วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ทำงานไปด้วย เจริญสติไปด้วยได้ไหม?

ถาม :  ทำงานไปด้วย เจริญสติไปด้วยได้ไหม? ต้องทำอย่างไร? ตอนนี้ทำงานเกี่ยวกับครีเอทีฟ ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และศิลปะ

รับฟังทางยูทูป : http://youtu.be/G4CTbTAPu-8

ดังตฤณ:  ก่อนอื่นต้องตั้งมุมมองที่ถูกต้องไว้เสียก่อนว่า
ขณะทำงาน ไม่ใช่ว่าเราจะเจริญสติได้ตลอดเวลา
อันนี้ข้อแรกนะ

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า
เราทำงานไปด้วยแล้วก็มีการเจริญสติไปด้วยได้
ไม่ใช่นะครับ
มันเป็นความคิดและมุมมองที่ผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้นเลยนะ
!

เมื่อเรามีความจงใจทำงานอยู่
ขณะนั้นมีการปรุงแต่งขึ้นในหัว
ในแบบที่เรียกว่าเราคิดในเรื่องงาน
มันไม่มีทางที่จะรู้ได้ว่า ตอนนี้เรากำลังอยู่ในภาวะฟุ้งซ่าน
อยู่ในภาวะขยับ อยู่ในภาวะหยุดนิ่งอะไรต่างๆ
เพราะว่าโหมดของการปรุงแต่ง
มันปรุงจิตไปแล้วให้ยึดอยู่กับตัวงาน
ไม่สามารถที่จะมาจับเข้ากับภาวะทางกายทางใจอันเกิดขึ้นในปัจจุบันนะ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

พอตั้งมุมมองไว้อย่างนี้ถูกต้องแล้วนะ ขั้นต่อไปก็คือว่า
เราสามารถที่จะ  ‘สอดแทรกสติ’  ให้มันเจริญขึ้นระหว่างทำงานได้อย่างไรบ้าง ?
อันนี้คือคำถามที่ถูกต้อง
!

สรุปคือ คีย์เวิร์ดสั้นๆ นะ


ข้อแรก อย่าเข้าใจว่าคุณจะเจริญสติไปด้วยได้ตลอดเวลาที่ทำงาน

ข้อสอง  คือถามตัวเองว่า ในช่วงที่ความคิดไม่ต้องแล่นไปในงาน
มีจังหวะไหนบ้างที่เราสามารถเจริญสติได้

ข้อสองนี่แหละที่เป็นประเด็นสำคัญ !

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

เวลาที่ทำงาน อย่างของคุณทำงานเกี่ยวกับครีเอทีฟ
มันจะมีจังหวะที่ตัน และจังหวะที่รู้สึกปลอดโปร่ง

ตอนที่ปลอดโปร่ง
ก็คือจังหวะที่คิดออก และมันมีจุดยืนอยู่แล้ว
ว่า เออ นี่มันมีเซ็นเตอร์อยู่แล้ว ว่าเราจะเริ่มต้นจากจุดนี้
และก็ขยายแตกกิ่งก้านสาขาออกไป
เป็น หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก
พอมีเซ็นเตอร์ปุ๊บ มีจุดยืนอยู่ในใจปุ๊บ
คุณจะรู้สึกเลยว่าปลอดโปร่ง ใจคุณปลอดโปร่ง

แต่ถ้าเมื่อไหร่รู้สึกว่าคิดไม่ออก ตัน
หรือว่าไปติดอยู่กับจุดใดจุดหนึ่ง
แล้วไม่สามารถที่จะหลุดออกจากจุดนั้นได้
ใจมันจะปิด ใจมันจะรู้สึกแข็งๆ ใจมันจะรู้สึกทึบๆนะ

เห็นแค่นั้นน่ะ เห็นแค่ตรงนั้น
แล้วเปรียบเทียบว่าใจกำลังปลอดโปร่งอยู่ หรือว่ากำลังทึบอยู่
นั่นก็เรียกว่ามีสติแล้ว มีสติในขณะที่กำลังทำงานอยู่นั่นแหละ
เห็นไหมคุณไม่ได้ไปเบียดเบียนเวลาการทำงาน
คุณคิดตามปกติ
แต่สังเกตผลทางใจที่มันเกิดขึ้นจากการทำงานในแต่ละขณะ

เราเริ่มเห็นว่า
บางทีจิตมันก็ปลอดโปร่ง บางทีจิตมันก็ทึบนะ


.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ตอนที่ทึบนี่ พูดง่ายๆเกิดความรู้สึกอึดอัด
เกิดความรู้สึกเหมือนกับว่า
จะเอาอย่างไรดี จะทำอย่างไรดี แล้วมันคิดวนอยู่

หากอยู่ในอาการแบบนั้นนะ
ลองไปเปิดหัว ลองไปดูเรื่องอื่น ไปคิดถึงเรื่องอื่น
พอมันออกจากอาการจงใจว่าจะต้องเอาคำตอบให้ได้เดี๋ยวนั้น
ใจมันจะเกิดความรู้สึกโล่งขึ้น นึกออกไหม

นี่กำลังทำงานอยู่นะ
แต่เราก็สามารถดูลักษณะทางใจของตัวเองไปได้ด้วย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..


เทคนิคหรืออุบายของพวกนักคิด พวกครีเอทีฟ
มันก็จะง่ายๆแบบนี้
กำลังติดอยู่กับอะไร
:  อย่าพยายามไปเพ่ง อย่าพยายามไปเล็ง
:  อย่าไปพยายามเอาคำตอบให้ได้เดี๋ยวนั้น
:  แต่ให้เปลี่ยนเรื่อง เปลี่ยนบรรยากาศ เปลี่ยนสถานที่ หรือว่าเปลี่ยนมุมมองให้มันไหลลื่นซะ

นั่นก็คือว่า ถ้ามองมาเป็นการเจริญสติ ดูจิตเนี่ย
ก็คือเปลี่ยนจิตที่มันทึบให้เป็นจิตที่โล่งนั่นเอง !

.. .. .. .. .. .. .. .. ..
เห็นไหม เอามาประยุกต์กับงานได้ด้วย
ใช้ประโยชน์กับงานได้ด้วยนะ

ถ้าเห็นว่ามันทึบมากๆ ตันมากๆ
อย่าไปจี้อยู่ตรงนั้น อย่าไปคิดเรื่องเดิมอยู่ตรงนั้น
พอคิดเรื่องอื่นปุ๊บ สังเกตใจตัวเอง
เออมันโล่งขึ้น มันสบายขึ้น
แล้วคุณก็สังเกตต่อได้ด้วยว่า
ใจที่สบายนี่แหละ
อยู่ๆเดี๋ยวความคิด หรือว่าไอเดียมันผุดขึ้นมาได้เอง
เพราะมันไม่มีสิ่งปิดบัง ไม่มีกำแพงขวางกั้นไอเดีย !

เห็นไหม
ตรงนี้มันก็คือธรรมชาติที่เกิดขึ้นอยู่กับชีวิตประจำวัน
อยู่กับการทำงานของคุณอยู่แล้ว แต่ว่าเราไม่ได้สังเกต
ถ้าหากว่าเราสังเกตเป็นอาการทางใจแบบนี้
เดี๋ยวมันมีทึบ เดี๋ยวมันมีโปร่ง
เดี๋ยวมันมีสบายพร้อมที่จะเกิดไอเดีย
เดี๋ยวมันมีความฝืด ไม่พร้อมที่จะคิดอะไรต่อทั้งสิ้น

แค่นี้ก็เรียกว่าเป็นการเจริญสติในระหว่างทำงานแบบคุณแล้วนะครับ !

.. .. .. .. .. .. .. .. ..
ต่อมาคุณยังสามารถที่จะเจริญสติด้วยการที่ว่า
เออ งานเราจะต้องไปคุยกับผู้คน
คุยมาบางทีเขาก็พูดในสิ่งที่เราไม่ชอบ หรือไม่เห็นด้วย

พอไม่เห็นด้วยปุ๊บมันจะมีอาการขัดเคือง
มันจะมีอาการจุกแน่นขึ้นมา
ก็แค่ยอมรับตามจริง ว่าตอนนี้มันมีอาการจุกแน่น
มันมีอาการขัดเคือง มันมีอาการไม่พอใจ
มันมีอาการไม่ได้อย่างใจ มันมีอาการอยากเถียงนะ

อาการต่างๆทั้งหลายนี่ มันไม่ได้อยู่ในส่วนของงานแล้ว
แต่มันเป็นผลที่สืบเนื่องมาจากการทำงานตามปกติ
อันนั้นแหละที่คุณสามารถดูได้
อันนั้นแหละที่คุณสามารถเจริญสติได้

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

มันมียิ่งกว่านั้นอีก ระหว่างที่คุณทำงานไป
บางทีมันถึงจังหวะพักนะ
ไม่มีใครหรอกทำงานได้ทุกวินาทีตลอด 24 ชั่วโมง
มันต้องมีช่วงพักบ้าง มันต้องมีช่วงที่ไม่มีคนมาติดต่อกับคุณ
หรือว่ามันต้องมีช่วงที่คุณรู้สึกล้า

คุณนั่งอยู่ คุณก็ เออ ดูตอนนี้มันฟุ้งมากหรือฟุ้งน้อยนะ
สภาวะทางใจเนี่ยมันกระเจิดกระเจิง
กระจัดกระจายออกไปนู่นไปนี่หรือเปล่านะ
ดูลักษณะทางใจไป

อย่างของคุณ เวลาที่ทำงานเกี่ยวกับครีเอทีฟ
มันจะมีลักษณะกระจัดกระจายได้ง่าย
มันจะมีลักษณะกระเจิดกระเจิงได้ง่าย
เพราะว่าเราต้องคิดอะไรหลากหลาย
และถูกเทรนมาไม่ให้ตีกรอบอยู่นิ่งๆ อยู่ในกล่องแคบๆ

ไอ้อาการที่ถูกเทรนมาให้เปิดใจกว้าง
บางทีมันเป็นต้นเหตุของการกระจัดกระจายทางจิตได้
เราก็ดูไป เออ ตอนนี้มันกระจัดกระจายมาก
แค่ยอมรับตามจริงไป
หน้าตาการกระจัดกระจายมาก
มันไม่มีหรอกว่า เป็นสีนั้น สีนี้
หรือว่าเป็นรูปทรงเหมือนพายุอะไร
แต่เรารู้สีกได้ว่ามันกระจัดกระจาย คุมไม่อยู่
เราแค่ยอมรับไปตามจริงตรงนั้นน่ะคือเห็นจิตแล้ว จิตที่กระจัดกระจายนะ
.. .. .. .. .. .. .. .. ..
ต่อมาพอรู้สึกว่าประสบความสำเร็จ หรือว่าได้รับคำชม
เราเกิดความรู้สึกมั่นใจในตัวเองขึ้นมา
มันเกิดความรู้สึกนิ่งๆขึ้นมา
หรือเกิดความรู้สึกสบายใจขึ้นมา
ก็รู้นะ เปรียบเทียบ

ภาวะทางใจมันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในระหว่างการทำงานนะครับ
_______________
คุณดังตฤณ ตอบคำถามในการบรรยายธรรมที่ กฟผ
วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๒

วันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ฝันถึงคุณดังตฤณ คุณดังตฤณมาเข้าฝันหรือเปล่า?

ถาม : ฝันว่าคุณดังตฤณมาถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ เป็นฝันที่แจ่มชัดมาก อยากทราบว่าที่เห็นนั้นเป็นคุณดังตฤณ หรือภาคหนึ่งของจิตคุณดังตฤณจริงๆหรือเปล่า?

> จากหนังสือ เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่มที่ ๙

ดังตฤณ: 
ดังตฤณ: ยิ่งผมเขียนหนังสือและบทความมากขึ้น ช่วงหลังก็ยิ่งได้รับคำถามทำนองนี้จากคุณๆมากขึ้นเช่นกัน ก็ขอให้คำตอบพร้อมข้อเท็จจริงไว้ ณ ที่นี้ในคราวเดียวนะครับ

ปรากฏการณ์ทางฝันนับเป็นเรื่องลึกลับชนิดหนึ่ง ที่พวกเราเผชิญกันอยู่ทุกคืน ประสบการณ์ ‘ฝันทั่วไป’ที่เกิดจากการก้าวลงสู่ความหลับแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวนั้น ทำให้คนส่วนใหญ่ตัดสินว่าความฝันเป็นคลื่นลมในหัวที่เหลวไหลไร้สาระ ไม่แตกต่างจากความฟุ้งซ่านไร้สติทั่วไป ขณะที่ยังมีคนอีกส่วนหนึ่งเห็นความฝันเป็นช่องทางเชื่อมต่อกับต่างมิติ เช่น ขอดูเลขหวยงวดที่กำลังจะออก หรือติดต่อกับญาติที่เพิ่งตาย

แต่บางคนก็มีความสามารถพิเศษยิ่งกว่านั้น เช่น นักพยากรณ์ระดับโลกอย่างเอ็ดการ์ เคย์ (Edcar Cayce) ฝึกหลับเพื่อรู้นิมิตเหตุการณ์ในอนาคต ซึ่งหลายคำทำนายของเขาก็ถูกต้องตรงจริง มิฉะนั้นคงไม่ได้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักประมาณน้องๆนอสตราดามุส

นอกจากนั้น ความฝันเป็นทางมาของผลงานแปลกใหม่ เช่น นักประพันธ์ขายดีข้ามชาติอย่างสตีเฟ่น คิง (Stephen King) ได้พล็อตเรื่องจากฝันระทึกในบางคืนของเขา คีตกวีนามอุโฆษอย่างนิโคโล แพกานีนี่ (Nicolo Paganini) ก็ได้งานเพลงชิ้นสำคัญมาจากการฝันว่าปีศาจสีไวโอลินให้ฟัง

ทุกวันนี้ฝรั่งนักเล่นฝันก็มีเทคนิควิธีใหม่ๆในการใช้ฝันให้เป็นประโยชน์ตามประสงค์ เช่น การฝึกมีสติรู้ตัวในฝันที่สมจริง (Lucid Dreaming) การฝันร่วมกัน (Mutual Dreaming) การใช้ฝันเพื่อเยียวยารักษา (Healing Dreaming) ฯลฯ จริงจังขนาดตั้งเป็นสถาบันวิจัยพัฒนากันใหญ่โตทีเดียว

สรุปว่าความฝันก็สำคัญไม่ใช่เล่นเหมือนกัน ไม่ต้องเอาอะไรที่กล่าวมาข้างต้นเลยก็ได้ อย่างน้อยคุณคงเคยได้ยินข่าวโจรกลับใจมอบตัว เพียงเพราะฝันร้ายเห็นผีเหยื่อมาทวงแค้นทุกคืน หรือคุณอาจเจอมากับตัวเอง ประเภทต้องย้อนกลับไปหาคนรักเก่า เพียงเพราะทนอารมณ์พิศวาสแทบขาดใจในฝันหวานไม่ไหว หลายครั้งความฝันอาจเปลี่ยนวิธีที่คุณใช้ชีวิต หรือเปลี่ยนการตัดสินใจของคุณได้ จึงไม่ควรดูแคลน หรือมองว่าเป็นเรื่องเล็กที่สักแต่ผ่านไปชั่วคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝันเดิมๆที่เกิดขึ้นบ่อยๆ และจูงจิตให้ปักใจเชื่อว่านั่นเป็นโลกที่สองของคุณ

ยิ่งถ้าเป็นความฝันที่เกี่ยวกับการพัฒนาจิตวิญญาณ อันนั้นยิ่งต้องถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เพราะหมายถึงว่าคุณจะได้ใช้ชีวิตนี้เป็นประตูสู่ความพ้นทุกข์ หรือหลงวนติดกับอยู่กับวงจรลวงใจเดิมๆ เท่าที่ผมฟังมา นักปฏิบัติธรรมมากรายเล่าว่าตนเองได้วิธีฝึกจิตมาจากพระพุทธองค์หรือเทพพรหมที่มาสอนในฝัน ชาวบ้านธรรมดาหลายรายเปลี่ยนเป็นคนทรงเจ้าเพียงชั่วข้ามคืน โดยอ้างว่า ‘นายเก่า’ มาตามตัว และขอใช้ร่างเพื่อเป็นช่องทางให้ช่วยเหลือมนุษย์เพิ่มบารมี (หรือแปลอีกทีคือหาบริวารเพิ่ม)

ฟันธงกันแบบตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม ของพวกนี้มีครับ ที่เป็นเรื่องจริง ไม่ได้อุปาทานไปเอง แต่ส่วนใหญ่โดนสะกดจิตหมู่ ช่วยกันสร้างอาณาจักรในฝันตามรูปแบบที่พากันปักใจเชื่อ แล้วก็เลยพากันฝันเห็นอะไรเหมือนๆกัน หรือคล้ายๆกัน หรือกระทั่งเหมือนได้ไปเจอและพูดคุยกันในอีกโลกหนึ่ง ทั้งที่จริงเป็นโทรจิตผ่านฝัน หรือผ่านภาวะสมาธิที่เชื่อมถึงกัน ซึ่งล้ำสมัยเหนือเทคโนโลยีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไร้สายที่ว่าเร็วสุดขีดในปัจจุบัน เพราะในการสื่อสารทางจิตขณะฝันนั้นคุณจะเห็นภาพและเสียงเป็นสามมิติคมชัดไร้ที่ติ ในขณะที่เทคโนโลยีโลกเสมือนผ่านการสื่อสารไร้สาย ยังห่างไกลจาก พ.ศ. ๒๕๔๙ ไปหลายสิบปี

ฝันอันน่าติดใจบางเรื่องอาจดึงดูดให้หลายคนติดอยู่ใน ‘โลกใบที่สอง’ ซึ่งจิตสร้างขึ้นมาเองขณะหลับ พวกนี้อาจเกิดขึ้นได้น้อย เพราะอย่างที่บอกว่าคนเราไม่ค่อยเชื่อความฝันชั่วครู่ชั่วคราว แต่บางคนบทจะเชื่อขึ้นมาก็ถึงขั้นที่จิตสร้างฝันแบบเดิมให้เสพได้เกือบทุกคืนเลยทีเดียว พวกอารมณ์รุนแรง ความตั้งใจเด็ดเดี่ยวมากๆมักทำกันได้ครับ

เกริ่นเสียยาว ไม่ใช่อะไร อยากปูพื้นเสียก่อนว่าจิตขณะฝันไม่ใช่เรื่องเหลวไหลอย่างที่คิด แต่ก็ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นจนเกินเลย เอาล่ะ! วกกลับมาตอบให้ตรงคำถามเสียที ขอแจงเป็นข้อๆนะครับ

๑) ความแจ่มชัดสมจริงของฝันไม่ได้แปลว่าฝันเป็นความจริงเสมอไป มันอาจหมายความว่าจิตของคุณนิ่ง มีคุณภาพ มีความสว่างเป็นกุศล เช่นบางคนอ่านหนังสือธรรมะเสร็จแล้วหลับทันที ก็อาจเกิดปรากฏการณ์ทางจิตได้หลากหลาย ขอให้ทำความเข้าใจว่า ‘เรื่องจริง’ ที่เกิดขึ้นแน่ๆคือจิตดีๆนั่นเอง ส่วนเหตุการณ์ในฝันไม่ต้องไปนับก็ได้ว่าจริงเท็จอย่างไร เพราะแก่นสารของชีวิตคุณอยู่ที่จิตเป็นกุศลหรืออกุศล เมื่อหลับด้วยกุศลจิตได้ก็น่าดีใจเหนือสิ่งอื่นใดแล้ว

๒) คำแนะนำดีๆ ถ้าดีจริงและสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้า แม้มาจากฝันก็หาใช่ข้อน่ารังเกียจแต่อย่างใด หากเป็นกำลังใจให้คุณอยากบำเพ็ญทานบารมี ศีลบารมี หรือกระทั่งภาวนาบารมี ก็ถือว่าเป็นนิมิตมงคลอันประเสริฐสำหรับตัวคุณเอง ต่อให้คุณฝันว่าคุยกับม้าพูดได้ แล้วม้าให้ข้อคิดอันวิเศษ นำไปใช้ได้จริง เชื่อม้ามันเสียหน่อยก็ไม่เสียหายหรอก ยิ่งถ้าฝันว่าคุยกับคน ก็คงไม่น่าประดักประเดิดที่จะนำมาพิจารณาบ้าง

๓) ผมไม่เคยส่งตัวเองเข้าไปในฝันของคนที่ไม่เคยพบหน้ากัน ฉะนั้นสิ่งที่คุณเห็นในฝันไม่ใช่ ‘ตัว’ ของผม ในขณะที่คุณเห็นผมคุยด้วย ผมอาจกำลังนอนหลับสนิท อาจกำลังนั่งสมาธิเพลินๆ หรืออาจกำลังยืนบิดเอวแก้เมื่อยจากการทำงานหลังขดหลังแข็งอยู่ก็ได้

๔) หากพบว่าสิ่งที่ผมพูด ไม่ใช่อะไรที่คุณเคยได้ยินจากใคร ไม่ใช่กระทั่งข้อเขียนต่างๆของผมในโลกความจริง อันนี้มีความเป็นไปได้หลากหลายครับ แต่ที่น่าจะเป็นมากกว่าอย่างอื่น คือจิตของคุณเองคุยกับตัวเอง โดยเอาผมไปเป็นหุ่นแทนอีกภาคหนึ่งของคุณ

ข้อสุดท้ายนี้ต้องขยายความ และถ้าจะจาระไนกันจริงๆก็คงได้เนื้อความหลายสิบหน้า เอาเป็นว่า ณ ที่นี้พูดแค่สั้นๆว่า เนื้อความทั้งหมดที่คุณอ่านจากหนังสือหรือข้อเขียนใดๆของดังตฤณ ล้วนแล้วแต่ไหลมาจากจิตของผม เมื่ออ่านบ่อยหน่อยถึงจุดหนึ่ง ก็อาจกล่าวว่าคุณสัมผัส ‘กระแสจิตของผม’ ได้

หลายคนอาจรู้สึกเหมือนคุยกับผมต่อหน้าต่อตากันมานาน สะสมแนวคิดและมุมมองของผมไว้ไม่น้อย อันนั้นก็เข้าไปเป็นข้อมูลที่จิตของคุณหยิบจับมาปรุงต่อได้พิสดารสารพัด บางคนเห็นผมตอบคำถามไขข้อข้องใจในฝันได้เป็นฉากๆ ตื่นขึ้นมายังจำได้สนิท นั่นก็เป็นความฉลาดทางจิตของคุณเอง เป็นปัญญาที่เกิดจากการสั่งสมความสว่างและแง่คิดตามจริง

เมื่อใดจิตมีคุณภาพ พร้อมจะมีเหตุผล พร้อมจะรู้เห็นโลกตามจริง เมื่อนั้นจิตย่อมมีคำตอบแก้ข้อสงสัยให้ตัวเองได้เสมอ อาจด้วยการหยั่งรู้อดีต ปัจจุบัน และอนาคต เชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลกันตลอดสาย

ความฉลาดขณะหลับฝันนั้น เป็นสิ่งที่ยังไม่มีใครค้นคว้าวิจัยกัน แต่บอกได้อย่างหนึ่ง คือถ้าก่อนหลับคุณสั่งสมกุศลอันเป็นธรรมชาติสว่างไว้มาก ฝึกที่จะมองและยอมรับชีวิตตัวเองตามหลักกรรมวิบาก ตลอดจนฝึกที่จะมองและรู้เห็นกายใจตนเองโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่น่ายึดมั่นถือมั่น เมื่อลงสู่ความหลับอย่างมีสติ คุณอาจพบขุมทรัพย์ทางวิญญาณอันล้ำค่า

ในอีกทางหนึ่ง เพื่อให้คำตอบครอบคลุมความจริงทั้งหมด ผมอยากช่วยยืนยันว่าบางกรณี มีครูบาอาจารย์ หรือมีเทพมาเข้าฝันได้จริงๆ กลทางจิตไม่ใช่เรื่องยากนักสำหรับผู้ทรงฌาน คือแค่กำหนดดูวาระจิตอันเป็นปัจจุบันขณะของคนที่ต้องการติดต่อ และรู้ว่าเขากำลังอยู่ในสภาพ ‘พร้อมจะเห็นนิมิต’ อย่างเช่นกำลังหลับไหล หรืออย่างเช่นกำลังเข้าสมาธิได้สว่างนิ่ง ผู้ทรงฌานก็เพียง ‘เชื่อมต่อ’ จากจิตถึงจิตด้วยการนึกว่าจะให้เขาเห็น คงคล้ายกับที่คุณแอบย่องมาข้างหลังใครแล้วเพ่งนึก เหมือนสะกิดให้เขารู้สึกถึงการมาของคุณ หันมาเห็นคุณนั่นแหละ เพียงแต่อำนาจจิตขั้นสูงจะทำได้ยิ่งกว่า ‘สะกิดให้รู้สึก’ เยอะ

เมื่อกล่าวว่าเป็นไปได้จริง ก็ขอกล่าวในอีกทางหนึ่ง คือกรณีของเรียนรู้วิธีฝึกจิตหรือปฏิบัติธรรมจากในฝัน เช่นเห็นพระพุทธเจ้าหรือพระชื่อดังรูปใดมาสอน อันนั้นผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องปลอดภัยนัก เพราะโอกาสเสี่ยงไปเข้าทางมิจฉาทิฏฐิ มีสูงกว่าเข้าทางสัมมาทิฏฐิ จากที่ฟังคำให้การของผู้เรียนกรรมฐานจากครูบาอาจารย์ในฝัน ปรากฏว่า ๙ ใน ๑๐ เป็นอุปาทานเข้าข้างตัวเองที่ไม่รู้ตัว หรือแม้จะเจอ ‘ของสูงมาจริง’ ก็หาใช่นำไปสู่ความพ้นทุกข์เด็ดขาด แต่จะมาชวนให้ไปเป็นบริวารของท่านเสียมากกว่า

ยกตัวอย่างเช่นครูบาอาจารย์ในฝันมักเริ่มต้นด้วยการแนะนำให้รู้จักกับนิพพาน ส่วนใหญ่จะเห็นเหมือนแดนสุขาวดี มีปราสาทวิมานแก้ว มีดอกบัวสะพรั่ง มีบรรยากาศสงบเยือกเย็นน่าเป็นสุขเหลือประมาณ หรืออีกทีก็เห็นว่านิพพานเป็นอวกาศ มีตัวเองลอยเท้งเต้งอยู่อย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร ตื่นขึ้นมาแล้วบ่นอุบว่านิพพานไม่เห็นมีอะไร น่าเบื่อจะตาย ผมฟังแล้วก็ได้แต่ถอนใจครับ พวกที่เชื่อว่าตนมีเทพพรหมมาโปรดถึงในฝันนั้น พูดบอกหรือชี้แจงให้เข้าใจยาก เนื่องจากหลงนึกว่าตัวเองมีดีเหนือมนุษย์เสียแล้ว

ถ้าจะเรียนกรรมฐาน ขอแนะนำให้เรียนกับครูบาอาจารย์ที่มีชีวิต มีความสามารถแสดงเหตุผล และคุณสามารถนำไปสอบเทียบกับพระไตรปิฎกได้ ว่าถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนเพียงใด วันหนึ่งเมื่อคุณรู้จักนิพพาน คุณจะรู้ว่าไม่มีรสอะไรเหนือกว่านั้นอีกแล้วจริงๆ และนิพพานก็เป็นสิ่งที่สัมผัสรู้ได้ด้วยจิตขณะตื่นเต็ม ไม่ใช่ต้องหลับฝันหรือพึ่งบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนเสียก่อน จิตอันบำเพ็ญบารมีครบพร้อมแล้วนั่นแหละ ที่จะพบว่านิพพานอยู่ใกล้แค่เอื้อม ขอแค่มองชีวิตจริงให้ถูก มองชีวิตจริงให้เป็นเท่านั้น

หลังจากอ่านคำตอบจบ คืนนี้คุณอาจฝันเห็นอะไรต่ออะไร ก็ขอแนะนำไว้ล่วงหน้า ว่าให้ถือเป็นกำลังใจ แต่อย่ายึดไว้เป็นอุปาทานนะครับ

วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

บทสวดอิติปิโส คำแปล และเสียงสวดคุณดังตฤณ


ที่มา : หนังสือ "วิปัสสนานุบาล"
เขียนโดย : ดังตฤณ

ดาวน์โหลดอีบุ๊กฟรี: http://www.dungtrin.com/resources/vipassana.pdf
สั่งซื้อออนไลน์: เล่มละ ๒๙ บาท http://bit.ly/1hgV5Ti
ดูวิธีสั่งซื้ออย่างละเอียดได้ที่ http://bit.ly/1iISnJz

บทสวดอิติปิโส




คำแปลอิติปิโส

พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น
เป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง 
เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความรู้และความประพฤติ 
เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง
เป็นผู้รู้ เป็นผู้ตื่น เป็นผู้เบิกบานด้วยธรรม
เป็นผู้มีความเจริญ สามารถจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์
เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ไม่มีใครยิ่งไปกว่า

พระธรรม
เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงตรัสไว้ดีแล้ว
เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง
เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้จริงไม่จำกัดกาล
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวแก่ใครๆว่า ท่านจงมาดูเถิด 
นี่คือสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตน
เป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตน

พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ปฏิบัติดีแล้ว
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ปฏิบัติตรงแล้ว
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรม
อันเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ปฏิบัติสมควรแล้ว
ได้แก่ อริยบุคคล ๔ คู่ นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ
พระสงฆ์เหล่านั้นแหละ 
เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา 
เป็นผู้ควรแก่การต้อนรับ 
เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา
เป็นผู้ควรแก่การทำอัญชลี
เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า



เสียงสวดอิติปิโส

เชิญรับฟังเสียงสวดคุณดังตฤณ ได้ที่ :
(เสียงสวดเริ่มต้นนาทีที่ ๕.๒๑)



วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

อาชีพค้าขายสุรา มีวิบากกรรมอย่างไร?

ถาม : ผู้ที่ทำอาชีพค้าขายสุราจะได้รับวิบากกรรมในด้านใด? อย่างไรบ้าง? และจะมีอกุศลวิบากที่ส่งผลเฉพาะต่อการปฏิบัติธรรม หรือเข้าถึงธรรมอย่างไรบ้าง?
 
ดังตฤณ: 
อันดับแรกเลยก็อยากจะบอกว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าเป็น "มิจฉาวณิชชา" หรือว่าการค้าขายที่ผิดที่ไม่ดี ก็มีสุรารวมอยู่ในนั้นอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการขายเนื้อ เป็นการค้ามนุษย์ เป็นการขายยาพิษ เป็นการขายสุรา เป็นการขายอาวุธ เหล่านี้พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นมิจฉาวณิชชาทั้งสิ้น

มิจฉาวณิชชาคือ พูดง่ายๆว่า
ค้าขายไปแล้ว มันได้กำไรทางโลกแต่ขาดทุนทางธรรม !

คิดง่ายๆเลย ทีนี้ผมก็อยากจะให้มองอย่างนี้ด้วยว่า การขายเหล้ามันมีหลายระดับ บางคนเนี่ยตั้งใจเปิดร้านเหล้าเลย ชัดๆเลย ไม่ใช่แค่ให้คนมีการกินเหล้าย้อมใจ แต่เอาผู้หญิง เอาบรรยากาศมาย้อมใจให้มึนเมา มัวเมา ลุ่มหลงไปในทางที่ต่ำ ในทางที่มืดชัดๆด้วย

แต่บางคนก็เปิดร้านเล็กๆ เป็นร้านชำแล้วขายเหล้าด้วย ตัวการคัดกรองเหล้าเข้ามาเป็นสินค้าเนี่ย ใจมันก็ค่อนข้างจะยึดพอสมควรว่า ร้านเราขายเหล้า ร้านเราทำกำไรด้วยการขายเหล้า อันนี้ก็เป็นอีกระดับหนึ่งนะ คือเบาลงมากว่าการที่ไปสร้างบรรยากาศย้อมใจเหมือนข้อแรก แต่ว่ามันก็ยังหนักอยู่ เพราะว่าจิตมันยังเล็งไปที่เหล้าอยู่ เห็นเหล้าเป็นสินค้าเด่นๆชัดๆอยู่ และเป็นตัวทำกำไรอยู่

ยกขึ้นมาอีกระดับหนึ่งอย่างพวกโรงแรม หรือว่าสถานบริการที่มีความหลากหลายอย่างเนี่ย เขาก็ให้การขายเหล้าเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ใจมันจะไม่เข้าไปเกาะอยู่มากกับกิจการค้าเหล้า คือจะดูแลให้สถานพัก สถานบริการ มันเป็นไปตามธรรมชาติของสถานที่ประเภทนั้นๆ มากกว่าที่จะคิดว่าจะให้ของๆเรามันเป็นร้านขายเหล้า นี่ก็จะเบาลงมาอีกระดับหนึ่ง

ผมอยากจะบอกว่าคือ ขายเหล้าเนี่ยยังไม่ได้ตัดสินว่าจะไปดีหรือไปไม่ดี มันขึ้นอยู่กับว่าเราเน้นแค่ไหนกับการขายเหล้า อีกอย่างหนึ่งคือ เราขายเหล้ามีการชักชวนหรือเปล่า มีการโน้มน้าวหรือเปล่าด้วย ถ้ามีการโน้มน้าวอย่างเช่นทุกวันนี้ ก็จะเห็นขบวนการเชียร์เบียร์ คนไม่อยากกินก็ไปทำให้เขาอยากกินขึ้นมา ด้วยการเอาขาอ่อนไปล่อ หรือว่าไปทำตาหวานๆ แล้วก็กินไหมคะ ถ้าไม่กินก็ทำคล้ายๆปากเบะนิดนึง ไม่กินเหรออะไรแบบนั้น ก็เป็นอะไรที่อยากจะให้เข้าใจว่า มันมีระดับของการขายเหล้าแตกต่างกัน

แล้วทีนี้เรามาเล็งว่า ผลกับผู้ที่กินเหล้าคืออะไร?

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้ากินเหล้ามากๆ ระดับที่เป็นขี้เมานะ คือแอลกอฮอล์เข้าไปในสายเลือด ขนาดว่าได้กลิ่นแอลกอฮอล์มาจากลมหายใจเลย ระดับนั้นพระพุทธเจ้าตรัสว่า คงไม่พ้นนรก เพราะว่าจิตใจมันถูกย้อมให้ลงสู่ที่ต่ำ คนที่เป็นขี้เมาดูง่ายๆเลย พูดจามันออกทางต่ำหมดแหละ มันไม่ค่อยจะพูดจากันเรื่องสูงๆหรอก พูดกันเรื่องต่ำๆ แล้วก็ด่ากันหยาบๆคายๆ แล้วก็มีชัดเจนเลยคือว่า โมโหร้าย โมโหอาละวาดอะไรแบบนี้

พระพุทธเจ้าตรัสว่า โทษสถานเบาของการเคยเป็นนักเลงสุรา ร่ำสุราไว้มากๆ โทษสถานเบาก็คือว่า ถ้ากลับมาเกิดในมนุษยโลกอีกครั้งจะเป็นบ้า คือจิตใจจะฟุ้งซ่านจัดมาก คิดอะไรมันเหมือนกับคิดไม่ออกบอกไม่ถูก พูดง่ายๆว่า โง่เพราะพิษสุราข้ามชาติ นี่ตรงนี้นะเป็นสิ่งที่นักเลงสุราเขาจะได้รับกัน

แล้วคิดดูก็แล้วกันว่า คนที่ยุยงส่งเสริม หรือว่าเอาสุรามาทำให้เขาต้องเป็นบ้า มันจะเป็นอย่างไร มันก็ออกแนวเดียวกันแหละ วันหนึ่งมันก็ต้องมีคนมายุให้เราเป็นบ้า วันหนึ่งมันก็ต้องมีคนมายุให้เราทำลายสติตัวเอง จะโดยทางใดทางหนึ่งก็ตาม วันหนึ่งก็คงมามีใครทำให้เราลุ่มหลงมัวเมา มันมาด้วยกันเลยเห็นไหม



คือเหล้ามันทำให้สติขาด แล้วก็ทำให้เกิดความมัวเมา ทำให้เกิดความมัวหมอง แล้วไอ้อะไรที่มันเป็นเครื่องประกอบของความมัวเมา ความมัวหมอง ไม่ว่าจะเป็นขาอ่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทะเลาะวิวาท มองหน้ากันนิดเดียวในร้านเหล้าสามารถฆ่ากันได้ จิ้มกันได้ ทั้งหลายทั้งปวงแล้วก็คือว่า อะไรที่มันเกี่ยวข้องกับทางต่ำ มันก็ดึงลงต่ำได้หมดแหละ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะทำหนักทำเบาแค่ไหน

________________

คลิกที่บทความเพื่ออ่านต่อ :

วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2557

ลมหายใจแห่งความสุข (ถาม-ตอบ)


คุณดังตฤณ บรรยายธรรมหัวข้อเรื่อง “ลมหายใจแห่งความสุข” ณ ไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย : ช่วง ถาม - ตอบ

๑๑ เมษายน ๒๕๕๖
สามเณร: ช่วยยกตัวอย่างการยอมรับความจริงภายในอีกทีให้หน่อยครับ

ดังตฤณ: เราควรจะพูดถึงการไม่สามารถจะยอมรับความจริงภายนอกก่อนนะ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราหวังจะสอบได้ที่หนึ่ง แล้วมันไม่ได้ที่หนึ่ง คนอื่นได้ที่หนึ่งไป ความจริงนั้นมันจะรบกวนจิตใจเราไม่เลิก มันจะย้ำคิด แล้วก็ เหมือนถามตัวเองว่า ทำไมๆๆ เราพยายามแล้วมันถึงไม่ประสบความสำเร็จ ความจริงแบบนั้น ถามว่า ยากหรือง่าย ที่จะยอมรับ มันยาก ถูกมั้ย เพราะว่าใจของเรา มันตั้งความหวัง มันตั้งเป้าไว้เต็มที่เลยว่า จะเอาที่หนึ่งให้ได้ แต่มันไม่ได้ขึ้นมานี่ มันยากที่จะยอมรับเพราะว่าใจของเรามันตั้งเป้าไว้ก่อนว่าจะเอาให้ได้ มันจะเหมือนกันเลยนะ สภาพจิตสภาพใจแบบนี้ ที่มันมีความทุกข์แบบนี้นี่ เวลาโตขึ้นไปเราอยากได้งานแบบหนึ่งแล้วมันไม่ได้ หรือว่า อยากได้ตำแหน่งแบบหนึ่งแล้วมันพลาดไป คนอื่นได้แทน มันทุกข์ยิ่งกว่าตอนที่เรากำลังเรียน แล้วอยากได้ที่หนึ่ง แต่ไม่ได้เสียอีก แล้วความจริงที่มันปฏิเสธ ที่มันขัดแย้งกับความอยากของเราภายในแบบนี้ มันเกิดขึ้นได้ทั้งชีวิต

แต่ทีนี้ ถ้าหากว่า เรามาเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ สิ่งที่เราอยากได้ สิ่งที่เราประสงค์จะได้นะ ไม่ใช่สิ่งที่เราอยาก ขอโทษนะ สิ่งที่เราต้องการ คือการที่จะยอมรับความจริง ว่า ลมหายใจมันกำลังเข้า หรือมันกำลังออกอยู่ อันนี้มันจะทำได้ง่าย เพราะอะไร เพราะได้รู้ว่า ลมหายใจเข้า หรือลมหายใจออกนี่ มันไม่เท่ มันไม่ต้องไปแข่งกับใคร มันไม่ต้องไปปักใจยึดไว้ว่า หายใจเข้า หรือหายใจออกแล้ว มันจะได้ประโยชน์อะไร คือลมหายใจนี่เป็นสิ่งที่ ปรากฎอยู่แล้วตลอดชีวิต ลมหายใจเป็นสิ่งที่ทุกคนก็มี ไม่ต้องแข่งขันกัน มันเลยเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ง่าย แต่สิ่งที่ยอมรับได้ง่าย ที่มันปรากฎอยู่ตลอด ๒๔ ชม. นี่แหละ ถ้าหากว่าเราสังเกต เราคอยตามรู้ตามดูมันอยู่ ไม่เลิก ผลจะเป็นยังไง ผลคือ จิตใจที่มันมีความเข้มแข็งขึ้น มันมีสติดีขึ้นไง มันสามารถยอมรับตามจริงได้ตลอดเวลาว่า กำลังเกิดอะไรขึ้น ตัวความสามารถที่จะยอมรับความจริงที่กำลังปรากฎอยู่ตลอดเวลานั่นน่ะ ตัวนั้นแหละที่มันเอาไปใช้ ยอมรับความจริงที่ไม่น่ายอมรับประจำโลกได้ ไม่ว่าจะโตขึ้นไปแค่ไหน ไม่ว่าจะแก่ตัวลงไปปานใด ความสามารถทางจิตของเราจะเหมือนเดิม พูดง่ายๆ นะ ลมหายใจ เป็นสิ่งที่ไม่ต้องแข่งขันกัน ลมหายใจเป็นสิ่งทีไม่ได้ให้คุณให้โทษกับเราทันที เพราะฉะนั้นถ้ายอมรับมันแค่ยอมรับว่า เข้าหรือออกนี่ มันง่าย แล้วมันก็ปรากฎอยู่ตลอดเวลาให้เราฝึก ตลอด ๒๔ ชม. แต่เราไม่ฝึก เพราะว่าเราหลงอยู่ในป่า ป่าของความอยาก ป่าของความทะยาน ป่าที่มันเต็มไปด้วยความรก ด้วยกิเลส เราไม่ค่อยรู้จักทุ่งกว้าง ทุ่งโล่งของความไร้กิเลสกัน พอมันไม่มีตัวอย่าง มันก็เลยไม่เกิดแรงบันดาลใจว่า จะรู้ลมหายใจไปทำอะไร

แต่คนที่ฝึกสังเกตลมหายใจ ฝึกที่จะรู้ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ คือให้เห็นว่ากำลังเข้า หรือกำลังออก กำลังยาว หรือกำลังสั้น รู้ไปเรื่อยๆ แค่นี้ มันจะเกิดความรู้อีกแบบหนึ่งขึ้นมา ความรู้ที่ประกอบอยู่ด้วยสติ และ ปัญญา เห็นว่าลมหายใจมันไม่เที่ยงจริงๆ และถ้าลมหายใจมันไม่เที่ยง อะไรภายนอกตัวล่ะที่จะเที่ยง มันจะรู้สึกขึ้นมาจริงๆ ว่า เราเห็นความไม่เที่ยงภายในอยู่ตลอดเวลานี่ มันก็สามารถยอมรับความจริงอันไม่เที่ยงภายนอกได้ด้วย เข้าใจนะ

เดี๋ยวถ้ายังข้องใจ ถามต่อว่า เมื่อกี้ผมตอบคำถามของเณรถูกไหม คือ เรื่องการยอมรับความจริงภายใน ทำไมถึงต้องยอมรับความจริงภายใน และการยอมรับความจริงภายในมันหมายถึงอะไร พูดง่ายๆ ก็คือ เราเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นนั่นเอง แล้วมันง่ายที่จะยอมรับไง อาการยอมรับ คืออาการที่มันตรงกับธรรมชาติที่เกิดขึ้น แต่เวลาที่เราอยากอะไร แล้วมันไม่สมอยาก เราไปรู้ความจริงภายนอกนี่มันยาก มันจะมีอาการต่อต้านจากข้างในว่า ไม่อยากยอมรับ เคยเห็นไหม นักกีฬาที่เช่น ที่ชกมวยกัน ชกแพ้ไปแล้ว แต่ว่าไม่อยากยอมรับ อยากจะเป็นคนชนะ หรือว่า ที่เล่นกีฬากันในโรงเรียนของเรา ข้างหนึ่งชนะ ได้ชัยชนะไปแล้ว แต่อีกข้างหนึ่งไม่อยากยอมรับว่า ข้างนั้นเขาชนะ  มันมีความคาบเกี่ยว มันมีความล้ำเหลื่อมกันอยู่นิดๆ หน่อยๆ ไอ้ความรู้สึกไม่อยากจะแพ้นั่นน่ะ มันเป็นความรู้สึกที่ยาก ที่จะอยากยอมรับ ถูกไหม มันแตกต่างจากลมหายใจที่ทุกคนมีเข้ามีออกอยู่ตลอดเวลา มันยอมรับง่ายกว่า เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะเริ่มฝึกยอมรับตามจริง จึงควรที่จะฝึกเข้ามายอมรับความจริงภายใน ไม่ใช่ฝึกยอมรับความจริงภายนอกซึ่งมันยาก และไม่อยากจะฝืนใจยอมรับ คนชนะมีอยู่ได้แค่คนเดียว มีอยู่ได้แค่ข้างเดียว แต่ลมหายใจ มีกันอยู่ได้ทุกคน ก็คิดกันเอาเองว่า ทำไมมันถึงยอมรับได้ง่ายกว่า

สามเณร: จะลดความฟุ้งซ่านของตัวเองได้อย่างไรครับ

ดังตฤณ: พอเราตั้งต้นที่จะพยายามเอาชนะความฟุ้งซ่านนะ มันจะเกิดความฟุ้งซ่านแบบใหม่ขึ้นมาทันที ทันทีที่เราอยากนะ น้องเณรลองนึกดู ทบทวนดู ทุกครั้งที่เราเกิดความรู้สึกว่า อยากจะสงบจัง อยากจะเอาชนะความฟุ้งซ่านจัง มันจะเกิดความฟุ้งซ่านว่า ทำยังไงดี ขึ้นมาแทน แทนที่ความฟุ้งซ่านเก่านะ สมมติเรากำลังฟุ้งซ่านเรื่องเพื่อน สมมติว่าเรากำลังฟุ้งซ่านเรื่องกำลังไม่อยากอ่านหนังสือ สมมติว่าเรากำลังฟุ้งซ่านเรื่องทำไมพ่อแม่ไม่เข้าใจเรา ไม่ว่าเรากำลังจะฟุ้งซ่านเรื่องอะไรอยู่ก็ตาม ความฟุ้งซ่านนั้นรบกวนจิตใจเรามากพออยู่แล้ว แต่พอเราไปตั้งความอยากที่จะเลิกฟุ้งซ่าน อยากให้ความฟุ้งซ่านมันระงับลงไป แล้วทำไม่ได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แทนที่ความฟุ้งซ่านเก่า ก็คือ ความฟุ้งซ่านว่าทำยังไงดี จึงจะหายฟุ้งซ่านได้

เห็นไหม ตัวความอยากมันไม่ได้หายไปไหน ความฟุ้งซ่านมันก็ยังอยู่ที่เดิมอยู่นั่นเอง เพียงแต่มันเปลี่ยนเรื่อง เปลี่ยนจากเรื่องคนอื่นไม่เข้าใจเรา เปลี่ยนจากเรื่องขี้เกียจอ่านหนังสือ เปลี่ยนจากเรื่องว่า ทำไมคนนั้นคนนี้เขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เปลี่ยนจากเรื่องข้างนอกมาเป็นเรื่องข้างใน แต่ตัวความฟุ้งซ่านนี่เหมือนเดิม เข้าใจไหม คือเหตุแห่งความฟุ้งซ่านอาจต่างไป แต่ตัวความฟุ้งซ่านยังเท่าเดิม

สามเณร: คือบางครั้งตอนที่จะนั่งสมาธิแล้วพอฟุ้งซ่านมันเกิด และอยากให้มันลดความฟุ้งซ่าน แต่กลับว่าความฟุ้งซ่านมันมากกว่าเดิม

ดังตฤณ: นั่นแหละที่ผมพูด เห็นไหมเพราะความอยากจะหาย อยากจะให้ความฟุ้งซ่านมันหายไป ตัวความอยากนะ ก่อความกระวนกระวายแบบใหม่ขึ้นมา มันไม่ได้ทำให้ความฟุ้งซ่านแบบเก่าหายไป วิธีที่เราจะทำให้ความฟุ้งซ่านมันหายไปอย่างถูกต้อง ก็คือ เวลาเรานั่งสมาธิอยู่ รู้สึกว่าความฟุ้งซ่านมันตีขึ้นมา รู้สึกว่าความฟุ้งซ่านมันเหมือนคลื่นรบกวนที่มันแน่นขึ้นมา มันมีความวนไปวนมาอยู่ในหัว มันมีความวนไปวนมาอยู่ในอก แทนที่เราจะไปอยากหายฟุ้งซ่าน ลองยอมรับมันว่ามันฟุ้งซ่านอยู่ ยอมรับเพื่ออะไร เพื่อจะได้เห็นว่าคลื่นความฟุ้งซ่านหน้าตามันเป็นยังไง มันแรง หรือว่ามันเบา มันเข้มข้น หรือว่ามันเบาบาง คือยอมรับตามที่มันกำลังปรากฎอยู่จริงๆ นั่นแหละ อย่าไปดูว่ามันกำลังฟุ้งซ่านเรื่องอะไร แต่ดูว่ามันกำลังมีคลื่นอะไรปั่นป่วนอยู่ในหัวเรา มันมีอะไรเข้มๆ มันมีความรู้สึกเหมือนกระวนกระวายอยู่ แล้วเราแค่ยอมรับมัน ไม่ได้ไปอยากให้มันหายไปนะ แค่ยอมรับว่ามีลักษณะความฟุ้งซ่านระดับนี้เกิดขึ้นมา ที่ลมหายใจนี้ มันแรงแค่นี้ อีกลมหายใจหนึ่งต่อมา เราสังเกตดูอีกครั้งหนึ่ง จะพบด้วยความประหลาดใจนะว่า ความฟุ้งซ่านระดับเดิมมันเบาลง แต่ถ้ามันไม่เบาลง มันกลับแรงขึ้นอีก เราก็ยอมรับอีก ยอมรับว่ามันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง ไอ้อาการยอมรับที่มันเกิดขึ้น ยอมรับว่ามันแรงขึ้น ยอมรับว่ามันเบาลง ตัวนี้แหละที่เรียกว่า “สติ” คำว่า “สติ” คือการยอมรับสภาพที่กำลังปรากฎอยู่ตามจริง ไม่ใช่ไปพยายามฝืนต่อต้านมัน

เมื่อไหร่ที่เราไปพยายามฝืนต่อต้านความจริง เมื่อนั้นมันจะเกิดความกระวนกระวายที่ความจริงไม่อาจเกิดตามใจเราได้ แต่เมื่อไหร่ที่เรากำลังสังเกตความจริง ยอมรับความจริง เมื่อนั้น ใจมันจะเกิดความรู้สึกว่า เออ เราเห็นนะ เราสามารถที่จะอยู่กับมันได้นะ อยู่กับความเปลี่ยนแปลง มันไม่ได้ฟุ้งซ่านอยู่ตลอดเวลาหรอก ชั่วขณะที่เราไม่ไปอยากให้มันสงบนี่ มันค่อยๆ สงบลงเองอยู่แล้ว มันค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปอยู่แล้ว เข้าใจพอยต์ (point) นะ

จุดแตกต่างมันมีอยู่แค่นี้เอง เปลี่ยนจากความอยากให้ฟุ้งซ่านนี่มันหายไป เป็นเห็นว่าความฟุ้งซ่านมันกำลังมีอยู่ และมีอยู่ในระดับใด มากหรือว่าน้อย อาศัยลมหายใจขณะนี้เป็นตัวตัดสิน ลมหายใจนี้มันแรงมาก เรายอมรับตามจริงไปว่าฟุ้งซ่านแรง ลมหายใจต่อมามันฟุ้งซ่านเบาบางลง เราก็เห็นว่ามันเบาบางลง ตัวความเห็น ตัวความสามารถที่จะเห็น ตัวความสามารถที่จะรู้ความจริงนั่นแหละ ที่จะทำให้ความฟุ้งซ่านมันค่อยๆ แสดงความไม่เที่ยง มันจะหายไปหรือไม่หายไป เราไม่สนใจ เราสนใจแต่ว่า เราจะเห็นความจริงเกี่ยวกับ ระดับความเข้ม ความอ่อนของความฟุ้งซ่านเท่านั้น ตัวความสามารถในการเห็นมันจะพัฒนาเป็นสติ ตัวสติที่เกิดขึ้นจะทำให้ความฟุ้งซ่านมันเบาบางหรือเว้นวรรคห่างออกไปเอง โดยที่เราไม่ต้องไปพยายามระงับหรือกดข่มมัน เข้าใจนะ

บางทีมันมีความพยายามกันทั้งชีวิตนะ ที่จะทำความฟุ้งซ่านให้หายไป ผมเคยไปเจอผู้บริหารระดับสูงเลยในองค์กรที่ใหญ่ระดับประเทศ ทุกองค์กร จะมีความอยากที่ตรงกันกับที่น้องเณรถามนี่แหละว่า ทำอย่างไรความฟุ้งซ่านมันจะหายไปจากหัว ทำอย่างไรใจถึงจะสงบ ถึงแม้ว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิต คือสามารถสร้าง ช่วยกันสร้างองค์กรระดับที่เป็นเบอร์หนึ่งของประเทศได้ สามารถที่จะทำให้เม็ดเงินที่หมุนเวียนในองค์กร มีวันหนึ่งเป็น ไม่รู้กี่ร้อย กี่พันล้าน เอาชนะคนอื่นได้หมดแล้ว แต่ไม่สามารถเอาชนะความฟุ้งซ่านของตัวเองได้ เพราะว่าสั่งสมเหตุของความฟุ้งซ่านมาเยอะ

จริงๆ แล้วเราพูดกันทั้งหมดนี่นะ เป็นแค่เรื่องของการเจริญสติ หรือว่าการทำให้สติมันเกิดขึ้นโดยอาศัยลมหายใจเป็นตัวตั้ง ต้นเหตุของความฟุ้งซ่านที่แท้จริงมันไม่ได้ถูกกำจัดไปด้วยการภาวนาอย่างเดียวนะ มันเกิดจากการใช้ชีวิตอย่างถูกต้องด้วย ถ้าหากว่าเราใช้ชีวิตผิดพลาด เหมือนกับคนอื่นๆ ในโลก ถึงแม้ว่าจะประสบความสำเร็จไปแค่ไหน ประสบการณ์ทางใจเราจะเหมือนเดิม เราจะไม่โตขึ้นจากเดิม เราจะเหมือนเด็กน้อยที่เรียกร้อง อยากได้โน่น อยากได้นี่ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วก็หาความสงบไมได้ ไม่ว่าจะโตไปแค่ไหนก็ตาม

แต่ถ้าหากว่าเรามีโอกาสอันดี ได้รู้จักธรรมะของพระพุทธเจ้าตั้งแต่อายุยังน้อย แล้วก็ใช้ชีวิตออกมาจากมุมมองภายในที่ถูกต้องได้ โตขึ้นต่อให้เราประสบความล้มเหลวทางธุรกิจ หรือว่าเป็น จะแพ้กี่ครั้ง จะล้มกี่หน มุมมองภายในที่ตั้งไว้ถูกต้องแล้ว ก็จะช่วยให้เราไม่ล้มจริง ไม่แพ้จริง แต่จะมีความรู้สึกเป็นสุขอยู่ตลอดเวลาในฐานะผู้แพ้ที่พร้อมจะกลับมาชนะใหม่ มีความสุขอยู่ตลอดเวลาในฐานะผู้ล้ม ที่พร้อมจะลุกขึ้นยืน ไม่ใช่ผู้ล้มที่พร้อมจะฟุบไปเลย

กับแค่มุมมองที่่ว่าทำอย่างไรจะหายฟุ้งซ่านได้ ถ้าเรามองตรงนี้ผิดนะ ถ้าเรายังมีความอยากจะหายฟุ้งซ่านอยู่ไม่เลิก ชีวิตที่เหลือของเราก็จะเหมือนกัน มันจะมองผิด มันจะมองแบบที่ คือ อยากในสิ่งที่มันไม่มีทางเป็นไปได้ อยากได้ในสิ่งที่มันไม่มีทางได้ อยากให้อะไรเกิดทั้งที่มันไม่สามารถจะเกิด อยากให้อะไรกลับมาทั้งที่มันไม่สามารถจะกลับมา เคยเห็นคนที่ร้องไห้เศร้าโศกกับการจากไปของญาติใช่ไหม เคยเห็นคนที่เศร้าโศกกับการที่ได้พ่ายแพ้ หรือว่าหมดตัว หรือว่าสูญเสียอะไรบางอย่างไปที่ตัวเองรัก ใช่ไหม พวกเขาอยากได้อะไรดีๆ กลับคืนมา แค่ตั้งมุมมองไว้แบบนั้นมันก็ผิดแล้ว แต่ก็เต็มใจผิดกันอยู่นั่นแหละ เต็มใจหวงเหตุของทุกข์กันอยู่นั่นแหละ

การที่เราเป็นสามเณร การที่เรามาบวช การที่เรามาได้บรรพชา ในแนวทางของพระพุทธเจ้านะ ควรจะเป็นโอกาสอันดีที่เราได้เห็นชีวิตออกมาจากจุดเริ่มต้นเลยว่า มองวิธีคิดได้ถูก ชีวิตที่เหลือมันจะถูกหมด มองต้นเหตุของความสุขได้ออก อ่านเกมชีวิตได้ขาด มันก็จะมีความสุขไปทั้งชีวิต จุดเริ่มต้นแค่ ๙ วันนี่ มันอาจมีความหมายไปอีก ๙๐ ปี ถ้าหากว่าเราจะมีชีวิตไปถึงขนาดนั้น แต่ถ้าหากว่า ๙ วันนี้เราไม่สามารถที่จะตั้งมุมมองอันเป็นเหตุเป็นผลของความสุขได้ ชีวิตที่เหลือมันก็ยาก เพราะอะไร เพราะว่า พอน้องเณรโตขึ้นไปนะ จะมีแต่คนสอนว่า ทำยังไงถึงจะสอบให้ติด ทำยังไงถึงจะเอาชนะคนอื่นให้ได้ ทำยังไงถึงจะได้ตำแหน่งโน้น ทำยังไงถึงจะได้เงินเดือนเท่านี้ ทำยังไงถึงจะประสบความสำเร็จ มีสิบล้าน ร้อยล้าน ก่อนอายุสามสิบ ก่อนอายุสี่สิบ แต่ไม่ค่อยมีคนสอนว่าทำยังไงมองอย่างไร มันถึงจะมีความสุขออกมาจากข้างในได้

นี่คือโลกความจริงนะ นี่คือโลกนอกวัด ออกจากวัดนี้ไปจะไม่มีใครพูดถึง ว่าทำยังไง มองออกมาจากมุมมองภายในอย่างไร ถึงจะมีความสุขได้ แล้วเราก็จะหลง ใช้ชีวิตไปแบบคนที่มันหลงทางกลางป่ารก ป่ารกที่มันปรากฎอยู่ทางใจ ปรากฎอยู่ในใจให้รู้สึกได้อยู่ตลอดเวลานี่แหละ จะไม่ค่อยมีใครที่จะชวนเราออกทุ่งโล่ง ทุ่งกว้าง เพราะฉะนั้น ก็เป็นโอกาสอันดีนะ เก้าวันน้องๆ จะได้ตื่นรู้ ไม่ใช่แค่คำเท่ๆ แต่มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง ว่านี่คือสถานที่ที่มาจากพระพุทธเจ้า ที่มาจากคนที่รู้ดีที่สุด รู้ดีว่าจะออกจากป่ารกได้อย่างไร แล้วก็มีพระอาจารย์ มหาวุฒิชัยวชิรเมธี ที่ท่านได้ยังคงรักษาแนวทางคำสอนที่พระพุทธเจ้าประทานไว้ ก็ถือเป็นโอกาสอันดีแล้วนะ เอาล่ะใครมีคำถามอะไรอีกไหม

สามเณร: ที่เมื่อกี้พูดว่าชีวิตที่ถูกต้อง หมายความว่าอย่างไรครับ

ดังตฤณ: ตามหลักของพุทธศาสนา ชีวิตมีอยู่แค่สองแบบ ชีวิตที่ทุกข์ กับชีวิตที่ไม่ทุกข์ คือเกณฑ์การแบ่งว่าอะไรถูกอะไรผิดนี่ มันต้องตั้งเป้าไว้ก่อนว่าเราต้องการอะไรจากชีวิต ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราตั้งเป้าแบบคนอื่น ว่าสิ่งที่เราจะต้องเอาเป็นอันดับแรกของชีวิตคือ เงิน นั่นหมายความว่า ความถูกต้องของชีวิต คืออะไรก็ได้ที่ทำให้เราได้เงิน แล้วตอนนี้มันคือความถูกต้องของโลกส่วนใหญ่อยู่นะ อะไรก็แล้วแต่ที่ทำเงินให้เราได้ เราเห็นจากผู้ใหญ่ เราเห็นจากคนรอบข้าง เราเห็นแม้กระทั่งบางที ครูบาอาจารย์สอนในโรงเรียน มีนะ สอนให้เป็นโจรก็มี สอนให้โกง สอนให้เอาเปรียบคนอื่น โดยที่บางทีท่านก็อาจไม่ได้ตั้งใจ แต่วิชามันบังคับให้สอนแบบนั้น หรือบางทีท่านมีความพอใจส่วนตัวที่จะพูดแบบนั้น ครูทางโลก บางทีอาจสอนผิดได้ ผิดทางธรรมแต่ถูกทางโลก ท่านอาจสอนให้เราได้เงิน ตามที่คนอื่นเห็นว่ามันถูกต้อง แต่ถ้าหากว่าเรามองตามแบบของพุทธศาสนา แบบที่พระพุทธเจ้ามอง ชีวิตมีอยู่แค่สองแบบ ชีวิตที่เป็นทุกข์ กับชีวิตที่ไม่เป็นทุกข์ ถ้าหากว่าเราเอาความทุกข์เป็นเกณฑ์ มันชี้ถูก ชี้ผิดได้นะ ใช้ชีวิตยังไงแล้วเป็นทุกข์ นั่นน่ะ ผิด ใช้ชีวิตยังไงแล้วเป็นสุข อันนั้นถูก แต่สุข ต้องสุขจริงๆนะ คนเรามักจะมองสิ่งที่มันเห็นได้ด้วยตาเปล่าภายนอกว่า รถคันยาวๆ กับบ้านหลังโตๆ หรือว่าเงินในธนาคารหลายๆ ร้อยล้าน มันคือความสุข ซึ่งมันก็เป็นสุขจริงๆ ดูแล้วมันก็ เขาก็ได้อะไรในสิ่งที่เราอยากได้ แต่ถ้าเรามีโอกาสที่จะรู้จักกับเศรษฐี รู้จักกับคนที่มีเงินมากๆ เราจะรู้นะว่าร้อยละ ๙๙.๙๙ ของคนรวย มีความทุกข์ ทุกข์ขนาดที่ว่าไม่อยากจะมีชีวิตอยู่

ผมเคย มีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่ระหว่างฝึกงานหลังจบมาใหม่ๆ ได้ไปติดต่อ ได้ไปดีล (deal) กับพวกที่เขารวยกันเป็นพันๆ ล้าน เป็นหมื่นๆ ล้าน พวกโรงงานทอผ้าอะไรแบบนั้นนะ ผมได้รู้จักกับพี่น้องแท้ๆ เลยที่ทำงานอยู่ในอาคารเดียวกัน แต่ว่า ไม่อยากให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ว่าตัวเองจะออกจากออฟฟิศเมื่อไหร่ จะเข้าทำงานออฟฟิศเวลาใด เหตุผลเพราะว่ากลัวอีกฝ่ายยิงทิ้ง จ้างคนมายิง มีกันเป็นพันๆ หมื่นๆ ล้านนะ เซ็นต์ที เซ็นต์แต่ละแกร๊กนี่เงินเป็นสิบๆ ล้านทั้งนั้น มีเงินนะ มีเงินอย่างถูกต้องตามที่ชาวโลกเขาอยากให้มีกัน แต่มันไม่มีความสุขนะ มันไม่มีความรู้สึกแม้กระทั่งว่า ชีวิตวันพรุ่งนี้มันจะปลอดภัย เพราะพี่ เพราะน้องของตัวเองแท้ๆ นะ ออกจากบ้านแต่ละวันนี่ใช้รถไม่ซ้ำกัน เพรากลัวว่า อีกฝ่ายหนึ่งจะจำได้ ดักยิงถูก บางทีนี่ต้องเปลี่ยนเส้นทางนะ ไม่กล้าเดินทางด้วยเส้นทางเดิมซ้ำๆ

นี่คือความจริงที่ปรากฎหลังจากที่เราเรียนจบแล้ว หรือว่าหลังจากที่เราออกจากวัดนี้ไป ออกจากเขตวัดนี้ไป ถ้าหากว่าเราเอาเงินเป็นสิ่งที่จะเอามาใช้ตัดสินว่าชีวิตใครประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง เราจะรู้สึกว่า เรายังทำอะไรไป ไม่ถึงที่สุด ถ้าหากว่าเงินมันยังไม่ได้ตามเป้า แต่ถ้าหากว่าเราต้องการความสุขทางใจ มีพอกินพอใช้ แล้วอยู่อย่างสบายใจได้ ทำงานไม่นาน เรียนไปไม่ต้องสูงส่งอะไรมากมาย มันก็เหมือนกับจะถึงเป้าได้ง่ายๆ แต่มันขึ้นอยู่กับแรงผลักดันที่จะทำให้เราตั้งเป้าจริงๆ เพราะว่าแรงผลักดันของแต่ละคนแตกต่างกัน การที่เราจะมองว่าคนคนหนึ่งสามารถที่จะพึงพอใจกับการมีอยู่เท่าที่ตัวเองมีนะ มันเป็นมุมมองที่เราคุยกันแบบธรรมะ แต่เวลาที่เราคุยกันแบบโลกๆ คุยกับคนในโลกที่อยู่นอกวัดที่ไม่ได้สนใจธรรมะ มันไม่ง่ายอย่างนั้น แล้วถ้าหากโลกแวดล้อมเขาคุยกันแต่เรื่องเอาเงินเป็นความถูกต้อง ในที่สุดเราจะถูกสะกดจิตนะ ทำให้หลงคิดตามเขาว่าเออมันจริง มันจริงของเขา อันนี้แหละคือความถูกต้องในชีวิต ความผิดพลาดของชีวิตมันขึ้นอยู่กับว่า เราเอาอะไรตั้งเป็นเป้าไว้ให้ชีวิต

ถ้าหากว่า เรามองเห็นตามที่พระพุทธเจ้าเห็นนะ มันมีอยู่แค่สองอย่าง ชีวิตนี่ ทุกข์ หรือไม่ทุกข์ ถ้าหากว่าใช้ชีวิตแล้วเป็นทุกข์ นั่นยังผิดอยุู่ แต่ถ้าหากว่าใช้ชีวิตแล้วสุข สุขจริงๆ สุขทุกวัน สุขอย่างไม่มีความเดือดร้อนในภายหลัง อันนั้นแหละ ที่เป็นวิถีชีวิตที่ถูกต้อง ซึ่งมันจะไม่เกิดขึ้นถ้าหากว่า เราไม่ตั้งมุมมองภายในไว้ให้มันตรงกับพระพุทธเจ้านะ ถ้าหากว่าเรายังตั้งมุมมองภายในไว้ว่า จะเอาแต่สิ่งภายนอกมาบำรุง บำเรอ ให้มันเกิดความพอ นี่ตรงนี้นี่มันก็ไปไม่ถึงธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนหรอก แต่ถ้าเมื่อไหร่ เราฟังธรรมะแล้วเกิดความรู้สึกว่า แค่นี้ก็สุขแล้ว แล้วเราเห็นอาการทางใจ ว่าทำยังไงมันถึงพอ ทำยังไงมันถึงไม่ดิ้นรน ไม่กระสับกระส่าย มากไปกว่าที่เป็นอยู่ อันนี้แหละ คือการเข้าถึงเป้าหมายของชีวิตแบบพระพุทธเจ้านะ

สามเณร: ถ้าพระพุทธเจ้าเป็นคนประทานความทุกข์ และความสุขให้แก่มนุษย์ใช่ไหมครับ แล้วทำไม...

ดังตฤณ: เดี๋ยวๆ ขอตรงนี้ก่อน เดี๋ยวจะลืม พระพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้ชี้ความจริง ความทุกข์และความสุขนี่มันมีอยู่โดยธรรมชาติแล้ว เวลาที่ลมเย็นๆ พัดมาอย่างนี้มีความสุข มันเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสแสดงนะว่า ถ้าหากว่าลมพัดมาโดนร่างกาย เราก็จะเกิดความสบายทางกายขึ้นมา ไอ้ตรงนั้นมันก็มีความสุข มันมีอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว และพระพุทธเจ้าทรงมาชี้ให้เห็น ทีนี้พระพุทธเจ้าไม่ได้ชี้แค่ว่า ลมพัดมาแล้วมันมีความสุข ท่านชี้ให้เห็นว่า ลมพัดมาแป๊บนึง ความสุขมันก็ตั้งอยู่ได้แป๊บเดียว แล้วมันก็หายไป อย่าไปยึด อย่าไปหวังว่า ลมมันจะพัดมาเย็นๆ ตลอดไป

เคยไหมเวลาที่เรานั่งอยู่ในสถานที่สบายๆ ที่ลมโกรกนะ มีความปลอดโปร่ง มีความสบาย เราอยากจะได้นั่งอยู่ในสถานที่อย่างนั้นตลอดไป ถ้าหากว่า เราเคยเกิดประสบการณ์ เกิดความอยากในทำนองนั้นขึ้นมา นี่แหละ ความผิดพลาดของมนุษย์ทุกคนคือ มันอยากในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มันเกิดขึ้นไม่ได้ มันอยู่กับเราตลอดไปไม่ได้ พระพุทธเจ้ามาแสดงธรรมะ มาชี้ความจริงให้เห็น ซึ่ง คือบางทีในความจริงนี่นะ มันเหมือนกับถูกเส้นผมบังภูเขาอยู่ มันเหมือนกับภูเขาที่ถูกเส้นผมบังอยู่นิดเดียว ถ้าหากว่าเรามองเห็นความจริงตามที่พระพุทธเจ้าชี้ได้อย่างน้อยนะ ถึงแม้ว่า เราจะไม่ได้รับความสุขจากลมเย็นๆ ที่พัดมาโดนร่างกายอยู่ตลอดเวลา แต่เราจะมีความสงบสุขทางใจ อันเกิดจากความไม่อยาก ไม่อยากไปผิดความจริง ถ้าอยากผิดจากความจริง มันเป็นทุกข์แน่นอน อันนี้คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าชี้ ... เอ้า ถามต่อเถิดครับ คนเดิมตะกี้ยังถามไม่จบ ... อ้าว สรุปแล้วคือ เลยตอบคำถามเสร็จแล้วใช่ไหม

สามเณร: พระพุทธเจ้าก่อนที่จะตรัสรู้ ท่านรู้ได้ไงว่าวิธีที่ทำให้เราไม่ทุกข์มีอยู่ แล้วรู้ได้ไงว่า เราควรนั่งสมาธิ เพื่อให้รู้ว่าวิธีนั้นมี

ดังตฤณ: โอเค ตรงนี้เป็นคำถามที่ ไม่ใช่เฉพาะเณรนะที่สงสัย แม้แต่คนฉลาดที่สุดในทางศาสนา บางทีก็ให้คำตอบไม่ได้ เพราะว่าเวลาที่เรียนกันในหลักสูตรนี่ เราจะเรียนกันแค่ว่า พระพุทธเจ้าท่านทำทุกรกิริยา ทรมานตนเอง เพื่อที่จะหาสัจธรรม เพื่อที่แสวงหาสัจธรรมอยู่หกปี แล้วก็หาไม่สำเร็จ ในที่สุดท่านก็ได้ยินเทวดามาดีดพิณ แล้วก็เกิดความ เกิดอาการตาสว่างนึกได้ว่าควรเดินทางสายกลาง เพื่อที่จะได้วิธีดับทุกข์ที่แท้จริง เสร็จแล้วหลังจากนั้น คนก็จะไม่รู้เรื่องแล้วว่า เอ วิธีการของท่านนี่ เป็นมาเป็นไปได้อย่างไร

จริงๆ แล้ว พระพุทธเจ้าท่าน เป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้มีความสามารถทางจิต ตั้งแต่เด็กๆ เลยนี่นะ ตั้งแต่อายุรุ่นๆ พวกเรานี่ ท่านแค่ เจ็ดขวบนี่นะ เป็นเด็กเจ็ดขวบ สามารถที่จะเข้าสมาธิได้ถึงปฐมฌาน ซึ่งเป็นสิ่งยากจะเข้าถึง แล้วท่านเข้าของท่านเองนะ ไม่มีใครสอน กำลังจิตของท่านมีอยู่สูงมาก ผู้ใหญ่ทำกัน ๒๐-๓๐ ปี หรือบางคนทำกันทั้งชีวิต เข้าถึงปฐมฌานไม่ได้ แต่ท่านเข้าถึงได้ตั้งแต่ความพยายามแค่ครั้งแรก ท่านนั่งอยู่ใต้ต้นไม้นี่ หลับตาแล้วก็ดูลมหายใจเข้าออก ดูว่ามันเข้าว่ามันออกไปอย่างนี้นี่ แป๊บเดียวจิตเป็นฌาน มีความสว่างจ้า มีความเป็นเอกคัตตา คือมีความเป็นหนึ่งเดียวยิ่งใหญ่ เหมือนกับพระอาทิตย์เกิดขึ้นภายใน อันนี้คือความสามารถทางจิตของท่าน ท่านทำได้ตั้งแต่เด็กๆ

ทีนี้ พอท่านโตขึ้นมา โจทย์ของชีวิตของท่าน มันใหญ่กว่านั้น มันใหญ่กว่าการนั่งสมาธิ มันใหญ่กว่าการรู้การเห็นแบบธรรมดาๆของคนทั่วไป ท่านอยากรู้ว่า ทำอย่างไร ความทุกข์ทางใจมันถึงจะไม่เกิดขึ้น ทำอย่างไรการเวียนว่ายตายเกิดถึงจะไม่ปรากฎ นี่เป็นโจทย์ข้อใหญ่ ที่ยากที่สุดในโลก ต่อให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าที่สุดในโลกปัจจุบันก็ไม่สามารถให้คำตอบได้นะ พระพุทธเจ้าท่านอยากรู้คำตอบของโจทย์ข้อนี้ ตั้งแต่ท่านอายุ ๒๙ คำถามง่ายๆ มีอยู่นิดเดียว ทำยังไง ทุกข์ทางใจจึงจะไม่เกิดขึ้นอีกเลย ถ้าน้องเณรไปพยายามหาคำตอบ ไม่ว่าด้วยวิธีใด ไม่ว่าวิธีการของศาสนาไหน น้องเณรจะเข้าใจนะว่ามันยากขนาดไหน ทำไมมันถึงได้ชื่อว่าเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดในโลก

ทีนี้มาพูดถึงวิธีการของพระพุทธเจ้าในการค้นพบ ในคืนที่ท่านตรัสรู้ ตัดขั้นตอนไปเรื่องที่ท่านบำเพ็ญทุกรกิริยา ตัดขั้นตอนไป ตอนที่ท่านฟังเสียงพิณของเทวดา แล้วนึกขึ้นได้ว่าควรจะดำเนินทางสายกลาง มาถึง เอาเนื้อๆ เลย มาที่ตอนท่านเริ่มปฏิบัติตนใหม่ เพื่อที่จะค้นหาสัจธรรม วิธีที่จะดับทุกข์ภายใน วิธีที่จะทำให้ความทุกข์ทางใจไม่เกิดขึ้นอีกเลย ท่านนึกขึ้นได้ว่า เมื่อตอนท่าน ๗ ขวบนี่ ท่านใช้วิธีนั่งสมาธิ ดูลมหายใจ ดูว่ามันเข้า ดูว่ามันออก ดูว่ามันยาว ดูว่ามันสั้น แบบที่ผมเพิ่งแนะแนวทางไปเมื่อตอนต้นนั่นแหละ ท่านดูเพื่อให้เกิดความเห็นว่า ลักษณะที่มันเป็นความทุกข์ที่ปรากฎในชีวิตจริงๆ หน้าตาเป็นยังไง ท่านเห็นออกมาจากพระญาณ ความหยั่งรู้ในระดับจิตของท่านนะ ว่าถ้าหากจิตยังไม่มีความตั้งมั่น ถ้าหากจิตยังไม่มีความสุข ถ้าหากจิตยังไม่มีสติที่คมชัดมากพอ ไม่มีทางเห็นความจริงได้

แล้วท่านก็พิจารณาว่า สมาธิแบบที่ท่านทำตอนเด็กๆ นี่ คือดูลมหายใจไปมันทำให้เกิดความชัดเจน มันทำให้สติมีความคมกล้าขึ้นมาได้ ท่านก็เลยทำ ทำไปเรื่อยๆ ทำจนกระทั่งถึงสมาธิระดับปฐมฌาน ระดับทุติยฌาน ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงฌานขั้นสูงสุด แล้วย้อนกลับลงมา ณ เวลานั้นจิตท่านมีสติเต็มที่ มีความตื่นรู้เต็มที่ พร้อมที่จะเห็นความจริงทั้งหมดในชีวิต ความจริงทั้งหมดในชีวิตไม่ใช่เรื่องข้างนอกนะ แต่เป็นเรื่องข้างใน ท่านสืบหาเอาจากข้างใน ว่า ร่างกายนี้ของท่านนี่ สภาพจิตใจแบบนั้นของท่าน มาปรากฎอยู่ในโลกนี้ได้อย่างไร ท่านมองย้อนไปแบบสืบสาวจากสมาธิ เศษของฌานนี่มันทำให้ความชัดเจนภายในมันเข้มข้นมาก ท่านระลึกย้อนกลับไปว่า ก่อนที่ท่านจะทำสมาธิ ท่านเกิดความระลึกขึ้นได้ว่า ท่านควรจะดำเนินตามทางสายกลาง ก่อนที่จะมาดำเนินตามสายกลาง ระลึกได้แบบนั้น ท่านทำทุกรกิริยามาตั้ง ๖ ปี ก่อนที่ทำทุกรกิริยา เพื่อแสวงหาสัจธรรม ท่านใช้ชีวิตแบบโลกๆ มา เป็นเจ้าชาย เจ้าชายสิทธัตถะ มา ๒๙ ปี แล้วท่านก็ระลึกย้อนกลับไปได้ด้วยว่า ก่อนที่ท่านจะเกิดมาเป็นมนุษย์ ท่านเป็นเทวดาชั้นดุสิต ก่อนที่ท่านจะมาเป็นเทวดาชั้นดุสิต ท่านเคยเป็นพระเวสสันดรก่อน พระเวสสันดร ที่บริจาคทุกสิ่งในชีวิต แม้กระทั่งอวัยวะและลูกเมียของตัวเอง

ท่านก็ย้อนระลึกไปเรื่อยๆจนกระทั่งได้เป็น อสงไขยกัปป์ แล้วก็พบว่า ที่มาที่ไป ก่อนที่จะปรากฎเป็นร่างกายแบบนี้ ก่อนที่จะปรากฎเป็นจิตวิญญาณแบบนี้ มันมีที่มาที่ไป มันไม่ใช่อยู่ๆ ลอยขึ้นมา นี่เรียกว่าเป็นการทำลายอวิชชา ประการแรกได้ คือรู้ที่มาที่ไปของตัวเอง ว่าที่ร่างกายแบบนี้ ที่มีลักษณะจิตวิญญาณแบบนี้ ไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่มันมาจากกรรม มันไหลมาจากอดีตชาติ ชาตินี้ไหลมาจากอดีตชาติ นี่เรียกว่าเป็นการทำลายอวิชชาประการแรก ต่อมา ในยามต่อมา หลังจากท่านรู้เรื่องของตัวเองแล้ว ท่านก็ไปรู้เรื่องของคนอื่นด้วย จากพระญาณที่ตั้งมั่นอยู่ด้วยสมาธิระดับสูง ท่านเล็งเห็นว่าสัตว์โลกก็เหมือนกับท่านนั่นแหละ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ด้วยความไม่รู้ ทำอะไรไป ไม่รู้อิโหน่อิเหน่หรอกว่าจะเกิดผลยังไง เกิดมาก็ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ มันลืมหมด ว่าเคยทำอะไรไว้บ้าง แต่ท่านเห็นเหมือนกับคนที่นั่งอยู่ตรงสี่แยก นั่งอยู่บนหอคอย กลางสี่แยก เห็นว่าใครมาทางซ้าย ใครมาทางขวา และกำลังจะเลี้ยวไปทางไหน อันนั้นมันก็เหมือนกับที่ท่านเห็นว่า ใครทำกรรมอย่างไร จะได้ไปนรก ใครทำกรรมอย่างไรจะได้ไปสวรรค์ ใครทำกรรมอย่างไร จะได้ย้อนกลับมาเกิดในโลกมนุษย์นี้อีก นี่เรียกว่า เป็นการทำลายอวิชชาขั้นที่ ๒

คือท่านสามารถเห็นได้ว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ไม่ใช่สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามความบังเอิญ หรือว่าตามความอยาก พอท่านเห็นแจ้งแล้วว่า ที่มาที่ไป ที่มาเป็นคน เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ เป็นเทวดา เป็นเปรต อสุรกายอะไรอยู่นี่ มันเป็นไปตามกรรม ท่านถึงมาได้ข้อสรุปสุดท้าย ในยามสุดท้ายว่า ที่มันยังหลงเวียนว่ายตายเกิดที่มันไม่สามารถออกจากสังสารวัฏได้นี่ ก็เพราะแต่ละขาติ มันไปหลงติดเหยื่อ คือร่างกายแบบนี้ แล้วก็จิตใจแบบนี้นี่ มันต้องมีร่างกายอะไรขึ้นมาแบบหนึ่ง อัตภาพอะไรขึ้นมาแบบหนึ่ง มาล่อให้หลง ให้ยึด ว่านั่นน่ะเป็นตัวของเรา เวลาที่เรากำลังคิด เวลาที่เรากำลังพูด เวลาที่เรากำลังติดต่ออยู่กับใคร มันมีความทึกทัก มันมีอาการยึดเป็นอุปาทาน มีความเข้าใจผิดเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ว่านี่คือเราติดต่ออยู่กับใครคนหนึ่ง นี่เรากำลังเป็นใครคนหนึ่ง มีฐานะอะไรแบบหนึ่ง พอท่านเห็นความจริงตรงนี้ ท่านก็เกิดความกระจ่างแจ้งว่า ถ้าเลิกหลงซะได้ ถ้าเลิกยึดแบบผิดๆ เสียได้ ว่ากายใจนี่เป็นตัวเป็นตน มันก็จะพ้นไป เป็นอิสระจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ นี่ไงตรงนี้แหละ การตรัสรู้ธรรม ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ถึงได้บังเกิดขึ้น เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมานะ

เอาล่ะรู้สึกว่า ท่านอาจารย์บอกว่า จะหมดเวลาแล้วนะ ก็ ขอให้การที่เราได้มาตื่นรู้ใน ๙ วันนี้เป็นการตื่นรู้จริงๆ นะได้เป็นโอกาสทองของชีวิต คือบางทีเราไม่รู้หรอกว่าโอกาสทองของชีวิตผ่านมาเมื่อไหร่ จนกว่ามันจะมีประสบการณ์ มีการเรียนรู้อะไรมากขึ้น แล้วมองย้อนกลับมาถึงได้เห็น ว่า เออ จุดริ่มต้นความสว่างในชีวิตมันอยู่ช่วงไหน ผมจำได้ว่า ช่วงที่รู้จักพุทธศาสนาเป็นช่วงแรกๆ มันมีความสุขมาก

เอ้า เมื่อกี้ เพื่อนเราถามว่า ทำอย่างไรถึงจะเลิกยึดติดเสียได้ว่าตัวเราเป็นของเรา ตอนที่ผมได้ยินเป็นครั้งแรกๆ นะว่า ตัวเราไม่ใช่ของเรานี่ ได้ยินมาจากคุณครูคนหนึ่งในชั้นมัธยม ท่านมาพูดหน้าชั้นบอกว่า เออนี่ ตัวกูไม่ใช่ของกูนะ ท่านก็ทำท่าสลดให้ดู แต่ผมก็นึกไม่ออกว่ามันจะไม่ใช่ของเราได้อย่างไร พอขยับแขนไปมันก็รู้สึกว่า นี่มันใช่ชัดๆ หรือว่าเราจะคิดอะไรมันก็รู้สึกว่าเป็นความคิดของเราชัดๆ มันไม่มีอะไรที่ผิดแปลก หรือว่าแปลกปลอมไปจากความเป็นเราเลย มันของเราชัดๆ มันใช่เราแท้ๆ ตอนนั้นก็เกิดความรู้สึกว่า อยากรู้มากๆ ว่าเขาทำกันยังไง ถึงจะเลิกยึดได้ ว่านี่มันไม่ใช่เรา นี่มันไม่ใช่ตัวของเรา แต่การแสวงหามันไม่ง่ายนะ เพราะว่าคำสอนมีอยู่หลากหลาย แล้วก็ คำสอนของพระพุทธเจ้ามีมานาน ๒,๕๐๐ กว่าปีแล้ว มันก็เลยเลือนๆ ไป

สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนจริงๆ ท่านไม่ได้สอนให้คิดเอานะ ว่า นี่ไม่ใช่ตัวกู นี่ไม่ใช่ของของกู เพราะยิ่งคิดแบบนั้นมันจะยิ่งต่อต้านความรู้สึก มันจะยิ่งฝืนความรู้สึกที่แท้จริงของเรา ความรู้สึกที่แท้จริงของเรามันกำลังยึดอยู่ ว่านี่ตัวของเราชัดๆ เสร็จแล้วเราไปพยายามฝืนบังคับ ขออย่าให้มันไม่ใช่เรา ขอให้เราเห็นมันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ตัวตน มันเป็นการต่อสู้กับศัตรูตัวใหญ่ที่มีกำลังมากกว่าเรา เปรียบเหมือนกับนักมวยปล้ำที่ตัวใหญ่มากๆ แต่เราเป็นเด็ก เราเป็นเณรตัวแค่นี้ จะไปสู้อะไรกับมันได้

วิธีที่จะถอดถอนอุปาทานความหลงผิด ความเข้าใจผิด มีอยู่ทางเดียวที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ก็คือ สติปัฏฐาน ๔ ท่านตรัสไว้เลยนะ นี่เป็นทางเดียว นี่คือหนทางเดียวที่จะดับทุกข์ ที่จะบรรลุมรรคผลที่ถูกต้องได้ นี่เป็นทางเดียวที่จะถอดถอนอุปาทานออกจากจิตได้ สติปัฏฐาน ๔ ไม่ใช่คำแนะนำว่า จงไปคิดแบบนี้ จงไปทำอะไรอย่างหนึ่งแล้วจบ มันไม่ง่ายแบบนั้น สติปัฏฐาน ๔ บอกเราว่า เราต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป อย่างที่ผมไกด์ (guide) มาในวันนี้ทั้งหมดนั่นแหละ ทำอย่างไร เราจะรู้ได้ว่าลมหายใจกำลังเข้า ลมหายใจกำลังออก ทำอย่างไรเรากำลังจะรู้ได้ว่า ลมหายใจกำลังยาว หรือลมหายใจกำลังสั้นอยู่ ก็คือเราต้องคลายจากอาการเกร็ง คลายจากอาการกระสับกระส่ายให้ได้ก่อน เปิดทางให้ใจมันโล่ง เปิดทางให้ใจมันสามารถที่จะเห็นตามจริงได้เสียก่อน แล้วจากนั้นแค่ยอมรับอะไรที่มันง่ายที่สุดในชีวิต เช่น กำลังหายใจเข้า หรือหายใจออกอยู่ กำลังหายใจยาว หรือกำลังหายใจสั้นอยู่ ไอ้การยอมรับตามจริงแบบนั้นไปมากๆ เข้านี่ มันจะทำให้เกิดปัญญาเห็นว่าลมหายใจนี่มันไม่เที่ยง มันเป็นแค่ธาตุลม มีลักษณะพัดเข้า มีลักษณะพัดออก อยู่เรื่อยๆ

ตรงนั้นนะ มโนภาพในตัวตน หรือความยึดติดว่ามันเป็นของเราชัดๆ มันจะหายไป มันจะเกิดลักษณะของจิตของใจที่เป็นปัญญาขึ้นมา มันจะเกิดความว่างจากอาการยึดติด มันจะเกิดความว่างจากอุปาทานขึ้นมาชั่วขณะ เปิดโอกาสให้เราเห็นต่อไปว่า มีอะไรที่แสดงความไม่เที่ยงอยู่อีกบ้าง เราจะเห็นเลยว่า ร่างกายทั่วทั้งตัวนี่ เดี๋ยวมันก็กล้ามเนื้อส่วนนั้นก็เกร็ง เดี๋ยวส่วนนี้ก็ขมวด เดี๋ยวส่วนนี้ก็ตึงนะ มันจะเห็นอยู่เรื่อยๆ มันจะเห็นปรากฎสลับกันระหว่างผ่อนคลายสบาย กับความรู้สึกว่า เดี๋ยวมันก็กำ เดี๋ยวมันก็เกร็ง ตรงนั้นนี่ ความรู้สึกว่า ร่างกายเป็นของเรามันจะหายไป มันจะเหลือว่า ร่างกายนี่เป็นธรรมชาติอะไรก้อนหนึ่งที่แสดงความไม่เที่ยง แสดงความแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา หลังจากนั้น ไม่ว่าเราจะเกิดความอึดอัด หรือจะเกิดความสบายใจอย่างไร เราก็จะเห็นเป็นแค่ภาวะทางใจ เราจะรู้สึกว่า ไอ้นี่ มันเป็นความรู้สึกเป็นทุกข์ มันไม่ต้องยึดน่ะ มันไม่ต้องพยายามให้มันเป็นสุขอยู่ตลอดเวลา ไอ้ความทุกข์ก้อนหนึ่ง เดี๋ยวมันก็ค่อยๆ เสื่อม เดี๋ยวมันก็ค่อยๆ คลายไปเอง ถ้าหากว่าเราไม่ไปยึด เราไม่ไปต่อต้าน เราไม่ไปอยากทันทีให้มันเกิดความสุข ความทุกข์มันจะค่อยๆ เสื่อมลงไปเอง ไอ้ตรงนั้นนี่ ความรู้สึกหมายมั่นปั้นมือว่าเราจะต้องเป็นสุขให้ได้ มันจะหายไป หายไปพร้อมๆ ความยึดมั่นว่าความสุขเป็นตัวเรา หายไปพร้อมๆ กับความรู้สึกว่าตัวทุกข์แท้ๆ นี่เป็นตัวของเรา เป็นชีวิตของเรา

บางคนนี่มีความทุกข์ในชีวิตมาก จนกระทั่งเกิดความเชื่อขึ้นมาว่าไม่มีทางหายทุกข์ แต่พอมาพิจารณาว่า ความทุกข์นี่มันมาๆ ไปๆ ลมหายใจที่สบายนี่มันก็ขจัดความทุกข์ออกไปได้แล้ว แค่นี้ความยึดว่าเราจะต้องทุกข์ตลอดไป มันก็หายไป หรือแม้กระทั่งความรู้สึกว่า เราจะได้เป็นสุขอยู่ตลอดเวลา เราอยากเป็นสุขอยู่ตลอดเวลา มันก็หายไป ความอยากนั้นมันไม่เกิดขึ้น เมื่อไหร่ความอยากเป็นสุข ความอยากให้ความเป็นทุกข์หายไปจากจิต เมื่อนั้นความรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ มันจะปรากฎโดยไม่มีตัวตน จิตของเรานี่จะรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ อย่างที่มันกำลังเป็นอยู่นั่นแหละ แต่ไม่รู้สึกว่า ความสุข ความทุกข์นั้นเป็นตัวของเรา นี่คือวิธีถอดถอนของพระพุทธเจ้า ท่านไม่ได้ให้คิดเอาว่าจะทำอย่างไร แต่ท่านให้แนวทางชัดเจนเป๊ะๆ เลย ว่าอย่างเป็นขั้นเป็นตอนจะทำยังไง ท่านไม่ได้สอนให้รู้สึกดี แต่ท่านสอนให้รู้วิธีว่า ทำอย่างไร ด้วย

เอานะ ก็คิดว่าคงเป็นคำตอบ พูดง่ายๆ ถ้าจำได้ไม่หมดก็คือ วิธีถอดถอนออกจากอุปาทาน ว่ากายใจเป็นตัวเป็นตนของเราก็คือ สติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง จำง่ายๆ แค่นี้ก่อน แล้วค่อยไปศึกษาเอาว่า สติปัฏฐาน ๔ มันเป็นยังไงนะ