วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ถูกนินทาในอินเตอร์เนต กรรมเก่าใช่ไหม?

ถาม : ถูกนินทาเสียหายในอินเตอร์เนต  เกิดจากกรรมในอดีตใช่หรือไม่ ?

รับฟังทางยูทูบ : https://youtu.be/L0NmX32dPhw
ดังตฤณวิสัชนา หลังพิธีบรรจุพระบรมธาตุครั้งที่ ๓
ในโครงการ
พระประธานทั่วหล้า
อาทิตย์ที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๙


ผู้ถาม: 
หนูอยากสอบถามว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นอดีต มันเป็นกรรมในอดีตใช่หรือไม่คะ?

ดังตฤณ: 
เล่ารายละเอียดมานิดหนึ่งนะ คนฟังเขาไม่เข้าใจ

ผู้ถาม: 
ค่ะ ก็คือหนูเล่นเฟสบุ๊คค่ะ แล้วก็เหมือนกับมีคนเขาเอาเฟสบุ๊คหนูไปคุยกับคนที่หนูรู้จัก แล้วก็พูดในทางเสียๆหายๆค่ะ                                      

ดังตฤณ: 

การที่เราประสบกับเรื่องนินทาว่าร้าย หรือว่า ทุกวันนี้นะมันมีเยอะเลย ที่เราจะโดนแบบ เหมือนกับว่า ยิ่งดียิ่งโดน หรือว่า บางทีเนี่ยเราบอกกับคนอื่น บอกกับตัวเองเลยว่า เกิดมาไม่เคยเลยนะ นิสัยแบบนี้เนี่ย แต่เจอกันเยอะจริงๆนะ เหมือนกับเข้าไปกลางสมรภูมิ แล้วก็จะต้องรับกระสุนเข้าจนได้ ถึงแม้ว่าจะไม่เคยยิงใครเขาเลยก็ตาม

อันนี้ขอให้ทราบไว้ว่า เป็นธรรมดาของโลก พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้นะ ธรรมดาของโลกก็คือ ไม่มีใครไม่ถูกนินทา ไม่มีใครไม่ถูกว่าร้าย ไม่มีใครไม่ถูกใส่ความ ทุกคนโดนกันหมด แม้แต่พระพุทธเจ้าเอง และที่เราโดน มันไม่ใช่เพราะว่า อยู่ๆมีความบังเอิญเกิดขึ้น มีคนหมั่นไส้เรานะ มันต้องมีการกระทำอะไรบางอย่างที่ผ่านมา เป็นตัวจุดชนวน ซึ่งอย่างเราๆท่านๆ อาจจะระลึกชาติไม่ได้ ไม่สามารถโยงได้ถูกว่า ไปทำกรรมทำเวรอะไรมา ถึงได้โดนแบบนี้

แต่พระพุทธเจ้าเนี่ย ท่านเจาะจงลงไปได้เลยนะ อย่างตอนที่ท่านโดนนางจิญจมาณวิกาใส่ความเนี่ย ท่านบอกได้เลยว่า เนี่ยท่านเคยไปเกิดเป็น ประมาณว่า ฤๅษี หรืออะไรแบบนี้นะ แล้วไปใส่ความฤๅษีด้วยกัน ว่าเป็นผู้มักมากในกาม ทั้งๆที่ท่านเป็นผู้บริสุทธิ์  ชาติสุดท้ายท่านก็เลยโดนบ้าง หรือท่านโดนใส่ความ อีกเหตุการณ์หนึ่ง ท่านก็ระบุได้ว่าท่านไปทำกรรมไว้ก่อน เคยไปนินทาว่าร้าย เคยไปใส่ความเขาอย่างนี้แหละ

เอาล่ะ ก็เป็นอันว่า ศาสนาพุทธของเราเนี่ย  เป็น ศาสนาของเหตุและผล ถ้าหากว่าเราระลึกชาติไม่ได้ เราฟังไว้ก่อนว่า ทั้งหมดทั้งปวงเนี่ย  มันเป็นเรื่องของการที่เราจะต้องเสวยกรรม ไม่ว่าเราจะเคยทำมาเล็กน้อยเพียงใด ลืมไปแล้ว มันดูเหมือนไม่ยุติธรรมเลย แต่นี่แหละ คือความยุติธรรมทางธรรมชาติ  เราทำอะไรไว้  ถึงแม้ลืมไปแล้ว  เราก็ต้องโดนคืน  ไม่เร็วก็ช้า ไม่ช้าก็อาจจะข้ามชาติ                                           




วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ทางลัด (เรื่องสั้นของดังตฤณในเวอร์ชันการ์ตูน)













อ่านทางลัด (ตอนจบ) ต่อได้ที่ > 

ทางลัด (เรื่องสั้นโดย ดังตฤณ)

ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก
พันตาก็สัมผัสได้ถึงลมหนาวบนยอดตึกที่กรูเข้ามาหา
เขาเดินทอดน่องผิวปากออกไปข้างนอก
ตอนกลางวัน
มันเป็นสถานที่ดูความน่าเกลียดของเมืองหลวงจากมุมสูง
แต่ในเวลาหลังเที่ยงคืนอย่างนี้
ก็แปลงสภาพเป็นลานชมดาวที่ไกลควันพิษเบื้องล่างไปได้

ชายหนุ่มเดินมาจนถึงมุมหนึ่ง
แล้วเขาก็ได้เห็นว่าลานว่างบนยอดตึกยามเที่ยงคืน
ไม่ได้มีไว้สำหรับชมดาวอย่างเดียว
มันยังเป็นที่ยืนสุดท้ายของคนเศร้าบางคนอีกด้วย

เห็นจากด้านหลัง
ท่าทางเธอน่าจะเป็นเด็กสาวเพิ่งเลยวัยกำดัดมาไม่นาน
ในความนิ่งนั้นกระจายความเหงาเศร้า
เยียบเย็นสะเทือนใจคนเห็นเหลือเกิน
เขาสามารถได้ยินเธอร้องไห้
แม้จะไม่มีเสียงเล็ดรอดจากลำคอระหงเลยสักนิด

โลกนี้กำลังเต็มไปด้วยผู้แพ้
และผู้แพ้เหล่านั้นก็กำลังหาทางลัดด้วยดวงตากลบน้ำ
เธอยืนอยู่นอกราวกั้น
ด้วยทีท่าที่ไม่ใช่อารมณ์ศิลป์ของเด็กช่างลองแน่ๆ
หลังเที่ยงคืนที่ร้างคนตื่นเช่นนี้
ใครจะนึกบ้างว่ามีเด็กสาวคิดสั้นคนหนึ่ง
กำลังยืนดูทิวทัศน์ละลิ่วลิบเบื้องล่างอยู่ตามลำพัง

พันตาใจสั่น นึกเสียดายชีวิตสาวน้อยนางนั้น
สำนึกด้านดีส่งให้เขาเร่งเดินเข้าไปยืน
ตรงจุดใกล้เท่าที่จะเป็นไปได้
ไม่มั่นใจเลยว่าจะสามารถช่วยชีวิตเธอไว้สำเร็จ

“ยืนเลือกทำเลเปิดร้านเหรอน้อง?"

เขาทำเสียงชวนคุย
คะเนว่าหากเอื้อมออกไปยื้อตัวเธอ
จะต้องใช้ความเร็วและกำลังฉุดสักเท่าไหร่จึงจะเพียงพอ
ร่างของเธอดูแบบบางก็จริง
แต่เขาก็ไม่ได้ตัวใหญ่ล่ำสันอะไร
แรงดิ้นของสาวคิดสั้นอาจเกินกำลัง
หากเหนี่ยวด้วยปลอกแขนให้มั่นไม่ทัน

แสงไฟที่กระจายขึ้นมาจากพื้นเบื้องล่าง
ทำให้พันตาพอสังเกตรูปศีรษะมน
และเสี้ยวหน้างามได้รางเลือน
แม้เธอจะสนิทนิ่งในอาการเดิม
เขาก็คิดว่าเธอรู้แน่
ว่ากำลังมีใครคนหนึ่งมายืนอยู่ใกล้ตัวในบัดนี้
ความนิ่งชนิดนั้นทำเอาหาคำพูดต่อลำบาก
หากเธอจะกรีดร้องฟูมฟายอย่างที่เคยเห็นในหนัง
ยังอาจดีเสียกว่านี้

“เปิดร้านขายก๋วยจั๊บซีน้อง คนแถวนี้ชอบกิน”

รู้ตัวว่าเป็นคนพูดไม่เก่ง
โดยเฉพาะตอนกำลังคับขัน
ต้องหว่านล้อมโน้มน้าวใจใครต่อใคร
แต่เขาก็อยากดูทีท่าว่าในภาวะจิตใจของเธอในเดี๋ยวนี้
ยังพอแหย่ให้หันมาสนใจเขาได้บ้างหรือเปล่า
และเมื่อเห็นเธอยังคงปราศจากอาการไหวติง
ก็เรียบเรียงคำพูดใหม่ให้ต่อเนื่อง
แต่ปลายเสียงชักเริ่มสั่นหน่อยๆด้วยความเกร็งกับสถานการณ์

“ชีวิตคนก็เหมือนก๋วยจั๊บแหละน้องเอ๋ย
จะใส่น้ำตาลอย่างเดียวไม่ได้
ต้องเติมพริกเติมน้ำส้มสายชูเสียบ้าง
พอโดนลิ้นมันจะได้อร่อย
ยิ่งถ้าน้ำกำลังร้อนๆล่ะก็...อย่าบอกใครเชียว"

อาการของเธอยังซึมนิ่ง
สายตาทอดไกลไปเบื้องล่างจุดเดียว
แต่แล้วในเวลาต่อมาก็มีเสียงตอบให้พันตาใจชื้นขึ้นบ้าง

“ถ้ามีใครแกล้งเอาพริกทั้งโถมาเทใส่ชามก๋วยจั๊บ
แล้วบังคับให้กินทั้งน้ำเดือด
พี่จะยังอร่อยอยู่ไหมคะ?"

พันตาเลิกคิ้วสูง เขาว่าเขาเริ่มคุยกับเธอได้แล้ว

“อ้า...คงไม่อร่อยแล้วจ้ะอย่างนั้น
แต่ถ้าพี่จับได้ว่าใครแกล้ง
ก็คงต้องชวนมากินก๋วยจั๊บชามเดียวกันหน่อยล่ะ"

ตอบเธอแล้วล้วงกระเป๋ากางเกง
หยิบถุงถั่วมันๆขึ้นมาถือแก้สั่น
ความจริงมันเก่าเก็บติดกางเกงมาตั้งแต่เมื่อวาน
เหลือติดก้นถุงไม่กี่เม็ด

“พี่ว่าเราโดนแกล้งกันทุกคนนั่นแหละ
ถ้าไม่มีใครสักคนในโลกใจร้ายกลั่นแกล้ง
ชะตากรรมก็เล่นตลกแกล้งเราเอง
มนุษย์เหมือนเกิดมาเพื่อโดนแกล้งตั้งแต่เกิดจนตาย"

พูดพลางหยิบถั่วเข้าปากช้าๆ
เคี้ยวพอไม่ให้เกิดเสียงดังเกินไป
เกือบชวนเธอเคี้ยวถั่วกับเขา
แต่คิดว่าถึงชวนเธอก็คงแกล้งทำหูทวนลม
จึงยืนเคี้ยวไปเรื่อยๆคนเดียว

ทำอย่างไรจึงจะส่งกระแสความรู้สึกในใจไปถึงเธอ
อยากให้สาวน้อยคนนั้นรู้ว่า
มีเพื่อนเข้าใจหัวอกเดียวกันอยู่ตรงนี้
เขาเองก็ถูกแกล้ง
ทั้งโดยผู้คนรอบตัวและสถานการณ์รอบด้าน

“ชื่ออะไรบอกให้พี่รู้ได้ไหม?"

เธอเงียบนิ่งอยู่ครู่ใหญ่
พันตาสัมผัสได้ถึงความกดดันผิดปกติในอากาศ
นี่เขาถามอะไรผิดหรือเปล่า

“คนตายไม่ต้องมีชื่อหรอกค่ะ"

เสียงเรียบเย็นนั้นทำเอาเขาหนาวเยือก
ชายหนุ่มรีบทำใจให้เป็นปกติ
ยังไงเธอก็เด็กกว่าเขาเยอะ
ส่งเสียงหัวเราะเอื่อยๆด้วยความหวังว่า
มันจะทำให้เธอเกิดความรู้สึกด้านดี
ละลายกระแสความเครียดลงได้บ้าง

“พี่ดีใจที่มีโอกาสคุยกับน้องเป็นคนสุดท้าย
โลกเรานี่ก็แปลกนะ ตอนดีๆไม่ยักกะให้มาคบกัน
ใครจะรู้ ถ้าเราคุยถูกคออาจเป็นแฟนกันก็ได้"

เขาใช้หางเสียงแบบพูดเล่น
แต่เห็นความสวยแม้เสี้ยวหน้าด้านข้างของเธอ
แล้วในใจมันอยากให้เป็นเช่นนั้นจริงๆ
เกิดความรู้สึกอ่อนโยนและมีใจปรารถนาดีให้เธอขึ้นมาเต็มอก
พันตาได้ยินเด็กสาวหัวเราะแผ่ว

“คนเราชอบกันง่ายๆได้ทุกคนหรือคะ?"

“เรื่องเชื่อยากมันมีเยอะนะ
เมื่อกี้พี่แค่เห็นข้างหลังของน้องก็ อ้า...นึกถูกชะตา
ยิ่งพอได้คุยกันก็รู้สึกเลยว่าเราซื่อเหมือนกัน
น่าเสียดายที่อีกเดี๋ยวคงต้องจากกัน
ทั้งไม่มีโอกาสรู้จักมักจี่ให้มากกว่านี้"

เห็นจากด้านข้างว่าดวงตาเธอเบิกขึ้นนิดหนึ่ง
ก่อนจะหรี่ลงพร้อมระบายยิ้มเศร้า

“ใช่ ไม่มีโอกาสอะไรอีกแล้ว...
ไม่รู้คนเราจะต้องเกิดมาทำไมกัน"

“พี่เห็นกุ้งหอยปูปลามันก็เกิดมา
ไม่รู้พวกมันสงสัยตัวเองเหมือนมนุษย์บ้างหรือเปล่า
แต่นี่นะ ถึงเรางงๆอยู่เวลานึกว่าตัวเองเกิดมาทำไม
พี่ก็แน่ใจว่าไม่ใช่เพื่อรอความตายเฉยๆหรอก
ไม่งั้นเกิดปุ๊บก็น่าจะตายปั๊บ
สาระของการมีชีวิตอยู่ที่ตรงไหนพี่ก็ตอบไม่ถูก
แต่บอกได้อย่างว่าการเกิดของเรามีอิทธิพลกับใครบางคน
อย่างน้อยใครบางคนก็ต้องเสียใจกับการไปไม่กลับของเรา"

ดวงตาเด็กสาวค่อยๆเหลือบลอยขึ้นสู่เบื้องบน
จันทร์เสี้ยวสีเงินยวงคงสวยล่อตาให้หลงเพลินอย่างเคย
พันตามองตาม แล้วคิดว่า
ปู่ย่าตายายของเธอเคยเห็น
หลานเหลนโหลนของเธอก็จะเห็น
แต่ขณะนี้เธอกำลังจะไม่ได้เห็นอีกแล้ว...

สาวผู้เยาว์ต่อโลกแหงนหน้าหัวเราะอยู่เป็นนาน
ก่อนจะสงบลงรำพึงแผ่ว

“เสียงพี่เหมือนคนใจดีเลยนะคะ"

แล้วคำพูดต่อมาก็เค้นจากความขมภายใน

"น้องเคยหลงมนต์คนใจดีมาแล้ว
และได้รู้ว่าโลกนี้มีแต่สิ่งลวงตา
ใครสักคนจะใจดีกับเราก็ต่อเมื่อกำลังรักหรือหลง
มนุษย์ซ่อนความเห็นแก่ตัวและความใจดำไว้ทุกคนนั่นแหละ
น้องจะไม่เชื่ออีกแล้ว ไม่ฝันอีกแล้ว"

พันตาอึ้ง กลืนอะไรไม่ลงอีกต่อไป
จึงหย่อนถุงถั่วลงกระเป๋าเสื้อเก็บไว้ก่อน

“พี่ก็ว่าอย่างนั้น" เขาทำเสียงยอมรับ
"พี่รู้ว่าตัวเองไม่ได้ดีเด่อะไร
ทำคนอกหักทั้งที่เขาไม่มีความผิดก็เคย
ในเวลาที่มนุษย์เห็นแก่ตัว สักแต่อยากให้ตัวเองได้
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมันหายไปหมด
คนส่วนใหญ่แสดงความเลวออกมาอย่างน่าเกลียด
ตอนเห็นแก่อยากจนหน้ามืด”

ชายหนุ่มคงเหม่อมองจันทร์เสี้ยวไม่วางตา
เขาว่ามันเป็นธรรมชาติที่ดูสวยอย่างเหลือเชื่อ
ในกาลใกล้โลกสูญสำหรับใครบางคนบนยอดตึก

“แต่โลกเราไม่เลวร้ายจนคนดีเกิดไม่ไหวหรอก
และคนดีที่พี่รู้จักก็บอกกับพี่ว่า
ไม่มีใครเลวจริงตลอดไป ไม่มีใครดีทนตลอดกาล
มันขึ้นอยู่กับว่า
ในขณะหนึ่งเราสำนึกกับการกระทำแค่ไหน
หากมีสำนึกด้านดีอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงนั้นเราก็ดูดีอยู่ตลอดเวลา”

“แล้วเขาบอกพี่ไหมคะ
ว่าเขาได้อะไรจากความเป็นคนดีบ้าง?"

แค่ได้ยินเท่านั้น พันตาก็รู้ทันทีว่า
เธอเคยดี เคยให้ เคยอ่อนหวานเป็นสิ่งประดับโลก
แต่โลกก็ตอบแทนด้วยความโหดร้าย
ชายหนุ่มกระแอมนิดหนึ่ง
ก่อนจะกล่าวด้วยสำเนียงแปร่งไป
เพราะความสะเทือนใจที่เกิดขึ้นเดี๋ยวนั้น

“เขาไม่ได้บอก
แต่สีหน้าสีตาอิ่มสุขของเขาก็ไม่ทำให้พี่นึกอยากถาม"

ชายหนุ่มเม้มปาก
"น้องฮะ...
คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำดีชั่วอย่างเดียวนะ
ระหว่างมีชีวิตเราได้เรียนรู้ด้วยว่าเราเป็นใคร
แสดงเป็นอะไรในละครโรงใหญ่นี้
เราได้รู้ว่าชีวิตของเรามีความหมายอย่างไรเมื่อได้เกิดมา"

“แล้วมีประโยชน์อะไรคะ
รู้กับไม่รู้ต่างกันยังไง
เด็กตายเมื่อแรกเกิดกับคนแก่ตายตอนอายุตั้งร้อย
มันตายเหมือนกันหรือเปล่า
ลืมสิ่งที่เคยเรียนรู้มาเหมือนกันหรือเปล่า?"

“เอ่อ...”

พันตาอึกอัก
รู้สึกว่าตนเองไม่ได้ฉลาดเฉลียวหรือรอบรู้เท่าไหร่
เขาก็คนธรรมดา
ที่ตอบคำถามชวนฉงนของธรรมชาติไม่ถูกทุกข้อ
เช่นเดียวกับมนุษย์เดินดินอื่นๆ
และมันก็เป็นเรื่องแย่เอาการ
ที่ธรรมชาติดันบันดาลให้เขาปวดฉี่ขึ้นมากะทันหัน
เขามีปัญหาบางอย่างเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ
ชนิดที่ปวดปุ๊บอยากปล่อยปั๊บ
เป็นโรคที่มาจากปัญหาเรื้อรังของการจราจรในกรุงเทพฯนั่นแหละ
แต่ก็ช่วยไม่ได้
ชีวิตเด็กสาวทั้งคนสำคัญกว่าธุระร้อนประเภทนี้มากนัก
จะขอตัวเธอไปฉี่สักครู่มันก็ยังไงๆ

“นั่นสินะ"

ชายหนุ่มพึมพัมอย่างจนปัญญา
เกร็งขาเบียดเข้าหากันหน่อยๆ

"ถ้าโลกสร้างขึ้นด้วยมือพระเจ้า
พระเจ้าก็ไม่ได้ส่งพี่มาให้คำตอบน้องหรอก
เราไม่รู้อะไรจริงก็สักแต่เดาไป"

จะเพราะคำพูดคล้ายอับตัน
หรือน้ำเสียงอ่อยปนกระเส่าเหมือนพลอยหมดหวังไปด้วยก็ตาม
เขาสัมผัสได้ถึงความเงียบงันชวนให้เกิดสังหรณ์ว่า
เธอกำลังคิดจะกระโดดลงไปเดี๋ยวนี้
สายลมระลอกหนึ่งหอบกลิ่นมัจจุราชจากเบื้องล่างมาต้องนาสิก
พันตาอยากร้องห้าม อยากเข้าไปยื้อยุดฉุดมือ
แต่ก็กลัวว่านั่นอาจเป็นการเร่งนาทีมรณะให้กระชั้นสั้นเข้ามาอีก

“พี่ก็เป็นคนอมทุกข์นะ"

ชายหนุ่มอยากให้เธอเหลียวมา
เขาจะได้ทำแก้มตุ่ย เผื่อเธอจะหัวเราะออก
เส้นตายจะได้ยืดออกไป
มันเหมือนชาวยิวในหนังเรื่องชินด์เลอร์ลิสต์พูดไว้
นาทีหนึ่งก็ชีวิต...มีได้ยังไงก็ดีกว่าไม่มีเลย

“ตอนจำความได้ใหม่ๆ สิ่งที่ฝังจำแน่นที่สุด
คือโดนพ่อเตะชายโครง จุกจนร้องไม่ออก
เพราะสะเออะเข้าไปขวางไม่ให้แข้งพ่อไปโดนแม่
พี่โตขึ้นมาอย่างกระท่อนกระแท่น
คบเพื่อนดีบ้างชั่วบ้าง หวิดจะเสียคนก็หลายหน
จบปริญญากับเขาได้แบบคุณพระช่วย
แล้วก็มาเจอเจ้านายขี้โกง ลากพี่ไปเฉียดคุกเฉียดตาราง
ชื่อเหม็นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ
ทั้งๆที่มันเป็นเรื่องป้ายขี้ทั้งเพ
พี่มีคนรักก็ได้เห็นใจคนรัก เขาบอกเขาอาย
เขาไปหาน้ำบ่อหน้าดีกว่า"

เด็กสาวอึ้ง
ท่าทางเธอมีแก่ใจฟังเขาพูด
อะไรบางอย่างทำให้พันตาคิดว่า
มันถ่วงเวลาได้อีกระยะหนึ่งด้วยการให้เธอฟังเรื่องของเขา

“แฟนพี่สวยไหมคะ?"

พันตาพยักหน้า

“สวย”

“คนสวยใจร้ายทุกคนแหละค่ะ รู้ไว้เถอะ"

“ทำไม" เขาหัวเราะ
"เพราะตัวเองก็เป็นอย่างนั้นใช่ไหมล่ะ เลยรู้อยู่แก่ใจ"

“ก็เหมือนกับผู้ชายหน้าตาดีนั่นแหละ"
เธอพูดคล้ายเพ้อกับตนเอง
"คนหน้าตาดีมีทางเลือกเยอะ
นั่งอยู่กับที่ก็มีใครต่อใครเอาตัวเองมาเสนอ
แล้วถ้าทางเลือกนั้นดีกว่าของที่อยู่ในมือ
ของในมือก็กลายเป็นขยะเปื้อนๆน่าขยะแขยงไป"

เหมือนๆเห็นน้ำตาเธอเอ่อขึ้นมาคลอเบ้า
แต่ไม่ถนัดนักจากมุมที่ยืน อย่าเห็นได้เป็นดีแล้ว
น้ำตาของผู้หญิงสวยนี่มันบาดตาพิลึก

“พี่ว่าชีวิตเราไม่มีค่ากับใครก็ยังมีค่ากับตัวเองนะ
อย่างน้อยก็น่าจะมีเวลากินลมชมดาวอย่างมีความสุขไปได้นานๆ"

พูดพลางกอดอกเมียงมองทั่วฟ้ากว้าง
ความมืดและแสงดาวดารดาษ
ทำให้มนุษย์เย็นกายเย็นใจมาทุกยุคสมัย
พันตาทำเป็นลืมๆไปว่าบัดนี้ฉี่มันเอ่อท้นทำนบขึ้นมาทุกที
จะกลั้นไม่อยู่หน้าเขียวหน้าเหลืองเต็มแก่

“ถ้าเมื่อไหร่ทำชีวิตให้อยู่ได้อย่างสุขกายสบายใจ
เราจะรู้สึกว่าตัวเองมีค่าบางอย่างอยู่เสมอ”

“น้องไม่เหลือค่าอะไรให้ตัวเองแล้วล่ะค่ะ
คนชนะเขาเอาไปหมดแล้ว...”

“ถ้าเขาไม่ได้น้ำตาของเราไป
เขาก็ยังเอาไปไม่หมดหรอก"

มือไร้ตนที่กวักเรียกอยู่ไหวๆจากเบื้องล่าง
เหมือนชะงักอาการไปชั่วขณะ
โลกคล้ายเงียบที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยิน

“พี่ขึ้นมาบนนี้ทำไมคะ?"

จู่ๆเด็กสาวก็เปลี่ยนเรื่อง
ชายหนุ่มอึกอัก เกือบตอบไปว่าขึ้นมาเดินดูดาว
ก็ถูกเธอชิงตัดหน้าเสียก่อนด้วยน้ำเสียงเค้นถามคาดคั้น

“พี่ก็จะมาฆ่าตัวตายเหมือนกันใช่ไหม?"

เหมือนจี้กลางใจให้หน้าชา
พันตาชักตะครั่นตะครออย่างประหลาด
ลมหนาวรำเพยผ่านมาวูบหนึ่ง
เด็กสาวค่อยๆหันหน้ามาทางเขา
ชายหนุ่มสบตากับเธอ
เห็นถนัดแม้ในเงามืดว่า
ตาดำของเธอมันด้านชาไร้แวว
จะมีก็แต่รังสีเขียวขุ่นผิดมนุษย์ฉายออกมา
ให้เขาเย็นแผ่นหลังวาบ
ขนลุกเกรียวตั้งแต่สันหลังไล่ไปจนถึงตีนผม
แล้วแล่นซ่าต่อเนื่องไปจนครบทุกขนทุกขุมทั่วร่าง

“ความตายไม่ดีหรอกค่ะพี่
น้องผ่านมันมาแล้ว มันไม่ได้จบอย่างที่เราคิด..."

พันตาเข่าอ่อน
เนื้อตัวเหลวเหมือนจะทรงกายไว้ไม่อยู่
แทบไม่ได้ยินถ้อยคำที่เหมือนก้องอยู่ในโสต
หรืออีกทีก็แว่วผ่านสายลมมาจากต่างมิติ
นัยน์ตาเพิ่งเหลือบลงสังเกตเอาเดี๋ยวนี้เองว่า
เท้าของเธอมันลอยเลือน
เขายืนอยู่ตรงหน้าภาพจริงและเสียงจริง
ของวิญญาณหลังตายดับจากความเป็นมนุษย์!

“ตึกสูงเกือบยี่สิบชั้นมันทำให้ศพไม่น่าดูเลย
พอวิญญาณลอยขึ้นจากร่างเห็นตัวเองแล้วมันทุเรศ
ก่อนจะหลุดจากร่างก็เจ็บอย่างที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
อย่ามาอยู่เป็นเพื่อนน้องเลยค่ะ
น้องรู้ว่าพี่เป็นคนดี ถึงถูกกลั่นแกล้ง ถูกเบียดเบียน
วันหนึ่งก็มีชีวิตใหม่ได้ ทำอะไรให้ดีขึ้นได้
ไม่เหมือนตอนตายแล้ว ทำอะไรไม่ได้เลย..."

น้ำตาหยาดลงจากนิลเนตรไร้ประกายชีวิตคู่นั้น
ก็ไหนเคยได้ยินใครว่าผีร้องไห้ไม่ได้ไง

“ธรรมชาติเขาเหี้ยมกับคนหลงผิดมากนะคะ
เขาให้น้องระลึกได้ว่าเราเป็นเนื้อคู่กัน
ถ้าหากน้องมีชีวิตอยู่ต่ออีกเพียงเจ็ดวัน
เราก็จะได้พบและรักกัน
ครองคู่อย่างมีความสุขไปจนแก่เฒ่า"

ถึงตรงนี้ เธอเริ่มสะอึกสะอื้นจนได้ยินชัด

“ธรรมชาติไม่บอกกฎให้เรารู้
แต่เมื่อเราผิดกฎ เขาก็ลงโทษอย่างไม่เห็นใจ
น้องอยากกลับไปมีชีวิต อยากให้เราพบกันตามวิถีทาง
แต่มันก็สายไปแล้ว...”

เสียงที่แสดงถึงความระทมทุกข์สาหัสของวิญญาณดวงหนึ่งนั้น
ทำให้ความกลัวขาดสายหายหนไปจากใจพันตาสนิท
และด้วยความรู้สึกอ่อนแอ
ด้วยความรู้สึกว่าได้มาพบความอบอุ่นครั้งแรกในชาตินี้
ก็ทำให้พันตานึกอยากร้องไห้ตามเธอ

“ถ้ารู้อย่างนี้ก็ดีสิ พี่ขอเลือกอยู่กับเธอ
เราหนีโลกด้วยทางลัดสายเดียวกัน"

“อย่าค่ะ"

เธอส่ายหน้า กระแสเสียงวิงวอน

"มันไม่ใช่ทางลัดไปไหนทั้งนั้น เราย่ำอยู่กับที่
ที่มีแต่ความเงียบเย็นและความทรงจำก่อนตายไม่เปลี่ยนแปลง
ถึงอยู่ด้วยกันก็ทุกข์ด้วยกัน ไม่ได้เป็นสุขอยู่ดี
สู้พี่มีชีวิต มีโอกาสทำบุญ
ช่วยสงเคราะห์ให้น้องพ้นจากสภาพอึดอัดทรมานนี้
เราก็อาจมีปรภพเบื้องหน้าร่วมกันได้"

ชายหนุ่มยืนเงียบ
กำหมัดแน่นแล้วคลายออก ถามเสียงแผ่ว

“น้องชื่ออะไร พี่จะกรวดน้ำอุทิศไปให้"

“ทิพยา..."

เด็กสาวยิ้มออกมาได้เป็นครั้งแรก
เมื่อเขาพูดถึงการกรวดน้ำอุทิศ
เธอมองเขาเต็มตา ก่อนจะหันหน้าไปมองต่ำ
แล้วกระโดดพรวดจากฐานที่ยืน ดิ่งหายลับเหลี่ยมตึก

“อย่า!!”

พันตาร้องห้ามอย่างลืมสนิทว่าเธอไร้ชีวิต
ปราดข้ามแนวกั้น
ชะโงกหน้ามองไปสู่ความดิ่งลิ่วเบื้องล่าง
ตาเบิกโพลงอย่างคนช็อก

ไม่มีร่างเด็กสาวปลิวเคว้งอยู่ในอากาศ
มีแต่เสียงคล้ายแว่วไปเองในหูเหมือนฝัน

“น้องจะคอยโมทนา"

นานมาก กว่าประสาทจะทำงาน
สติสัมปชัญญะคืนที่ ชายหนุ่มกลับหลังหัน
เดินขาสั่นกางเกงเปียกโชกเข้าตึก

พันตาใช้เวลาสามวัน
กว่าจะนัดหมอทรงซึ่งมีชื่อเสียงน่าเชื่อถือที่สุด
มาทำพิธีเชิญวิญญาณออก
จากจุดอันเป็นแดนต่อระหว่างชีวิตกับความตายของทิพยา
จากนั้นใช้เวลาอีกเกือบอาทิตย์ตระเวนถวายสังฆทาน
กับสงฆ์ในวัดป่าห่างไกลจากมลทินเมือง
ทุกครั้งตั้งใจแน่วแน่
กรวดอุทิศแก่เด็กสาวผู้น่าเวทนาเพียงคนเดียว

เงินในธนาคารร่อยหรอลงทุกที
เพราะเดี๋ยวนี้เขาเป็นคนไม่มีรายได้
ทว่าพันตาก็เดินหน้าทำบุญด้วยความอิ่มเอิบ
ไม่กลัวอด ไม่กลัวตาย
ไม่กลัวเสียอะไรอีกแล้วในชีวิตสั้นๆเส็งเคร็งนี้
บรรยากาศของวัดและกระแสสงบของพระป่า
ทำให้ใจเขาชุ่มชื่นขึ้น
เมื่อมองไปเบื้องหลังแล้ว
ทุกสิ่งไม่ต่างกับฝันผ่านเมื่อคืนเลย

ในความหลับที่เหมือนตื่นของคืนหนึ่ง
เขานอนสานมือรองศีรษะลืมตาอยู่ในห้องสว่างใส
เห็นทิพยาพาร่างแบบบางระหงเข้ามานั่งข้างๆ
สีหน้ายิ้มแย้ม ดวงตาสาดประกายระยับ

“มีความสุขจริงนะ"

เขาทักตามที่เห็น เฮ้อ รอบตัวมันโปร่งสบายเหลือเกิน
นี่เขาก็พลอยสุขไปกับเธอด้วย

“ค่ะ ความสุขหลังความตายมีอยู่จริง
อย่าท้อที่จะทำเหตุแห่งความสุขนี้นะคะ น้องจะรอพี่"

เธอยิ้มกว้างขึ้น
เห็นราศีเฉิดฉายเกินมนุษย์ผู้หญิงนางใด

"กราบขอบพระคุณที่เกื้อกูล"

แล้วเธอก็ก้มลงกราบแทบอก
พันตายิ้มสุข ยกมือลูบเรือนผมนุ่มด้วยความปรานี
รู้สึกถึงความบริสุทธิ์ตรงกลางใจและในอากาศรอบตัว
ความสุขกับความสว่างเย็นล้ำลึกชนิดนี้เองหรือคือกระแสสวรรค์

ชายหนุ่มรู้สึกตัวว่าตื่นและลืมตาขึ้น
ภาพความเป็นจริงที่ปรากฏต่อสายตาและสำนึกปกติ
ทำให้สยองเกล้าอย่างช่วยไม่ได้
ยังมีสัมผัสและน้ำหนักร่างทิพยาอยู่บนอก
เห็นกระหม่อมของเด็กสาวที่นั่น
ร่างเธอยังอยู่บนเตียงร่วมกับเขาเป็นภาพเดียวกับในฝัน
แต่ทุกสิ่งก็ปรากฏต่อผัสสะนานพอ
จะทำให้พันตาตระหนักว่ามิใช่ฝัน
เขาเห็นมือตนเอง
ยังเลื่อนลูบเรือนผมของเธอด้วยเจตนาที่เกิดขึ้นก่อนตื่น
ราวกับมือนั้นไม่ได้อยู่ในบังคับยามนี้
คล้ายใจถูกแบ่งเป็นสองภาค
ภาคหนึ่งสำนึกรับรู้ตามปกติ
อีกภาคไร้สำนึกทว่าใหญ่กว่า
และเป็นผู้สั่งมือให้เคลื่อนไหว

ด้วยความอ่อนเปลี้ยอย่างจะหลับลงอีกครั้ง
พันตาเห็นภาพทั้งหมดจางเลือนและมลายลับสิ้น
ทิ้งไว้แต่ความตระหนักและจดจำทุกสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างแม่นยำ

________________

หมายเหตุ : เรื่องสั้น "ทางลัด" นี้ คุณดังตฤณประพันธ์ไว้ก่อนที่ภาพยนต์เรื่อง The sixth sense ซึ่งมีพล็อตเรื่องคล้ายกันออกฉายนะคะ :-) ท่านน่าจะประพันธ์ไว้เมื่อราวๆปี ๒๕๓๕ ก่อนภาพยนต์ชื่อดังออกฉายประมาณ ๗ ปี

อ่าน "ทางลัด" ในเวอร์ชันการ์ตูน >>

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559

กรรมพยากรณ์ ตอนเลือกเกิดใหม่ (ตอนที่ ๓๕ คนร้ายตัวจริง )

<ย้อนกลับอ่านตอนที่ ๓๔
อนที่ ๓๕ คนร้ายตัวจริง
อเวรามองกล่องผูกโบจ่าหน้า ‘ถึงพี่เค้ก’ ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจแกะโบ แกะกล่องออก ก็พบตุ๊กตาเด็กผู้ชายยืนคอตก ท่าทางเศร้าสร้อย แถมด้วยเพลงไพเราะดังกุ๊งกิ๊งออกมาจากฐานยืน ด้านข้างมีการ์ดขอโทษทำเอง แปะรูปถ่ายกระถางธูปปักธูปสามดอก เทียนจุดไฟสองเล่ม แจกันปักดอกไม้ และผ้าพับไว้หนึ่งผืน เขียนข้อความด้วยลายมือว่า ‘ลูกช้างเสียใจ เจ้าแม่โปรดอภัยซักหน’
หญิงสาวอดหัวเราะไม่ได้ ก้อนเครียดที่เกาะติดหน้าผากและคอหอยมาตลอดสามวันละลายลงกว่าครึ่ง
ทีแรกหล่อนร้องไห้จนตาบวม ไม่คิดอภัยให้เขา และไม่คิดแม้กลับไปทักทายญาติดีกันฉันคนเคยรู้จัก คงหลบหน้าไปตลอดชาติ แต่พอเขาทำให้หัวเราะและรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นอย่างนี้ ก็เพิ่งระลึกได้ว่าหล่อนไปด่าเขาก่อน เขาโมโหเลยสวนกลับเข้าให้บ้าง
ความที่อีกฝ่ายอ่อนวัยกว่า และความที่หล่อนหมดความลุ่มหลงพิศวาสเขาในเชิงชู้สาวแล้ว จึงไม่ทำให้เกิดทิฐิมากนัก พอเขาโทร.หาในวันต่อมาจึงรับสายและทักด้วยเสียงปกติ
๓๐๖
“ว่าไง”
“ผมไม่มีอะไรจะว่าพี่เค้กหรอก พี่เค้กน่ะ มีอะไรจะว่าผมหรือเปล่า?”
“ไม่มี”
“พี่เค้ก… ผมขอโทษ”
“ช่างเถอะ เรื่องแล้วไปแล้ว พี่ก็ เอ่อ…” ปากแข็งแต่ก็ฝืนเอ่ยออกไปจนได้ “พี่ก็ขอโทษเธอนะ”
พอพูดแล้วก็โล่งอก ต่างฝ่ายต่างทำผิด ต่างฝ่ายต่างต้องรับผิดชอบกับสัมพันธภาพที่ไม่เหมาะสม ตอนนี้แค่เติมน้ำดีสลายน้ำขุ่นเสียหน่อย จะได้ไม่ต้องติดใจกันอีก
“เราจะไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้วใช่ไหม?”
คำถามของเขาทำให้อเวราเกิดความอาลัยขึ้นมานิดๆ แต่ถอนใจทีเดียวรอยอาลัยก็มลายลงสิ้น ขณะนั้นเป็นเวลาเที่ยงครึ่ง หล่อนกับพิมพ์พรรณีเพิ่งขึ้นมาจากรับประทานข้าวเที่ยง และเพื่อนร่วมงานสาวยังอยู่ในห้องน้ำ มีหล่อนนั่งอยู่ที่โต๊ะคนเดียว จึงพูดได้เต็มที่
“พี่ผิดเองตั้งแต่แรกที่ปล่อยให้อะไรๆเลยตามเลย ทั้งที่ควรเป็นฝ่ายยับยั้งชั่งใจได้”
“ผมรู้สึกดีกับพี่เค้ก จะเสียใจถ้าพี่เค้กเห็นผมเป็นแค่คนหนึ่งที่จะเลิกคบแล้วไม่ต้องพบกันอีก ขอผมโทร.คุยกับพี่เป็นครั้งคราวได้ไหม?”
“อย่าเลย…”
หญิงสาวตั้งใจปฏิเสธเสียงแข็ง แต่แย่จริงที่คำนั้นหลุดจากปากแบบเอื่อยอ่อย
“แค่คุยกัน นานๆทีจะเป็นไรไป… ผมจะทำให้พี่เค้กเบื่อโลกน้อยลง”
อเวราหัวเราะ พฤหัสมีวิธีทำให้หล่อนหัวเราะเสมอ
“ใครบอกว่าพี่เบื่อโลก?”
“ตอนพี่เค้กเงียบ ไม่หัวเราะ ไม่พูดจา เหมือนพี่กระซิบคำว่า ‘เบื่อ’ ออกมาให้ผมได้ยินอยู่ตลอดเวลา”
อเวราทอดตาซึมไป ในหัวหล่อนมีคำนั้นผุดขึ้นมาบ่อยจริงๆ ไม่ว่าจะอยู่คนเดียวหรืออยู่กับใคร แต่ถึงเวลานี้หล่อนตัดสินใจแล้วว่าระหว่างเบื่อความรู้สึกผิดกับเบื่อความเหงา หล่อนขอเลือกเบื่อความเหงาดีกว่า ทุกวันนี้มองหน้าตัวเองในกระจกไม่เห็นเป็นนางเอกผู้เลอค่าเหมือนเมื่อแรกรุ่นอยู่แล้ว อย่าต้องถึงขนาดแปรเป็นนางรองค่าตัวต่ำเพราะมักง่ายในกามอีกเลย!
“ถ้าเธอได้ยินเสียงในหัวของพี่จริง ก็แปลว่าคำนั้นยังดังอยู่ตลอดเวลา ถึงจะมีหรือไม่มีเธอก็ตาม ตอนพี่หลงเธอ เธอยังทำให้พี่หายเบื่อไม่สำเร็จ แล้วตอนนี้พี่เลิกคิดกับเธอแบบผิดๆอีกต่างหาก เธอจะช่วยอะไรพี่ได้? น้องรัก… ถ้าหวังดีก็ขอบใจ แต่อย่าพยายามดีกว่า!”
หากเป็นเวลาปกติพฤหัสคงฉุนกึก เพราะเหมือนโดนกระทบทางอ้อม ทำนองหน้าอย่างเธอไม่มีน้ำยาหรอก เลิกคิดได้ ชาตินี้ไม่มีทางได้แอ้มฉันอีกแล้ว
แต่นี่ไม่ใช่การงอนง้อขอคืนดีตามปกติ จึงทำใจเฉยเมยไม่รู้สึกรู้สา และเล่นบทอ้อนต่อได้สนิทสนม
“พี่เค้ก… ผมสาบาน ขอให้ลื่นหกล้มหัวฟาดชักโครกตอนแก่ ผมไม่กะจะทำอะไรถึงเนื้อถึงตัวพี่เค้กอีกแล้ว ผม… ผมรู้สึกผูกพันกับพี่ และแค่อยากจะให้เราไม่เป็นคนแปลกหน้าต่อกัน”
๓๐๗
“แล้วเธอจะให้เป็นยังไง? ตอนอยู่ด้วยกันเธอก็ฟันพี่อย่างเดียว ไม่เห็นคุยอะไรนี่ ทีนี้พอเลิกยุ่งกันเรื่องพรรค์นั้น จะขุดเรื่องไหนมาจ้อล่ะหือ? คุยไปคุยมาคงไม่แคล้ววกเข้าเรื่องชวนขึ้นเตียงนั่นแหละ ไม่เอาดีกว่า ต่างคนต่างไปตามทางน่ะดีแล้ว พี่อโหสิให้เธอ เธออโหสิให้พี่ ถ้าบังเอิญเจอหน้าบนถนนก็โบกมือทักทายอย่างคนไม่มีมลทินคาใจต่อกัน แค่นั้นน่าจะดีที่สุดสำหรับเราแล้ว”
พฤหัสอึ้งสนิท เขาถึงกับซึมลงด้วยความอาลัยประหลาด นี่คือกฎ คนใจแข็งจะเป็นฝ่ายที่เดินจากไปได้อย่างสง่างามเสมอ…
ขณะนั้นพิมพ์พรรณีกลับมาถึงโต๊ะ อเวราจึงถือโอกาสบอกกับอดีตแฟนรุ่นเยาว์
“พี่ต้องทำงานแล้ว เท่านี้ก่อนนะ”
“แล้วผมจะโทร.หาพี่บ้างนะครับ”
“เท่านี้นะจ๊ะ สวัสดี”
หล่อนวางกระบอกโทรศัพท์คืนแป้นนิ่มๆ คำปิดท้ายการสนทนาง่ายๆนั้นคล้ายประกาศอยู่ในทีว่าไม่มีความอ้อยอิ่งหลงเหลืออยู่อีกแล้ว!
สิงคารกับฉาดฉานทำหน้าผิดหวัง เมื่อพฤหัสให้คำตอบที่ไม่น่าพอใจนัก
“ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงเลยอามู่ อีไม่ยอมเจอผมแล้วอ้ะ”
หนุ่มใหญ่ผู้เลือกใช้ชีวิตครึ่งหลังแบบทรชนทำหน้าเคร่ง เม้มปากประเมินสถานการณ์ ถึงตอนนี้อย่างน้อยที่สุดก็ดีอยู่ข้อหนึ่ง คือพฤหัสตัดสินใจเข้ามาลงเรือลำเดียวกับตนแน่นอนแล้ว เขาเห็นแววมุ่งมั่นเอาจริง ซึ่งขอแค่นั้นแหละ คนเราเอาจริงเสียอย่าง จะทำอะไรก็ทำได้
“งั้นก็มีอีกทางหนึ่ง…” สิงคารเอ่ยอย่างระมัดระวัง “ต้องอุ้มไปกักตัวสักพัก ถ้าให้ยาไม่ครบขนาดเดี๋ยวไม่เชื่อง”
พฤหัสขมวดคิ้วกังวล
“ยาอะไรของอามู่เนี่ย จับส่งทั้งหยั่งงี้ไม่ได้เหรอะ? ให้พวกนั้นไปจัดการเอาเอง”
สิงคารยิ้มพึงใจ ความกระเหี้ยนกระหือรือบ่งบอกว่านอกจากพฤหัสโลภอยากได้เงินแล้ว ยังมีวี่แววขุ่นเคืองบางอย่างผสมอยู่ด้วย และนั่นก็แปลว่าพฤหัสจะไม่เปลี่ยนใจ เขาคงได้ตัวผู้หญิงแน่
“คืองี้โว้ยต่อย… เครือข่ายธุรกิจที่อาทำอยู่เนี่ย ไม่ใช่สักแต่กว้านสินค้าไปขาย แบบนั้นมันมือสมัครเล่น อาเป็นคนทำให้ขั้นตอนเบื้องต้นต่างๆสินค้าดูดีมีความพร้อมใช้ด้วย ถ้าไปถึงแล้วยังมีปัญหา เขาก็ไม่อยากได้หรอก ถ้าเขาต้องลงทุนเพิ่มเพื่อจัดการปรับปรุงกันเอง ก็คงไม่จำเป็นต้องจ้างอาแพงๆ งานเราเป็นพวกกำจัดความยุ่งยากแบบเบ็ดเสร็จเรียบร้อย ปัญหาต้องลดลงเหลือเกือบศูนย์เมื่อไปถึงมือลูกค้า”
“ก็เขาเป็นคนให้ยาอามาไม่ใช่เหรอ? ถ้ายาดีและได้ผลเฉียบขาดอย่างอาว่า ทำไมถึงไม่ป้อนเอง ไหนบอกว่าป้อนแล้วอ่อนเป็นขี้ผึ้งลนไม่ใช่หรือ?”
“พอลงมือทำจริงเอ็งจะรู้ว่าบังคับกันดื้อๆน่ะยาก เดี๋ยวอุ้มพี่เค้กของเอ็งไปจัดการแล้วก็เห็นเอง ผู้หญิงที่เราจัดส่งเนี่ย เจ้าแม่เก่าฤทธิ์เยอะทั้งนั้น ถ้าไม่กล่อมประสาทให้หมดสภาพเสียก่อน ก็ต้องออกแรงเหนื่อย แล้วก็ทนเสียงปี๊ดๆเป็นนกหวีดกันหูชา ลูกค้าไม่ชอบขั้นตอนพวกนี้ อีกอย่างก่อนส่งตัวต้องทำหมันถาวร ทำเอกสารเข้าประเทศอย่างถูกต้อง งานจุกจิกหยุมหยิมทั้งนั้น”
พฤหัสยังคงสนใจเรื่องยา ไม่สนใจเรื่องเบ็ดเตล็ด
๓๐๘
“ยาอะไร แพงไหม?”
“อาก็ไม่รู้หรอกว่ายาอะไร รู้แต่ว่าแพงโคตร ถ้าไม่ใช่เกรดเอจริงๆเขาก็ไม่ยอมลงทุนเหมือนกัน ขนาดเปลี่ยนนางเสือดาวให้เป็นลูกแมวเชื่องๆตลอดไปนี่คงไม่เหมือนยาแก้ปวดหัวแน่”
“อือม์… วิทยาการไปถึงไหนต่อไหน น่างงจริงๆว่าทำได้ไง”
“เอ็งไม่ต้องเข้าใจอะไรมากหรอกต่อย เอาเป็นว่าถ้าให้ยาได้ครบคอร์ส ผู้หญิงจะหมดความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ดิ้นรนขัดขืน เหมือนทำอย่างเต็มใจน่ะ คล้ายคนถูกสะกดจิต สั่งให้ทำอะไรก็ทำ แต่จะเป็นตัวของตัวเองบ้างเป็นบางคราว พวกเราแค่รับหน้าที่ป้อนยาให้ถึงตัวจนครบคอร์สเท่านั้น”
ฉาดฉานเสริมตามที่ตนเคยประจักษ์กับตามาก่อน
“คือคนเราเนี่ย ถ้าถูกกระตุ้นให้สยิวมากๆ มันจะหน้ามืดตามัวใช่ไหม? ยานี่จะทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดดีจัด แล้วก็หลั่งสารอะไรเกี่ยวกับเซ็กซ์ออกมาเรื่อยๆ ถ้าโดนยาปริมาณหนึ่งจะติดเหมือนเฮโรอีน อยากมีเซ็กซ์จนไม่เป็นอันทำอะไร ไม่คำนึงถึงอะไร อยากโดนล่อให้ถึงใจท่าเดียว”
พฤหัสเม้มปากอย่างกึ่งทึ่งกึ่งพิศวง ยิ่งฟังสรรพคุณเกี่ยวกับยามากขึ้น ก็ยิ่งคิดว่าถ้านรกที่ต้องชดใช้กรรมของหญิงมักง่ายมีจริง น่าจะเป็นอะไรทำนองนี้ล่ะกระมัง เพียงแต่ไม่ใช่นรกในฝันของคนโบราณ นี่คือของจริงที่เกิดขึ้นบนโลกมนุษย์ โดยมีมนุษย์ด้วยกันทำตัวเป็นยมบาลลงทัณฑ์แทนเจ้าพนักงานนรก
หัวเราะความคิดตนเอง หมู่นี้เรื่องกรรมวิบาก เรื่องนรกสวรรค์เข้ามาปรากฏในหัวบ่อยขึ้นกว่าแต่ก่อน นี่คงพิสูจน์ได้ว่าคุยกับใครบ่อยๆ คำพูดของคนแบบนั้นๆจะถูกอัดฉีดเข้ามาอยู่ในหัวโดยไม่รู้ตัว ทั้งอเวรา ทั้งละอองฝน ทั้งจองฤกษ์ แล้วไหนจะหวานใจอย่างณชะเลอีก ระยะหลังสมองเขารับเอาข้อมูลของคนโบราณเข้ามาเก็บไว้มากเกินไปเสียแล้ว
“มึงเคยทำงานให้อามู่…” พฤหัสพูดกับฉาดฉาน “เห็นอาการของผู้หญิงแล้วเป็นไงมั่ง คงไม่มีประเภทเลือดออกปากออกจมูกนะ?”
ฉาดฉานหัวเราะหึหึ พูดให้เพื่อนสบายใจ เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายยังมีความไยดีคู่นอนเก่าอยู่บางๆ
“ยาที่เขาคิดค้นกันหัวแทบแตกมาเป็นสิบปีเนี่ย พัฒนาหลายรุ่นหลายขนาน เพื่อให้เกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย เวอร์ชั่นปัจจุบันทำให้ผู้หญิงแข็งแรงขึ้นด้วยซ้ำ คนเราพอมีเรี่ยวแรงมหาศาลก็อยากออกกำลัง อยากเล่นกีฬา ทั้งกลางแจ้งและในร่ม”
ทั้งสามหัวเราะพร้อมกัน เพราะต่างรู้ว่ากีฬาในร่มหมายถึงการเล่นสมพาสกามกรีฑากลในห้องนั่นเอง
สิงคารช่วยหลานชายรับรอง
“ไม่มีอันตรายหรอกต่อย ไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นพิษแบบไหนๆทั้งสิ้น แล้วก็ไม่ถึงขนาดกลายเป็นหุ่นกระป๋อง พวกอียังจำความได้ทุกประการ ไม่มีลูกค้าต้องการสินค้าแห้งแล้งเหมือนหุ่นไล่กาหรอก”
“ถ้าความจำยังดี ก็ต้องอยากกลับบ้านมั่งล่ะ จะแน่ใจได้ไงว่าเอาอยู่?”
ถามมืออาชีพผู้อยู่ในวงการเต็มตัวเพื่อประกันความมั่นใจให้ตนเอง หลังจากที่เคยถามเพื่อนมาครั้งหนึ่งก่อนหน้า ด้วยความระแวงว่าวันดีคืนดีถ้าอเวรากลับเมืองไทยแล้วมาชี้ตัวเขากับตำรวจ ก็เสร็จกัน
“อย่างที่บอกแหละ เอ็งต้องเห็นอาการผู้หญิงเอาเองแล้วจะรู้ ยานี่เสพแล้วติดเป็นบ้าเป็นหลัง ไม่คิดมากเรื่องกลับบ้านหรอก อีกอย่างต้องมีการกล่อม ทั้งปลอบทั้งขู่ไว้ด้วย ว่าถ้าคิดตุกติกจะอยู่ดูโลกได้ไม่นาน”
๓๐๙
ฟังแล้วพฤหัสถึงกับอั้นอึ้ง วินาทีนั้นเขาเกิดความสงสารอเวราขึ้นมา แต่ก็เลือนลงในทันทีที่นึกถึงความชาบนใบหน้า การถูกผู้หญิงตบเต็มเหนี่ยวแบบประกาศว่าฉันจะกำจัดขยะอย่างแกทิ้งจากชีวิต กลายเป็นรอยอาฆาตบาดลึกอย่างไม่เคยมีแค้นครั้งใดเทียบเท่า หล่อนรู้จักเขาน้อยไป!
ไม่เป็นไร อีกเดี๋ยวหล่อนจะรู้จักเขาดีขึ้น!
ฉาดฉานเห็นเพื่อนคิดนานก็นึกว่ากลับไปลังเลอีก เลยตะล่อมต่อ
“ยาเนี่ยมึงเอ๊ย เสพเข้าไปเป็นสุขยิ่งกว่าถึงสวรรค์ แล้วก็ทำให้ความไวประสาทเพิ่มขึ้นหลายเท่า ลองคิดดูแล้วกันว่าตอนประสาทกำลังตื่นๆเนี่ย เอากันมันขนาดไหน”
“เอ… ถ้ายาดีขนาดนั้น กูก็ชักอยากลองเองซะแล้วสิ ยาเสพติดภาษาอะไรวะ มีแต่ดีด้านเดียว”
สิงคารยิ้มขรึม ตอบพฤหัสในใจว่ามีแต่สรรพคุณด้านดีอย่างเดียวก็เพราะกูปิดบังมึงอยู่น่ะซี รู้ความจริงทั้งหมดแล้วจะหนาว เดี๋ยวมึงสงสารแฟนเก่า เกิดถอนตัวไปกูก็ชวดเงินก้อนโตเท่านั้น สินค้าดีๆที่คุณสมบัติปลีกย่อยลงตัวขนาดนี้ไม่ได้มีมาเข้าทางบ่อยๆ ปล่อยให้พลาดก็โง่ตาย
ความจริงมีอยู่ว่ายานี้อะไรๆก็ดีหมดในระยะแรก แต่หลังจากใช้ไป ๕ ปี คนเสพจะออกอาการคล้ายกันหมด คือหัวใจวายเฉียบพลัน เนื่องจากระบบต่างๆถูกกระตุ้นใช้งานหนักเกินธรรมชาติมาหลายปี ผลข้างเคียงประเภทนี้ยากจะหลีกเลี่ยง แม้ให้ยาบำรุงหัวใจเสริมเข้าไปอย่างดี ก็ช่วยแค่ยืดอายุนิดหน่อยเท่านั้น
แต่ผลข้างเคียงดังกล่าวกลับกลายเป็นเรื่องดีสำหรับเครือข่ายธุรกิจ คือ ๕ ปีนั้นกำลังเหมาะ ถ้ามองเป็นสินค้าก็สมควรแก่อายุใช้งานแล้ว ทำกำไรเกินคุ้มแล้ว น่าโละทิ้งเสียทีแล้ว อีกทั้งเป็นการโละแบบไม่ต้องมีมือใครเปื้อนเลือดเสียด้วย การหายตัวไปอย่างถาวรจะเป็นประกันว่าไม่มีใครหวนกลับประเทศเพื่อชี้หน้าคนพาไปขาย นั่นเป็นสิ่งน่าพึงพอใจด้วยกันทุกฝ่าย ผู้หญิงเองก็ไม่ต้องใช้ชีวิตที่เหลือแบบเศษขยะไร้ค่า
และเพื่อไม่ให้พฤหัสอยากลองยาเสียเอง เขาก็มีคำพูดหลอกล่อตระเตรียมไว้แล้ว
“เอ็งอย่าลองเลยต่อย ประการแรกของมันแพงมาก อย่างที่อาบอก ถ้าติดแล้วไม่มีปัญญาซื้อ อย่างนี้มีเท่าไหร่ก็หมดตูด ประการที่สองเอ็งจะไม่อยากทำอะไรอื่น วันๆคิดเรื่องมั่วเซ็กซ์อย่างเดียว มันเหมือนติดกรงขังน่ะ เอาเหรอะ?”
“ลองนิดลองหน่อยแล้วเลิกก็ได้นี่อามู่ ไหนอาว่าต้องเล่นให้ครบคอร์สก่อนถึงจะติดแบบโงหัวไม่ขึ้นไง?”
สิงคารส่ายหน้า
“ก็จริง แต่ถ้าเอ็งทำอะไรนะ แล้วมันสุขซ่านเสียวซึ้งตั้งแต่ครั้งแรก เอ็งก็จะอยากลองครั้งที่สอง ด้วยความคิดเดียวกับครั้งแรก คือไม่เป็นไร ครั้งที่สามก็คิดว่าไม่เป็นไร กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นไร มึงก็ลืมนับเสียแล้วว่าเล่นมากี่ครั้ง”
ฉาดฉานรู้พิษสงที่แท้จริงของยาเช่นกัน เขายังอยากได้เพื่อนทำธุรกิจโฉดนี้ไปนานๆ จึงรีบทำตัวเป็นลูกคู่
“กูยังไม่กล้าลองเลยต่อย กลัวติดแล้วหมดตูดอย่างอามู่ว่า ถ้าอยากเล่นยามึงบอกกู เดี๋ยวจัดให้ อันนี้เอาไว้ใช้กับสินค้าอย่างเดียวเถอะ”
คำก็สินค้า สองคำก็สินค้า ฟังไปฟังมาพฤหัสชักเห็นคล้อยตาม และเกิดมุมมองขึ้นมาเป็นจริงเป็นจังทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว ว่าผู้หญิงสวยคือสินค้า
“ผมยังมีสินค้าในสต๊อกอีกเยอะนะอามู่…”
ใช้คำว่า ‘สินค้า’ ได้เต็มปากเต็มคำแบบเดียวกับพรรคพวกของตน ขณะพูดคำนั้น พฤหัสไม่ทันรู้สึกว่ารัศมีแบบมนุษย์ที่ฉายออกมาจากใบหน้าของตนมืดมัวลง รู้แต่ว่าชักย่ามใจ และเห็นเป็นของโก้เก๋ที่ได้เข้าพวกกับคนใจถึง
๓๑๐
สิงคารกับฉาดฉาดหัวเราะกระหึ่มราวกับจะเป็นแตรวงต้อนรับสมาชิกรายล่าสุดเข้ามามีส่วนร่วมในชมรมเดนมนุษย์ เสียงหัวเราะประสานชนิดนั้นเป็นยาชูกำลัง ทำให้น้องใหม่เกิดความเชื่อมั่นและฮึกเหิมได้ชะงัด
“เอาซีวะต่อย ถ้าเอ็งทำเนียนๆไม่ให้เกิดปัญหา แค่สองสามปีก็มีได้เป็นสิบล้านแล้ว สิบล้านน่ะคนต๊อกต๋อยธรรมดาทำงานกันหัวหงอกยังไม่มีกันเล้ย!”
พฤหัสหัวเราะบ้าง
“วันหนึ่งคงไม่เกิดธุรกิจจับผู้ชายหล่อๆอย่างผมไปขายมั่งนะอา?”
“เฮ่ย! ไม่มีหรอกน่า…” สิงคารพูดอ้อมแอ้มไม่ค่อยเต็มปากเต็มคำแล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง “มาเคลียร์งานกันให้เสร็จก่อน ถ้าจะจับตัวไปกักไว้ต้องเริ่มต้นงี้…”
อเวรามาที่บ้านพี่สาวบ่อยจนหลังๆไม่ต้องนัดก่อน อยากมาก็มา ถึงไม่พบรสรินก็คุยกับณชะเลได้ และยิ่งวันก็ยิ่งสนิทคุ้นกับหลานสาวมากขึ้นทุกที ถูกคอกันมากขึ้น ณชะเลเองยังบอกว่าคุยกับหล่อนออกรสกว่าคุยกับเพื่อนซี้ที่โรงเรียนเสียอีก
หล่อนทึ่งกับสายตาและวิธีมองคนของหลานสาว ณชะเลเพิ่งมีแฟนเป็นคนแรก แต่พูดถึงผู้ชายลักษณะต่างๆได้อย่างคนมีความเข้าใจลึกซึ้ง คุยกันนานๆแล้วต้องเชื่อว่าฝ่ายนั้นมีสัมผัสพิเศษ อ่านคนได้ทะลุราวกับมืออาชีพที่ทำงานเกี่ยวกับการคัดคนมาเป็นหมื่น
เริ่มต้นด้วยการบ่นเล่นๆให้ณชะเลฟังเกี่ยวกับผู้ชายที่ผ่านๆมา แต่พอเห็นหลานสาววิเคราะห์คนเก่ง แถมช่วยให้หล่อนย้อนกลับไปมองเห็นและเข้าใจตัวเองได้แจ่มกระจ่าง ตาสว่างขึ้นเยอะ ตอนหลังๆณชะเลเลยปรากฏเหมือนแสงสว่างที่น่าฝากใจไปอีกคน
อเวราทยอยเล่าทุกเรื่องให้ณชะเลรับรู้ ด้วยความอยากฟังว่าหลานสาวจะพูดถึงเรื่องที่ผ่านๆมาในชีวิตหล่อนอย่างไร ยกเว้นปัญหาเกี่ยวกับหนุ่มรายล่าสุด ที่ถือว่าเป็นเพียงคู่นอน และน่าอับอายเกินกว่าจะเปิดเผยว่าเขามีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับณชะเลนั่นเอง!
ตัวตนที่คมชัดของณชะเลมีแรงประทับให้คนพบเห็นจดจำ คิดถึง และอยากกลับมาใกล้ชิดเสมอ วัย ๑๗ ที่ยังติดแม่อาจมีภาพโยเย ขี้อ้อน และตีโพยตีพายแบบหนูน้อยอยู่บ้าง แต่หลายครั้งประกายคมกริบที่ฉายออกมาทางแววตาและท่วงทีกิริยาของณชะเล ก็ทำให้อเวรานึกคร้ามเกรงขึ้นมาได้แปลกๆ อย่างพอไปเดินห้าง บางทีตามหลังแล้วสัมผัสชัดถึงสง่าราศีที่น่าพินอบพิเทาให้ของฝ่ายนั้น แบบนึกอยากค้อมศีรษะเล็กน้อยเพื่อลดระดับตนเองไม่ให้เกินคนนำหน้า หรือเวลาณชะเลชักชวนเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา หล่อนมักตกลงตามแบบหงอๆเหมือนรับคำสั่งมากกว่าจะร่วมตัดสินใจ
เคยเปรยกับหลานสาวทีเล่นทีจริง ว่าหล่อนรู้สึกเหมือนเป็นคนรับใช้ผู้ติดตามองค์หญิงมากกว่าจะเป็นน้า ซึ่งณชะเลฟังแล้วเงียบๆไม่ตอบว่าอะไร แต่คนเราพอเผยความรู้สึกที่มีต่ออีกฝ่ายอย่างไม่ปิดบัง ก็เหมือนเปิดม่านบางๆออกจนเห็นกันได้เต็มที่ แปลกดี คล้ายหล่อนรู้ใจณชะเลได้ว่ากำลังอยากได้อะไร ต้องการจะพูดอะไร นอกจากนั้นณชะเลยังเป็นแรงบันดาลใจ ทำให้หล่อนอยากมีรูปชีวิตที่สมบูรณ์แบบบ้าง จึงซึมซับวิธีคิดและวิธีพูดของหลานสาวมาไว้กับตัว ด้วยศรัทธาว่าชาติหน้าเกิดใหม่จะได้เดินทางเดียวกัน มีพ่อแม่แบบเดียวกันกับณชะเลบ้าง
๓๑๑
แปลกกว่านั้นคือเมื่อตกลงใจว่าจะยึดณชะเลเป็นแบบอย่าง อเวราก็บังเกิดความคุ้นเคยกับตัวเอง เสมือนว่าห่างเหินจากตัวตนเดิมๆมาเสียนาน จากความอยากลอกเลียนคนเด่นจึงกลายเป็นความสมัครใจคิด พูด ทำอะไรดีๆ อย่างมีความเป็นตัวของตัวเองไปแทน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในชั่วเวลาข้ามอาทิตย์เท่านั้น
พอหล่อนขวนขวายหาบุญกุศลเข้าตัว จนจิตใจเกิดความสว่าง อบอุ่นอยู่กับตัวเอง และรู้จักเป็นฝ่ายให้มากกว่าเรียกร้องอยากเป็นฝ่ายรับ ก็เริ่มอ่าน ฟัง ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างเข้าอกเข้าใจมากยิ่งๆขึ้น ผลที่เห็นชัดเป็นอันดับแรกคือเหงาน้อยลง ผลอันดับต่อมาคือใจที่เคยเฝ้าแต่คิดแสวงหาคู่กายคู่ใจนอกตัว ค่อยๆแปรเป็นคิดแสวงหาความสุขภายในอันเป็นของมีอายุยืนกว่ากัน เพราะสุขภายในเป็นสิ่งที่หวังได้จากตัวเอง เพิ่งตระหนักว่านอกจากตัวหล่อนเองแล้ว ไม่มีใครซื่อสัตย์เท่า ไม่มีใครพยายามพะเน้าพะนอเท่า และสำคัญสุดยอดคือไม่มีใครเป็นที่พึ่งได้เท่า
เย็นนั้นถนนค่อนข้างโล่ง หล่อนมาถึงบ้านพี่สาวหลังเลิกงานเพียงครึ่งชั่วโมงเศษ กะว่ารสรินยังไม่กลับ แต่ณชะเลน่าจะมาถึงแล้ว ซึ่งก็แปลว่าคนที่หล่อนอยากมาหาจริงๆคือหลานสาว มิใช่พี่สาวดังเคย
จอดรถไว้ข้างทางนอกรั้ว แปลกใจเมื่อเห็นรถของรสรินจอดอยู่ แสดงว่ากลับเร็วผิดปกติ หญิงสาวกดกริ่งหน้าประตู รออึดใจเดียวก็เห็นณชะเลเดินออกมา อเวรายิ้มกว้างอย่างดีใจ
“หวัดดี ทราย!”
“สวัสดีค่ะน้าเค้ก”
เด็กสาวมาหยุดยืนไหว้ผู้เป็นน้าอย่างอ่อนน้อมเมื่อเข้าใกล้ และน้าสาวก็ไหว้ตอบด้วยความอ่อนน้อมเสมอกัน
“มาแต่วันเลย ตรงมานี่เลยเหรอ?”
“ใช่ ความจริงเพราะอยากคุยกับทรายนั่นแหละ… นี่พี่หน่องกลับเร็วเหรอ?”
“ค่ะ แม่บอกว่าจะไปงานศพ กำลังแต่งตัวอยู่เนี่ย”
อเวราเลิกคิ้วสูง
“งานศพใคร?”
“เห็นว่าเป็นเพื่อนที่ทำงานน่ะค่ะ พอกลับมาถึงก็บ่นๆว่า ไม่รู้เป็นไง ปีก่อนไม่มีสักงาน ปีนี้ไป ๓ งานรวด แถมแต่ละศพนี่เรื่องน่าเศร้าทั้งนั้น”
สองสาวชี้ชวนกันนั่งแถวนั้นเอง เพื่อที่อเวราจะได้รอสวัสดีรสริน
“รายนี้เป็นอะไรตายหรือ?”
“ถูกยิง”
“จับคนร้ายได้หรือเปล่า?”
ถามเรื่อยเปื่อยอย่างคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว
“นี่แหละค่ะเรื่องน่าเศร้า” ณชะเลตอบเสียงหม่น “มีร่องรอยต่อสู้เหมือนถูกปล้นชิงทรัพย์ถึงในบ้าน แต่ตำรวจสอบไปสอบมาพบพิรุธ ในที่สุดหลักฐานก็ชี้ไปที่ตัวลูกชายคนตายนั่นเอง!”
“ตายจริง!” อเวราทำตาโต “พรุ่งนี้มีข่าวร้ายลงหน้าหนึ่งอีกแล้วสิ ไม่รู้จะสร้างแรงบันดาลใจกันไปถึงไหนนะ พวกลูกทรพีนี่”
“เห็นว่าเด็กเก็บมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมน่ะค่ะ ไม่ใช่ลูกแท้ๆหรอก”
“คนเราก็ทำกันลงคอนะ เขาอุตส่าห์เลี้ยงดูมาให้โตขนาดนั้น”
๓๑๒
วิจารณ์ตามเรื่องอย่างคนไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ
“ฟังแม่เล่าแล้วก็เศร้าใจตามค่ะ เป็นเพื่อนสนิทแม่เสียด้วย เห็นว่าลูกขอแบ่งสมบัติ จะแยกไปอยู่ข้างนอก แต่คงตกลงกันไม่ได้ มีการยื้อยุดฉุดดึง มีการตบตี แล้วลงท้ายก็ได้เสียงปืนเป็นผู้ตัดสิน!”
“เมายาหรือเปล่าก็ไม่รู้ ฤทธิ์ยาไม่รู้จักหรอกว่าใครพ่อใครแม่”
“เรื่องเมายานี่ยังไงทรายก็ไม่ทราบนะคะ ทราบแต่ว่าความโลภอย่างเดียวก็ทำให้ความคิดคนเราสั้นลงมากอยู่แล้ว ถ้าบวกความโกรธเข้าไปอีก ความมัว ความเมาก็คงทวีตัวรุนแรงไม่ต่างจากตอนโดนฤทธิ์ยา อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ในพริบตาเดียว”
“เฮ้อ! เหมือนเราไม่เคยจับคนร้ายตัวจริงกันได้เลยนะ ที่จับได้น่ะ แค่เหยื่อของคนร้ายเท่านั้น”
ณชะเลหัวเราะแจ่มใสด้วยความพึงใจที่เห็นน้าสาวฉลาดเห็นทะลุตามจริง
“จริงของน้าเค้กค่ะ โลกนี้ลุกเป็นไฟด้วยโลภะและโทสะมาตลอด แต่ก็ไม่ค่อยมีใครคิดกำจัดตัวร้ายรายใหญ่กันหรอก มีแต่จับกันเอง กำจัดกันเอง ซึ่งก็เป็นแค่เหยื่อผู้หลงกลติดกับด้วยกันทั้งหมด แท้ที่จริงไม่มีมนุษย์หน้าไหนชั่วช้าเลยสักคน”
อเวรากะพริบตาทีหนึ่ง เอื้อมมือไปแตะหลังมืออีกฝ่ายอย่างจะส่งใจ
“ก็ต้องขอบคุณพี่หน่องกับทราย ที่ช่วยให้น้าไม่ต้องตกเป็นเหยื่อรายต่อไป…”

จบบริบูรณ์

กรรมพยากรณ์ ตอนเลือกเกิดใหม่ (ตอนที่ ๓๔ คืนหวาน)

<ย้อนกลับอ่านตอนที่ ๓๓

ตอนที่ ๓๔ คืนหวาน

“ว้า! ผิดหวังอ้ะ…” จองฤกษทำหน้าเหยเกหลังจากหยิบขนมกระเช้าสีดาฝีมือของแฟนสาวเข้าปากเคี้ยวหยับๆ แต่ครู่ต่อมาก็ค่อยๆคลี่ยิ้มหวานทั้งขนมคาปาก “นึกว่าจะไม่อร่อย”
ณชะเลทำหน้าเฉยเพราะเดามุขหักมุมของแฟนหนุ่มได้อยู่แล้ว เด็กสาวเงยหน้ามองกลุ่มดาวบนฟ้ามืดด้วยนัยน์ตาทอดนิ่ง สูดลมหายใจยาวรับอากาศสดชื่นและลมรำเพยสบายผิว ระเบียงหน้าบ้านกลายเป็นอาณาเขตส่วนตัวหลังเลิกเรียนพิเศษในค่ำคืนนี้ ไม่มีใครอื่นนอกจากหล่อนกับเขา
เป็นสุขกับบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกแสนดี ข้างกายมีแฟนหนุ่มนั่งชิมผลงานชิ้นแรกซึ่งหล่อนทำเองกับมือทุกขั้นตอน ต้องลองผิดลองถูก ผสมแป้งกับเครื่องประกอบอื่นๆ ใส่พิมพ์เอาเข้าเตาอบแล้วนำมาจับหูกระเช้าหลายรอบ กว่าจะได้รสที่รู้สึกว่าใช่ ไหนจะต้องทำมะพร้าวแก้วมาใส่กระเช้าอีก แม้ไม่ถึงกับเหน็ดเหนื่อยมากมาย แต่ความที่เป็นมือใหม่ก็นานเอาเรื่อง และความคุ้มเวลาที่เสียไปก็คือท่าทีของเขาในบัดนี้นั่นเอง
เขาลิ้มรสขนม ส่วนหล่อนลิ้มรสความภูมิใจที่ได้เข้าครัวทำของหวานให้คนรัก ความรู้สึกเป็นเจ้าของความอร่อยคืออย่างนี้เอง ก็ไม่เลวนักหรอก แตกต่างจากความรู้สึกเป็นเจ้าของเงินซื้อขนมลิบลับ ท่าหยิบของเข้าปากจุ๊บจั๊บๆด้วยความติดใจรสอันโอชะ ได้กลายเป็นประกาศนียบัตรรับรองเสน่ห์อีกแบบของหล่อนด้วย
“เอาอีก”
เด็กหนุ่มยื่นจานเปล่าขอ เด็กสาวไม่แลมา เพียงพึมพำตอบว่า
“หมดแล้ว”
“หา?” จองฤกษ์อุทธรณ์เสียงสูง “แค่สิบชิ้นเนี่ยนะ?”
“ก็แบ่งให้พ่อแม่กับฝนกินไง แล้วนี่ ‘ตั้ง’ สิบชิ้น ไม่ใช่ ‘แค่’ สิบชิ้น ใครเขากินกันมากมาย”
จองฤกษ์ยกมือเกาหัว
“ทีหลังถ้าจะทำอร่อยขนาดนี้ ก็หัดเผื่อไว้ซักร้อยชิ้นสิ สิบชิ้นน่ะแค่ตัวอย่างยั่วน้ำลาย อะไรกัน อารมณ์ค้างเลยเนี่ย ของหมดซะแล้ว”
ณชะเลช้อนตามองฟ้าเฉยอย่างรู้ว่าที่แท้การโวยวายของจองฤกษ์เป็นเพียงลีลาเอาใจหล่อนเท่านั้น
ขณะแห่งการมองไปที่เบื้องบนนั่นเอง ก็มีเครื่องบินลำหนึ่งลอยเอื่อย ตัดตรงผ่านน่านฟ้าฝั่งซ้ายไปสู่ฝั่งขวา เข้าครรลองตาหล่อนพอดี การเดินทางของนกเหล็กติดไฟกะพริบท่ามกลางความมืดสนิทเวิ้งว้างนั้น จุดอารมณ์ฝันและความทรงจำอ่อนละมุนแก่ณชะเลพอจะรำพึงแผ่วให้แฟนฟัง
“ตอนเด็กๆทรายจะชอบมองตามไฟกะพริบของเครื่องบิน รู้สึกเหมือนร่วมบินไปในฝัน มีความสุขกับการส่งใจตามแสงเล็กๆไปจนสุดสายตา คล้ายปลายทางคือสรวงสวรรค์อย่างนั้นแหละ แต่ต่อมาพอโตขึ้น พ่อแม่พานั่งเครื่องบินไปโน่นมานี่ ก็รู้สึกว่าในเครื่องบินไม่มีอะไรพิเศษไปกว่าเก้าอี้และการกักบริเวณ จุดหมายปลายทางที่เราลงก็ไม่ใช่สวรรค์ เป็นพื้นดินธรรมดาเหมือนเมืองไทย แถมถ้าไปไกลอย่างอเมริกาก็ต้องนั่งนานจนเบื่อแล้วเบื่อเล่า เมื่อยแล้วเมื่อยอีก…”
จองฤกษ์เงยหน้ามองตามอย่างพยายามจะมีอารมณ์ร่วม แม้เกิดวันเดือนปีเดียวกัน จ้องมองสิ่งเดียวกัน ก็จินตนาการไปคนละเรื่องได้ ของเขานี่ในวัยเด็กชอบนึกด้วยอารมณ์มันๆ ว่าถ้าจ้องเครื่องบินมากๆแล้วเกิดระเบิดตูมขึ้นมาคงอ้าปากค้าง เห็นคาตาว่าเศษชิ้นส่วนของเครื่องบินร่วงย้อยลงมาใส่หัวตนอย่างรวดเร็ว
๓๐๐
ไม่ได้เอ่ยถึงจินตนาการส่วนตัวในวัยเด็ก แต่ให้ความเห็นที่ไม่ขัดกับบรรยากาศของหล่อน
“พอได้นั่งเครื่องบินจนเมื่อย กลับมาแหงนมองแสงไฟเครื่องบิน จินตนาการแบบเก่าๆคงหยุดทำงานไปเสียเฉยๆกันหมดแหละเนอะ ความฝันก็อย่างนี้แหละ ในที่สุดก็ถูกความจริงฆ่าตายเรียบ”
“ทรายรู้สึกไปไกลกว่านั้นหน่อยหนึ่ง คือเห็นว่าจิตมนุษย์นั้นหลอกง่าย ธรรมชาติถึงได้ขังเหล่าสัตว์ไว้ในวังวนได้นาน มัวแต่หลงเพลินจ้องสิ่งลวงตากันอยู่นี่เอง”
จองฤกษ์ยกนิ้วเกาหางตา ตอนนี้เขาหลงคนพูดจนโงหัวไม่ขึ้น ต่อให้ข้อคิดวิเศษสุดก็ฉุดออกจากหล่มเสน่หาไม่สำเร็จหรอก
สำหรับคนกำลังฝันถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ดวงดาวและไฟกะพริบจะดูสวยเร้าใจเป็นพิเศษ แต่ยามนี้เขามีความรู้สึกนุ่มนวลในค่ำคืนสงบเงียบ และนั่งเคียงอยู่กับคนรักที่งดงามเกินจินตนาการ นี่คือความจริง หาใช่การวาดฝัน แสงสีหลอกตาทั้งมวลจึงกลายเป็นเพียงไฟประกอบฉากเท่านั้น
ฟังเสียงครางครึมของนกยักษ์ที่ไล่ตามหลัง ไม่ไปพร้อมกันกับตัวเครื่อง กระทั่งจางลงเหลือเพียงแผ่วแสนแผ่ว จองฤกษ์ก็ละสายตาจากท้องฟ้ามาพินิจร่างแฟนสาวในเงาสลัวราง ด้วยหางตาชำเลืองแล เขาว่าเขาเห็นรัศมีเรืองจากเรือนกายหล่อนทำนองเดียวกับรัศมีเรืองจากดวงจันทร์ เป็นสัมผัสรู้สึกเหมือนทุกครั้งจนแน่ใจว่าไม่ใช่อุปาทาน รัศมีกายมีจริงและเห็นได้ด้วยหางตา
“ทรายนั่งท่านี้เหมือนอะไรรู้ไหม?”
ทีแรกณชะเลเฉย เพียงเงี่ยหูรอฟังด้วยความอยากรู้ แต่รอจนแล้วจนรอดก็ไม่ได้คำเฉลยเสียที กระทั่งจำใจทวงคำตอบ
“เหมือนอะไร?”
“เราก็ไม่รู้เหมือนกัน ถึงได้ถามไง”
ณชะเลเบะปากหัวเราะ เหวี่ยงกำปั้นทุบไหล่คนยียวนแบบเบาะๆ จองฤกษ์ยิ้มกริ่มขอด้วยหัวใจสดฉ่ำ
“ร้องเพลงให้ฟังหน่อยสิ เรายังไม่เคยได้ยินทรายร้องเพลงเลยแม้แต่ครั้งเดียว”
“อายเสียง”
“เสียงออกหวาน อายทำไม?”
“ทรายไม่ค่อยร้องเพลงหรอก ชอบสวดมนต์มากกว่า”
“ตอนไปวัดได้ยินทรายสวดบ่อยแล้ว คราวนี้ร้องเพลงให้ฟังมั่ง”
“อยากฟังเพลงอะไรล่ะ…”
ถามเสียงอ่อย ใจหนึ่งก็นึกครึ้มอยากร้อง แต่อีกใจยังเคอะเขินอยู่บ้างกับครั้งแรก
“เลือกเองเลย เอาที่เราฟังแล้วจะหลงทรายเพิ่มอีกสองเท่าน่ะ มีไหม?”
ณชะเลก้มหน้า เหลือบตาลงต่ำเม้มปากยิ้ม ความสนิทสนมบีบให้ตามใจแฟน มอบความบันเทิงที่เขาต้องการ ตั้งหลักครู่หนึ่งก็เงยหน้าขึ้นขยับริมฝีปากเปล่งเสียง
“ค่ำคืนฉันยืนอยู่เดียวดาย เหลียวมองรอบกาย มิวายจะหวาดกลัว…”
ยิ่งร้องเสียงยิ่งหาย เกรงข้างบ้านจะได้ยินแล้วชักชวนกันดูคู่รักในบรรยากาศโรแมนติก ที่สุดเลยขำตัวเองและหยุดลงดื้อๆ ยิ่งหันมาเห็นเขานั่งตะลึงงันตาเบิกโพลง ก็ยิ่งหัวเราะโยกไปโยกมาแก้ขวย
๓๐๑
“ฮิฮิ”
“เอ้า! หยุดทำไมล่ะ?”
“กลัวชาวบ้านแตกตื่น… ว่าแต่ฤกษ์ทำไมต้องทำหน้าเหมือนช็อกอย่างนั้นด้วย?”
“ก็… เพลงไทยเดิมเหรอ? เหมือนเคยแว่วๆผ่านหู”
“ไม่ถึงกับไทยเดิมหรอก แต่ก็ก่อนพวกเราเกิด ชื่อเพลงนกขมิ้นน่ะ”
“ฟังดูวังเวงดีจัง ร้องให้จบเถอะ”
“เอาไว้เข้าบ้าน ปิดประตูหน้าต่างเงียบๆก่อน”
“ก็ได้ เอาไว้ทีหลัง สัญญาต้องร้องต่อให้จบนะ” เว้นวรรคมองอีกฝ่ายนิ่ง “เสียงนุ่มๆแบบทรายนี่เหมาะจะเอาไว้กล่อมลูก”
นักร้องสาวทำหน้าไม่ถูกกับคำชมนั้น
“โห! ฟังแล้วอึ้งเลย”
“จริงๆนา ทรายมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เหมาะกับความเป็นแม่คน”
“ฮื้อ! เรื่องไกลตัว วัยนี้เหมาะจะเป็นลูกเท่านั้นแหละ”
“เทียบกับใครล่ะ ถ้าเด็กดอยอายุ ๑๕ ป่านนี้มีไอ้ตัวเล็กกันสองคนแล้ว”
ณชะเลฟังเมิน เสผินหน้ามองแมกไม้ไหวไกวในเงามืดเงียบเชียบ ตั้งใจว่าถ้าจองฤกษ์เปลี่ยนเรื่องพูดถึงค่อยยอมคุยต่อ
ฝ่ายจองฤกษ์ พอพูดเรื่องลูกก็เกิดวูบของอารมณ์อยากรู้รุนแรง ว่าถ้าเขากับณชะเลแต่งงานกันลูกออกมาจะหน้าตาเป็นอย่างไร วันนี้เขามีพร้อมทุกอย่าง ทั้งกำลังกาย กำลังปัญญา และกำลังเงินเพียงพอจะรับผิดชอบครอบครัวได้แล้ว ไม่เห็นต้องรออะไรเลย
“พอลงมือทำงานวิจัย ทรายว่าเราควรตั้งเงินเดือนให้ตัวเองเท่าไหร่ดี?”
“ไม่รู้สิ”
“เราสัญญาไว้กับทรายว่าจะใช้เงินพันล้านไปเพื่อสร้างเครื่องพยากรณ์กรรม เราไม่ลืม และจะไม่ตระบัดสัตย์ แต่เราก็ต้องจ้างคน แล้วก็ต้องจ้างตัวเองด้วย ทีนี้ถ้าคิดถึงอัตราว่าจ้างหัวหน้าโครงการ เราว่าไม่ควรจะต่ำกว่าแสน… อนุมัติไหม?”
ณชะเลอมยิ้มกับตำแหน่งผู้อนุมัติที่เขาอุปโลกน์ให้
“ทรายมีสิทธิ์ไปเป็นกรรมการพิจารณาผ่านงบประมาณตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
“ตั้งแต่เมื่อเรายกให้ทรายมีสิทธิ์ขาด ตัดสินว่าจะไม่ใช้เงินพันล้านไปเสวยสุขส่วนตัวแล้ว จะประดิษฐ์ผลงานฝากไว้เป็นของขวัญกับชาวโลก เพราะงั้นทรายควรมีส่วนตัดสินใจ หรือมีส่วนร่วมรู้เห็นในการใช้จ่ายเพื่อความโปร่งใส”
เด็กสาวนึกสนุกขึ้นมาก็ให้คำตัดสินไป
“งานนี้เป็นประโยชน์ใหญ่ คนคิดได้ และตั้งใจลงมือวิจัยจริงจังควรรับการตกรางวัลพอควร เอาเป็นว่าทรายให้ฤกษ์เดือนละสองแสนก็แล้วกัน แล้ว ๕ ปีดูอีกทีว่าโครงการคืบหน้าไปถึงไหน ค่อยปรับให้เข้ากับผลงานและค่าเงินบาทในอนาคตตามจริง”
พูดจบก็หัวเราะขำคำพูดที่ปั้นให้เป็นงานเป็นการของตัวเอง แต่จองฤกษ์ไม่ช่วยขำ ทำหน้าเคร่งขรึม
๓๐๒
“สิ้นปีมีโบนัสด้วยหรือเปล่า?”
“โอเค มีก็มี เอาไปสักล้านหนึ่งแล้วกัน พอใจไหม?”
ความจริงณชะเลพูดด้วยอารมณ์เล่น แต่จองฤกษ์ถือว่านั่นคือคำขาดสุดท้ายจากเจ้าของสิทธิ์โดยชอบธรรม
“ตกลง! ทุกอย่างจะเป็นไปตามนั้น”
สุ้มเสียงของเขาหนักแน่นขึงขังจนแฟนสาวต้องทำหน้างง และชักสงสัยว่าอีกฝ่ายมีเจตนาอันใดแอบแฝงอยู่กันแน่
“มาให้ทรายคิดทำไม ฤกษ์คิดเองเถอะ ทรายแค่ตอบชุ่ยๆ อย่าถือเป็นจริงเป็นจังล่ะ”
“ต้องจริงจังสิ ทรายเป็นคนทำให้เราตกลงใจยกเงินทั้งหมดเป็นสมบัติกลางของโลก เพราะฉะนั้นก็ถือได้ว่าทรายควรเป็นผู้ดูแล ทรายบอกคำไหนก็ต้องเป็นไปตามนั้น”
ณชะเลชักผวา อดคิดมากไม่ได้ เพราะกลัวได้ชื่อว่ามีส่วนในเงินขโมยของเขา
“อุ้ย! โมเมอย่างนั้นได้ยังไง”
“ถ้าทรายเห็นว่ามากไป จะปรับลดลงมาก็ได้นะ เอาเลย”
มาไม้นี้ณชะเลก็ไม่กล้าพูดอีก เพราะถ้าสั่งลด ก็แปลว่าหล่อนถืออำนาจตัดสินใจอยู่จริงๆ
ท่าทีอึกอักของแฟนสาวทำให้เด็กหนุ่มสรุปรวบรัดตัดความ
“ตกลงตามนี้ สองแสนสำหรับเงินเดือน หนึ่งล้านสำหรับโบนัสสิ้นปี เราจะเริ่มสั่งอุปกรณ์ เริ่มจ้างผู้จัดการ เริ่มติดต่อนักวิจัยในเดือนหน้า แล้วก็จะเริ่มกระโดดเข้าไปลงมือเต็มตัวหลังจากสอบไล่เสร็จ”
ณชะเลย่นคิ้ว
“จะไม่เรียนปริญญาตรีจริงๆเหรอ?”
“จริง!” ตอบเช่นนั้นแล้ว ว่าที่นักวิจัยอายุน้อยก็เอ่ยต่อเนื่องไปอีกทาง “เราทำตามความต้องการของทรายแล้ว คราวนี้ทรายฟังความต้องการของเราบ้าง เงินเดือนสองแสนถือว่าเราได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรง ไม่ใช่เงินขโมยอีกต่อไป เรามีสิทธิ์เอาไปใช้ทำอะไรก็ได้ตามที่ปรารถนา เพราะฉะนั้นถ้าคราวหน้าเราซื้ออะไรให้ทราย ทรายไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธอีก”
ยังไม่ทันที่ณชะเลจะรับหรือปฏิเสธอันใด จองฤกษ์ก็ร่ายยาวต่อเป็นชุด
“คุณแม่ของทรายมักพูดเปรยๆแบบที่ทำให้เราแน่ใจว่าทรายต้องเล่าทุกเรื่อง ไม่ว่าเราพูดหรือทำอะไร เพราะงั้น… คืนนี้ไปถามความเห็นจากคุณแม่เลย ว่าคนมีเงินเดือนขั้นต่ำสองแสนไปจนชั่วชีวิตเนี่ย พอไหมถ้าจะขอลูกสาวคุณแม่แต่งงาน!”
ณชะเลทำหน้าตกใจ
“ฮ้า! พูดอะไร?”
“พอทรายหมดเรื่องวุ่นๆเกี่ยวกับการเอนทรานซ์ ป่านนั้นเราคงเก็บได้มากพอจะซื้อรถด้วยเงินสดเป็นของหมั้น จากนั้นพอสิ้นปีหน้า โบนัสออกก็ดาวน์บ้านได้ อายุงานหนึ่งปีเศษกับการคุมคนทำวิจัยเป็นกิจจะลักษณะ คงสร้างภาพให้พ่อแม่ทรายเห็นเราเป็นผู้ใหญ่พอ เพราะงั้น… เราจะขอพวกท่านแต่งกับทรายเลย!”
ถ้อยคำเป็นระเบียบที่เรียบเรียงขึ้นสดๆในหัวของเขาทำให้ณชะเลมือไม้สั่น ลำคอตีบตัน น้ำเสียงแหบพร่า
“เร็วไปม้าง…”
๓๐๓
“ผู้หญิงแต่งงานตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่งเยอะแยะไป ไม่เห็นมีใครครหานี่ แล้วเจ้าบ่าวอายุ ๑๗ แถวบ้านนอกก็ถมเถ ตราบใดมีความพร้อมจะรับผิดชอบครอบครัว ใครก็ไม่มีสิทธิ์มาว่าเรา ตรงข้าม ถึงอายุ ๓๐ แต่ยังแบมือขอเงินพ่อหรือเบียดเบียนเงินญาติสนิทมิตรสหายอยู่ อย่างนั้นต่างหากถึงสมควรเจียมเนื้อเจียมตัว อย่าเพิ่งคิดหาเมีย”
“แต่…”
“กรอบการศึกษาสมัยใหม่ กว่าจะเอื้อให้คนเริ่มทำงานก็ปาเข้าไป ๒๑ แต่ในเมื่อเราทำได้ตอน ๑๗ จะต้องไปรอช้าตามคนอื่นทำไม? พอแต่งกันทรายก็อย่าห่วงว่าจะต้องมารับผิดชอบบ้านเรือน เราจ้างคนใช้ทำหมด ทรายมีหน้าที่เรียนอย่างเดียว”
ณชะเลถอนใจเฮือก
“ฤกษ์ฟังทรายพูดบ้างสิ”
“โอเค…”
ยอมหยุดพักหลังจากพรั่งพรูอวดภาพความคิดตลอดสายชนิดแทบไม่เว้นวรรคหายใจหายคอ
“ทรายกลัว… ทรายไม่ได้เก่งอย่างฤกษ์ ทรายยังรู้สึกเหมือนเป็นลูกแหง่ของพ่อแม่อยู่ แล้วอีกอย่าง ทรายว่าทรายรู้จักพ่อแม่มากพอจะมีคำตอบแทนพวกท่านได้เดี๋ยวนี้… พ่อแม่ทรายไม่มีทางอนุญาตหรอก รับรอง”
จองฤกษ์ไหล่ตก ทำหน้าผิดหวังเสียใจ
“แม่ทรายรู้นี่ใช่ไหม ว่าเรามีเงิน?”
“เอ่อ… รู้…” เด็กสาวตอบตะกุกตะกัก “แต่รับรองว่าจะไม่มีการแพร่งพรายเด็ดขาด”
“เราไม่สนใจเรื่องนั้นหรอก แค่จะบอกว่าตอนนี้สายตาท่านไม่ได้มองเราแบบเครื่องเอกซเรย์เหมือนแรกๆแล้ว เราอยากให้ทรายลองขอดูก่อน เล่าทุกอย่างให้หมด รวมทั้งที่ทรายตั้งเงินเดือนให้เราทำวิจัยนี่ด้วย”
ณชะเลหัวเราะออกมาได้ แต่เป็นความขบขันเคลือบกังวล จึงหัวเราะแบบฝืดๆ
“แหม… ทำไมใจร้อนนัก”
“หรือว่าทรายยังรักเราไม่พอ? ขอแค่นี้ถึงไม่ให้”
“ไม่เกี่ยวกับรักหรือไม่รัก…” คนถูกคาดคั้นตอบอุบอิบ “เพียงแต่ทรายว่ามันเร็วไป แล้วพ่อแม่ก็ต้องไม่ให้แน่ๆ”
“ลองถามก่อนแล้วค่อยรู้สิ จะรู้ก่อนถามได้ยังไง”
“ไม่หรอก… เชื่อเถอะ ถ้าขอไปเดี๋ยวเรื่องยาว ทรายโดนว่าแก่แดดแหงๆเลย”
จองฤกษ์ชักหน้าตึง นิสัยจะเอาให้ได้กำเริบขึ้นมาเป็นครั้งแรกต่อหน้าแฟน
“หรือทรายกะว่าพอเรียนมหาลัยจะเจอคนที่ดีกว่าเรา?”
คำพูดดักทางแบบปรักปรำทำนองว่าไม่จริงใจนั้น น่าจะมีผลให้สาวน้อยคนหนึ่งเป็นฝ่ายโกรธกริ้วและอยากปี๊ดใส่ แต่ด้วยตบะบารมีและหน้าตาขมึงทึงหน่อยๆของจองฤกษ์ ก็ทรงอิทธิพลพอจะกดโทสะของณชะเลไว้
“โธ่! ทำไมมาว่าทรายอย่างนั้นล่ะ”
เสียงอ่อยน่าสงสารของหล่อนเหมือนมนต์ปลุกสติ จองฤกษ์พยายามปรับอารมณ์ให้เย็นลงก่อนหว่านล้อมใหม่
“เด็กรุ่นเราคบกันดีแต่หวังฟันกันเล่น ท้องขึ้นมาก็ไม่มีปัญญารับผิดชอบ แต่เราไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสียหน่อย เห็นไหมว่าเราพิสูจน์ตัวเองผ่านมาเป็นเดือน อยู่ใกล้ทรายแค่นี้ แม้แต่ปลายเล็บยังไม่เคยแตะ จะรอสู่ขอทำพิธีอย่างสุภาพบุรุษรุ่นปู่ แล้วก็จะรับผิดชอบทรายตลอดไปได้แน่ๆด้วย”
๓๐๔
ณชะเลนึกอะไรออกก็บอกว่า
“ฤกษ์แน่แค่ไหนทรายรู้ ผู้ใหญ่ของพวกเราก็รู้ แต่เวลาไปยืนบนเวทีสมรส ภาพคงออกมาตลกๆน่าดูเลย ตัวซักกะเปี๊ยกด้วยกันทั้งคู่ แขกเหรื่อคงปิดปากขำทั้งงาน”
“งั้นเราจะไปทำศัลยกรรม!”
จองฤกษ์หมายความตามนั้น ไม่ได้พูดเล่น
“โธ่ๆ… อย่าทำอย่างนั้นเลย” เด็กสาวพยายามใช้ความนุ่มนวลประโลมแบบพูดไปหัวเราะไป “ฤกษ์จ๋า… งานแต่งที่ทุกฝ่ายพร้อมใจยินดีได้ ต้องมีปัจจัยหลายอย่างนะ ไม่ใช่แค่เรื่องช้าเร็ว ไม่ใช่แค่เรื่องรักมากรักน้อย แล้วก็ไม่ใช่แค่เรื่องรับผิดชอบไหวหรือไม่ไหว จุดใหญ่ใจความมันอยู่ที่ความรู้สึก และความรู้สึกโดยรวมของทรายตอนนี้คือยังไม่พร้อม”
“ไม่พร้อมยังไง?”
“อย่างที่บอกแล้วว่าทรายยังเป็นลูกแหง่ ถึงแม้ว่าคนอื่นอายุ ๑๗ จะโตแค่ไหน ทำงานหาเงินกันมาแล้วกี่ปี แต่ทรายก็ยังรู้สึกเป็นเด็กๆอยู่เลย นะฤกษ์… ทรายสัญญา จะครองตัวครองใจไว้ให้ฤกษ์คนเดียว ให้ทรายจบตรี มีสถานภาพทางสังคมก่อน ตอนนั้นฤกษ์ก็จะดูเป็นผู้ใหญ่กว่านี้แล้วด้วย”
จองฤกษ์ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด
“สี่ปีรอไม่ไหว เราอยากมีลูก”
ณชะเลครึ่งขำครึ่งฉิว ไม่ค่อยชอบท่าทางเอาแต่ใจแบบเผด็จการของเขานัก แต่ก็ปลอบตนเองว่าไม่เป็นไร นี่เพิ่งครั้งแรก ที่ผ่านมารู้อยู่หรอกว่าเขาพยายามเก็บงำความเห็นแก่ตัวประการต่างๆไว้ แต่นั่นก็เพราะกำลังรักและหลงหล่อนราวกับคนโดนเสน่ห์ยากแฝด บัดนี้พอเขาเริ่มแผลงฤทธิ์ให้เห็น ณชะเลก็ชักหวาดๆขึ้นมา ถ้าอีกหน่อยจองฤกษ์จับได้ว่าหล่อนกลัวเขาหงอ จะยิ่งเผยธาตุแท้ กลายเป็นคนชอบเรียกร้อง สั่งหล่อนทำโน่นทำนี่ตามอำเภอใจสักแค่ไหนก็ไม่รู้
ข้อเสียของคนเก่งเกินวัยมักเป็นความเจ้าอารมณ์เกินระงับ อันนี้แม่เคยให้ตั้งข้อสังเกต แต่หล่อนก็ปฏิเสธแม่มาตลอด ว่าไม่เคยเห็นจองฤกษ์แสดงอาการดังกล่าวเอากับหล่อนเลยสักครั้งเดียว เพิ่งคืนนี้เองที่ได้ยินกับหู ได้เห็นกับตาตัวเอง ช่างน่าอึดอัดนักกับการตกอยู่ใต้อำนาจอัตตาของเขา
วิธีคิดและวิธีรู้สึกแบบคนเก่งเกินมนุษย์ย่อมแตกต่างจากหล่อนและคนทั่วไปเป็นธรรมดา เขาไม่เห็นความจำเป็นต้องอยู่ในกรอบหรือตามใครมาแต่ไหนแต่ไร บรรทัดฐานทางสังคมไม่เคยอยู่ในสายตาหรือความคำนึงนึกของเขาเลย นี่คือตัวตนด้านเสียของอัจฉริยะ เขาอาจเข้าใจอะไรยากแสนยาก ทั้งที่คนทั่วไปคุยกันเข้าใจด้วยสามัญสำนึกธรรมดา
“ฤกษ์ลืมอะไรไปหรือเปล่า? ถ้ามีลูกก่อนจบตรี ทรายตั้งท้องระหว่างเรียน ก็ต้องดรอปปีหนึ่งน่ะซี”
หน้าแดงจากการพูดแสดงเหตุผลอย่างฝืดฝืนนั้น บ้าสิ้นดี หล่อนเพิ่งอยู่ ม.๖ แต่ต้องพยายามอธิบาย ต้องพยายามหว่านล้อมให้เด็กรุ่นเดียวกันเข้าใจเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้
“ทราย… ทรายว่าอย่างเรานี่ยอมตายแทนทรายได้ไหม?”
น้ำเสียงตัดพ้อนั้นแสดงความน้อยใจเต็มที่ ณชะเลชักเริ่มล้า แต่ก็ขมุบขมิบปากตอบเนือยนาย
“ได้มั้ง”
“แล้วเราขอทรายเรื่องแค่นี้ไม่ได้เหรอ?”
“เฮ้อ! อยู่ๆฤกษ์เป็นอะไรขึ้นมาหือม์? นึกอยากมีลูกก็จะมีให้ได้ทันที ทรายปฏิเสธด้วยเหตุผลเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง”
จองฤกษ์งันนิ่ง นั่นสิ ทำไมจู่ๆก็อยากมีขึ้นมาอย่างรุนแรง?
๓๐๕
คำถามที่ทำให้มองย้อนกลับเข้ามาสำรวจตนเองแล้วเกิดความงุนงง กลายเป็นตัวหยุดอาการเซ้าซี้แบบเด็กเอาแต่ใจ แล้วสลับไปคิดเป็นเหตุเป็นผลอย่างคนฉลาดอีกครั้ง
หากดูเผินๆ นี่อาจแสดงการมาถึงจุดหักเหหนึ่ง ที่เขาไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมต้องรอต่อ เขามีเงิน มีจุดมุ่งหมายของชีวิตพรักพร้อม ใครๆเดินทางมาถึงตรงนี้ก็ต้องการส่วนเติมเต็มให้ชีวิตสมบูรณ์ คือครอบครัวที่อบอุ่นกันทั้งนั้น
แต่ทำไมพออยากมีขึ้นมาวูบแรกก็คล้ายบันดาลแรงเร่งเร้าเร่าร้อนจนผิดปกติ ถึงกับออกอาการบีบคั้นคนรักขนาดนี้?
ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ก้มหน้าก้มตาเอ่ย
“ขอโทษนะทราย เราอาจจะ… อาจจะอยากได้ทรายใจแทบขาด รับรองได้ว่าไม่ใช่แค่เรื่องเนื้อหนังมังสาตื้นๆ เราอยากมีภาพชีวิตอีกภาพหนึ่งที่สมบูรณ์แบบกว่านี้ เรารู้สึกว่าตัวเองมีดี ตัวเองมีพร้อมแล้ว ทำไมถึงยังขาด ทำไมถึงยังต้องรอ เอาแค่เพื่อพบหน้าทรายยังต้องเดินเข้าบ้านคนอื่น ทำไมไม่เห็นหน้าทรายอยู่ในบ้านตัวเองทุกเวลาที่ต้องการ”
“ไม่รู้สิ ทรายว่า… เหมือนฤกษ์กลัวอะไรอย่างหนึ่งมากกว่า”
“กลัวอะไร?”
ขณะพูดก็มองย้อนเข้ามาในใจ แล้วสำเหนียกได้ว่าตนมีความกลัวอยู่จริงๆ เพียงแต่อธิบายเป็นคำพูดไม่ถูก ขนลุกกับความกลัวที่ปราศจากเหตุผลนั้น นั่นกระมังที่ทุกคนเรียกกันว่าสังหรณ์…
เขากำลังอยู่ในภาวะไร้เหตุผล ไร้คำอธิบายที่ถูกต้องแท้จริง และภาวะเช่นนั้นก็อาจต้องการเหตุผลและคำอธิบายจากคนอื่นที่มีใจเป็นธรรมกว่ากัน
“เรากลัวอะไรหรือทราย?”
ถามซ้ำอย่างต้องการคำตอบจริงๆ ณชะเลคิดหาคำอยู่นาน กว่าจะเลือกได้ง่ายๆ
“กลัวจะไม่ได้มีน่ะสิ!”
อ่านต่อตอนที่ ๓๕ >> 

กรรมพยากรณ์ ตอนเลือกเกิดใหม่ (ตอนที่ ๓๓ คนพาล)

<ย้อนกลับอ่านตอนที่ ๓๒

ตอนที่ ๓๓ คนพาล

พฤหัสขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด ความผิดปกติของอเวราทำให้เขางุ่นง่านกระวนกระวายอยู่ไม่สุข นึกเดาไปต่างๆ นานาว่าเกิดอะไรขึ้น
อเวรายังไม่รู้เรื่องชะตาเล่นตลกพัดพาเขาไปหาหลานสาวหล่อนอย่างแน่นอน เพราะเขายังคุยกับละอองฝนทุกวันเป็นปกติ แต่จู่ๆ ทำไมคิดตัดสวาท สะบั้นสัมพันธ์ระหว่างกันทิ้ง นั่นยังคงเป็นปริศนา คิดไปคิดมาก็น่าจะมีอยู่เรื่องเดียว คือกรณีเขาดันละเมอเรียกชื่อทรายออกมากลางดึก หล่อนเห็นเขามีคนอื่นในใจ ก็อาจเอาอย่างบ้างให้สมน้ำสมเนื้อกันกระมัง
เขาไม่สนใจว่าอเวราจะมีใครใหม่ สนแต่ว่าวันนี้หล่อนมีความหมางเมินเย็นชากับเขาอย่างผิดปกติ และนั่นอาจหมายถึงความรู้สึกที่เป็นลบต่อกัน ซึ่งจะปล่อยเลยตามเลยไม่ได้ เพราะหล่อนดันเป็นญาติสนิทกับแก้วตาดวงใจของเขา วันดีคืนดีอเวราอาจปูดเรื่องเขาขึ้นมาโดยบังเอิญ เช่นถามณชะเลเล่นๆ ว่ารู้จักคนชื่อต่อยไหม มีคนชื่อต่อยละเมอหา...
คงไม่รู้จะเอาหน้าไปมุดที่ไหน หากณชะเลบอกว่ารู้จักอยู่ต่อยหนึ่ง กำลังตามจีบละอองฝนอยู่ เพียงอเวรายื่นโทรศัพท์มือถือให้ดูรูปเขาแล้วถามว่าต่อยนี้ใช่ไหม? ทุกอย่างก็จบสนิทกัน
๒๙๐
และคงเป็นเรื่องบัดสีบัดเถลิงขนานแท้ หากณชะเลเกิดตั้งคำถามขึ้นมาว่าได้ยินนายต่อยละเมอชื่อทรายที่ไหน อเวราคงพรั่งพรูหมดสิ้นด้วยความคับแค้น ว่าได้ยินกับหู... บนเตียง... กลางดึกสงัด...
ทุกวันนี้ก็ไม่กล้าเยี่ยมหน้าไปที่บ้านณชะเลอีกเลย ทั้งที่คิดถึงใจจะขาด กลัวเกิดเหตุรถไฟชนกันเข้าจังๆ และคราวต่อไปอาจไม่โชคดีเท่าคราวก่อน ที่รอดตัวได้ราวกับมีมือลึกลับยื่นลงมาช่วยบังตาใครต่อใครให้
ทราบจากจองฤกษ์ว่าณชะเลเกลียดคนเจ้าชู้ อยากห่างเพลย์บอย เขาไม่ต้องการให้หล่อนเสียความรู้สึก เดาได้ว่าคงกระอักกระอ่วนพิลึกหากทราบว่าน้าสาวคนสนิทเคยเป็นคู่นอนของเขา
คิดไกลหลายตลบ ถึงณชะเลจะไม่ถือสา หรือถึงแม้โชคดีณชะเลพึงใจที่รู้ว่าเขาละเมอหาหล่อนกลางดึก อย่างไรอเวราก็คงไม่ปล่อยให้เขาตีสนิทกับหลานสาวโดยสะดวกดายเป็นแน่ เขาคงโดนใส่ไฟไม่ยั้ง ในเมื่อความรู้สึกที่มีต่อเขาเป็นลบเสียแล้ว
เพราะอเวรา ชีวิตเขาจึงเหมือนต้องเต้นในเตาอบไม่เลิก
ขบฟันแน่น เข้าใจอารมณ์คนอยากกำจัดสิ่งกีดขวาง แต่เสียดายยังไม่เหี้ยมขนาดเข้าใจอารมณ์เพชฌฆาต นั่นทำให้พฤหัสสงสารตัวเองจับใจ เสียดายที่เขาไม่ใช่คนเลว จึงเฝ้าคิดแต่ว่าแค่นี้เรื่องเล็ก สมควรทนไปก่อน
แต่เอ... เรื่องเล็กแน่หรือ?
เขาอยากได้ณชะเลอย่างไม่เคยอยากอะไรเท่า ฝันถึงหล่อนเกือบทุกคืน บางคืนเป็นตุเป็นตะเยิ่นยาวยืดเยื้อ ตื่นนอนทีไรสับสนงุนงงทุกทีว่ารู้จักสนิทกับหล่อนจริงๆ หรือยัง ฝันยามหลับไม่พอ ยังฝันกลางวันต่อราวกับคนเป็นโรคจิต
จากคนรักใครไม่เป็น จากคนหัวใจกระด้าง จากคนไม่เห็นคุณค่าของผู้หญิงมากไปกว่าตุ๊กตายาง บัดนี้เขากลายเป็นคนโหยหารักแท้ และเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของคนบ้ารักที่พร้อมแลกทุกสิ่ง แม้กระทั่งวิถีชีวิตเสเพลแบบเดิมๆ ขอเพียงให้ได้หล่อนมา
อย่างนี้น่ะหรือเรื่องเล็ก? เรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตล่ะไม่ว่า!
หากโลกนี้ยังมีอเวรา เขาก็จะไม่มีวันได้ตัวณชะเลมา สิ่งใดขัดขวางไม่ให้ได้ตัวณชะเลมา สิ่งนั้นควรถูกสำคัญว่าเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่สุดเช่นกัน
วูบหนึ่งพฤหัสคิดถึงคำชักชวนของสิงคารและฉาดฉาน ที่จะดึงเขาเข้าร่วมขบวนการค้ามนุษย์ วูบนั้นเกิดอาการคันไม้คันมือขึ้นมาอย่างแรง เขาอยู่ในดงนักเลงผู้หญิงมานานจนคุ้นกับบรรยากาศของโลกสีเทา ไม่แม้แต่จะแปะป้ายให้สิงคารกับฉาดฉานเป็นอาชญากร เพราะถูกสอนให้เห็นว่าทุกคนมีเรื่องจำเป็นต้องทำเพื่อการอยู่รอด และอยู่รอดอย่างมีระดับด้วย ไม่ใช่แค่คิดอยู่รอดแบบคนกระจอก
“เฮ้ย! ต่อย!”
เสียงเรียกพร้อมน้ำหนักมือที่ตบลงมาบนบ่าหนักๆ ทำให้พฤหัสสะดุ้งโหยง และยิ่งประสาทกระตุกเมื่อคนทักคือเจ้าเพื่อนยากที่กำลังอยู่ในห้วงคำนึงนึกถึงพอดี
“ไอ้ฉาน! เรียกดีๆ ไม่ได้รึไงวะ? คราวหลังระวังเจอระบบประสาทอัตโนมัติดีดลงไปกองนะมึง”
๒๙๑
ฉาดฉานเตี้ยกว่าเขา หุ่นก็ไม่ออกแนวนักกีฬาอย่างเขา แต่อะไรบางอย่างในประกายตาคมปลาบและรอยยิ้มเย็นของหมอนั่น ทำให้เขารู้สึกตะครั่นตะครอได้ทุกครั้งยามมองสบกันตรงๆ และที่เขาแกล้งโวยวายพร้อมทำเป็นฉุนหน่อยๆ เมื่อถูกทัก ก็เพื่อกลบเกลื่อนท่าทีหวาดผวาที่อาจหลุดๆ ไปให้เจ้าตัวดีเห็นเท่านั้น
“โถ! ขวัญอ่อน กำลังใจลอยหาใครอยู่”
ฉาดฉานสัพยอก
“เรื่องของกู!”
“เฮ่ย! เรื่องของมึงก็เรื่องของกูเหมือนกันแหละน่า”
สุ้มเสียงที่ให้ความอบอุ่นเยี่ยงมิตรสนิทนั้นทำเอาพฤหัสอ่อนยวบลงทันตา
“กลุ้มใจว่ะ”
“เล่าให้กูฟังหน่อยดิ้ ไปนั่งโน่นไป”
ขณะนั้นเป็นเวลาโรงเรียนเพิ่งเลิก จึงเต็มไปด้วยผู้ปกครองและนักเรียนชุลมุน ที่นั่งตามทางเดินเต็มหมด จึงต้องเลือกบันไดทางขึ้นตึกใหญ่เป็นที่หย่อนก้น
“เรื่องเดิมล่ะสิ...” ฉาดฉานเปิดฉาก “หญิงใหม่ไม่คืบหน้าเพราะติดหญิงเก่า?”
“เออ...” พฤหัสรับเสียงอ่อย “กูรู้สึกเหมือนกำลังตาบอด หญิงใหม่นี่กู... จริงจังมาก บอกไม่ถูก กูหลงจนไม่เป็นอันทำอะไร ปวดแสบปวดร้อนไปหมด อย่างกะเป็นไก่อ่อนแน่ะ อย่าด่ากูล่ะ”
“ด่าทำไม กูก็เคยเป็น” ฉาดฉานพูดนิ่มๆ “กูเชื่อว่าผู้หญิงบางคนมีความหมายเกินกว่าจะมัวกลัวเสียฟอร์ม ยอมรับไปเถอะวะว่านี่แหละของวิเศษ มันทำให้ชีวิตเรามีความหมายมากขึ้น อย่างน้อยก็ใจถึงพอจะยอมทำอะไรบ้าๆ มั่ง”
คำพูดแค่ไม่กี่คำของเจ้าเพื่อนหน้าหยกถึงกับสลายความเครียดลงได้เกินครึ่ง นอกจากฉาดฉานจะไม่เห็นเขาเป็นตัวตลก ยังเข้าข้างเขา ช่วยให้เขาเลิกโทษตัวเอง เลิกคิดว่าตนเองบ้าบอเป็นไก่อ่อนอีกต่างหาก
“บ้าที่สุดเพื่อหญิงของมึงนี่คืออะไร?”
พฤหัสถามยิ้มๆ
“ก็... ฆ่าใครสักคนทิ้ง”
เสียงตอบนั้นเย็นสนิท เย็นจนพฤหัสไม่แน่ใจว่าเป็นการพูดเล่นหรือพูดจริง
“มึงเคย?”
ฉาดฉานผงกศีรษะด้วยอาการปกติเหมือนยอมรับว่าเคยตกปลา และนั่นก็มีผลให้พฤหัสกลืนน้ำลายแทบไม่ลง ไม่กล้าถามย้ำ เพราะเชื่อว่าเจ้านี่ใจถึงจริง
ในสังคมแบบหนึ่ง ความดีความชั่วเป็นเรื่องล้าสมัย ตัดสินยากว่าใครถูกใครผิด สู้แข่งกันเรื่องความกล้าบ้าบิ่นไม่ได้ ทันสมัยกว่ากันเยอะ ตัดสินง่ายด้วยว่าใครเจ๋งกว่าใคร เขาใกล้ชิดกับสังคมชนิดนี้มาตั้งแต่เด็ก ฉะนั้นเวลาฟังว่าใคร
๒๙๒
ทำอะไร ‘แรงๆ ’ จึงไม่ค่อยนึกว่านั่นเรียกดีหรือชั่ว แต่สิ่งที่ทำลงไปคล้ายเป็นมาตรวัดความใจถึงหรือความบ้าดีเดือดเสียมากกว่า
ช่วงต้นชีวิตที่เริ่มจำความได้ ก็ได้ยินพ่อพูดในร้านอาหารริมเจ้าพระยาซึ่งมีระเบียงยื่นล้ำออกไปในแม่น้ำมากกว่าใครอื่น โดยพ่อชมเชยเจ้าของร้านว่า ‘เก่งแฮะ’
คำชมชนิดนั้นคล้ายเสาเข็มที่ปักลงมาบนพื้นฐานชีวิตของเขา และยังมีเสาอื่นๆ อีกที่ตอกย้ำครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้เขาเห็นกฎบัตรกฎหมายบ้านเมืองเหมือนรั้วที่มีไว้ให้พิสูจน์ความสามารถในการแหก ใครเก่งกว่าก็แหกได้มากกว่า
พ่อเป็นบันไดขั้นแรก เพื่อนฝูงรอบตัวเป็นบันไดขั้นต่อๆ มา เขาขึ้นบันไดชีวิตมากับความไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก รู้แต่ว่าใครเจ๋งใครไม่เจ๋ง
แต่กระนั้น ที่ผ่านมาพฤหัสก็ไม่ได้คบสนิทกับกลุ่มตีรันฟันแทง ไม่เคยร่วมก๊วนยกพวกไปกระทืบกัน ฉะนั้นเรื่องฆ่าแกงจึงเป็นอีกระดับของความใจถึงซึ่งเขายังไม่คุ้น
“มันมากเกินไปรึป่าววะ?”
ถามเพื่อนด้วยสีหน้าเกรงๆ อยู่ในที
“อะไรคือมากหรือน้อยไปล่ะต่อย?”
“ชีวิตคน เกิดหนเดียว ตายหนเดียว อยู่ๆ มึงไปทำให้เขาตายก่อนกำหนด มันต้องนับเป็นเรื่องใหญ่ซิ”
“มองไปรอบๆ นะ...” ฉาดฉานเพ่งสายตานำไปสู่สนามบาสเกตบอลที่มีการชิงลูกกันอย่างเอาเป็นเอาตาย “มึงจะรู้ว่าทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยการแย่งชิง ทั้งในเมืองและในป่า ทั้งมนุษย์และสัตว์ ต่างก็อยากได้อะไรอย่างหนึ่งเสมอ และยอมแบ่งปันให้ใครไม่ได้ซะด้วย สำหรับช่วงวัยเรา อะไรจะสำคัญไปกว่าหญิง? กูเชื่อว่าการตามใจตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด ตรงข้าม ถ้าหัวใจสั่งอะไรแล้วมึงไม่ทำตาม ใจมึงจะเสาะลงเรื่อยๆ แล้วในที่สุดก็ไปไม่ถึงไหน ไม่ได้อะไรมาเป็นสมบัติสักอย่าง”
“แล้วถึงกับต้องฆ่าทิ้งเลยเหรอะ ไม่แข่งกันดีๆ วะ? อย่างมึงถ้าเอาจริง ใครมันจะสู้ไหว”
“มันรวย มันหล่อ มันปากหมา ทำให้กูรำคาญ!”
“สรุปคือนอกจากเรื่องแข่งแล้วยังมีเรื่องแค้น?”
“ใช่!”
พฤหัสมองเพื่อนตาค้าง ความแค้นอย่างเดียวเป็นเหตุผลที่เพียงพอกับการก่ออาชญากรรมทุกระดับ และทุกวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอีกแล้วที่มนุษย์ยุคอินเตอร์เน็ตจะฆ่ากันด้วยเหตุเพราะแค้นเพียงเล็กน้อย แต่เขานึกไม่ถึงเท่านั้นว่าเพื่อนรักจะเคยก่อวีรกรรมชนิดนี้ด้วย เด็กหนุ่มเสยผมทีหนึ่งก่อนร้องสดุดี
“โอ้จอร์จ! มึงแน่มาก”
ฉาดฉานยิ้มขรึม เรื่องราวที่เป็นคดีชนิดพาตัวเข้าคุกได้มักถูกเล่าออกมาอย่างสะดวกปากในหมู่วัยรุ่น ส่วนใหญ่เป็นการคุยโม้เกินจริงเพื่อประกาศศักดาว่าข้าแน่ แต่สำหรับเขาแล้ว นี่ไม่ใช่แค่ความปากพล่อยเพื่อสร้างภาพน่าเกรงขาม
๒๙๓
เล่นๆ เขากำลังพยายามชักชวนเพื่อนมาทำงานหาเงินด้วยกัน ก็ต้องวาดให้เห็นว่าถ้าทำเพื่อความรักเสียอย่าง แม้การฆ่าแกงยังเป็นเรื่องขี้ผง เขารู้ดีว่าเพื่อนกำลังหมกมุ่นบ้ารัก และตระหนักว่าความบ้ารักจะทำให้คนเราตรึกตรองน้อยลง มอมเมาให้คล้อยตามในเรื่องโลดโผนโจนทะยานได้ง่าย จึงจี้กันด้วยจุดนี้
“มึงติดอุปสรรคอะไร ก็กำจัดอุปสรรคนั้นทิ้งสิวะ รีรออะไร”
พฤหัสอึ้งคอแข็งอย่างรู้ว่านั่นเป็นอีกครั้งที่ฉาดฉานชวนให้ทำเรื่องระทึก นั่นแสดงถึงเจตจำนงจริงจัง มิใช่การชวนเล่นขายของ เขาตัวชามือเท้าอ่อน ที่ผ่านมามีหลายวูบที่ตกลงใจจริงจังว่าจะจัดการ ‘กำจัดอุปสรรค’ ตามคำแนะนำอันจะสร้างเงินแสนเป็นของแถมอยู่เหมือนกัน แต่ทว่าพอมาเจอของจริง ต้องตกลงใจอย่างจะเซ็นสัญญากันจริงๆ ก็รู้ว่าตนยังไม่ใจเด็ดขนาดนั้น
“แหม้... ใจคอมึงจะให้กู... เหมือนจับคนเก่าโยนลงบ่อจระเข้เลยเหรอะ? เขาก็เคยให้ความสุขกะกูไม่ใช่น้อยนา”
รู้ว่าตนเองเสียงแหบพร่าอย่างน่าสมเพช เห็นมุมปากของฉาดฉานเหยียดออกไปนิดๆ และนั่นก็ก่อให้เกิดภาพยิ้มอำมหิตต่อสายตาพฤหัสจนใจคอไม่ดี
“เขาก็จะไปมีความสุขต่อไงล่ะ มึงนึกว่าธุรกิจที่อามู่ทำคือการจับไปฆ่าเหรอะ? ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก”
พฤหัสกระเดือกน้ำลายลงคออึกหนึ่ง เกิดความอยากรู้อยากเห็นจนต้องซัก
“จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้หญิง?”
ฉาดฉานยื่นหน้ามาใกล้เพื่อนกว่าเดิมเล็กน้อย เพื่อตอบอย่างชัดเจน แต่ไม่ให้แพร่งพรายไปในอากาศ
“ตอนนี้มียาอยู่ตัวหนึ่ง กินแล้วครึ่งหลับครึ่งตื่น ไม่เป็นตัวของตัวเอง แล้วก็อยากเล่นกับผู้ชายบ่อยๆ ”
พฤหัสหัวเราะหึหึ แทรกว่า
“ยาแบบนี้เหมือนกำลังโปรยในอากาศทั่วโลกอยู่แล้วนี่”
ฉาดฉานหัวเราะหึหึบ้าง
“นั่นแหละ ผู้หญิงสมัยนี้ไม่คิดอะไรมากอยู่แล้ว เพราะงั้นก็ใช้ประโยชน์จากพวกหล่อนซะ อามู่รู้จักกับเครือข่ายที่ติดต่อกับเศรษฐีแขก กำลังมีออเดอร์เยอะเลย”
“พอไปถึงที่ ผู้หญิงก็ต้องโวยวาย ร้องแรกแหกกระเชอบ้านแตก”
“ไม่หรอก บอกแล้วมียาดี เสพแล้วขาดไม่ได้ ความเป็นอยู่พวกเธอจะดีกว่ามึงกะกูเยอะ มีชีวิตแบบเจ้าหญิงในวังหรู กูเห็นรูปถ่ายแล้ว เหมือนทัชมาฮาลเลย ทุกคนเป็นอิสระ ไม่ต้องทำงานหน้าดำคร่ำเครียด”
“ถ้าเป็นอิสระ แล้วเกิดติดต่อกลับมาหาญาติ กูก็ซวยดิ้”
“ไม่หรอก จะมีอยู่ประเภทหนึ่งที่เขาล็อกไว้ ไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอก”
พฤหัสลำคอแห้งผาก
“ถูกขู่ฆ่าไว้?”
๒๙๔
“แหงล่ะ มีชิปติดตามตัวฝังอยู่ลับๆ ด้วย”
พฤหัสเอียงหน้าสงสัย
“พอแก่แล้วทำไง?”
“ก็ปล่อยกลับบ้านมั้ง... แต่ป่านนั้น มึงก็สมใจกะหญิงใหม่แล้วไง”
“ไม่ใช่แก่แล้วฆ่าทิ้งนะ?”
“เขาจะทำอย่างนั้นทำไมวะ” ฉาดฉานตอบหัวเราะๆ เหมือนปลอบเด็ก “มึงก็บอกเองว่าหญิงเก่าของมึงหน้าอ่อน ท่าทางเฉายาก แล้วคุณสมบัติต่างๆ ก็เข้าสะเป๊กทุกประการ พ่อแม่เขาก็ไม่เคยเห็นหน้ามึงซักทีนี่ใช่ไหม?”
“พวกเราคบหญิงก็ไม่เคยให้พ่อแม่เธอๆ รู้จักหน้าอยู่แล้วนี่หว่า”
“เห็นไหมล่ะ การทำตัวลึกลับไม่ให้ญาติเจ้าหล่อนรู้จักมันดียังไง หายตัวไปก็ไม่มีทางเชื่อมถึงมึงได้หรอก... ในที่สุดทุกคนจะเป็นสุข วินวินโว้ย อีได้ไปอยู่คฤหาสน์ ส่วนมึงก็มีเงินใช้ แล้วอามู่ก็รับส่วนแบ่ง และยังมีเครดิตที่ดีกับเครือข่ายต่อไป”
ฉาดฉานเว้นวรรคดูท่าทีของเพื่อน พอเห็นพฤหัสคิดหนักก็กล่อมต่อ
“มึงกลุ้มเรื่องความต้องการของตัวเองเถอะวะ เหมือนไอ้พวกที่เล่นบาสมันกลุ้มเรื่องเอาลูกให้ข้างตัวเอง ต่างคนต่างไม่ปล่อยให้คนอื่นแย่งไป แล้วก็รู้ไว้ซะ มีหญิงสมัครใจไปทำเองเยอะแยะ เด็กมึงไม่เหงาหรอก รับรอง”
“นั่นดิ้ ถ้ามีเยอะแล้วทำไมต้องมาหาอย่างนี้ด้วยล่ะ?”
“เป็นออเดอร์พิเศษ มีคลาสหน่อย กำลังฮอตฮิต ราคาแพง”
“อ้อ... อยากรู้จังว่าแพงเท่าไหร่แน่ ถ้ากูได้สี่แสนเป็นส่วนแบ่ง แสดงว่าอามู่ต้องได้มากกว่านั้นอีกเยอะสิวะ?”
“ก็ใช่ ยอมรับ... แต่ทำครั้งแรกยังระดับบริวารโว้ย ต้องมีแต้มสะสมเยอะๆ ก่อนซิ ค่อยเขยิบขึ้นไปโกยมากแบบอามู่”
พฤหัสถอนใจยาว คล้ายเงาบางอย่างแวบผ่านไปผ่านมา บอกไม่ถูกว่าคืออะไร อยู่ข้างนอกตัวหรือในตัว รู้แต่ว่าเกิดความกดดันในอก ลำคอตีบตันกลืนน้ำลายไม่ค่อยลง
“กูต้องทำไง?”
“ก็... อาศัยความใกล้ชิด ค่อยๆ อัดยา เพราะต้องทำให้ติดสักระยะหนึ่งก่อนถึงจะพาตัวไปได้ง่ายๆ เงียบๆ ถ้าดื้อแล้วต้องเหนื่อยกันยาว หรืออาจทำให้สินค้าช้ำ... เอานะ?”
ผู้ถูกชักชวนทำหน้าครุ่นคิดหนักหน่วงที่สุดในชีวิต แต่นั่นก็ดูจะเป็นสิทธิ์ขาดอันชอบธรรมที่เขาต้องตัดสินใจเอาเองเพียงคนเดียว ขึ้นอยู่กับว่าใจถึงหรือไม่ถึงเท่านั้น
เริ่มต้นทุกคนปฏิเสธความชั่วที่เกินตัวเสมอ แต่จิตใจมีสิทธิ์แปรปรวนไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะบนทางลาดลงต่ำที่เดินๆ กันอยู่ ถึงจุดหนึ่งความชั่วที่เกินตัวก็ดูกลายเป็นการกระทำสามัญที่ไม่น่ารังเกียจเกินไปนัก
๒๙๕
“ขอกูคิดดูก่อน”
นั่นเป็นคำที่เล็ดออกมาแบบครึ่งขลาดครึ่งกล้า
“อย่าช้านะ เพราะถ้าออเดอร์หมด ส่วนแบ่งของมึงจะไม่มากเท่านี้”
พอถูกจี้ท่านั้น พฤหัสก็ทำหน้าเครียดพักใหญ่ แล้วคลี่คลายออกเป็นหัวเราะกร่อยๆ
“ทำงี้มึงว่าต้องไปรับกรรมในนรกหรือเปล่าวะ?”
“เหอะๆ ถามใจตัวเองที่กำลังอยู่กับความเป็นจริง มึงเชื่อว่ามีเหรอะ?”
พฤหัสคิดครวญ เหลือบตามองฟ้า มองต้นไม้ มองผู้คน และสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่จับต้องได้ ก่อนแค่นหัวเราะส่ายหัวไปมา ตอบหนักๆ ว่า
“ไม่เชื่อว่ะ!”
เย็นวันต่อมา อเวราต้องหงุดหงิดตั้งแต่ยังไม่เลิกงาน เมื่อประชาสัมพันธ์ด้านล่างโทร.ขึ้นมาบอกว่ามีนักเรียนหนุ่มมารอพบ
นี่เป็นครั้งแรกที่พฤหัสบุกถึงออฟฟิศ หล่อนแทบทำอะไรไม่ถูก ยามเมื่อสิ้นศรัทธา เลิกบูชากามารมณ์เป็นใหญ่ ก็เหมือนกลับคืนสู่ภาวะปกติ และภาวะปกติของหล่อนคือการเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง ที่รู้สึกว่าการคบหาเด็กนักเรียนซึ่งยังนุ่งขาสั้นนั้น น่าอับอายขายหน้าเหลือทน
ตอนราคะบดบังสติปัญญา ทุกอย่างเกิดขึ้นได้จริงๆ ยามนี้พอมองย้อนกลับไป ก็เห็นแต่ความเหลวแหลก น่ารังเกียจ พาให้รู้สึกเกลียดตัวเองมาก
ใช้มือถือของตนต่อเข้ามือถือของพฤหัสโดยตรง พอเขารับก็ถามเสียงขุ่น
“มีธุระอะไร?”
“เย็นชามาเลยเชียว... ก็แค่คิดถึง ไม่ได้เจอกันหลายวันแล้ว นี่ผมขอขึ้นไปที่ชั้นของพี่เค้ก เขาก็ไม่ยอมให้ผ่านประตูน่ะ”
ความเครียดจับใบหน้าทันควัน อเวราปิดตาขบริมฝีปากแน่น เงียบพักใหญ่เพราะคล้ายการรับรู้ทั้งมวลขาดหายไปชั่วคราว ก่อนคุมสติได้ในเวลาต่อมา
“ขึ้นลิฟต์ทางปีกซ้ายไปที่จอดรถชั้น ๕ รอตรงประตูทางออก อีกไม่เกินสิบนาทีเจอกัน”
“โอเค! แล้วเจอกันครับพี่เค้ก”
หัวใจหญิงสาวเต้นระส่ำไม่ถูกจังหวะ ร้อนรุ่มกลุ้มใจจนมือไม้สั่นงกๆ เงิ่นๆ เห็นได้ชัดว่าเขามาด้วยท่าทีราวี และจะไม่ถอยฉากไปจากชีวิตหล่อนง่ายๆ
น้ำเสียงไม่รู้คิดของพฤหัสเป็นเช่นนั้นมาแต่ไหนแต่ไร ทำไมหล่อนไม่เคยเงี่ยหูฟังให้ชัดๆ จะได้ตระหนักแต่เนิ่นๆ ว่าโลกของเขายังเล่นสนุกไร้สาระไปวันๆ ไม่คำนึงถึงความเสียหายของใคร อยากเอาอะไรเข้าตัวต้องเอาให้ได้
๒๙๖
มีงานเหลือค้างอีกเพียงนิดหน่อย อเวรารวบรวมสติ พยายามตั้งสมาธิสะสางให้เสร็จในสองสามนาที เพราะถ้าใช้เวลาเกินกว่านั้นหล่อนรู้ตัวว่าสมาธิจะขาดตอนและต่อติดยาก
รัวนิ้วพิมพ์งาน รัวจนเสร็จสิ้นแล้วเก็บข้าวของ เลิกงานก่อนเวลาเพียง ๑๐ นาทีคงไม่เป็นไร ขี้เกียจขอเจ้านาย แต่ฝากฝังกับเพื่อนข้างโต๊ะไว้
“อ้อย... เราต้องรีบล่ะ มีธุระด่วน”
“อือ ไปเถอะ”
เพื่อนร่วมงานสาวโบกมือไล่ทั้งยังถือกระบอกโทรศัพท์คุยกับคนอื่นค้างอยู่
อเวรามาถึงที่นัดหมายในเวลาเพียงอึดใจต่อมา ไม่สบตา ไม่หยุดทัก แต่เดินเลยร่างพฤหัสไปเปิดประตูรถและขึ้นนั่งประจำที่เลยทีเดียว
พฤหัสเดินตามมาแบบทอดน่องเอื่อยเฉื่อย ก้าวขึ้นรถด้วยอากัปกิริยาเป็นปกติ
“เธอจะเอาอะไร?”
อเวราถามโดยไม่หันมามอง และยังไม่สตาร์ทรถ
“เอาคำตอบจากพี่เค้ก ว่าพักนี้เป็นอะไรไป?”
เขาพยายามทำเสียงสบายๆ
“ก็ไม่เป็นอะไร เพียงแต่จู่ๆ ก็สำนึกว่าที่ผ่านมาเหมือนถูกผีสิง เพิ่งไล่สำเร็จเมื่อวาน”
“ผมน่ะงงจริงๆ พี่เพิ่งเช่าห้องเพื่ออยู่กับผมแท้ๆ ทำไม...”
“นั่นแหละ เพราะห้องนั่นแหละ ทำให้พี่เข้าใจความรู้สึกตัวเองมากขึ้น ว่ามันต้องไม่ใช่อย่างนี้” แล้วหล่อนก็หันหน้ามามองเขา “ให้เราเป็นพี่น้องกัน ให้พี่รักเธออย่างถูกรุ่นเถอะ บอกซ้ำอีกครั้งว่าพี่ไม่เสียใจแม้แต่นิดเดียวกับสิ่งที่ผ่านมา แต่จะเริ่มเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปอย่างขาดสำนึกแล้ว”
พฤหัสแค่นยิ้ม
“เอาล่ะ... ผมก็ไม่นึกว่าละเมอชื่อทรายออกมาทีเดียวจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ พี่เค้กถามผมว่าคนชื่อทรายสวยมากไหม งั้นผมยอมเอารูปให้ดูก็ได้” เด็กหนุ่มยกโทรศัพท์มือถือให้ดูรูปสาวน้อยนางหนึ่ง หน้าหวานปานน้ำตาลเคลือบ “และผมจะโทร.คุยกับเธอให้พี่ฟังเดี๋ยวนี้ ว่าต่อไปผมกับเขาไม่มีอะไรกันอีกแล้ว”
นั่นเป็นเพียงแผนลวงตื้นๆ พฤหัสนัดแนะกับฉาดฉานไว้เรียบร้อย ให้เปิดเครื่องดัดเสียงเป็นผู้หญิงตอบเขาเมื่อโทร.หา
แต่สำหรับอเวรา เรื่องผู้หญิงอื่นของพฤหัสหาใช่ประเด็นสำคัญแต่อย่างใดไม่ หล่อนเพียงเหลือบตามองรูปนิดเดียวแล้วช้อนขึ้นสบกับเขาด้วยแววว่าง
๒๙๗
“ไม่เกี่ยวกันเลยต่อย พี่บอกแล้วว่าไม่ติดใจอะไร เธอต้องเข้าใจใหม่ดีๆ นะ พี่ขอให้เรายุติการคบหากันแบบชู้สาวอย่างนี้ ต่อไปถ้ายังรักจะคบกัน ก็ให้พี่เป็นพี่สาวของเธอ ไม่ใช่คู่นอนเหมือนที่ผ่านมา เราสองคนต่างก็ได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ไม่ควรมีอะไรติดใจแล้ว เธอมีคนของเธออีกแยะ เชื่อแน่ว่าไม่เดือดร้อน เพราะงั้น... พอแค่นี้เถอะ”
พฤหัสก้มหน้ากัดปากเงียบเป็นครู่ คิดว่าจะเอาอย่างไรดี นึกฮึดอยากงัดใจจริงมาพูดไว้เชิงว่าเขาเองก็ไม่สนหล่อนแล้วเหมือนกัน แม้ไม่ถึงกับเบื่อ แต่ก็ไม่ถึงกับติดเป็นเฮโรอีนอย่างเมื่อแรก ไม่ได้อยากจะง้อหรอก ถ้าไม่ใช่มีเหตุจำเป็น!
“พี่เค้ก...” พูดพลางคว้ามืออีกฝ่ายมากุมและขอดื้อๆ “ไปคุยต่อที่ห้องกันเถอะ”
“คุยกันที่นี่แหละ”
ความแกร่งของมือพฤหัสไม่ให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างเคย ตรงข้าม กลับคล้ายคีมเหล็กที่เย็นเฉียบหรือเครื่องพันธนาการหน่วงเหนี่ยวที่น่าหดมือหนี แต่จังหวะนั้นอเวราก็นิ่งเฉย เพราะไม่อยากให้บรรยากาศแปรรูปจากการนั่งนิ่งไปสู่การยื้อยุดฉุดดึง
“ผมไม่อยากเลิกกับพี่ตอนนี้”
พฤหัสแจ้งความจำนงตรงไปตรงมา เพราะไม่ทราบจะงัดไม้เด็ดชิ้นไหนมาใช้ในยามที่กำลังคุกรุ่นด้วยอารมณ์หลายหลากขัดแย้งกันเอง แต่คำพูดประกอบสายตาเอาแต่ได้ของเขาก็ส่งผลให้อเวราเดือดขึ้นมาบ้าง
“ต่อย... เธอเห็นพี่เป็นของเช่าซื้อหรือไง พี่ให้เธอไปหมดแล้ว ทั้งตัว ทั้งเวลา ทั้งเงิน ตอนนี้พี่อยากเป็นอิสระ เธอควรเข้าใจและปล่อยพี่ไปดีๆ ”
เด็กหนุ่มเอียงคอทำหน้าสงสัย นัยน์ตาเอาเรื่อง
“เงิน? พี่เค้กให้เงินผมตอนไหนไม่ทราบ?”
“ก็มาเช่าห้องน่ะ ต้องใช้เงินเท่าไหร่ พาเธอไปเที่ยว ค่าน้ำมันกับค่าอาหารเท่าไหร่ เธอน่ะไม่คิดหรอก แต่คนจ่ายยังไงก็ต้องคิด”
“เอ้า! ก็เวลาผมจะออกบ้าง พี่เค้กมาห้ามทำไมล่ะ แล้วตานี้มาพูดเหมือนเป็นบุญคุณ”
“อย่าเลยต่อย เธอนึกว่าคนอื่นอ่านท่าทีไม่ออกเหรอ ควักเหมือนยั้งๆ ครึ่งๆ กลางๆ หรือไม่ก็พูดแต่ปากว่ามื้อนี้ผมออกเอง แต่สองมือนิ่งสนิท ตีหน้าเหมือนคนเอ๋อ ไม่รู้ตัวว่าใครมาเก็บเงิน”
พฤหัสชักโมโหขึ้นมาจริงๆ ปล่อยมือหล่อนทิ้ง
“นี่หาว่าผมตลกแดกเหรอ?”
“ใช่!” รู้ทั้งรู้ว่าขณะจิตมีกิริยาเสียดแทงเช่นนั้น เอ่ยคำใดออกไปก็ทิ่มแทงรุนแรงไปหมด ทว่าก็เหลืออด หลุดปากจนได้ “พฤติกรรมของเธอหลายๆ ครั้งมันเหมือนพวกเกาะผู้หญิงกินไม่มีผิด!”
ถูกหาว่าเป็นแมงดา พฤหัสก็เลือดขึ้นหน้าสุดขีด
๒๙๘
“แล้วตัวเองดีแค่ไหน...” นึกถึงความเลวของหล่อน แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ต้องรีบสวนให้ทันๆ กันเลยเอาเรื่องใกล้ตัวไว้ก่อน “ไร้ยางอาย ร่านพอจะเอากับเด็กบนบ้านตัวเอง นี่ที่แท้คงเจอตัวใหม่ อยากเปลี่ยนรสชาติล่ะสิ อีกหน่อยเถอะ ยังไม่ทันวัยทองคงขับรถเร่ไปโฉบพวกขายตัว จ้างมาบึ้มให้ถึงใจไม่ซ้ำหน้าทุกวัน!”
อเวราหน้าซีดเผือด เหมือนตัวหดเล็กเหลือเท่าไม้ขีด มองอีกฝ่ายด้วยแววร้าวรานนานเท่านาน ก่อนจะพึมพำด้วยแก้วเสียงของหุ่นกระบอกไร้วิญญาณ
“ลงไป...”
เสียงสั่งเพียงแผ่วนั้นปลุกพฤหัสให้สำนึก ไม่ใช่สำนึกผิด แต่สำนึกว่าพลั้งปากไปแล้วด้วยความยั้งโทสะไม่อยู่ อาจทำให้เสียแผนหมด
“พี่เค้ก ผมขอโทษ”
เขาทำเสียงเศร้าได้เหมือน แต่ดูจะไร้ประโยชน์ อเวราย้ำคำสั่งเดิมแบบขึ้นเสียงเกรี้ยวตวาด
“ออกไป!”
เด็กหนุ่มขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน จำต้องแสดงท่าก้มหน้าคอตก คิดว่าจะบุ่มบ่ามแข็งขืนตอนนี้ไม่ได้ จำต้องโอนอ่อนตามพายุโทสะของหญิงสาวไปก่อน เขาเปิดประตูก้าวลงจากรถหงอยๆ เดินไปยืนนิ่งทางหนึ่ง ในตำแหน่งหลีกทางให้หล่อนถอยรถโดยดี
เสียงประตูรถด้านคนขับเปิดออก ตามมาด้วยเสียงก้าวฉับๆ และเสียงเรียกเขา
“ต่อย...”
พฤหัสหันมาด้วยความดีใจ นึกว่าอเวราจะใจอ่อนดังเคย แต่ที่ไหนได้ พอหันมามองหล่อนเต็มตาก็เจอฝ่ามือซัดเปรี้ยงเข้าให้เต็มหน้า อเวราหวดเต็มแรงอย่างจะระบายความคั่งแค้นออกมาทั้งหมด เขากำลังเผลอ พอถูกตบสุดวงแขนเช่นนั้นจึงหน้าหันราวกับโดนบิดคอ
และหล่อนก็แน่เหมือนกัน พอตบเสร็จก็ปักหลักยืนอยู่กับที่ไม่หนีไปไหน จดจ้องนิ่งอย่างท้าให้เอาคืนเพื่อความยุติธรรมได้เลย
พฤหัสค่อยๆ หันกลับมาแลลึกลงไปในตาหล่อน เห็นความชิงชังไร้วี่แววยินยอมอ่อนข้อ ก็รู้ว่าไม่ใช่เวลาที่จะงอนง้อได้ด้วยคำพูดใดๆ จึงสะบัดหน้าหนี ตาวาวกำหมัดแน่น เก็บความคุมแค้นไว้กับท่ายืนแน่นิ่งประดุจถูกสาป
หญิงสาวรอนานจนเห็นว่าเด็กหนุ่มไม่เอาคืนแน่แล้ว ก็หันหลังกลับก้าวเดินไปขึ้นรถ สตาร์ทเครื่อง ถอยหลังจากซอง แล้วพุ่งตะบึงหายไป ขาดแล้วขาดเลย ไม่ถอยกลับมาต่อสัมพันธ์ใดๆ อีก
ณ ที่ที่ถูกทิ้งให้ยืนอยู่นั้นเอง นัยน์ตาพฤหัสปรากฏแววเลือดเย็นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เขาถูกตัดรอนด้วยวิธีที่ทำให้หน้าชาไปทั้งแถบ เพราะฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกรู้สาใดๆ อีก นับแต่นี้อเวราจะกลายเป็นคนแปลกหน้าที่เขาไม่จำเป็นต้องให้ความเห็นอกเห็นใจอะไรอีกแล้ว!
อ่านต่อตอนที่ ๓๔ >> 

กรรมพยากรณ์ ตอนเลือกเกิดใหม่ (ตอนที่ ๒๘ โลกกลม)

<ย้อนกลับอ่านตอนที่ ๒๗

ตอนที่ ๒๘ โลกกลม

ขณะที่บรรยากาศในห้องกำลังตึงเครียดอยู่นั่นเอง ก็มีใครคนหนึ่งกดกริ่งหน้าบ้าน จึงเหมือนระฆังดังให้พักยกการสอบสวนเอาความผิด ณชะเลทิ้งค้อนให้แฟนหนุ่มวงหนึ่งก่อนจำใจลุกขึ้นดูว่าเป็นใคร พอเห็นอเวรายืนอยู่ที่รั้วก็รีบเดินออกไปจากห้องทันที
หางตาเห็นละอองฝนเดินมาจากทางซ้าย แต่ยังอยู่ห่างประตูมากกว่าหล่อนเลยโบกมือให้และส่งเสียงบอกพอได้ยิน
“เดี๋ยวทรายไขให้น้าเค้กเอง ฝนไปเถอะ”
ละอองฝนโบกมือตอบแล้วเดินย้อนกลับทางเดิม ณชะเลเหลือบมองตามด้วยสายตาเป็นห่วงราวกับเห็นพี่สาวเดินกลับหนองน้ำที่มีจระเข้อ้าปากรออยู่ แต่ก็จำต้องหันมาสนใจญาติที่หน้าบ้านก่อน
“สวัสดีค่ะน้าเค้ก”
๒๔๒
ยกมือไหว้ฝ่ายนั้น อเวรารับไหว้และยิ้มให้ ณชะเลไม่ต้องสังเกตมากก็เห็นแววหมองในดวงตาน้าสาวถนัด เดาได้ว่าคงมีทุกข์มาขอคำปรึกษาจากแม่หล่อนตามเคย
“คุณแม่ยังไม่กลับนะคะ” บอกพลางไขกุญแจประตูให้ “เอารถเข้ามาไหม?”
“จอดไว้ข้างนอกนั่นแหละ ไม่เป็นไร”
“นัดแม่ไว้ช่วงนี้เหรอคะ? เดี๋ยวทรายโทร.บอกให้ว่าน้าเค้กมาแล้ว”
“ไม่ต้อง” ปฏิเสธและก้าวเข้ามาข้างใน “ไม่ได้นัดพี่หน่องไว้หรอก กำลังเซ็งๆ ความจริงคุยกับทรายก็ได้ น้าเหงา ไม่อยากอยู่คนเดียว แล้วก็ไม่อยากคุยกับซี้ที่มันกำลังย่ำแย่ยิ่งกว่าน้าอีก”
“งั้นมาค่ะ”
ณชะเลจูงมืออีกฝ่ายเข้าบ้านด้วยท่วงทีของผู้พร้อมจะให้ความอาทร อันเป็นกิริยาที่ติดมาจากแม่
เมื่อละอองฝนเดินไปเปิดประตูให้กับผู้มากดกริ่ง ทีแรกพฤหัสก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าใด แต่พอได้ยินเสียงของณชะเลร้องบอกความว่าหล่อนจะเป็นคนไปไขประตูให้ ‘น้าเค้ก’ เอง เด็กหนุ่มก็สะดุ้งเฮือก เพราะชื่อนั้นออกจะฟังไม่เป็นมงคลนักเมื่อเอ่ยขึ้นแถวๆ นี้
แวบแรกแค่นึกว่าน่าจะบังเอิญชื่อพ้องกัน แต่ก็ลุกขึ้นยงโย่ยงหยกแอบชะเง้อมองไปทางหน้าบ้านเพื่อความแน่ใจ ซึ่งเมื่อลอดกิ่งไม้ใบบังกับเหลี่ยมเรือนก็เห็นความเป็นไปได้ถนัด และเพราะความที่ไม่ใช่คนสายตาสั้น ร่างหญิงสาวผู้มาเยือนจึงปรากฏชัดขนาดต้องแยกเขี้ยวราวกับใครเอากับดักหนูมาหนีบก้น
ทำไมโลกถึงได้กลมยิ่งกว่าลูกโบว์ลิงอย่างนี้? รีบกลับลงนั่งในซุ้มชิงช้าแทบไม่ทัน หัวใจเต้นตึกๆ แรงกระแทกของเรื่องบังเอิญระดับ ‘อุบัติเหตุ’ ทำให้มึนงงทำอะไรไม่ถูกไปชั่วครู่ แต่พอละอองฝนกลับมาถึงเขาก็ตีหน้าตายยิ้มให้หล่อนอย่างสนิทสนม
“ใครเหรอฝน?”
“อ๋อ… น้าสาวน่ะ”
“มีธุระกับฝนหรือเปล่า?”
“เปล่าหรอก น้าเค้กชอบมาคุยกับแม่ นี่แม่ยังไม่กลับ น้าเค้กก็คงต้องนั่งรอ”
“ฝนต้องไปต้อนรับขับสู้หรือเปล่า ผมกลับก่อนก็ได้นะ”
“อ๊าย! ไม่ต้อง คนกันเอง ให้ทรายเขาจัดการ รายนั้นคุยกระหนุงกระหนิงกับน้าเค้กถูกคออยู่แล้ว”
พฤหัสเหงื่อตกใน น้ำลายเหนียวจนกลืนแทบไม่ลง อเวราสนิทกับณชะเลเสียด้วย!
“ครอบครัวฝนนี่ท่าทางอบอุ่นดีจังนะ” เด็กหนุ่มรักษากิริยาแจ่มใสไว้อย่างดิบดี “ยิ้มแฉ่งกันถ้วนหน้า แถมมีคนเดินเข้าออกตลอด เหมือนพากันมาหาความสุขจากที่นี่ทั้งนั้น”
ละอองฝนยิ้มปลื้ม

๒๔๓

“ใครจะมีความสุขได้เท่าต่อยล่ะ รวยอารมณ์ขัน มองโลกสนุกสนานได้ทั้งวัน”
“เอ่อ…” เด็กหนุ่มทำทีล้วงกระเป๋าหยิบมือถือและพลิกข้อมือดูเวลา “กี่โมงแล้วเนี่ย… ชะอุ๊ย!”
แกล้งทำตาถลนร้องราวกับใครเอามีดมาจิ้มเอว
“ต่อยมีนัดเหรอ?”
“อือ…”
เขาทำทีร้อนรนกดเบอร์เข้าบ้านตัวเอง และเป็นการกดจริง มีคนรับจริง ไม่จริงอย่างเดียวคือเนื้อความที่พูด
“ฮัลโหล พ่อเหรอ? ไอ้เจ้ยไปถึงบ้านหรือยัง?… ใช่น่ะซี! นัดมันไว้แล้วลืมสนิท คุยติดลม… นั่นแหละๆ ไอ้เจ้ยที่หน้าเหมือนปลาหมึกบดนั่นแหละ… งั้นถ้ามันไปถึงพ่อช่วยให้มันนั่งรอผมก่อนนะ แล้วอย่าเอาเป๊บซี่ให้มันกินล่ะ มันไม่มีความสำคัญขนาดต้องเลี้ยงน้ำอัดลม”
ละอองฝนปิดปากหัวเราะกึกๆ พอเขาตัดสายก็ถามว่า
“ถ้าฝนไปนั่งรอต่อยจะได้กินอะไรมั่งเนี่ย?”
พฤหัสเหลือบตาขึ้นข้างบนและเกาคอนึก
“อือม์… อาหารฮ่องเต้คงน้อยไป เอาอะไรดีหว่า?”
เด็กสาวยิ้มกว้าง
“ขอแค่น้ำก๊อกไม่ผสมน้ำมันพรายแก้วเดียวก็พอแล้ว”
“น้ำมันพรายใครเขาเอาผสมน้ำ เขาป้ายตัวต่างหาก”
“รู้ดีนี่… ฝนเคยโดนบ้างหรือเปล่าก็ไม่ทราบ”
เด็กหนุ่มหัวเราะและยักคิ้วทำตาวาว
“ทำไมถึงสงสัย มีอาการผิดปกติเหรอ?”
“ก็ไม่เชิง”
ละอองฝนเบะปากนิดๆ อย่างไว้ที พฤหัสระบายยิ้มเจ้าเสน่ห์ก่อนทำหน้าเสียดาย
“แย่จัง ผมคงต้องไปแล้ว นัดเพื่อนดูกีตาร์น่ะ เผื่อมันซื้อต่อผมจะได้ซื้อตัวใหม่”
“เล่นกีตาร์ด้วยเหรอ?”
“ก็พอไหวอยู่ แต่ตอนนี้กำลังคิดว่าถ้าได้กีตาร์ใหม่ ก็อยากเล่นให้ฝนฟังเป็นคนแรก”
ละอองฝนพยักยิ้ม จินตนาการบอกตนเองว่าถ้าพฤหัสนั่งเล่นกีตาร์ ก็น่าจะเป็นอะไรที่เท่สุดๆ
“ผมไปก่อนนะฝน”
เด็กสาวรีบลุกขึ้นก้าวนำไปเปิดประตูรั้วให้ พฤหัสก้มหน้าก้มตาย่องตามด้วยใจเต้นไม่เป็นส่ำ อยากรู้คาถาปิดตา

๒๔๔

คน จะได้ภาวนาอย่าให้มีสายตาในบ้านคู่ใดๆ เห็นเขาแม้แต่เงา
อาการรีบร้อนเดินไม่เหลียวหลังคงไม่เป็นที่ผิดสังเกตสำหรับละอองฝน เพราะเขาหลอกว่าจะรีบกลับไปหาเพื่อน พอพ้นเขตรั้วบ้านมาได้พฤหัสก็เป่าปากพรู สัมผัสรู้สึกที่ปลอดโปร่งบอกเขาว่าไม่มีใครในบ้านทราบความเคลื่อนไหวขณะเขาเดินออกมา และหากภายในสิบนาทีนี้ไม่มีสายเรียกเพื่อเอาเรื่องจากอเวรา สัมผัสที่หกของเขาก็คงทำงานถูกต้องแม่นยำ
เกือบบรรลัยแล้วไง… ใครจะไปนึกฝันว่าจอมใจของเขาเป็นคนสนิทของอเวรา ทีนี้ทำอย่างไรดี? พฤหัสเกาหัวคิดหนัก ที่เขาจีบละอองฝนจนเข้าบ้านได้ ก็ด้วยประสงค์เดียวคือปรากฏตัวให้ณชะเลเห็นบ่อยๆ ด้วยความเชื่ออำนาจเสน่ห์แห่งตนที่อาจสะกดสาวไหนๆ ให้หลงได้หมด ขอเพียงพบเจอเป็นประจำเท่านั้น
การใช้ละอองฝนเป็นสะพานอาจดูล่อแหลมอยู่สักหน่อย แต่เขาก็วางแผนไว้แล้วว่าจะ ‘ส่งต่อ’ ให้เพื่อนอีกคนที่ฝีไม้ลายมือใกล้เคียงกัน กะจัดฉากให้เหมือนละอองฝนเป็นฝ่ายทิ้งเขาไปหาคนใหม่ ส่วนเขาก็มีน้ำใจนักกีฬาพอจะคบกับหล่อนในฐานะเพื่อนต่อ ถึงตรงนั้นคงมีโอกาสคุยกับณชะเลได้หลายคำแล้ว ก่อร่างสร้างสายใยสัมพันธภาพให้หล่อนหวั่นไหวได้ระดับหนึ่งแล้ว
นี่คือเส้นทางหินที่สุดนับแต่จีบสาวมา แต่เขาก็ยินดีลงทุน และทำใจยอมกระทั่งรอเป็นปี เขาพิศวาสณชะเลขนาดนั้น!
ทว่าวันนี้… ราวกับแผ่นดินไหวให้ทุกสิ่งพังครืน ฟ้าแกล้งหรืออย่างไรจึงส่งอเวรามาเป็นญาติของณชะเล?ศรัทธาที่มีต่อคำว่า ‘บังเอิญ’ มาช้านานเหือดแห้งหายหนไปจนสิ้น ต้องมีอะไรสักอย่างที่อยู่เบื้องหลังความประจวบเหมาะอันน่าเจ็บปวดนี้!
แต่ต่อให้คนช่ำชองเรื่องโยนโทษอย่างที่สุด ก็คงกลอกตาอึกอัก นึกไม่ออกว่าจะหาใครมาเป็นแพะรับบาปดีกับอุบัติเหตุที่ปรากฏ…
พฤหัสคิด คิด และคิด กรณีของอเวราแตกต่างจากละอองฝน ขืนให้ณชะเลรู้เรื่องระหว่างเขากับอเวรา ทุกอย่างก็พังพินาศหมดรูปเท่านั้น
เขารักณชะเล… รักจริงๆ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ช่าง หญิงอื่นหมื่นแสนแม้นเจรจาพาทีกี่พันคำ ก็ไม่ทำให้เขาหลงรักได้เท่าคุยกับหล่อนเพียงสองสามคำ เขาเองยังไม่รู้เลยว่าทำไมตัวเองคลั่งไคล้ใครสักคนได้ขนาดนี้ จะมีคำอธิบายใดดีไปกว่าได้เคยเป็นคู่สร้างคู่สมร่วมอภิรมย์กันมาแต่ปางก่อนเล่า?
และเพราะปักใจเชื่อเช่นนั้น พฤหัสก็ไม่คิดว่าจะยอมให้สิ่งใดมาเป็นอุปสรรคขัดขวางความรักของเขาได้อย่างเด็ดขาด!
อเวราร่วมรับประทานอาหารเย็นกับครอบครัวของรสริน ห้วงเวลานี้บ้านพี่สาวหล่อนดูอุ่นหนาฝาคั่งขึ้นกว่าเดิมเพราะนอกจากหล่อนแล้วยังมีจองฤกษ์มาร่วมวงอีก หล่อนเห็นเขาเป็นครั้งที่สอง แต่ต่างฝ่ายต่างยิ้มให้กันได้ราวกับเป็นเครือญาติกัน
“รู้ว่าฤกษ์เก่งคอมพ์อย่างนี้วันหลังน้าคงต้องขอใช้บริการบ้างแล้ว”

๒๔๕

นั่นเป็นประโยคเดียวที่มีต่อเขาระหว่างร่วมโต๊ะ
“ด้วยความยินดีครับน้าเค้ก”
และนั่นก็เป็นประโยคเดียวที่จองฤกษ์ตอบอเวรา ต่างฝ่ายต่างมีความรู้สึกร่วมกันประการหนึ่ง คือไม่เป็นส่วนเกินของบ้านหลังนี้ นั่นจึงก่อให้เกิดไมตรีจิตโดยง่ายแม้ทักกันแค่หนึ่งคำ
อเวราลอบชำเลืองมาทางณชะเลกับจองฤกษ์บ่อยๆ หลานสาวของหล่อนก้มหน้าก้มตาอยู่กับจานข้าวไม่ค่อยหันไปใส่ใจแฟนหนุ่มเท่าใดนัก วันนี้ท่าทางอาจมีเรื่องไม่ได้อย่างใจอะไรสักอย่าง แต่แม้มีอาการหมางเมินอยู่เล็กๆ เช่นนั้นอากาศรอบตัวคู่รักคู่ใหม่ก็ยังดูสดฉ่ำอย่างน่าอิจฉา เห็นแล้วทำให้อยากมีบ้าง คือได้เข้าคู่กับใครสักคนแล้วก่อบรรยากาศน่าอบอุ่น น่าเชื่อว่าทุกปัญหาสามารถคลี่คลายไปในทางดีได้เสมอ
หญิงสาวถามตัวเองว่าเคยมีช่วงเวลาชนิดนี้บ้างไหม มีใครสักคนที่ทำให้เชื่อว่าจะรักและปักใจกับหล่อนเพียงคนเดียวไปจนตาย คำตอบที่น่าตกใจคือไม่เคย! ในวัยเดียวกับณชะเลหล่อนโหยหาเจ้าชายในฝันยิ่งกว่าอะไรอื่น ความสมบูรณ์แบบดุจเทวดาจำแลงต้องมาก่อนเสมอ หล่อนไม่แม้แต่จะคิดถึงความเข้ากันได้และสัมพันธภาพอันปรองดองที่ยืนยาว และนั่นก็กลายเป็นเครื่องเสพติดทางนิสัยอย่างหนึ่ง ที่เหมือนเข็ดแต่ก็แก้ไม่หาย
เมื่อรู้จักณชะเลพอควร หล่อนได้แง่คิดว่าการที่ผู้หญิงจะเลือกใครสักคนมาเป็นแฟนนั้น ขึ้นอยู่กับนิสัยใจคอของตัวผู้หญิงเองเป็นอันดับแรก ย้อนไปเมื่อหล่อน ๑๗ เท่าณชะเล หากเห็นผู้ชายหน้าตาแบบจองฤกษ์ก็คงเมินสนิทเพราะวันๆ หมกมุ่นอยู่กับเสียงวิจารณ์ของสหายไฮโซ ว่าใครหล่อกว่าใคร ใครรวยกว่าใคร และใครมีความดึงดูดทางเพศสูงกว่าใคร ที่จะให้ชายตามาแลหรือเสียเวลาคิดถึงหนุ่มระดับจองฤกษ์สักแวบนั้น ฝันไปเถอะ
และจนทุกวันนี้ก็ยังทำใจรับผู้ชายที่มีรูปร่างหน้าตาประมาณจองฤกษ์ไม่ลงอยู่ดี คงต้องรอให้หล่อนใกล้ขึ้นคานเสียก่อนกระมัง ใจถึงจะเล็งที่คุณสมบัติภายในก่อนยอมแพ้ให้แก่คุณสมบัติภายนอกดังที่กำลังเป็น
หลังอาหารมื้อเย็นผ่านไป รสรินก็พาน้องสาวมาเดินดูลมชมดาวนอกตัวบ้าน หล่อนเงียบรอแม่น้องสาวคนสวยเปิดปากระบายอะไรออกมาก่อน แต่จนแล้วจนรอดก็มีแต่ความเงียบ รสรินจึงต้องเป็นฝ่ายเปิดฉากด้วยการเดา
“วันนี้เขาไม่ว่างเหรอ?”
อเวราก้มหน้างุด
“หลายวันที่ผ่านมา แบบว่า… เมินๆ กันอยู่น่ะค่ะ ไม่ค่อยบอก ไม่ค่อยรู้ความเป็นไปเท่าไหร่”
รสรินรู้อยู่ก่อนแล้วว่าอะไรเป็นอะไร หล่อนถามเพื่อให้น้องสาวเริ่มเปิดปากเท่านั้น แล้วเดี๋ยวทุกอย่างก็คงพรั่งพรูออกมาเป็นชุดเอง หล่อนแค่เงียบรอฟังอย่างเดียว
“พี่หน่อง… พูดอะไรหน่อยสิคะ”
รสรินเบิกตานิดหนึ่งอย่างผิดคาดเล็กน้อย
“เธอจะให้พี่พูดอะไร?”
“อะไรก็ได้ ด่าเค้กให้สำนึกก็ได้”

๒๔๖

สาวใหญ่ผินหน้าออกข้างทางครู่หนึ่ง ก่อนเบนกลับมามองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าตามปกติ
“เอาเป็นว่าพี่ถามเค้กก็แล้วกัน… รู้ตัวหรือยังว่าใช้ชีวิตมาถึงไหนแล้ว?”
อเวรานิ่งคิด สมองค่อยๆ เริ่มทำงานเหมือนมอเตอร์ที่แข็งค้างค่อยๆ กลับหมุนใหม่อีกครั้ง
“มาถึง… จุดสรุปจุดหนึ่งมั้งคะ”
“สรุปว่า?”
น้องสาวนิ่งอั้นก่อนกลั้นใจตอบ
“เค้กเพิ่งรู้สึกว่าเซ็กซ์เหมือนกับดัก มันดึงดูดใจให้หลงเข้ามาอยู่ในวังวนทุกข์ไม่รู้จบ แล้วตอนนี้เค้กก็เป็นเหยื่อหน้าโง่ตัวหนึ่ง”
รสรินยิ้มเล็กน้อย
“ถ้าเหยื่อโง่จริง ก็ไม่มีทางรู้ตัวหรอกว่าเป็นเหยื่อ และจะไม่คิดดิ้นรนหาทางหนีด้วย”
อเวราก้มหน้านิ่ง กะพริบตาปริบๆ
“ใจเค้กเหมือนยังไม่อยากหนี…”
“จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ถ้าไม่คิดหนี วันนี้เธอไม่มาที่นี่ด้วยท่าทีแบบนี้หรอก” เว้นวรรคไปอึดใจก่อนสำทับด้วยหางเสียงคมกริบ “เลิกคบเถอะ จะได้ไม่ต้องเป็นทุกข์ต่อ”
คำพูดของสาวใหญ่เรียบง่ายคล้ายสั่งให้อีกฝ่ายเอากรรไกรตัดกระดาษ แต่ฝ่ายรับคำสั่งฟังแล้วถึงกับก้าวเท้าช้าลงจนใกล้หยุดเดิน
“เค้กจะพยายามค่ะพี่หน่อง”
แค่พูดก็รู้ตัวแล้วว่าฝืดฝืนปานไหน หล่อนมีความทุกข์ อยากพ้นทุกข์ แต่ก็ยังหวงเหตุแห่งทุกข์ ก็เหมือนเต็มใจจะรักษาความทุกข์เอาไว้ ทั้งนี้ก็ด้วยรสชาติชวนเสพติดของเนื้อทุกข์นั้นโดยแท้
รสรินพยายามรักษาความสงบเย็น เปิดใจกว้างด้วยความหยั่งรู้ว่ากระแสความสุขจากเมตตาจิตของหล่อนจะกล่อมคลื่นความทุกข์ในใจน้องสาวให้เบาบางลงได้ไม่มากก็น้อย
“เธอจะเลือกแฟนแบบไหนให้ตัวเองก็ตาม รู้ไว้เถอะว่าเธอไม่ได้เลือกแค่คน แต่เธอกำลังเลือกใจตัวเองด้วย เขาเป็นแบบไหน ใจเธอก็จะค่อยๆ เป็นแบบนั้น ถ้าเขาเอาแต่สนุก ใจเธอก็อยากเอาแต่สนุกด้วย ถ้าเขาฉาบฉวย ใจเธอก็ฉาบฉวยตาม ถ้าเขาเป็นเด็ก ใจเธอก็จะถอยกลับลงไปเป็นเด็กได้อีก สำหรับเจ้าหมอนี่มันเข้ากับตัวตนที่แท้จริงของเธอเสียที่ไหน? เค้กต้องเพ่งเล็งให้เห็นโทษของการคบหาเด็กมากๆ หมั่นถามตัวเองจนกว่าใจมันจะได้ยิน”
“จะให้ถามมันว่าอะไรคะ? ขอแบบกระทุ้งใจได้แรงหน่อยก็ดี”
“ก็เช่น… รู้ตัวหรือยังว่ายุ่งกับเด็ก?”
อเวราหัวเราะหึหึ

๒๔๗

“ถ้าอันนั้น เค้กถามตัวเองมาหมื่นครั้งแล้วมั้งคะ ใจไม่เห็นจะมีท่าว่าได้ยินสักที หรือถึงได้ยิน มันก็เฉยเสียจน…น่าจะด้านไปแล้ว”
น้ำเสียงนั้นหงอยเสียจนรสรินนึกสงสารขึ้นมาอีก
“ยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอกน่า”
“มันมีอีกหลายคำถามวนเวียนอยู่ในหัวนะคะพี่หน่อง เช่น ตกลงนี่เราจะต้องเวียนว่ายอยู่กับการเจอผู้ชายทิ้งขว้างไปตลอดชีวิตหรือเปล่า เค้กไม่เข้าใจ ทำไมเวรกรรมส่งแต่ผู้ชายห่วยๆ มาให้เลือกตลอด”
ปลายประโยคเค้นเสียงด้วยความแค้นชะตากรรมของตน ซึ่งรสรินก็รู้สึกเห็นใจ แต่ไม่ทราบจะหาใครเหมาะทั้งตัว เหมาะทั้งใจมาประเคนให้
“ถ้าวิธีคิด วิธีฝันถึงผู้ชายของเธอเปลี่ยนแปลง ตัวเลือกที่เข้ามาก็อาจเปลี่ยนไป… ถ้ายังคิดเป็นแฟนกับผู้ชายเจ้าชู้น่ะ ลืมได้เรื่องหวังเป็นหนึ่งเดียวของเขา อย่างมากเธออาจเป็นหมายเลขหนึ่งครู่หนึ่ง แล้วที่สุดก็เลื่อนอันดับไปเป็นหมายเลขสอง หรือกระทั่งสามอยู่ดี”
อเวราก้มมองพื้น ยอมรับเสียงอ่อย
“นี่เป็นจุดอ่อนที่ทำให้เค้กเกลียดตัวเอง เค้กพยายามเปลี่ยนวิธีคิด แต่ไม่สามารถเปลี่ยนวิธีที่รู้สึกได้เลย และความรู้สึกตัวเดียวก็ไม่พาให้เค้กไปไกลถึงไหนเสียที”
รสรินเงยหน้ามองดวงจันทร์เฉย ไม่โต้ตอบอะไร
“พูดไปพูดมาเหมือนพายเรือในอ่าง” อเวราหัวเราะและยิ้มแหย “สงสัยเค้กมารบกวนให้พี่หน่องเหนื่อยเปล่าอีกแล้ว ในที่สุดเค้กก็จะต้องหลงวนอยู่กับอ่างใบเดิม”
รสรินกำลังมืออ่อนเท้าอ่อน คิดๆ เช่นนั้นอยู่เหมือนกัน เลยรับง่ายๆ
“นั่นสิ”
สองพี่น้องมองหน้ากันในเงามืด ครู่หนึ่งก็หัวเราะเอื่อยๆ ขึ้นมาพร้อมกัน
ในห้องทำงานชั้นล่างซึ่งกลายเป็นสถานที่เรียนพิเศษมาระยะหนึ่ง บัดนี้ณชะเลกำลังนั่งหน้ามุ่ยอยู่กับแฟนหนุ่มตามลำพัง ต่างฝ่ายต่างเงียบ กระทั่งเด็กสาวหมดความอดทน
“เอาไงดีเนี่ย วันนี้ไม่มีอารมณ์เรียนแล้ว ฤกษ์กลับไปก่อนเถอะ”
แม้จองฤกษ์มาตั้งแต่ก่อนเย็น ณชะเลก็ต้องต้อนรับขับสู้อเวราโดยพาไปคุยกันเป็นส่วนตัวในห้องนอนของหล่อน ทิ้งแฟนหนุ่มให้นั่งคนเดียว นัยหนึ่งเป็นการทำโทษที่เขาพานักเลงผู้หญิงมารู้จักกับพี่สาวหล่อนจนได้เรื่อง ขนาดเอาตัวเข้าบ้านกันแล้ว
เด็กหนุ่มยิงคำถามตรงๆ
“ยังขุ่นเราอยู่เหรอ?”

๒๔๘

แล้วเขาก็ได้คำตอบตรงไปตรงมาจากแฟนสาวเช่นกัน
“ใช่!”
จองฤกษ์ทำตาโต ยื่นมือออกมาโบกช้าๆ พยายามเลียนท่านักสะกดจิตผู้น่าเกรงขาม
“โอม… จงหายโกรธ โอม…”
ภาพที่กระทบตาทำให้ณชะเลเส้นตื้นได้กะทันหัน แต่ทิฐิจากความขุ่นเคืองรั้งเสียงหัวเราะไว้ครู่หนึ่ง ก่อนกลั้นไม่อยู่ ต้องคลายสีหน้าปล่อยเสียงหัวเราะยาวออกไป และพอหัวเราะเสร็จก็แก้เก้อด้วยการยกมือทุบไหล่เขาอั้กใหญ่
“ลูกเล่นชักแพรวพราวนะ”
จองฤกษ์อมยิ้ม เขาเรียนรู้เร็ว และทราบว่าผู้หญิงจะหายโกรธก็เพราะได้หัวเราะขำนี่เอง
“เราจะพยายามพูดให้เจ้าต่อยเลิกคบกับฝนเอง”
เด็กสาวหน้างอขึ้นมาอีก แต่ไม่ขนาดหันหนีกัน เริ่มยอมสบตากับเขาแบบเป็นงานเป็นการ
“ฝนจะได้แค้นทรายข้ามชาติเลยน่ะซี”
“แล้วจะให้เราทำไง บอกมาเลย เปลี่ยนแผนจากสร้างเครื่องพยากรณ์กรรมมาเป็นเครื่องย้อนเวลาดีไหม? จะได้กลับไปแก้ไขเหตุการณ์เสียใหม่”
ณชะเลหัวเราะในลำคอ ความจริงอารมณ์เย็นลงมากแล้ว และเริ่มเห็นว่าหล่อนอาจตีตนไปก่อนไข้เกินงามอยู่สักหน่อย แม้อธิบายตัวเองยังยากเลยว่าทำไมถึงเป็นเดือดเป็นร้อนเกินการณ์ขนาดนี้ นี่หล่อนเล่นงานแฟนหนุ่มเสียราวกับรู้ดีวันหนึ่งละอองฝนต้องเจ็บเจียนขาดใจฉะนั้น อาทิตย์หน้าพี่สาวหล่อนอาจตาสว่าง เลิกข้องแวะกับพฤหัสไปเองก็ได้
“ถ้าเครื่องพยากรณ์กรรมของเธอสำเร็จ และสามารถบอกได้ว่าใครคิดมาดีหรือมาร้ายอย่างไรก็เหมาะเลยนะ”
เด็กสาวรำพึงด้วยหางเสียงทอดอ่อนกว่าเดิม และพอพูดถึงเครื่องพยากรณ์กรรม จองฤกษ์ก็ทำท่ากระตือรือร้น
“สองวันนี้เราเพิ่งได้ไอเดียคืบหน้าล่ะ”
หน่วยตาของณชะเลพลอยเบิกกว้าง
“ยังไงเหรอ?”
“วันก่อนเรามองวิบากกรรมในแง่ของเหตุการณ์ดีร้ายที่เข้ามากระทบตัว อย่างเช่นเศษแก้วที่วางรอให้เราเหยียบในห้องน้ำ ทีนี้กลับไปนั่งคิดทบทวนอยู่นาน ก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาอย่างหนึ่ง คือวิบากกรรมในรูปของเหตุการณ์ดีร้ายนั้นเป็นสิ่งที่ตรวจจับได้ยาก เราควรเริ่มจากเบสิก คือวิบากกรรมในรูปที่ตรวจจับได้ง่ายกว่านั้น เอาแบบที่เป็นรูปธรรมหน่อย แล้วค่อยขยายผลไปหาสิ่งที่เป็นนามธรรมภายหลังน่าจะดี”
“เธอหมายรูปร่างหน้าตา?”
จองฤกษ์ผงกศีรษะ

๒๔๙

“ใช่! หลังจากอ่านทบทวนรายละเอียดในหนังสือ ‘เลือกเกิดใหม่’ ที่ทรายให้เรามา เราได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งคือวิบากกรรมจากอดีตชาติที่ปรากฏชัดเจนที่สุด ก็คือร่างกายของพวกเรานี้เอง ทั้งในแง่ศักยภาพแบบมนุษย์ซึ่งวิเศษกว่าสัตว์โลกชนิดอื่น ทั้งในแง่ของความเป็นหญิงเป็นชายซึ่งมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบแตกต่างกัน และทั้งในแง่ความงดงามระหว่างชิ้นส่วนต่างๆ หากเรามีวิธีวัดคุณภาพสิ่งเหล่านี้ได้ ก็น่าจะตีค่าถูกว่า ‘ทุนเก่า’ อันเกิดจากทานและศีลที่แต่ละคนพกติดตัวมาจากชาติก่อนๆ นั้น หนักเบาสักประมาณไหน”

นัยน์ตาณชะเลทอแววเจิดจรัสขณะคิดตามและพยายามเดา

“หมายถึงถ้าสำเร็จ พอใครขึ้นเครื่องชั่งน้ำหนักกรรม จะมีตัวเลขบอกว่าบุญหนักเท่าไหร่ บรรทุกบาปมากี่ตันอะไรประมาณนั้นเหรอ?”

“เรื่องรูปแบบเครื่องพยากรณ์กรรมยังคลุมเครืออยู่ ยังคิดไม่ออก ขั้นนี้แค่หาความเป็นไปได้ว่าจะตีค่าวิบากกรรมอย่างเป็นรูปธรรมก่อนเท่านั้น”

จองฤกษ์ตอบแล้วยิ้มเฉื่อยอย่างเห็นอนาคตว่าตนต้องเจอศึกหนักอีกนาน

“เราลองเอารูปร่างหน้าตาคนเป็นพันๆ รวมทั้งภาพสัตว์มากมายมาวางเทียบกัน เพ่งพิศดูทีละคน ทีละตัว ด้วยการตั้งความเชื่อไว้ว่าสิ่งที่เห็นคือวิบากกรรมของแต่ละชีวิต ก็ได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งคือ จิตเรารู้จักกรรมวิบากเบื้องต้นของมนุษย์ได้ผ่านกิเลสธรรมดาๆ นี่เอง”

ฟังทีแรกณชะเลเกือบนึกค้าน เพราะเท่าที่ทราบมา กรรมวิบากเป็นสิ่งถูกรู้ได้ต่อเมื่อจิตผ่องแผ้วบริสุทธิ์จากกิเลสหยาบๆ เท่านั้น แต่ก็เงียบฟังแฟนหนุ่มด้วยความเชื่อว่าเขาคงมีแนวคิดบางอย่างที่ควรรับไว้ก่อน

“ก่อนอื่นใด…” 

จองฤกษ์ขยายความต่อ 

“เทียบแล้วกายมนุษย์ดูสูงส่งกว่ากายของสัตว์เผ่าพันธุ์อื่นทั้งหมดเพราะมีกายตั้งตรง หยัดยืนด้วยสองขา และส่วนหัวตั้งเด่นบนจุดสูงสุด ลักษณะกายที่สามารถยืดเป็นเส้นตรงตั้งฉากกับพื้นโลกทำให้เกิดความสง่าผ่าเผย และก่อให้เกิดความทะนงว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่สูงส่ง ไม่ให้ความรู้สึกต่ำต้อยแบบสัตว์ที่ต้องคลานสี่ตีน ทดลองง่ายๆ ถ้าเราก้มลงคลานสี่เท้า ใจจะรู้สึกว่าความสูงส่งสง่างามหายไปในทันที และจิตของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายคงรู้สึกตรงกัน”

เด็กสาวคิดตามแล้วยิ้ม

“หมายความว่าอัตภาพที่ทำให้ทะนง หลงหยิ่งในอัตภาพ เป็นเครื่องชี้ได้ว่ามนุษย์กำลังเสวยวิบากด้านดีเหนือสัตว์อื่นที่มีอัตภาพต่ำต้อย อย่างนั้นใช่ไหม?”

“ใช่!… นอกจากนั้นภาวะของเพศยังเป็นเครื่องเปรียบเทียบให้เห็นได้ว่าระหว่างชายกับหญิง ใครต้องลำบากกว่ากัน เป็นชายดูสบายไปหมด แต่เป็นหญิงนั้นอย่างที่ทรายคงรู้ดี โตขึ้นหน่อยก็ต้องมีประจำเดือน พอถึงเวลามีครอบครัวก็ต้องเป็นฝ่ายตั้งท้อง หนักอึ้งทั้งตัวไปเกือบปี เรียกว่าแบกภาระหนักในการสืบสายเผ่าพันธุ์มนุษย์ยิ่งกว่าฝ่ายชายมาก นอกจากนั้นยังต้องระวังเนื้อระวังตัวจากภัยทางเพศ เรียกว่ามีกายเป็นสมบัติที่อาจนำภัยมาหาได้ง่ายๆ ”

ณชะเลพยักหน้า

“ทรายก็เคยนึกๆ ว่าลักษณะประจำเพศเหมือนเครื่องฟ้องว่าใครมีวิบากต้องเสวยมากกว่ากัน เป็นหญิงดูเสียเปรียบไปหมด แล้วก็เป็นที่มาของการอยากสบายแบบชายบ้าง”

๒๕๐

“ข้อสังเกตสุดท้ายของเราคือความงาม ทั้งเครื่องหน้า ทั้งสัดส่วนรูปร่าง แต่ละคนจะทำให้เพศตรงข้ามเกิดความชอบใจแตกต่างกัน เรียกว่าระดับราคะในใจคนเห็นนี่เอามาเป็นเครื่องวัดได้ว่าใครบุญมากบุญน้อยแค่ไหน ถ้าทำให้ใครๆ ชอบใจได้ทันทีที่พบเจอเหมือนอย่างทราย ก็ตีค่าว่าบุญมาก แต่ถ้าทำให้ใครๆ มองผ่านเพราะพื้นๆ โหลๆเหมือนอย่างเรา ก็ตีค่าว่าบุญน้อย”

เด็กสาวอมยิ้ม

“มีการแขวะตัวเองด้วย”

“ถ้าเราจับเอาวิบากกรรมขั้นพื้นฐานเหล่านี้เป็นตัวตั้ง หาทางแปลสิ่งที่เห็นง่ายๆ ออกมาเป็นค่าตัวเลขได้ ก็ถือว่ามีเบสิกสำหรับต่อยอดต่อไป เพราะเราเชื่อว่าข้อมูลเกี่ยวกับกรรมในอดีต และแนวโน้มของเหตุการณ์ดีร้ายในอนาคตเหมารวมอยู่ครบถ้วนแล้วกับตัวเราในวินาทีนี้เอง ถ้าเราได้ข้อมูลจากปัจจุบันละเอียดที่สุด ก็อาจใช้เป็นกุญแจเปิดเผยทุกเรื่องที่อยากรู้ในอดีตและอนาคตไปด้วย”

จองฤกษ์เอ่ยจากมุมมองและความเชื่อของคนคร่ำหวอดอยู่ในวงการเจาะข้อมูลมาช้านาน คือขอให้ได้ก้อนข้อมูลมาสักชุดหนึ่งเถอะ ศึกษาดีๆ ย่อมใช้เป็นป้ายบอกทางสืบหาอดีต รวมทั้งอาจเป็นลูกแก้ววิเศษบอกอนาคตได้ในตัวเองพร้อมเสร็จ

“ฟังฤกษ์พูดแล้วก็ทำให้ทรายฉุกคิดเหมือนกันนะ”

ณชะเลสานตากับแฟนหนุ่มด้วยประกายเจตนาที่จะทำให้รู้ว่าหล่อนปลื้มเขา

“คือตลอดเวลาทั้งชีวิตของพวกเรา เราเห็นการแสดงตัวของวิบากกรรมอยู่ต่อหน้าต่อตาแท้ๆ แต่ก็ยากจะเชื่อได้ว่าที่เห็นนั้นเป็นวิบากกรรม ยังดีที่เราอาจเอาชนะข้อจำกัดที่คับแคบของหูตาด้วยสติปัญญาแบบมนุษย์นี่เอง”
อ่านต่อตอนที่ ๒๙ >>