วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559

กรรมพยากรณ์ ตอนเลือกเกิดใหม่ (ตอนที่ ๓๔ คืนหวาน)

<ย้อนกลับอ่านตอนที่ ๓๓

ตอนที่ ๓๔ คืนหวาน

“ว้า! ผิดหวังอ้ะ…” จองฤกษทำหน้าเหยเกหลังจากหยิบขนมกระเช้าสีดาฝีมือของแฟนสาวเข้าปากเคี้ยวหยับๆ แต่ครู่ต่อมาก็ค่อยๆคลี่ยิ้มหวานทั้งขนมคาปาก “นึกว่าจะไม่อร่อย”
ณชะเลทำหน้าเฉยเพราะเดามุขหักมุมของแฟนหนุ่มได้อยู่แล้ว เด็กสาวเงยหน้ามองกลุ่มดาวบนฟ้ามืดด้วยนัยน์ตาทอดนิ่ง สูดลมหายใจยาวรับอากาศสดชื่นและลมรำเพยสบายผิว ระเบียงหน้าบ้านกลายเป็นอาณาเขตส่วนตัวหลังเลิกเรียนพิเศษในค่ำคืนนี้ ไม่มีใครอื่นนอกจากหล่อนกับเขา
เป็นสุขกับบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกแสนดี ข้างกายมีแฟนหนุ่มนั่งชิมผลงานชิ้นแรกซึ่งหล่อนทำเองกับมือทุกขั้นตอน ต้องลองผิดลองถูก ผสมแป้งกับเครื่องประกอบอื่นๆ ใส่พิมพ์เอาเข้าเตาอบแล้วนำมาจับหูกระเช้าหลายรอบ กว่าจะได้รสที่รู้สึกว่าใช่ ไหนจะต้องทำมะพร้าวแก้วมาใส่กระเช้าอีก แม้ไม่ถึงกับเหน็ดเหนื่อยมากมาย แต่ความที่เป็นมือใหม่ก็นานเอาเรื่อง และความคุ้มเวลาที่เสียไปก็คือท่าทีของเขาในบัดนี้นั่นเอง
เขาลิ้มรสขนม ส่วนหล่อนลิ้มรสความภูมิใจที่ได้เข้าครัวทำของหวานให้คนรัก ความรู้สึกเป็นเจ้าของความอร่อยคืออย่างนี้เอง ก็ไม่เลวนักหรอก แตกต่างจากความรู้สึกเป็นเจ้าของเงินซื้อขนมลิบลับ ท่าหยิบของเข้าปากจุ๊บจั๊บๆด้วยความติดใจรสอันโอชะ ได้กลายเป็นประกาศนียบัตรรับรองเสน่ห์อีกแบบของหล่อนด้วย
“เอาอีก”
เด็กหนุ่มยื่นจานเปล่าขอ เด็กสาวไม่แลมา เพียงพึมพำตอบว่า
“หมดแล้ว”
“หา?” จองฤกษ์อุทธรณ์เสียงสูง “แค่สิบชิ้นเนี่ยนะ?”
“ก็แบ่งให้พ่อแม่กับฝนกินไง แล้วนี่ ‘ตั้ง’ สิบชิ้น ไม่ใช่ ‘แค่’ สิบชิ้น ใครเขากินกันมากมาย”
จองฤกษ์ยกมือเกาหัว
“ทีหลังถ้าจะทำอร่อยขนาดนี้ ก็หัดเผื่อไว้ซักร้อยชิ้นสิ สิบชิ้นน่ะแค่ตัวอย่างยั่วน้ำลาย อะไรกัน อารมณ์ค้างเลยเนี่ย ของหมดซะแล้ว”
ณชะเลช้อนตามองฟ้าเฉยอย่างรู้ว่าที่แท้การโวยวายของจองฤกษ์เป็นเพียงลีลาเอาใจหล่อนเท่านั้น
ขณะแห่งการมองไปที่เบื้องบนนั่นเอง ก็มีเครื่องบินลำหนึ่งลอยเอื่อย ตัดตรงผ่านน่านฟ้าฝั่งซ้ายไปสู่ฝั่งขวา เข้าครรลองตาหล่อนพอดี การเดินทางของนกเหล็กติดไฟกะพริบท่ามกลางความมืดสนิทเวิ้งว้างนั้น จุดอารมณ์ฝันและความทรงจำอ่อนละมุนแก่ณชะเลพอจะรำพึงแผ่วให้แฟนฟัง
“ตอนเด็กๆทรายจะชอบมองตามไฟกะพริบของเครื่องบิน รู้สึกเหมือนร่วมบินไปในฝัน มีความสุขกับการส่งใจตามแสงเล็กๆไปจนสุดสายตา คล้ายปลายทางคือสรวงสวรรค์อย่างนั้นแหละ แต่ต่อมาพอโตขึ้น พ่อแม่พานั่งเครื่องบินไปโน่นมานี่ ก็รู้สึกว่าในเครื่องบินไม่มีอะไรพิเศษไปกว่าเก้าอี้และการกักบริเวณ จุดหมายปลายทางที่เราลงก็ไม่ใช่สวรรค์ เป็นพื้นดินธรรมดาเหมือนเมืองไทย แถมถ้าไปไกลอย่างอเมริกาก็ต้องนั่งนานจนเบื่อแล้วเบื่อเล่า เมื่อยแล้วเมื่อยอีก…”
จองฤกษ์เงยหน้ามองตามอย่างพยายามจะมีอารมณ์ร่วม แม้เกิดวันเดือนปีเดียวกัน จ้องมองสิ่งเดียวกัน ก็จินตนาการไปคนละเรื่องได้ ของเขานี่ในวัยเด็กชอบนึกด้วยอารมณ์มันๆ ว่าถ้าจ้องเครื่องบินมากๆแล้วเกิดระเบิดตูมขึ้นมาคงอ้าปากค้าง เห็นคาตาว่าเศษชิ้นส่วนของเครื่องบินร่วงย้อยลงมาใส่หัวตนอย่างรวดเร็ว
๓๐๐
ไม่ได้เอ่ยถึงจินตนาการส่วนตัวในวัยเด็ก แต่ให้ความเห็นที่ไม่ขัดกับบรรยากาศของหล่อน
“พอได้นั่งเครื่องบินจนเมื่อย กลับมาแหงนมองแสงไฟเครื่องบิน จินตนาการแบบเก่าๆคงหยุดทำงานไปเสียเฉยๆกันหมดแหละเนอะ ความฝันก็อย่างนี้แหละ ในที่สุดก็ถูกความจริงฆ่าตายเรียบ”
“ทรายรู้สึกไปไกลกว่านั้นหน่อยหนึ่ง คือเห็นว่าจิตมนุษย์นั้นหลอกง่าย ธรรมชาติถึงได้ขังเหล่าสัตว์ไว้ในวังวนได้นาน มัวแต่หลงเพลินจ้องสิ่งลวงตากันอยู่นี่เอง”
จองฤกษ์ยกนิ้วเกาหางตา ตอนนี้เขาหลงคนพูดจนโงหัวไม่ขึ้น ต่อให้ข้อคิดวิเศษสุดก็ฉุดออกจากหล่มเสน่หาไม่สำเร็จหรอก
สำหรับคนกำลังฝันถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ดวงดาวและไฟกะพริบจะดูสวยเร้าใจเป็นพิเศษ แต่ยามนี้เขามีความรู้สึกนุ่มนวลในค่ำคืนสงบเงียบ และนั่งเคียงอยู่กับคนรักที่งดงามเกินจินตนาการ นี่คือความจริง หาใช่การวาดฝัน แสงสีหลอกตาทั้งมวลจึงกลายเป็นเพียงไฟประกอบฉากเท่านั้น
ฟังเสียงครางครึมของนกยักษ์ที่ไล่ตามหลัง ไม่ไปพร้อมกันกับตัวเครื่อง กระทั่งจางลงเหลือเพียงแผ่วแสนแผ่ว จองฤกษ์ก็ละสายตาจากท้องฟ้ามาพินิจร่างแฟนสาวในเงาสลัวราง ด้วยหางตาชำเลืองแล เขาว่าเขาเห็นรัศมีเรืองจากเรือนกายหล่อนทำนองเดียวกับรัศมีเรืองจากดวงจันทร์ เป็นสัมผัสรู้สึกเหมือนทุกครั้งจนแน่ใจว่าไม่ใช่อุปาทาน รัศมีกายมีจริงและเห็นได้ด้วยหางตา
“ทรายนั่งท่านี้เหมือนอะไรรู้ไหม?”
ทีแรกณชะเลเฉย เพียงเงี่ยหูรอฟังด้วยความอยากรู้ แต่รอจนแล้วจนรอดก็ไม่ได้คำเฉลยเสียที กระทั่งจำใจทวงคำตอบ
“เหมือนอะไร?”
“เราก็ไม่รู้เหมือนกัน ถึงได้ถามไง”
ณชะเลเบะปากหัวเราะ เหวี่ยงกำปั้นทุบไหล่คนยียวนแบบเบาะๆ จองฤกษ์ยิ้มกริ่มขอด้วยหัวใจสดฉ่ำ
“ร้องเพลงให้ฟังหน่อยสิ เรายังไม่เคยได้ยินทรายร้องเพลงเลยแม้แต่ครั้งเดียว”
“อายเสียง”
“เสียงออกหวาน อายทำไม?”
“ทรายไม่ค่อยร้องเพลงหรอก ชอบสวดมนต์มากกว่า”
“ตอนไปวัดได้ยินทรายสวดบ่อยแล้ว คราวนี้ร้องเพลงให้ฟังมั่ง”
“อยากฟังเพลงอะไรล่ะ…”
ถามเสียงอ่อย ใจหนึ่งก็นึกครึ้มอยากร้อง แต่อีกใจยังเคอะเขินอยู่บ้างกับครั้งแรก
“เลือกเองเลย เอาที่เราฟังแล้วจะหลงทรายเพิ่มอีกสองเท่าน่ะ มีไหม?”
ณชะเลก้มหน้า เหลือบตาลงต่ำเม้มปากยิ้ม ความสนิทสนมบีบให้ตามใจแฟน มอบความบันเทิงที่เขาต้องการ ตั้งหลักครู่หนึ่งก็เงยหน้าขึ้นขยับริมฝีปากเปล่งเสียง
“ค่ำคืนฉันยืนอยู่เดียวดาย เหลียวมองรอบกาย มิวายจะหวาดกลัว…”
ยิ่งร้องเสียงยิ่งหาย เกรงข้างบ้านจะได้ยินแล้วชักชวนกันดูคู่รักในบรรยากาศโรแมนติก ที่สุดเลยขำตัวเองและหยุดลงดื้อๆ ยิ่งหันมาเห็นเขานั่งตะลึงงันตาเบิกโพลง ก็ยิ่งหัวเราะโยกไปโยกมาแก้ขวย
๓๐๑
“ฮิฮิ”
“เอ้า! หยุดทำไมล่ะ?”
“กลัวชาวบ้านแตกตื่น… ว่าแต่ฤกษ์ทำไมต้องทำหน้าเหมือนช็อกอย่างนั้นด้วย?”
“ก็… เพลงไทยเดิมเหรอ? เหมือนเคยแว่วๆผ่านหู”
“ไม่ถึงกับไทยเดิมหรอก แต่ก็ก่อนพวกเราเกิด ชื่อเพลงนกขมิ้นน่ะ”
“ฟังดูวังเวงดีจัง ร้องให้จบเถอะ”
“เอาไว้เข้าบ้าน ปิดประตูหน้าต่างเงียบๆก่อน”
“ก็ได้ เอาไว้ทีหลัง สัญญาต้องร้องต่อให้จบนะ” เว้นวรรคมองอีกฝ่ายนิ่ง “เสียงนุ่มๆแบบทรายนี่เหมาะจะเอาไว้กล่อมลูก”
นักร้องสาวทำหน้าไม่ถูกกับคำชมนั้น
“โห! ฟังแล้วอึ้งเลย”
“จริงๆนา ทรายมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เหมาะกับความเป็นแม่คน”
“ฮื้อ! เรื่องไกลตัว วัยนี้เหมาะจะเป็นลูกเท่านั้นแหละ”
“เทียบกับใครล่ะ ถ้าเด็กดอยอายุ ๑๕ ป่านนี้มีไอ้ตัวเล็กกันสองคนแล้ว”
ณชะเลฟังเมิน เสผินหน้ามองแมกไม้ไหวไกวในเงามืดเงียบเชียบ ตั้งใจว่าถ้าจองฤกษ์เปลี่ยนเรื่องพูดถึงค่อยยอมคุยต่อ
ฝ่ายจองฤกษ์ พอพูดเรื่องลูกก็เกิดวูบของอารมณ์อยากรู้รุนแรง ว่าถ้าเขากับณชะเลแต่งงานกันลูกออกมาจะหน้าตาเป็นอย่างไร วันนี้เขามีพร้อมทุกอย่าง ทั้งกำลังกาย กำลังปัญญา และกำลังเงินเพียงพอจะรับผิดชอบครอบครัวได้แล้ว ไม่เห็นต้องรออะไรเลย
“พอลงมือทำงานวิจัย ทรายว่าเราควรตั้งเงินเดือนให้ตัวเองเท่าไหร่ดี?”
“ไม่รู้สิ”
“เราสัญญาไว้กับทรายว่าจะใช้เงินพันล้านไปเพื่อสร้างเครื่องพยากรณ์กรรม เราไม่ลืม และจะไม่ตระบัดสัตย์ แต่เราก็ต้องจ้างคน แล้วก็ต้องจ้างตัวเองด้วย ทีนี้ถ้าคิดถึงอัตราว่าจ้างหัวหน้าโครงการ เราว่าไม่ควรจะต่ำกว่าแสน… อนุมัติไหม?”
ณชะเลอมยิ้มกับตำแหน่งผู้อนุมัติที่เขาอุปโลกน์ให้
“ทรายมีสิทธิ์ไปเป็นกรรมการพิจารณาผ่านงบประมาณตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
“ตั้งแต่เมื่อเรายกให้ทรายมีสิทธิ์ขาด ตัดสินว่าจะไม่ใช้เงินพันล้านไปเสวยสุขส่วนตัวแล้ว จะประดิษฐ์ผลงานฝากไว้เป็นของขวัญกับชาวโลก เพราะงั้นทรายควรมีส่วนตัดสินใจ หรือมีส่วนร่วมรู้เห็นในการใช้จ่ายเพื่อความโปร่งใส”
เด็กสาวนึกสนุกขึ้นมาก็ให้คำตัดสินไป
“งานนี้เป็นประโยชน์ใหญ่ คนคิดได้ และตั้งใจลงมือวิจัยจริงจังควรรับการตกรางวัลพอควร เอาเป็นว่าทรายให้ฤกษ์เดือนละสองแสนก็แล้วกัน แล้ว ๕ ปีดูอีกทีว่าโครงการคืบหน้าไปถึงไหน ค่อยปรับให้เข้ากับผลงานและค่าเงินบาทในอนาคตตามจริง”
พูดจบก็หัวเราะขำคำพูดที่ปั้นให้เป็นงานเป็นการของตัวเอง แต่จองฤกษ์ไม่ช่วยขำ ทำหน้าเคร่งขรึม
๓๐๒
“สิ้นปีมีโบนัสด้วยหรือเปล่า?”
“โอเค มีก็มี เอาไปสักล้านหนึ่งแล้วกัน พอใจไหม?”
ความจริงณชะเลพูดด้วยอารมณ์เล่น แต่จองฤกษ์ถือว่านั่นคือคำขาดสุดท้ายจากเจ้าของสิทธิ์โดยชอบธรรม
“ตกลง! ทุกอย่างจะเป็นไปตามนั้น”
สุ้มเสียงของเขาหนักแน่นขึงขังจนแฟนสาวต้องทำหน้างง และชักสงสัยว่าอีกฝ่ายมีเจตนาอันใดแอบแฝงอยู่กันแน่
“มาให้ทรายคิดทำไม ฤกษ์คิดเองเถอะ ทรายแค่ตอบชุ่ยๆ อย่าถือเป็นจริงเป็นจังล่ะ”
“ต้องจริงจังสิ ทรายเป็นคนทำให้เราตกลงใจยกเงินทั้งหมดเป็นสมบัติกลางของโลก เพราะฉะนั้นก็ถือได้ว่าทรายควรเป็นผู้ดูแล ทรายบอกคำไหนก็ต้องเป็นไปตามนั้น”
ณชะเลชักผวา อดคิดมากไม่ได้ เพราะกลัวได้ชื่อว่ามีส่วนในเงินขโมยของเขา
“อุ้ย! โมเมอย่างนั้นได้ยังไง”
“ถ้าทรายเห็นว่ามากไป จะปรับลดลงมาก็ได้นะ เอาเลย”
มาไม้นี้ณชะเลก็ไม่กล้าพูดอีก เพราะถ้าสั่งลด ก็แปลว่าหล่อนถืออำนาจตัดสินใจอยู่จริงๆ
ท่าทีอึกอักของแฟนสาวทำให้เด็กหนุ่มสรุปรวบรัดตัดความ
“ตกลงตามนี้ สองแสนสำหรับเงินเดือน หนึ่งล้านสำหรับโบนัสสิ้นปี เราจะเริ่มสั่งอุปกรณ์ เริ่มจ้างผู้จัดการ เริ่มติดต่อนักวิจัยในเดือนหน้า แล้วก็จะเริ่มกระโดดเข้าไปลงมือเต็มตัวหลังจากสอบไล่เสร็จ”
ณชะเลย่นคิ้ว
“จะไม่เรียนปริญญาตรีจริงๆเหรอ?”
“จริง!” ตอบเช่นนั้นแล้ว ว่าที่นักวิจัยอายุน้อยก็เอ่ยต่อเนื่องไปอีกทาง “เราทำตามความต้องการของทรายแล้ว คราวนี้ทรายฟังความต้องการของเราบ้าง เงินเดือนสองแสนถือว่าเราได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรง ไม่ใช่เงินขโมยอีกต่อไป เรามีสิทธิ์เอาไปใช้ทำอะไรก็ได้ตามที่ปรารถนา เพราะฉะนั้นถ้าคราวหน้าเราซื้ออะไรให้ทราย ทรายไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธอีก”
ยังไม่ทันที่ณชะเลจะรับหรือปฏิเสธอันใด จองฤกษ์ก็ร่ายยาวต่อเป็นชุด
“คุณแม่ของทรายมักพูดเปรยๆแบบที่ทำให้เราแน่ใจว่าทรายต้องเล่าทุกเรื่อง ไม่ว่าเราพูดหรือทำอะไร เพราะงั้น… คืนนี้ไปถามความเห็นจากคุณแม่เลย ว่าคนมีเงินเดือนขั้นต่ำสองแสนไปจนชั่วชีวิตเนี่ย พอไหมถ้าจะขอลูกสาวคุณแม่แต่งงาน!”
ณชะเลทำหน้าตกใจ
“ฮ้า! พูดอะไร?”
“พอทรายหมดเรื่องวุ่นๆเกี่ยวกับการเอนทรานซ์ ป่านนั้นเราคงเก็บได้มากพอจะซื้อรถด้วยเงินสดเป็นของหมั้น จากนั้นพอสิ้นปีหน้า โบนัสออกก็ดาวน์บ้านได้ อายุงานหนึ่งปีเศษกับการคุมคนทำวิจัยเป็นกิจจะลักษณะ คงสร้างภาพให้พ่อแม่ทรายเห็นเราเป็นผู้ใหญ่พอ เพราะงั้น… เราจะขอพวกท่านแต่งกับทรายเลย!”
ถ้อยคำเป็นระเบียบที่เรียบเรียงขึ้นสดๆในหัวของเขาทำให้ณชะเลมือไม้สั่น ลำคอตีบตัน น้ำเสียงแหบพร่า
“เร็วไปม้าง…”
๓๐๓
“ผู้หญิงแต่งงานตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่งเยอะแยะไป ไม่เห็นมีใครครหานี่ แล้วเจ้าบ่าวอายุ ๑๗ แถวบ้านนอกก็ถมเถ ตราบใดมีความพร้อมจะรับผิดชอบครอบครัว ใครก็ไม่มีสิทธิ์มาว่าเรา ตรงข้าม ถึงอายุ ๓๐ แต่ยังแบมือขอเงินพ่อหรือเบียดเบียนเงินญาติสนิทมิตรสหายอยู่ อย่างนั้นต่างหากถึงสมควรเจียมเนื้อเจียมตัว อย่าเพิ่งคิดหาเมีย”
“แต่…”
“กรอบการศึกษาสมัยใหม่ กว่าจะเอื้อให้คนเริ่มทำงานก็ปาเข้าไป ๒๑ แต่ในเมื่อเราทำได้ตอน ๑๗ จะต้องไปรอช้าตามคนอื่นทำไม? พอแต่งกันทรายก็อย่าห่วงว่าจะต้องมารับผิดชอบบ้านเรือน เราจ้างคนใช้ทำหมด ทรายมีหน้าที่เรียนอย่างเดียว”
ณชะเลถอนใจเฮือก
“ฤกษ์ฟังทรายพูดบ้างสิ”
“โอเค…”
ยอมหยุดพักหลังจากพรั่งพรูอวดภาพความคิดตลอดสายชนิดแทบไม่เว้นวรรคหายใจหายคอ
“ทรายกลัว… ทรายไม่ได้เก่งอย่างฤกษ์ ทรายยังรู้สึกเหมือนเป็นลูกแหง่ของพ่อแม่อยู่ แล้วอีกอย่าง ทรายว่าทรายรู้จักพ่อแม่มากพอจะมีคำตอบแทนพวกท่านได้เดี๋ยวนี้… พ่อแม่ทรายไม่มีทางอนุญาตหรอก รับรอง”
จองฤกษ์ไหล่ตก ทำหน้าผิดหวังเสียใจ
“แม่ทรายรู้นี่ใช่ไหม ว่าเรามีเงิน?”
“เอ่อ… รู้…” เด็กสาวตอบตะกุกตะกัก “แต่รับรองว่าจะไม่มีการแพร่งพรายเด็ดขาด”
“เราไม่สนใจเรื่องนั้นหรอก แค่จะบอกว่าตอนนี้สายตาท่านไม่ได้มองเราแบบเครื่องเอกซเรย์เหมือนแรกๆแล้ว เราอยากให้ทรายลองขอดูก่อน เล่าทุกอย่างให้หมด รวมทั้งที่ทรายตั้งเงินเดือนให้เราทำวิจัยนี่ด้วย”
ณชะเลหัวเราะออกมาได้ แต่เป็นความขบขันเคลือบกังวล จึงหัวเราะแบบฝืดๆ
“แหม… ทำไมใจร้อนนัก”
“หรือว่าทรายยังรักเราไม่พอ? ขอแค่นี้ถึงไม่ให้”
“ไม่เกี่ยวกับรักหรือไม่รัก…” คนถูกคาดคั้นตอบอุบอิบ “เพียงแต่ทรายว่ามันเร็วไป แล้วพ่อแม่ก็ต้องไม่ให้แน่ๆ”
“ลองถามก่อนแล้วค่อยรู้สิ จะรู้ก่อนถามได้ยังไง”
“ไม่หรอก… เชื่อเถอะ ถ้าขอไปเดี๋ยวเรื่องยาว ทรายโดนว่าแก่แดดแหงๆเลย”
จองฤกษ์ชักหน้าตึง นิสัยจะเอาให้ได้กำเริบขึ้นมาเป็นครั้งแรกต่อหน้าแฟน
“หรือทรายกะว่าพอเรียนมหาลัยจะเจอคนที่ดีกว่าเรา?”
คำพูดดักทางแบบปรักปรำทำนองว่าไม่จริงใจนั้น น่าจะมีผลให้สาวน้อยคนหนึ่งเป็นฝ่ายโกรธกริ้วและอยากปี๊ดใส่ แต่ด้วยตบะบารมีและหน้าตาขมึงทึงหน่อยๆของจองฤกษ์ ก็ทรงอิทธิพลพอจะกดโทสะของณชะเลไว้
“โธ่! ทำไมมาว่าทรายอย่างนั้นล่ะ”
เสียงอ่อยน่าสงสารของหล่อนเหมือนมนต์ปลุกสติ จองฤกษ์พยายามปรับอารมณ์ให้เย็นลงก่อนหว่านล้อมใหม่
“เด็กรุ่นเราคบกันดีแต่หวังฟันกันเล่น ท้องขึ้นมาก็ไม่มีปัญญารับผิดชอบ แต่เราไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสียหน่อย เห็นไหมว่าเราพิสูจน์ตัวเองผ่านมาเป็นเดือน อยู่ใกล้ทรายแค่นี้ แม้แต่ปลายเล็บยังไม่เคยแตะ จะรอสู่ขอทำพิธีอย่างสุภาพบุรุษรุ่นปู่ แล้วก็จะรับผิดชอบทรายตลอดไปได้แน่ๆด้วย”
๓๐๔
ณชะเลนึกอะไรออกก็บอกว่า
“ฤกษ์แน่แค่ไหนทรายรู้ ผู้ใหญ่ของพวกเราก็รู้ แต่เวลาไปยืนบนเวทีสมรส ภาพคงออกมาตลกๆน่าดูเลย ตัวซักกะเปี๊ยกด้วยกันทั้งคู่ แขกเหรื่อคงปิดปากขำทั้งงาน”
“งั้นเราจะไปทำศัลยกรรม!”
จองฤกษ์หมายความตามนั้น ไม่ได้พูดเล่น
“โธ่ๆ… อย่าทำอย่างนั้นเลย” เด็กสาวพยายามใช้ความนุ่มนวลประโลมแบบพูดไปหัวเราะไป “ฤกษ์จ๋า… งานแต่งที่ทุกฝ่ายพร้อมใจยินดีได้ ต้องมีปัจจัยหลายอย่างนะ ไม่ใช่แค่เรื่องช้าเร็ว ไม่ใช่แค่เรื่องรักมากรักน้อย แล้วก็ไม่ใช่แค่เรื่องรับผิดชอบไหวหรือไม่ไหว จุดใหญ่ใจความมันอยู่ที่ความรู้สึก และความรู้สึกโดยรวมของทรายตอนนี้คือยังไม่พร้อม”
“ไม่พร้อมยังไง?”
“อย่างที่บอกแล้วว่าทรายยังเป็นลูกแหง่ ถึงแม้ว่าคนอื่นอายุ ๑๗ จะโตแค่ไหน ทำงานหาเงินกันมาแล้วกี่ปี แต่ทรายก็ยังรู้สึกเป็นเด็กๆอยู่เลย นะฤกษ์… ทรายสัญญา จะครองตัวครองใจไว้ให้ฤกษ์คนเดียว ให้ทรายจบตรี มีสถานภาพทางสังคมก่อน ตอนนั้นฤกษ์ก็จะดูเป็นผู้ใหญ่กว่านี้แล้วด้วย”
จองฤกษ์ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด
“สี่ปีรอไม่ไหว เราอยากมีลูก”
ณชะเลครึ่งขำครึ่งฉิว ไม่ค่อยชอบท่าทางเอาแต่ใจแบบเผด็จการของเขานัก แต่ก็ปลอบตนเองว่าไม่เป็นไร นี่เพิ่งครั้งแรก ที่ผ่านมารู้อยู่หรอกว่าเขาพยายามเก็บงำความเห็นแก่ตัวประการต่างๆไว้ แต่นั่นก็เพราะกำลังรักและหลงหล่อนราวกับคนโดนเสน่ห์ยากแฝด บัดนี้พอเขาเริ่มแผลงฤทธิ์ให้เห็น ณชะเลก็ชักหวาดๆขึ้นมา ถ้าอีกหน่อยจองฤกษ์จับได้ว่าหล่อนกลัวเขาหงอ จะยิ่งเผยธาตุแท้ กลายเป็นคนชอบเรียกร้อง สั่งหล่อนทำโน่นทำนี่ตามอำเภอใจสักแค่ไหนก็ไม่รู้
ข้อเสียของคนเก่งเกินวัยมักเป็นความเจ้าอารมณ์เกินระงับ อันนี้แม่เคยให้ตั้งข้อสังเกต แต่หล่อนก็ปฏิเสธแม่มาตลอด ว่าไม่เคยเห็นจองฤกษ์แสดงอาการดังกล่าวเอากับหล่อนเลยสักครั้งเดียว เพิ่งคืนนี้เองที่ได้ยินกับหู ได้เห็นกับตาตัวเอง ช่างน่าอึดอัดนักกับการตกอยู่ใต้อำนาจอัตตาของเขา
วิธีคิดและวิธีรู้สึกแบบคนเก่งเกินมนุษย์ย่อมแตกต่างจากหล่อนและคนทั่วไปเป็นธรรมดา เขาไม่เห็นความจำเป็นต้องอยู่ในกรอบหรือตามใครมาแต่ไหนแต่ไร บรรทัดฐานทางสังคมไม่เคยอยู่ในสายตาหรือความคำนึงนึกของเขาเลย นี่คือตัวตนด้านเสียของอัจฉริยะ เขาอาจเข้าใจอะไรยากแสนยาก ทั้งที่คนทั่วไปคุยกันเข้าใจด้วยสามัญสำนึกธรรมดา
“ฤกษ์ลืมอะไรไปหรือเปล่า? ถ้ามีลูกก่อนจบตรี ทรายตั้งท้องระหว่างเรียน ก็ต้องดรอปปีหนึ่งน่ะซี”
หน้าแดงจากการพูดแสดงเหตุผลอย่างฝืดฝืนนั้น บ้าสิ้นดี หล่อนเพิ่งอยู่ ม.๖ แต่ต้องพยายามอธิบาย ต้องพยายามหว่านล้อมให้เด็กรุ่นเดียวกันเข้าใจเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้
“ทราย… ทรายว่าอย่างเรานี่ยอมตายแทนทรายได้ไหม?”
น้ำเสียงตัดพ้อนั้นแสดงความน้อยใจเต็มที่ ณชะเลชักเริ่มล้า แต่ก็ขมุบขมิบปากตอบเนือยนาย
“ได้มั้ง”
“แล้วเราขอทรายเรื่องแค่นี้ไม่ได้เหรอ?”
“เฮ้อ! อยู่ๆฤกษ์เป็นอะไรขึ้นมาหือม์? นึกอยากมีลูกก็จะมีให้ได้ทันที ทรายปฏิเสธด้วยเหตุผลเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง”
จองฤกษ์งันนิ่ง นั่นสิ ทำไมจู่ๆก็อยากมีขึ้นมาอย่างรุนแรง?
๓๐๕
คำถามที่ทำให้มองย้อนกลับเข้ามาสำรวจตนเองแล้วเกิดความงุนงง กลายเป็นตัวหยุดอาการเซ้าซี้แบบเด็กเอาแต่ใจ แล้วสลับไปคิดเป็นเหตุเป็นผลอย่างคนฉลาดอีกครั้ง
หากดูเผินๆ นี่อาจแสดงการมาถึงจุดหักเหหนึ่ง ที่เขาไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมต้องรอต่อ เขามีเงิน มีจุดมุ่งหมายของชีวิตพรักพร้อม ใครๆเดินทางมาถึงตรงนี้ก็ต้องการส่วนเติมเต็มให้ชีวิตสมบูรณ์ คือครอบครัวที่อบอุ่นกันทั้งนั้น
แต่ทำไมพออยากมีขึ้นมาวูบแรกก็คล้ายบันดาลแรงเร่งเร้าเร่าร้อนจนผิดปกติ ถึงกับออกอาการบีบคั้นคนรักขนาดนี้?
ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ก้มหน้าก้มตาเอ่ย
“ขอโทษนะทราย เราอาจจะ… อาจจะอยากได้ทรายใจแทบขาด รับรองได้ว่าไม่ใช่แค่เรื่องเนื้อหนังมังสาตื้นๆ เราอยากมีภาพชีวิตอีกภาพหนึ่งที่สมบูรณ์แบบกว่านี้ เรารู้สึกว่าตัวเองมีดี ตัวเองมีพร้อมแล้ว ทำไมถึงยังขาด ทำไมถึงยังต้องรอ เอาแค่เพื่อพบหน้าทรายยังต้องเดินเข้าบ้านคนอื่น ทำไมไม่เห็นหน้าทรายอยู่ในบ้านตัวเองทุกเวลาที่ต้องการ”
“ไม่รู้สิ ทรายว่า… เหมือนฤกษ์กลัวอะไรอย่างหนึ่งมากกว่า”
“กลัวอะไร?”
ขณะพูดก็มองย้อนเข้ามาในใจ แล้วสำเหนียกได้ว่าตนมีความกลัวอยู่จริงๆ เพียงแต่อธิบายเป็นคำพูดไม่ถูก ขนลุกกับความกลัวที่ปราศจากเหตุผลนั้น นั่นกระมังที่ทุกคนเรียกกันว่าสังหรณ์…
เขากำลังอยู่ในภาวะไร้เหตุผล ไร้คำอธิบายที่ถูกต้องแท้จริง และภาวะเช่นนั้นก็อาจต้องการเหตุผลและคำอธิบายจากคนอื่นที่มีใจเป็นธรรมกว่ากัน
“เรากลัวอะไรหรือทราย?”
ถามซ้ำอย่างต้องการคำตอบจริงๆ ณชะเลคิดหาคำอยู่นาน กว่าจะเลือกได้ง่ายๆ
“กลัวจะไม่ได้มีน่ะสิ!”
อ่านต่อตอนที่ ๓๕ >> 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น