วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564

Q09มักตื่นมาตอนตีสี่ เป็นเพราะทำสมาธิ หรือเรื่องบังเอิญ

ดังตฤณ : ไม่บังเอิญหรอก แต่ขอให้รู้ไว้อย่างว่า การนอนหลับไม่ใช่การฟิกซ์ไว้ตายตัวว่าจะต้องกี่ชั่วโมงนะ แต่ละคนไม่เท่ากัน

แล้วถ้าตื่นขึ้นมามีความสดชื่น มีความตื่นเต็ม ก็ขอให้รู้ว่า สมองรีเซ็ตตัวเองเสร็จแล้ว ไม่ได้ต้องการการนอนต่อ

 

แต่ถ้าคุณกังวล ก็อาจ พอตื่นขึ้นมา เดินจงกรม รู้เท้ากระทบไปเรื่อยๆ เสร็จแล้วพอเริ่มง่วง ก็ค่อยกลับไปนอน ไม่ต้องพยายามฝืนนอนต่อ เพราะตอนที่คุณฝืนนอนต่อ โดยที่ไม่ได้ง่วง เป็นการเสียเวลาไปแบบสูญเปล่านะครับ ไม่ได้อะไรเลย น่าเสียดาย อาจเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากๆ ก็ได้

 

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมพระป่า ครูบาอาจารย์ท่านถึงตื่นนอนตีสอง แล้วเดินจงกรมต่อจนกระทั่งถึงเวลาบิณฑบาตรนะครับ ชีวิตท่านก็มีแต่ดีกับดี ไม่ใช่เป็นโรคเป็นภัย หรือมีผลกระทบร้ายแรงอะไรกับร่างกายนะ

 

ความเชื่อที่ว่าเราจะต้องนอนได้กี่ชั่วโมง เป็นความเชื่อที่ผิดมาโดยตลอดนะครับ แต่ละคนต้องการเวลานอนไม่เท่ากัน เพราะว่าการนอนหลับที่แท้จริง ไม่ใช่การพักผ่อนนะ แต่เป็นการรีเซ็ตสมองนะครับ ที่งานวิจัยเขาทำอยู่ในปัจจุบันก็ค่อนข้างจะยืนยันแนวความเชื่อแบบนี้นะ

________________________

ตั้งแต่เริ่มร่วมรายการช่วงทำอานาปานสติร่วมกัน หลังๆ นิ่งขึ้น รู้ลมหายใจดีขึ้น แต่มีอาการตื่นขึ้นมาช่วง ตีสาม-ตีสี่ แบบไม่ง่วงเลย แล้วต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าจะกลับไปหลับได้ตอนฟ้าสาง เป็นแบบนี้เกือบทุกวันเป็นเวลาสองอาทิตย์แล้วค่ะ อยากถามว่าเกี่ยวอะไรกันมั้ยกับที่หัดสมาธิ หรือแค่บังเอิญ?

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน จากสมถะสู่วิปัสสนา

- ช่วงตอบคำถาม

วันที่ 22 สิงหาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=j-ah-ZcLjWE&t=2s

 

Q08การทำจิตนิ่งและโล่ง ถูกต้องไหม

ดังตฤณ : ไม่ถูกครับ เพราะทำไม่ได้ เป็นไปไม่ได้นะครับ อยู่ๆ เราจะไปทำให้โล่ง ทำให้สบาย ทั้งที่ไม่มีเหตุให้สบายนี่ เรื่องของจิต เป็นเรื่องของนามธรรม ซึ่งมีความพิสดาร มีความซับซ้อน มีปัจจัยมากมาย ไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนชนิดนะครับ

 

ถ้าหากว่าเราไปพยายามเข้าที่โล่ง ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในป่ารก ก็คงจะเป็นการรู้สึกทรมาน หรือว่ามีความทุกข์ทางใจที่ไปไม่ถึงที่โล่งเสียที

 

หรือว่าถ้าเราทำได้ แต่โล่งไปเฉยๆ โดยที่ไม่มีจุดมุ่งหมาย หรือเป้าที่ชัดเจนว่าจะโล่งไปทำไม ก็กลายเป็นโล่งแบบงั้นๆ คือพอทำไปเรื่อยๆ ทำได้เรื่อยๆ จิตจะเหมือนกับลอยค้างเติ่ง แขวนลอยอยู่เฉยๆ นะครับ เพราะฉะนั้น คำตอบก็คือว่า ควรมีเป้าหมายที่ชัดเจนแบบพุทธว่า เราจะว่าง เราจะโล่งไปทำไม แล้วที่สำคัญก็คือ เราจะนับ หนึ่ง สอง สาม ไปถึงความโล่งนั้นได้อย่างไร

 

ไม่ใช่อยู่ๆ สั่งให้โล่ง เป็นไปไม่ได้นะครับ

________________________

พยายามทำจิตให้นิ่ง และโล่งที่สุดไม่ให้มีสิ่งใดเข้ามารบกวน เป็นการทำที่ถูกไหมคะ?

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน จากสมถะสู่วิปัสสนา

- ช่วงตอบคำถาม

วันที่ 22 สิงหาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=ixVVOcLyWug

 

Q07ทำสมาธิแล้วง่วงควรนอนไปเลยหรือว่าฝืนทำต่อ

ดังตฤณ : สมาธิบางแบบ ถ้านอนเลย ตื่นมาจะปวดหัวนะ สมาธิบางแบบถ้านอนเลย ตื่นขึ้นมาจะสดชื่น

 

ขอให้สังเกตก็แล้วกันว่าคุณเป็นแบบไหนนะ แล้วก็ถ้าสมาธิคุณเป็นไปในแบบที่ผ่อนคลายสภาวะทางกาย สภาวะทางใจนะครับ ตื่นขึ้นมาจะสดชื่น

 

แต่ถ้าสมาธิของคุณเป็นแบบเพ่ง หรือแบบพยายามบังคับ พยายามฝืน ตื่นขึ้นมาจะเพลีย ตื่นขึ้นมาจะปวดหัว สังเกตเอาก็แล้วกัน

________________________

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน จากสมถะสู่วิปัสสนา

- ช่วงตอบคำถาม

วันที่ 22 สิงหาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=zgGd-NbD9WU

 

Q06ทำสมาธิแล้วตึงที่ขมับ

ดังตฤณ : ลองเริ่มจากท่านอนก่อนก็ได้ เพราะว่าจะช่วยเคลียร์ความเคยชินเก่าๆ หรือว่าอาการที่สมองถูกเทรนให้ล็อคอยู่กับอาการเครียดในขณะนั่งสมาธินะ

 

เริ่มจากท่านอนก่อนก็ได้ ทำตามคลิปที่ผมให้ไว้เลยนะครับ เป็นคลิปที่คุณดูตอนแรกให้เข้าใจก่อน แล้วพอจะนอนจริงก็เปิดฟังอย่างเดียวแล้วทำตามไปด้วย

 

ภายในสองสามคืน คุณจะนอนแบบแผ่เมตตาได้เป็น แล้วเกิดความรู้สึกว่า มีสมาธิ มีกำลังอะไรขึ้นมา ซึ่งพอมีกำลัง พอมีสมาธิเป็นทุน แล้วกลับมานั่งสมาธิใหม่ จะรู้สึกแตกต่างนะ จะเห็นเลยว่า มีสัญชาติญาณ มีความเข้าใจอะไรว่าตอนที่เริ่มบีบๆ ขึ้นมา เริ่มต้นขึ้นมาด้วยจิตแบบไหน เริ่มต้นขึ้นมาด้วยความคิดอย่างไร หรือว่ามีอาการเกร็งที่เกิดจากความเคยชินขึ้นมาอย่างไร

________________________

จะมีอาการตึงแน่นที่ขมับหัวตา แค่หลับตาก็เป็นเลย ตลอดคืนนี้ที่ทำท่าก็เป็นตลอด มากบ้างน้อยบ้าง ตอนท้ายสุดเลยหยุดทำท่าที่สอง อาการก็เบาลง ต้องทำยังไงอาการนี้จะหายไปได้ เพราะที่นั่งสมาธิเองก็เป็นทุกครั้งค่ะ?

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน จากสมถะสู่วิปัสสนา

- ช่วงตอบคำถาม

วันที่ 22 สิงหาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=VpH5MF7tGg0

 

Q05ต้องพิจารณาอนิจจสัญญา หลังทำถึงท่าที่สาม ใช่หรือไม่

ดังตฤณ : อนิจจสัญญา เกิดขึ้นในจิตธรรมดาๆ คิดนึกก็ได้ บอกว่าเห็นคนตายบ่อยๆ คนรอบตัว ที่อายุมากมาด้วยกันตายไปทีละคนสองคน

 

หรือว่า ถ้าเราอายุยังน้อยอยู่ เวลามีใครตายที แล้วเราพิจารณาที ก็จะรู้สึกว่า ชีวิตไม่เที่ยงได้ นี่ก็เป็นอนิจจสัญญาแบบคิดๆ

 

แต่ถ้าหากเป็นอนิจจสัญญาแบบที่จะถอดถอนอุปาทาน หรือว่าทำให้กิเลสกระเทาะร่อนหลุดออกไปจริงๆ ต้องนำมาด้วยสมาธิก่อน ก็คืออย่างที่เห็น

 

ทำท่าหนึ่ง ท่าสอง ไปจนกระทั่งเกิด วิตักกะ วิจาระ มีปีติ มีสุข เกิดขึ้นเต็ม ตอนนั้นจิตจะพร้อมตั้งมั่น แล้วพอจิตตั้งมั่น เราเห็นว่าลมหายใจสักแต่เข้า สักแต่ออก เป็นธาตุลม ไม่ใช่ตัวตน ก็จะเห็นชัดนะครับ

 

แล้วความเห็นชัด จะช่วยให้ความรู้สึกว่ามีตัวเราอยู่แน่ๆ มีตัวเราที่เที่ยง จะค่อยๆ เบาบางลงๆ

 

ยิ่งสมาธิเราดีเท่าไหร่ จะยิ่งเบาบางลงมากขึ้นเท่านั้น

 

พูดง่ายๆ ถ้าจะเอาดีทางการเจริญสติ ให้เกิดสมาธิก่อนที่จะพิจารณา แบบนี้จะไปของมันได้เรื่อยๆ

 

แต่ในขณะเดียวกันก็อาจคิดๆ ด้วยก็ได้ในระหว่างวัน ว่าอะไรๆ ก็ไม่เที่ยง อะไรๆ ก็ไม่เห็นจะคงสภาพเดิมไว้ได้ ตัวนี้ก็จะมีส่วนของฐาน ส่วนของความเข้าใจ ที่จะเกื้อกูลตอนที่จิตรวมลงเป็นสมาธิแล้วเช่นกัน

________________________

มาไม่ทันช่วงแรก มาถึงตอนที่เริ่มสวดมนต์พอดี พอ อ.ชี้ให้เห็นถึงอนิจจสัญญา ก็มองเห็นได้ตามนั้น แต่ก็ยังเห็นว่ามีอัตตากระโดดไปมา แต่การพิจารณาอนิจจสัญญา ให้ทำหลังจากทำท่าแรกถึงท่าที่ สาม แล้วถึงพิจารณาใช่มั้ยคะ?

 

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน จากสมถะสู่วิปัสสนา

- ช่วงตอบคำถาม

วันที่ 22 สิงหาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป :

https://www.youtube.com/watch?v=KntFJwmx06Q 

Q04ตอนขยับแขนขึ้นลง ขนลุกซู่ รู้สึกเย็น เกิดจากอะไร

ดังตฤณ : เป็นปีติชนิดหนึ่งนะ แต่เป็นปีติอ่อนๆ ซึ่งเกิดเป็นหย่อมๆ

 

ไม่เป็นไร อย่าเพิ่งไปสนใจตรงนั้นว่าคืออะไร หรือว่าจะทำให้เกิดมากขึ้นได้อย่างไร

 

แต่ให้นับหนึ่งใหม่ไปเรื่อยๆ แล้วคุณจะพบว่ามีความแตกต่าง มีความไม่เหมือนเดิม ในเรื่องความเย็น เรื่องความปีติ ความชุ่มชื่นอะไรต่างๆ จะมีไม่เท่าเดิม และแต่ละครั้งเราจะเห็นเหตุปัจจัยมากขึ้นๆ

________________________

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน จากสมถะสู่วิปัสสนา

- ช่วงตอบคำถาม

วันที่ 22 สิงหาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=YpzYiw6AfgM

 

Q03จิตสว่างวาบ นั่งสมาธิได้ยาวขึ้นหลายชั่วโมง คือดีหรือไม่

ดังตฤณ : สำหรับคนที่ทำสมาธิได้ นี่ต้องเน้นย้ำนะ สำหรับคนที่ทำสมาธิได้ คุณสามารถที่จะคาดหวัง หรือสำรวจตรวจสอบสมาธิจิตได้จากความสว่าง

 

สำหรับคนที่ยังไม่มีความสว่าง ผมไม่ได้สนับสนุนให้คุณมาคาดคั้นตัวเองว่าจะต้องเอาความสว่างให้ได้นะ นี่พูดถึงคนที่ได้โดยที่เขาไม่ได้มาฝืน มาเค้นอะไรกับตัวเองนะครับ

 

สำหรับท่านที่อยู่กลุ่มแรกๆ ที่บอกว่าลมหายใจมีความสว่าง คุณสามารถใช้ความสว่าง เป็นตัวบอกคุณภาพของสมาธิได้

 

สมาธิที่มีความสว่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลมหายใจที่ปรากฏสว่างชัด จะเป็นเครื่องหมายของการเห็นชัด คือนิมิตที่เป็นทุน นิมิตที่พร้อมจะแสดงความไม่เที่ยง พร้อมจะแสดงความไม่ใช่ตัวเดิม ให้คุณเห็นอย่างกระจ่างชัด

 

ทีนี้ กลับมาคำถาม บอกว่า ลมมา .. สว่างวาบ .. เข้าใจนะ คือช่วงแรกๆ จะมาแบบกระปริบกระปรอยก่อน สว่างแบบแวบขึ้นมา ราวกับว่าฟ้าผ่า หรือราวกับว่า เราเห็นแสงสว่างวิ่งไล่ตามลมหายใจเข้ามา

 

ต้องมีชีวิตที่ปราศจากนิวรณ์ ไม่มีอะไรห่อหุ้มให้เกิดความร้อยรัด หรือว่ายุ่งยากใจ ยุ่งเหยิงใจ ถึงจะมีความพร้อมที่ความสว่าง จะบ่มเพาะ เข้มข้นขึ้นมา

 

บอกว่า ครั้งนี้ออกจากสมาธิ เบ็ดเสร็จ เข้าไปเกือบ 2 ชั่วโมง โดยแบบมีความเพลิดเพลินอยู่ในสมาธิ แล้วสามารถรู้สึกได้ว่า ความสว่างนี้ ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไขขึ้น ให้แรงขึ้นๆ ตัวนี้ก็จริงๆ อยากอ้างอิงพระพุทธเจ้านะ

 

พระพุทธเจ้าท่านส่งเสริมนะ เรื่องสมาธิแบบที่มีแสงสว่าง เพราะอะไร เพราะท่านเห็นประโยชน์นะครับว่า สามารถที่จะทะลุทะลวง เข้ามาเห็นสภาพภายในของร่างกายได้แบบหมดจด

 

มาเจริญธาตุสี่ เห็นกายโดยความเป็นธาตุสี่ เห็นกายใจโดยความเป็นธาตุหก หรือเห็นกายโดยความเป็นอสุภะ ไม่ได้น่าเอา ไม่ได้น่ายินดี หรือเห็นสภาพทางกาย โดยความเป็นธรรมชาติ ธรรมดาของมัน ที่ต้องเน่าเปื่อยผุพังไป

 

จะเริ่มต้นเห็นมาจากแสงสว่างนี้แหละ แสงสว่างนี้ไม่ใช่โอภาส ที่สว่างจ้าแบบสปอตไลท์ขึ้นมาเฉยๆ นะ โอภาสแบบนั้น ทำให้มักพาคนออกข้างนอก

 

แต่ว่าแสงสว่างที่มาจากภายใน ที่บอกว่า ลมสว่าง จะสว่างวาบเดียว หรือสว่างคงเส้นคงวาก็ตาม อย่างนี้ จะพาเราเข้ามาข้างใน

 

ต้องทำความเข้าใจดีๆ ให้ชัดๆ แยกให้ออกอย่างนี้เลย

 

ถ้าเป็นโอภาสเฉยๆ สว่างเหมือนสปอตไลท์ส่องหน้า อันนั้นมักจะพาเราออกข้างนอก

แต่ถ้าลมหายใจสว่าง อย่างนี้ จะพาเข้าไปข้างในแน่นอน แล้วคุณจะเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าลมหายใจที่สว่าง พาเราไปดูอะไร

 

เวลาคุณเห็นเครื่องในตัวเอง คุณจะไม่กลัว ไม่เกิดความรู้สึกว่าน่าขยะแขยง จะอ้วกอะไรแบบนั้น

 

แต่จะเห็นด้วยอุเบกขา เห็นออกมาจากจุดยืน เหมือนอยู่ในห้องเย็น เหมือนอยู่ในห้องที่สะอาด ที่สว่างนะครับ แล้วก็เห็นนอกหน้าต่างออกไป เต็มไปด้วยความสกปรกเน่าเหม็น เป็นปฏิกูลที่เละเทะยิ่งกว่าส้วม

 

ก็จะสรุปว่า ต่างคนต่างอยู่ จิตก็อยู่ส่วนหนึ่ง กายก็อยู่ส่วนหนึ่ง และจิตที่เห็นกายเป็นของสกปรก เป็นของของโสโครก จะแยกตัวออกมาตั้งอยู่เป็นเอกเทศของมัน

 

ตรงนี้ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า การมีอานาปานสติ ตามอสุภกรรมฐาน ดีตรงนี้ คือว่าเรามีที่มั่น เป็นชัยภูมิที่เซฟ ที่รู้สึกว่า สว่าง อบอุ่น ปลอดภัยนะครับ แล้วก็เราจะไม่อยากเข้าไปข้องเกี่ยวกับกาย ในแง่ของการเสพความบันเทิง หรือว่า เสพกามหรืออะไรแบบนั้น

 

ซึ่งเป็นเหตุให้จิตมีความตั้งมั่น เป็นฌานได้ง่าย

 

นี่คือจุดประสงค์จริงๆ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงนะครับว่า มีความสว่างไปทำไม มีความสุขจากอานาปานสติไปทำไม จะพิจารณากายโดยความเป็นอสุภกรรมฐานไปทำไมนะครับ

 

________________________

ครั้งล่าสุดลมมาสว่างวาบ ครั้งนี้ออกสมาธิเบ็ดเสร็จ ปาไปเกือบ ๒ชม. ปกติไม่เกิน ๒๐-๓๐ นาที แบบนี้คือดีใช่ไหมครับ?

 

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน จากสมถะสู่วิปัสสนา

- ช่วงตอบคำถาม

วันที่ 22 สิงหาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=2fyXL6qx7B8&t=1s