรู้ ตัวเองเข้าใจว่ากำลังจะเดินไปไหน

จะมีกำลังที่ไปได้ถึงจริงๆ

 

ซึ่งหลายคนในห้องเรา

ก็เริ่มจะมีความรู้สึกทำนองนั้น ขึ้นมาแล้วเป็นจำนวนไม่น้อย

 

พอเริ่มมีกำลังใจ หลายคนก็จะเริ่มมีความคาดหวัง

แล้วก็อยากรู้อยากเห็นว่า ถ้าข้ามเส้นแรก ได้โสดาปัตติผลไป

อะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตตัวเอง

 

จริงๆ แล้ว ตอนที่คุณกำลังปฏิบัติ

ตอนที่คุณกำลังรู้สึกว่า กายนี้ใจนี้ ไม่มีใคร ไม่มีเรา

มีแต่ธาตุประชุมกัน หลอกให้รู้สึกว่ามีเรา นั่นแหละ

แล้วก็สลับไปสลับมา เดี๋ยวก็กลับมามีกิเลส

 

อันนั้นแหละ

ความรู้สึกเดียวกันกับ หลังจากได้โสดาปัตติผล

 

ที่พูดนี่เพราะอะไร

เพราะเราไม่ได้วัดจากตัวโสดาปัตติผลอย่างเดียว

เราดูจากที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า หลังจากได้สกทาคามิผล

.. ข้ามช็อตไป ถึงสกทาคามิผล ..

เมื่อได้เป็นพระสกทาคามีแล้ว

ราคะ โทสะ โมหะ จะเบาบางลง

 

นั่นแปลว่าอะไร

นั่นไม่ได้มีให้ตีความเป็นอย่างอื่นนะ

 

คือเป็นพระโสดาบันนี่ กิเลสยังครบ

ยังมี ราคะ โทสะ โมหะ เหมือนกับตอนที่ก่อนข้ามเส้น

ก่อนได้เป็นพระโสดาบัน ยังเต็มที่กับชีวิตได้ทุกแบบ

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่จะข้ามเส้นเป็นพระโสดาบันได้

ไม่ใช่มีกิเลสแบบดิบๆ ไม่มีการควบคุมพฤติกรรมใดๆ

ศีลห้าไม่สนใจ แบบนั้น ไม่ได้นะ

 

อย่างน้อยที่สุด ศีลห้า ต้องสะอาด

และอย่างน้อย ต้องรู้ว่า ใจไม่ได้มีความตระหนี่ถี่เหนียว

เท่าปุถุชนธรรมดาที่ขี้งก

 

เป็นคนที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

อย่างน้อยใจต้องมีความรู้สึกสามารถสละออกได้

 

ถ้าใจสละออกไม่ได้

โอกาสที่จะสละความเห็นผิด สละอุปาทานในตัวตน เป็นศูนย์เลยนะ

 

นี่คือความสัมพันธ์ คือความเชื่อมโยง ระหว่างทาน ศีล และภาวนา

 

ถ้าใจโดยพื้นฐาน สละออกไม่เป็น

เป็นคนที่เห็นแก่ตัว เอาเข้าตัวอยู่ตลอดเวลา

เป็นคนที่เข้าข้างตัวเองอย่างเหนียวแน่น

ไม่ยอมฟังความคิดเห็นของใครอื่น

โอกาสจะได้โสดาบัน เป็นศูนย์เลย

 

และถ้าศีลไม่ดี สมาธิก็ไม่ได้

สมาธิไม่ได้ ก็ไม่มีโอกาส ที่จะรวมลงถึงฌาน

แบบที่จะล้าง หรือว่าประหารสังโยชน์ข้อแรก

ที่เรียกกันว่า สักกายทิฏฐิ

 

ความรู้สึกในตัวตน ความรู้สึกที่เชื่อ

ปักใจเชื่อว่าต้องมีตัวเราอยู่ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง

ถ้าไม่ใช่ในกายใจนี้ ก็ในโลกหน้า

 

พระโสดาบัน ตัดสักกายทิฏฐิได้

ซึ่งจะตัดได้ ก็ต้องมีทั้งทานและศีลเป็นฐาน

เป็นพานทองรองรับ เป็นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้อยู่

 

ทีนี้ อย่างในห้องเราตอนนี้

ก็สามารถที่จะเห็นเครื่องหมายบอกกันได้

 

อันนี้ไม่ได้พูด เพื่อให้เกิดกำลังใจ

ไม่ได้พูดเพื่อให้รู้สึกฮึกเหิม

แต่พูดให้เห็นถึงสัญญาณบอก

 

ถ้าจิตใสใจเบาได้เรื่อยๆ และมีความรู้สึกว่า

จะนั่งเจริญอานาปานสติก็ตาม หรือว่าเดินจงกรมก็ตาม

แล้วเกิดความเห็นว่า กายนี้ใจนี้ ไม่มีใครอยู่

มีแต่ความเป็นธาตุ เป็นธาตุดิน เสมอกับวัตถุอื่นๆ

 

หรือเป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าแค่แป๊บหนึ่ง เป็นภาวะผุดขึ้นมาแป๊บหนึ่ง

เช่น ความโกรธ ความสุข ความคิดฟุ้งซ่าน ความคิดอ่อนๆ

แล้วเกิดความรู้สึกว่า เดี๋ยวมันก็หายไป

 

ถ้าเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ ก็เป็นสัญญาณบอกว่า ทานและศีลของเราใช้ได้

เป็นเหมือนปลายทาง ที่บอกว่าต้นทาง มาโอเคไหม

  

ถ้าเรามองจากจิตแต่ละวัน ว่าคืบหน้าไปเรื่อยๆ

ถึงแม้จะย้อนกลับมาบ้าง มีความรู้สึกย้อนหน้าย้อนหลังบ้าง

แต่ถ้าหากเรามีความรู้สึกขึ้นมาเอง เป็นปกติมากขึ้นทุกทีๆ

เหมือนกับที่หลายๆ คนเกิดความรู้สึกว่า

จะอยากก็ดี ไม่อยากก็ดี .. ที่จะได้ไปถึง

ก็แค่ความปรุงแต่งแป๊บหนึ่ง

 

แล้วในที่สุดก็รู้สึกเฉยๆ รู้สึกว่า

ดูความเป็นธาตุไป ดูความเป็นขันธ์ไป

รู้สึกว่า ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่มีตัวตน แล้วก็มีความชัดเจนมากขึ้นๆ

 

ตัวนี้ ขอให้บอกได้ว่า

มีสัญญาณบอกทั้งก่อนหน้า และไปข้างหน้าด้วย

 

ก่อนหน้าคือ มีทานและศีลใช้ได้

มีเส้นทางที่มาถูกทิศถูกทาง

มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ที่จะมองกายใจ

 

และได้กำลังของจิต ที่ไม่ใช่แค่กำลังใจแบบแป๊บๆ

แต่เป็นกำลังของจิตจริงๆ มากพอที่จะชี้บอก

ให้รู้สึกถึงอนาคตเบื้องหน้าได้ว่า

อยู่ในแนวทาง อยู่ในเส้นทาง

อยู่ในวิถีของการที่จะถอดถอนอุปาทานออกไป

 

ฉะนั้น ไม่ต้องเร่ง

ขอให้บอกตัวเองว่า ถึงข้ามเส้นไปแล้ว เป็นพระโสดาบันไปแล้ว

ก็ความรู้สึกนี้แหละ ประมาณนี้แหละ

 

รู้สึกว่า บางทีก็เกิดความเห็นขึ้นมากระจ่าง

ตอนที่จิตมีความใส เบา มีกำลังของสมถะพอสมควร

จะรู้สึกขึ้นมาเองว่า กายนี้ใจนี้สักว่าเป็นธาตุ เป็นขันธ์

ไม่มีใครอยู่ในนี้ และจะเร่งไปทำไม

 

คือตอนนี้เราก็ทำได้อยู่แล้ว

การที่เราทำไปเรื่อยๆ โดยไม่เร่ง โดยไม่มีความคาดหวัง

ไม่มีความอยาก ไม่มีตัวภวตัณหา หรือยางเหนียว

อยากได้อยากดี อยากมีอยากเป็น

ไม่ได้อยากเอามรรคผล

 

แต่อยากแค่มีฉันทะ มี passion

ที่จะมองกายนี้ใจนี้โดยความเป็นขันธ์ห้า ธาตุหกไปเรื่อยๆ

 

ตัวนี้ ถึงแม้จะยังไม่ได้โสดาบัน ก็เหมือนได้อยู่แล้ว

ชัวร์อยู่แล้ว ประกันอนาคตอยู่แล้ว

 

แล้วก็จริงๆ ข้อต่าง จะนิดเดียว คือ

พระโสดาบัน เห็นนิพพาน และประกันว่าไม่ต้องไปอบายอีกชัวร์ๆ

 

แต่พระพุทธเจ้าก็ตรัสนะ

ไว้ในธาตุสูตร อายตนสูตร ขันธสูตร อะไรแบบนี้

ท่านรับประกันว่า ถ้าใครเห็นขันธ์ห้า ถ้าใครเห็นธาตุหก

เห็นกายนี้ใจนี้โดยความเป็นขันธ์ห้า โดยความเป็นธาตุหก

ได้เรื่อยๆ ได้เป็นปกติ

ไม่มีทางตาย ก่อนได้โสดาบัน

 

หมายความว่า ต่อให้ระหว่างชีวิตยังไม่ได้ก็ตาม

แต่ตอนกำลังจะตาย อย่างไรก็ต้องได้

เพราะวิถีจิตของคนที่จะตาย มีความหนักแน่นมาก

มีความหนักแน่นไปในวิถีของความตาย

 

วิถีจิตที่จะตาย มรณวิถี มีความหนักแน่น

ไม่ได้คิดฟุ้งซ่านอะไรแบบนี้

เป็นการรวบรวมเอากรรม บุญ หรือบาปทั้งหลาย

มาโฟกัส รวมจุด เข้าที่

 

ซึ่งถ้าหากว่าใครเจริญสติ

เห็นกายใจนี้เป็นขันธ์ห้า ธาตุหกได้เรื่อยๆ

ก็จะรวมจุดในแบบที่ รวมลงเป็นฌาน

 

เห็นว่ากายนี้ทอดวางอยู่ไม่ต่างกับขอนไม้

และภาวะต่างๆ ไม่ว่า ไออุ่นค่อยๆเย็นชืดลง

ลมหายใจ ค่อยๆ แผ่วรวยริน

แล้วก็มีภาวะที่เป็นจิตวิญญาณ เหมือนมอเตอร์

ที่ปั่นตัว ไปสู่ความดับ

 

ไปสร้างกรรมนิมิตบ้าง ไปเห็นว่าตัวเคยทำอะไรมา

แล้วผู้ที่เจริญสติ พอใกล้ตาย

นิมิตที่จะปรากฏเยอะที่สุดคือ

นิมิตของการเห็นภาวะทางกายทางใจ เป็นรูปนาม

 

ฉะนั้นเวลาที่รวมลงเป็นฌาน ก็คือตัดสักกายทิฏฐิได้

อย่างน้อยตัดสักกายทิฏฐิได้ก่อนตาย

 

ตรงนี้ ไม่ต้องไปห่วงกังวลถึงอนาคต

ขอแค่เรามีฉันทะ อย่างต่อเนื่อง

รู้สึกถึงทิศทางที่ตรง ที่ใช่

แล้วก็มีกำลังใจ กำลังจิตที่ทำให้เกิดความรู้สึกอุ่นใจ

เชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่ละวันๆ .. ไม่ช้าไม่เร็วหรอก

_______________

ไลฟ์วิปัสสนานุบาล EP 79

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=OH5_YR22Wa0

 

วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

เดินจงกรมหลับตา : คลิปที่สอง

พี่ตุลย์ : พอหยุดรอบนี้เช็คนิดหนึ่ง

ธาตุดินที่เป็นท่ายืน แล้วก็ธาตุดินที่เป็นกระจก ที่แตกต่างกัน

หยุดยืนนิ่งแป๊บหนึ่ง

 

คือจังหวะหยุด ณ เวลาที่เราไปประจันกับสิ่งที่เป็นวัตถุตรงหน้านี่นะ

จะมีประโยชน์ถ้าเราหยุดค้างไว้สักสิบ หรือยี่สิบวินาที

เพื่อที่จะทำความรับรู้ เหมือนกับมีการกระตุ้น ให้จิตเกิดการเปิดรับว่า

ธาตุดินหมายเลขหนึ่ง อยู่ตรงนี้ ท่ายืนอยู่ตรงนี้

และวัตถุหมายเลขสอง กระจกหรือเครื่องขวางใดๆ ก็ตามของแต่ละคน

มีระยะห่างกัน มีช่องว่าง

 

เราจะเอาความรู้สึก เอาสัมผัส

ที่ได้จากวัตถุหมายเลขหนึ่ง วัตถุหมายเลขสอง มาใกล้กัน

และอยู่ห่างประมาณหนึ่งก้าว จะมีข่องว่างให้รับรู้ และยืนหายใจ

 

ตรงที่เราหยุดเป็นครั้งๆ ไป

เพื่อจะเช็คความรับรู้ว่า จิตกำลังแผ่ออก

รับความเป็นธาตุดิน ธาตุลม อากาศธาตุหรือเปล่า

 

ตรงนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้การเดินจงกรมของเรา

มีการเวียนกลับมาหาความเป็นธาตุย้ำๆ ซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ

 

ถ้าหากเราได้ทั้งความรู้สึกเกี่ยวกับธาตุหก ในขณะหยุดยืนด้วย

และได้ทั้งความใสของจิต ตอนที่เดินหลับตาด้วย

สิ่งที่จะเป็นผลตามมาในระยะยาวคือ

ความรู้สึกว่าจิตที่ใส ที่เห็น ที่มีความคมชัด

มีสติคมชัด รับรู้ความเป็นธาตุหกชัดขึ้นๆ

จะทวีตัวขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่เห็นออกมาจากภายในอย่างเดียว

 

ขอให้ถือเป็นจุด check point ทำความรับรู้

เห็นไหม จะทวีตัวขึ้นมา

ความรับรู้ว่า ธาตุดินมีความเหมือนกันอย่างไร

ระหว่างท่ายืนนี้กับกระจก

 

และความรับรู้เกี่ยวกับอากาศว่างจะดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

ตอนหยุดยืน เป็นจังหวะที่เราจะได้รู้อะไรหลายอย่าง

ทั้งธาตุดินที่คู่กัน ระหว่างธาตุดินหมายเลขหนึ่ง กับธาตุดินหมายเลขสอง

ทั้งอากาศว่าง ที่เป็นช่องว่างระหว่าง ธาตุดินกับธาตุดิน

แล้วก็ลมหายใจ ที่มีอยู่ในอากาศว่าง

 

ถ้าหากมีความปรุงแต่งทางจิตใดๆ เกิดขึ้น

จะเห็นชัดเลยตอนที่หยุด จะรู้สึกว่ามีความปรุงแต่งเกิดขึ้น

มีความเป็นเราเขา มีความเป็นเจ้าของ

หรือมีใครชื่ออะไรปรากฏขึ้นในหัว

 

แต่ถ้าหากจิตเงียบ มีความใส มีความสว่าง กระจ่าง

จะมีความรู้สึกอีกแบบ คือเห็นแต่ธาตุดินประจันกัน

เป็นแต่ช่องว่าง ระหว่างธาตุดินปรากฏอยู่ และมีลมหายใจให้รับรู้

 

การที่จิตใสจิตเงียบ และเห็นแต่ภาวะของธาตุทั้งหกปรากฏอยู่ ..

เห็นไหม พอเรากลับตัวมาแล้วเดิน เราจะรู้สึกชัดเลย

เหมือนกับธาตุดินเคลื่อนไหวอยู่รอบๆ ธาตุดินอื่น

 

และจะมีความรู้สึกสัมพันธ์กัน

ระหว่างธาตุดินหมายเลขหนึ่ง กับ ธาตุดินอื่นๆ ที่อยู่ในห้อง

เหมือนกับมีสัมผัสขึ้นมาว่า

มวลของวัตถุธาตุ ที่เป็นธาตุดินแต่ละชิ้น ไม่เท่ากัน

 

และจะมีความเห็นว่า วัตถุธาตุบางอย่างเป็นเหลี่ยม

วัตถุธาตุบางอย่างเป็นทรงกลม

ส่วนวัตถุธาตุนี้มีหัว มีตัว มีแขน มีขา

ดูมีความซับซ้อนกว่าธาตุอื่นๆ

 

แต่แม้ว่าจะแตกต่างโดยคุณสมบัติรอบนอก

คุณสมบัติภายในที่เป็นแก่นแท้ เหมือนกันทุกประการ

มีความเท่าเทียมกันทุกประการ

คือมีความคงรูป กินพื้นที่ว่าง

 

ซึ่งก็สรุปรวมลง จิตยิ่งรู้เห็นไป

ยิ่งได้ข้อสรุปว่าเป็นธาตุดินเสมอกันจริงๆ

ต่างกันแค่รูปทรงหลอกๆ

แต่โดยเนื้อแท้ มีความคงรูปคงร่าง

และกินพื้นที่ว่างเหมือนกันหมด

 

ตัวที่จะเป็นปัญญาแบบพุทธ จากการเดินจงกรมแบบนี้

ก็คือจิตที่นิ่ง ที่ใส และเห็นชัด

เวลาเทียบเคียงธาตุดินฝั่งนี้

กับธาตุดินอื่นๆ ที่อยู่รอบตัว อยู่ระหว่างทาง

 

และเราจะเห็นว่า พื้นที่ว่างที่ธาตุดินนี้เคลื่อนไป มีความต่าง

ช่องว่างหรืออากาศธาตุ บรรจุอยู่ด้วยธาตุดินที่แตกต่างกัน

พอเราเคลื่อนเข้าใกล้วัตถุชิ้นไหน

จะเหมือนมีแรงกระทำต่อกัน

 

วัตถุสองชิ้น สามชิ้น จะมีแรงกระทำต่อกันบางอย่าง

เหมือนผลักกัน หรือดูดกัน แล้วแต่ความสัมผัสของแต่ละคน

 

อย่างถ้าหากเคลื่อนไปในพื้นที่ว่าง

แล้วเกิดความรู้สึกว่า มีวัตถุกีดขวางอยู่

สิ่งกีดขวางนั้น จะเหมือนเครื่องห้าม

ไม่ให้เข้าใกล้หรือกระทบกระทั่งกัน

 

แต่อย่างเวลาที่เราเคลื่อนเข้าใกล้ตัวประตู ซึ่งเป็นพื้นที่ราบเรียบ

จะมีความรู้สึกเหมือนกับวัตถุสองชิ้น กำลังดึงดูดเข้าหากัน

ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือ การที่วัตถุหมายเลขหนึ่ง

เคลื่อนเข้าหาวัตถุอีกชิ้นนั่นเอง

 

พอเรารู้สึกถึงความใสที่ภายใน เราก็ตั้งอยู่ตรงนั้น

ตั้งอยู่กับความใส ที่ออกมาจากตรงกลาง

การรับรู้จะมีความใสมากขึ้นๆ

จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง เรารู้สึกเหมือนห้องว่างทั้งห้อง

ถูกเรารับรู้รอบด้าน 360 องศา

 

ยิ่งใสมากขึ้นเท่าไหร่ สัมผัสว่าวัตถุนี้ หมายเลขหนึ่ง นี้

มีความเป็นต่างหาก มีความกินพื้นที่ว่าง

มีที่ตั้ง แตกต่างจากวัตถุอื่นๆ ..ยิ่งแจ่มชัดขึ้นเท่านั้น

 

ตรงที่รู้สึกเปิดๆ กว้างๆ ออกมาจากภายใน

ถ้าเราอยู่กับตรงนั้น เราจะเห็นถึงความใส ความกว้าง

แล้วพอมองดูว่า เรารู้ออกมาจากตรงความใสที่เปิด ที่กว้าง

ตัวนั้นแหละ คือสภาพหนึ่งของจิต

 

ยิ่งจิตมีความเปิด ยิ่งจิตมีความใส

แล้วเห็นตำแหน่งของวัตถุต่างๆ เทียบเคียงกัน

 

วัตถุหมายเลขหนึ่ง เคลื่อนไปเรื่อยๆ

วัตถุหมายเลข สอง สาม สี่ ที่รายล้อมอยู่ในห้อง ตั้งนิ่งเฉยๆ

ก็จะยิ่งเกิดความเห็นชัด กระจ่างว่า

ธาตุดินที่กินพื้นที่ว่างอยู่ มีเนื้อแท้เสมอกันจริงๆ

 

โดยความรู้สึก เวลาที่จิตรู้สึกถึงความเสมอกันของธาตุดินต่างๆ

เราจะเห็นชัดว่า ไม่มีอาการแบ่งแยก

อันนี้เป็นความปรุงแต่งจิตที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน

 

เดิมมีความปรุงแต่งจิตชนิดที่แยกว่า

อันนี้เราเป็นมนุษย์ มีความเป็นเราอยู่แน่ๆ

แยกเป็นต่างหากจากวัตถุอื่นๆ

และวัตถุอื่นๆ ในห้องเป็นของๆ เรา

 

แต่พอจิตมีความใส มีความกระจ่างชัด

สิ่งที่เป็นความปรุงแต่งจิตแทนที่ นับแต่มีอนัตตสัญญาขึ้นมา

ก็คือรู้สึกว่า ธาตุดินนี้ ที่เป็นหมายเลขหนึ่ง

มีความเสมอกัน ไม่มีใครเป็นเจ้าของใคร

ไม่มีตัวที่เดินอยู่เป็นเจ้าของวัตถุ ที่อยู่รอบห้อง

มีแต่วัตถุอันเป็นธาตุดินเสมอกันหมด เสมอกันโดยความเป็นธาตุ

แต่ธาตุดินหมายเลขหนึ่งนี้ มีความเป็นขันธ์ห้าอยู่ด้วย

 

อย่างตอนที่รู้สึกว่าธาตุดินนี้ หมายเลขหนึ่งนี้

เสมอกับธาตุดินอื่นๆ หมายเลขสอง สาม สี่ ที่อยู่ในห้อง

เราจะรู้สึกว่ามีความเสมอกัน ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน

นี่เป็นสัญญาชนิดหนึ่ง

 

สัญญา คือธรรมชาติปรุงแต่งให้จิตมีความสำคัญมั่นหมาย

รู้ได้ว่าอะไรเป็นอะไร จำได้ว่าอะไรเป็นอะไร

 

ตอนนี้อยู่ในช่วงการสะสมตัวเห็นว่า

อะไรๆ ทั้งหมายเลขหนึ่ง ทั้งหมายเลขอื่นๆ

ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของๆ เรา

ที่เรียกว่า สัญญา เป็นอนัตตสัญญา

 

นี่คือความต่าง ระหว่างธาตุดินหมายเลขหนึ่ง กับธาตุดินอื่นๆ

 

ธาตุดินอื่นๆ ไม่มีขันธ์

ไม่มีความเป็นสัญญาขันธ์ ไม่มีความเป็นสังขารขันธ์

พอ ธาตุดินอื่นๆ ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัวเขาตัวเรา

ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นอนัตตา หรืออัตตา

ก็ตั้งนิ่งของมันอยู่อย่างนั้น

 

แต่ธาตุดินหมายเลขหนึ่งนี้

มีตัวอัตตสัญญา หรืออนัตตสัญญา

ประกอบ ประชุมร่วมอยู่ด้วย

ฉะนั้น ก็เลย เป็นทุกข์ได้

 

ตัวที่เป็นทุกข์ ก็มาจากสังขารขันธ์ นั่นแหละ

มาจากการปรุงแต่งจิต

 

ถ้าเราออกจากการเดินจงกรม แล้วมีอัตตสัญญากลับมาใหม่

มีความเป็นเขาเป็นเรา มีเราเป็นเจ้าของอะไรๆ นั่นแหละ

ตัวสังขารขันธ์ เกิดการปรุงแต่งขึ้นมา

ว่า จะเอาอย่างไรกับสิ่งที่มีอยู่ จะเอาอย่างไรกับตัวตนนี้

จะคิดดี หรือคิดชั่วกับคนอื่น

 

ตัวสังขารขันธ์นี่แหละที่ปรุงทุกข์ขึ้นมา

 

เดิม ถ้าหากมีแต่อนัตตสัญญาอยู่

ทำให้จิตมีความสงบราบคาบตลอดเวลา

.. ความทุกข์จะไม่เกิด

 

แต่พอมีอัตตสัญญาขึ้นมา

และมีความปรุงแต่งว่าเป็นเขาเป็นเรา

เราจะคิดดี เราจะคิดชั่ว

ตัวนี้ เกิดอะไรขึ้นมาหลายอย่าง

 

กรรมเกิด ก็เพราะมีสังขารขันธ์นี่แหละ

สังขารขันธ์มี ก็เพราะสัญญามีนี่แหละ

สัญญามี ก็เพราะว่าเวทนามี

คือตัวความรู้สึกเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง

อึดอัดบ้าง สบายบ้าง จะปรุงสัญญาขึ้นมา

 

และที่มีเวทนาขึ้นมาเพราะอะไร

เพราะมีผัสสะกระทบ มีสิ่งกระทบ

มีสัมผัสกระทบ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

ที่มากับธาตุดินนี่แหละ

 

ประสาทรูป หรือรูปที่เป็นเครื่องอาศัยของประสาทสัมผัส

ก็คือธาตุดินนี้เอง

 

พอมีความรับรู้ที่กระจ่างชัด

เจาะลึกลงไปในธาตุดินหมายเลขหนึ่ง

ก็เกิดความเข้าใจ เกิดปัญญาแบบพุทธขึ้นมาว่า

เพราะมีธาตุดินหมายเลขหนึ่ง นี้

ที่กำลังตั้งอยู่โดยความเป็นอย่างนี้ นี่แหละ

ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา ก่อให้เกิดกรรมขึ้นมา

 

พอจิตมีความใหญ่ มีความเป็นอุเบกขา ขนาดใหญ่แบบมหึมา

แล้วก็ไม่มีความเอียงข้างด้วย แม้ปีติหรือสุข

จะเห็นเลย ภาวะที่ปรุงประกอบกันทั้งหลาย

ที่กลายเป็นธาตุดินหมายเลขหนึ่ง แบบนี้

มีรูปประสาทแบบนี้ เป็นผลของกรรม

จะเห็นชัด ทะลุทะลวงเป็นสายปฏิกิริยาลูกโซ่

 

เห็นว่าถ้าไม่มีกรรมอันเป็นต้นเหตุ

กายนี้รูปประสาทแบบนี้ ไม่มีทางเกิด

 

กายนี้รูปประสาทแบบนี้ ที่เป็นอัตภาพแบบมนุษย์

ต้องอาศัยความสว่าง อันเป็นบุญเป็นกุศลในการสร้างขึ้นมา

ถ้าปราศจากบุญ ปราศจากกุศลแล้ว

ไม่มีทางเลยที่จะได้รูปประสาท อันเป็นธาตุดินแบบรูปมนุษย์แบบนี้

 

ตอนที่ใจเปิดกว้าง และมีความใส

ถ้าเราอยู่กับตรงนั้น แล้วกว้างขึ้นใสขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเห็นเคลียร์ขึ้นๆ

 

มีคำถามไหม?

 

น้ำอบ : ไม่เชิงคำถามค่ะ แต่อยากแชร์ พอดีเมื่อคืนเกือบตีสอง .. สืบเนื่องจากคืนก่อนไม่ได้นอนเลย เช้าวันถัดมาก็ทำงานทั้งวัน

เมื่อคืนเลยนั่งคุยกับลูกจนตีหนึ่ง แล้วคิดว่าจะปฏิบัติดีกว่า

เพราะได้คิวส่งการบ้าน

 

ตอนนั้นก็รู้สึกกายล้า เหนื่อยมาก

เลยนั่งก่อนประมาณสิบนาที แล้วค่อยเดินประมาณครึ่งชั่วโมง

 

แต่ช่วงที่เดิน ทำตามที่พี่ตุลย์ไกด์ ก็ใส สว่าง

แล้วเวลาเดินไปเดินมา จะเหมือนเราลืมตาเดิน

แล้วเวลาเดินไปหากระจก เราก็รู้สึกว่า ระยะทางใกล้แล้ว

เหมือนความเข้มข้นมากขึ้น

และระยะนี้คือระยะที่เป็นภาพจำของเราแล้ว

 

หลังจากเดินเสร็จ ก็มีกำลัง ความเหนื่อยหายไปหมด แต่ก็นอนก่อน

เพราะพรุ่งนี้ต้องส่งการบ้าน ก็นั่งสมาธิต่ออีกยี่สิบนาที

แล้วรู้เลยว่า การชาร์จพลังจากสมาธิ เป็นแบบนี้นี่เอง

คือ เต็ม สว่าง ไม่มีความง่วง ไม่เหนื่อย คงอยู่อย่างนั้นของมัน

 

ก็คิดถึงคำที่พี่ตุลย์บอก ความนิ่งของกำลังสมาธิ จะคงอยู่

เราก็แค่เห็นมัน แล้วเดินไปมา

ก็เห็นมันคงอยู่นิ่งๆ สบายๆ ของมันอย่างนั้น จนเราหลับ

 

พี่ตุลย์ : แล้วตอนจะนอน สังเกตไปว่า ในหัวมีอะไรฟุ้งๆ ยุ่งๆ ไหม

ถ้ามีความรู้สึกใสๆ โล่งๆ แล้วรู้สึกถึงลมหายใจเข้า ลมหายใจออกนี่

จะเป็นการหลับที่ reset สมองดีที่สุด ตื่นขึ้นมาจะโล่ง มีกำลัง

 

และจุดสำคัญที่สุดคือ รู้สึกมีฉันทะที่จะเริ่มต้นภาวนาทันที

ทั้งๆ ที่ยังทำกิจกรรมอื่นๆ เหมือนมนุษย์ธรรมดาทั่วไปนั่นแหละ

ลุกขึ้นจากที่นอน เข้าห้องน้ำ มากินข้าว จะต้องพูดจาอะไรกับใคร

จะมีความรู้สึกเหมือนกับว่า ทุกกิจกรรมเป็นความเคลื่อนไหว

ที่ช่วยให้เราสามารถรู้สึกถึงธาตุดิน

รู้สึกถึงความปรุงแต่งของจิต

รู้สึกถึงการแบ่งเป็นท่อนๆ ขณะๆ ว่า

จิตแบบนี้หายไปแล้ว จิตอีกแบบเกิดขึ้นมาแทน

จิตแบบนี้หายไปอีก และจิตอีกแบบเกิดมาแทนที่อีก

 

เห็นเป็นขณะๆ อย่างนี้แล้วเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า

อยู่ในระหว่างวัน เราก็สามารถที่จะมีสติเจริญขึ้นได้

อันนี้ที่เป็นสุดยอดของการต่อจากนั่งสมาธิ และเดินจงกรม

 

น้ำอบ : น้ำอบเดินจงกรมเป็นอย่างไรบ้างคะ

 

พี่ตุลย์ : จิตบางช่วง เปิดแผ่

ช่วงเปิดแผ่แล้วใส เราทรงอยู่อย่างนั้นเลย

ให้ทำความรับรู้ออกมาจากจิตแบบนั้น

 

คือไม่ใช่ทำความรับรู้เข้าไป

แต่ทำความรับรู้ออกมาจากจิตแบบนั้น

แล้วต๊อกๆ เป็นตัวหล่อเลี้ยง เหมือนเติมเชื้อเพลิงเข้าไปเรื่อยๆ

ว่าเรารับรู้ออกมาอย่างนั้น ใสๆๆ ใสขึ้นๆ

 

และมีจุด check point ที่แน่นอน คือ พอไปยืนใกล้ประตู

.. ของแต่ละท่าน แต่ละที่จะไม่เหมือนกัน แล้วแต่สถานที่

บางคนเป็นต้นไม้ บางคนเป็นเสา เป็นผนังทึบ แล้วแต่

 

ที่บอกว่าไม่สามารถเดินจงกรมได้ เนื่องจากติดขัดเกี่ยวกับสถานที่

ในห้องแคบ ในห้องอะไร ถ้าใช้วิธีนี้จะพบเลยว่า

เปลี่ยนจากข้อเสียเปรียบ เป็นข้อได้เปรียบ

 

จริงๆ แล้วการเดินจงกรม มีหลากหลายพิสดารมาก

แม้กระทั่งว่าจะให้รู้เท้ากระทบ ให้เกิดวิตักกะ

หรือทำความเข้าใจเรื่องวิจาระแทบเป็นศูนย์เลย

แต่ละที่แต่ละแห่ง ก็จะแนะนำมาต่างกัน

 

แต่ point คือคนเดินจงกรมส่วนใหญ่ เดินมั่วๆ ..

ไม่ได้พูดถึงแนวทางหรือสำนักไหนนะ

แต่พูดถึง ที่อยู่ในใจของผู้เดินจงกรมจริงๆ เลย

มักออกแนว ไม่รู้ว่าตัวเองเกิดสมาธิหรือยัง

จิตคิดมั่วไปถึงไหนแล้ว ไม่รู้จะหาจุดที่เป็นเครื่องยึด

เครื่องตรึงอารมณ์ให้ตั้งมั่นได้อย่างไร

 

ต่อให้มีความตั้งมั่นในการเดินจงกรมแล้ว

ก็ไม่รู้จะกำหนดอย่างไร ให้เป็นความเห็นว่า เป็นอนัตตา เป็นรูปนาม

 

พอมีอารมณ์แบบสมถะขึ้นมาฟลุ้คๆ รู้สึกเหมือนหุ่นเดิน

ก็บอกว่าได้วิปัสสนาแล้ว รู้แล้วว่า จะเห็นอย่างไรในการเดินจงกรม

แต่เสร็จแล้วพอเห็นครั้งหนึ่ง อีกสองปีสามปี กว่าจะเห็นแบบนั้นได้อีก

เพราะแต่ละคนเข้าทางไม่ถูก

 

พอเข้าทางไม่ถูก หรือไม่มีหลักชัดเจนว่า

เราจะเดินจงกรมไปเพื่อเห็นอะไร

ก็เหมือนเดินจงกรมเปล่าๆ แสนกิโลในชาติหนึ่ง

เพื่อที่จะไม่ได้อะไรเลย นอกจากเห็นอะไรขึ้นมาแผ่วๆ

 

แต่ถ้าหากเรามีหลักชัดเจน แม่นๆ ในใจว่า

เราจะเดินไปเพื่อเห็นกายใจโดยความเป็นรูปนาม

ตรงนี้มีหัวข้อธรรมสารพัดเลย

 

แต่ก่อนจะไปถึงหัวข้อธรรมได้

ต้องไปถึงความตั้งมั่นของจิตให้ได้เสียก่อน

ซึ่งของน้ำอบคือว่า มาถึงจุดที่จิตใสใจเบา

ภาวะทางกาย เหมือนเคลื่อนไปโดยความเป็นธาตุดิน

แล้วความโล่งความเปิดของจิต สามารถที่จะสัมผัสรู้ได้ว่า

ภาวะทางกาย ภาวะของวัตถุอื่นๆ รอบตัวเรา

มีความเสมอกันโดยความเป็นธาตุดิน

 

ถ้าเริ่มต้นรู้แบบนี้ สามารถที่จะพิจารณาหัวข้อธรรมไหนก็ได้

โดยความเป็นขันธ์ห้าก็ได้ โดยความเป็นอายตนะก็ได้

โดยความเป็นธาตุทั้งหก ที่ปรากฏอยู่อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งก็ได้

 

อย่างสมัยพุทธกาล

เวลาท่านเจริญอานาปานสติในท่านั่งเสร็จ

จิตใสใจเบา แล้วขึ้นมาเดินจงกรม ท่านเห็นเป็นธาตุทันที

ท่านเห็นเป็นธาตุขันธ์เหมือนที่เราเห็นแบบนี้

แล้วจิตของท่านมีความใหญ่มาก

 

ท่านเอาเศษของฌานมาดูกายดูใจ ทะลุทะลวงปรุโปร่งไปหมด

เห็นว่าประสาทรูป ที่ปรากฏเป็นธาตุดินแบบนี้

แตกต่างจากใบไม้ใบหญ้าอย่างไร

 

และที่มีประสาทรูปขึ้นมาได้

ก็เพราะเป็นผลของกรรม เป็นวิบากของกรรมในอดีต

 

เห็นเป็นนิมิต ทะลุปรุโปร่งชัดเจนเลยว่า

ที่มาคงรูปคงร่างอยู่อย่างนี้ ก็เพราะมีความสว่าง

มีกองบุญที่เป็นภูเขาเลากา มาเป็นตัวเนรมิตให้เกิดขึ้น

ให้อุบัติขึ้นนับแต่ ความเป็นทารกในครรภ์มารดา

และก่อนที่จะมาเป็นทารกในครรภ์มารดาได้

ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า วิญญาณ เข้ามาประกอบ

 

คือมีไข่สุกของมารดา แล้วก็มีตัววิญญาณธาตุ

ที่เนรมิตขึ้นมาจากวิบากกรรม เข้ามารวมกัน

จะเห็นทะลุปรุโปร่งเลย เห็นเป็น ปฏิจจสมุปบาทชัดเจน

 

และท่านพิจารณาแบบนี้ ไม่ว่าจะนั่งหรือเดิน

ก็เกิดความคลาย เกิดความรู้แจ่มแจ้งชัดเจนว่า

อะไรๆ ที่กำลังปรากฏ นึกว่าเป็นบุคคลอยู่นี้

จริงๆ แล้วเป็นสภาพหลอก เป็นของที่ปรุงแต่งขึ้นมา

เพื่อที่จะให้เราได้ทำกรรมต่อ

 

แล้วก็เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ไปเรื่อยๆ

ทำกรรมเสร็จ ก็สะสมกองบุญกองบาป

ถ้าชาติไหนกองบุญชนะ ก็ไปเกิดในที่ๆ ดี

ถ้าชาติไหนกองบาปชนะ ก็ไปเกิดในที่ๆ แย่

 

ความเห็นแบบนี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความเข้าใจ

ด้วยปัญญาแบบพุทธ

จะทำให้จิตถอนออกมาจากความยึดติดถือมั่น

แล้วก็รู้สึกว่า นี่เป็นภัย

 

คือไม่ใช่คุยกันเล่นๆ ว่า ชาติภพเป็นภัย

แต่เห็นเข้าไปจริงๆ ว่า ด้วยเหตุแบบนี้ ผลแบบนี้

เป็นทุกข์แบบไร้แก่นสาร ท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ

และไม่มีใครที่ปลอดภัยจริง

 

ต่อให้ทำบุญมหาศาลแค่ไหน

ถ้าพลาดไปทำบาป ด้วยฐานของบุญที่อุตส่าห์สร้างสมไว้แล้วนั้น

ก็พลัดหล่นลงนรกได้

 

ตัวที่เห็นโทษเห็นภัย ตัวที่ใกล้พ้นไป นั่นแหละ

จะทำให้จิตถูกปรุงแต่ง เข้ามาอยู่ในสภาพของความเฉย

วางเฉยแบบไม่เอา วางเฉยแบบใคร่พ้นไป

 

อุเบกขาแบบนั้นที่เรียกว่า สังขารุเปกขาญาณ

เป็นตัวที่จะทำให้เราแยกออก

 

จิตจะแยกออก และไม่เอาขันธ์ห้าที่ปรากฏเห็นชัดแล้วนั้น

 

ตรงนี้แหละ ที่ .. ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป

จับจุดตรงนี้ให้ถูกว่า เดินจงกรม เรารู้เท้ากระทบก่อน

เมื่อมีวิตักกะ วิจาระแล้ว

เราดูว่าใจมีความใส มีความเปิด

ที่ใสๆ เปิดๆ กว้างๆ ที่จิตมีความตื่นนั้น

เวลาที่มารู้ วัตถุธาตุหมายเลขหนึ่ง นี้ โดยความเป็นธาตุดิน

เทียบเคียงกับประตูกระจกเมื่อกี้

โดยความเป็นวัตถุหมายเลขสอง

 

ถ้าเห็นชัด เห็นถนัด เห็นลมหายใจเป็นธาตุลม

เห็นช่องว่างระหว่างธาตุดิน เป็นอากาศธาตุได้

ตรงนี้แหละจะเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง ที่จะเป็นการทวนกระแส

 

เวลาที่จิตมีความเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า

นี่ธาตุดินจริงๆ ไม่มีใครอยู่ในนี้จริงๆ

ก็จะค่อยๆ ปฏิรูปตัวเองไป

มีความเจริญก้าวหน้าไปบนเส้นทางของการดับทุกข์

______________

เดินจงกรมหลับตา : คลิปที่สอง

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=7heMBrZNr7o