วันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561

ถ้าเกิดความคิดสมน้ำหน้าผู้อื่นขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ จะถือว่าเป็นบาปหรือไม่

ถาม : อยู่ๆความคิดสมน้ำหน้าก็ผุดขึ้นมาในหัว ทั้งๆที่เราไม่ได้ตั้งใจจะคิด อย่างนี้ถือว่าเป็นกรรมทางความคิดไหมคะ?

รับฟังทางยูทูบ :  youtu.be/uxLVC-qMrck

ดังตฤณ: 
ผมจะบอกอย่างละเอียดเลยว่า
กลไกของกรรม กลไกของความคิด
มันเกิดขึ้นได้อย่างไรนะครับ

สิ่งที่เรามักจะรู้สึกกัน ก็คือ
ความคิดแบบนี้
อยู่ๆมันเกิดขึ้น เราไม่ได้ตั้งใจนะ

ลักษณะของความคิดแบบนั้น
ยังไงมันก็เป็นความรู้สึก
ให้ความรู้สึกว่าเป็นความคิดของเราอยู่ดี
เพราะอะไร
ต้องมองแบบนักเจริญสตินะ
อย่ามองแบบคนที่ไม่รู้อะไรเลยนะครับ

มองอย่างนักเจริญสติจะเห็นว่า
ความคิดเป็นสิ่งกระทบที่เกิดขึ้นนอกจิตนอกใจ
ไม่ใช่สิ่งเดียวกับใจนะ

ทุกคนที่ไม่ได้ศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
จะสำคัญผิดคิดว่า
ความคิดมันก็คือจิต มันก็คือใจ
แล้วจิตใจมันก็คือตัวเรา
เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าความคิดใดเกิดขึ้น
เราต้องรับผิดชอบ
นี่มันเกิดอุปาทานขึ้นมาแล้วว่าความคิดเป็นเรา
เพราะฉะนั้นเราก็ต้องรับผิด
เป็นผู้รับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ทีนี้ถ้ามองในมุมของนักเจริญสติจะเห็นว่า
ใจอยู่ส่วนใจ
ความคิดอยู่ส่วนความคิด
ยังไม่เกี่ยวข้องกันนะ

คือพอเราสั่งสมประสบการณ์มา
เกิดประสบการณ์อะไรมามากๆ
ประสบการณ์เหล่านั้น
มันจะวนเวียนในรูปของ ‘ความเป็นไปได้’
ที่จะกลับมาย้อน กลับมาผุดขึ้นในหัว
ความเป็นไปได้ที่ธรรมชาติจะ
ยิงความคิดมากระทบใจในแต่ละขณะ
ตัวนั้นน่ะ ท่านถือว่าเป็นอายตนะภายนอก
คือความคิด คือความจำ
หรือว่าแม้กระทั่งความรู้สึกอยากสมน้ำหน้าใครขึ้นมา

แล้วความคิดความจำหรือการปรุงแต่งแบบนั้นน่ะ
คืออย่างนี้
ความจำนะ ถ้าหากว่ามันผุดขึ้นกระทบใจ
แล้วเกิดเป็นปฏิกิริยานะว่า
เอ๊ย อยากสมน้ำหน้าคนคนหนึ่งขึ้นมา
อันนั้นเรียกว่าเป็นความคิดที่เป็นอกุศล
คือเกิดความรู้สึกหมั่นไส้
เกิดความรู้สึกสมน้ำหน้าอะไรขึ้นมา
นี่มันต้องมีอีกความคิดความจำอะไรอย่างหนึ่ง
ขึ้นมานำหน้าก่อน เข้ากระทบใจ
แล้วเกิดเป็นความรู้สึกที่ไม่ดีสวนออกไป
เป็นปฏิกิริยาสวนออกไป

ความรู้สึกแบบนี้
มันจะเกิดขึ้นเองลอยๆไม่ได้
ถ้าไม่มีความจำนำหน้าขึ้นมา กระทบใจขึ้นมาก่อน

หรือถ้าหากว่าเราไปมองหน้าใคร
ที่เขากำลังเหมือนกับตกทุกข์ได้ยาก
แล้วจำได้ว่า คนคนนี้
เคยทำให้เรารู้สึกไม่ดีมาก่อน
เราไปสมน้ำหน้าเขา
อย่างนี้ก็เท่ากับว่ากลไกของการเกิดความสมน้ำหน้า
ก็คือว่าตาไปกระทบกับรูป
แล้วรูปนั้นมันทำให้เรารู้สึกไม่ดีขึ้นมา
ไม่ใช่อยู่ๆ ความสมน้ำหน้ามันจะเกิดขึ้นเองได้

ถ้าหากว่าความรู้สึกสมน้ำหน้ามันเกิดขึ้น
แล้วมีตัวตัวหนึ่งที่เรียกว่าสติ มาทำความรับรู้
แล้วก็เกิดความระลึกขึ้นมาได้ว่า
อย่างนี้เป็นอกุศล อย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดี
แล้วเปลี่ยนใหม่ จิตมันเกิดการปรุงแต่งใหม่
เป็นความรู้สึกที่ว่า
เออ เราไม่ควรจะไปสมน้ำหน้า
นี่เป็นความคิดที่เป็นกุศลแล้ว

ทั้งหมดทั้งปวงนี่ไม่มีตัวเราอยู่เลยนะ
ทั้งหมดทั้งปวงนี่เป็นแค่
สภาวธรรมที่เกิดขึ้นอย่างมีเหตุและมีผล
ถ้าหากว่าเราสามารถเห็นเหตุและเห็นผลได้ว่า
ที่มาที่ไปของความรู้สึกสมน้ำหน้ามันมีมาได้อย่างไรนะ
เราจะเข้าใจ เข้าใจอย่างขาด
เข้าใจแบบคนที่อ่านออกทะลุว่า
ไม่มีตัวตนให้ต้องรับผิดชอบ
อย่างนี้จะอยู่เหนือบุญเหนือบาป



ทีนี้ถ้ามองจากมุมนี้นะว่า
เออ เพราะเหตุมันเป็นอกุศล จึงเกิดผลเป็นอกุศล
เพราะเหตุเป็นกุศล ผลจึงเป็นกุศลตามนะ
ไม่มีตัวตนอยู่ในทั้งอกุศลและกุศลนั้น
เราก็จะสามารถที่จะมองย้อนกลับไป
แล้วให้คำตอบตัวเองได้ว่า
ความคิดสมน้ำหน้าที่มันผุด
ขึ้นแวบเดียวนี่ไม่เป็นไรหรอก
ไม่ได้ถือว่าเป็นบาปเป็นกรรมอะไรมากมาย
คือกรรมมันยังไม่ได้เกิดขึ้นครบวงจร
เพราะยังไม่ได้มีตัวเราเข้าไปตัดสิน
ตัวเราเข้าไปผสมโรง
หรือว่าตัวเราเข้าไปให้การรับรองว่า
ความคิดอย่างนั้นดีแล้วชอบแล้ว





กรรมที่มันจะเป็นกรรมทางความคิดเต็มๆ
มันต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
มีความตั้งมั่นอยู่ในเรา
คือพูดง่ายๆว่า
จิตของเราไปยึดว่าความคิดแบบนั้นน่ะดีจริง
แล้วก็ควรจะหวงไว้
ตัวนี้ที่มันเป็นตัวเรา ที่มันเป็นกรรม
เป็นมโนกรรมจริงๆ ที่จะต้องได้รับผล

แต่ประเภทที่เกิดขึ้นแค่แวบเดียวนะ
เพราะมีอะไรกระทบ
จะเป็นความจำเก่าๆ
หรือว่าจะเป็นแค่การเห็นหน้าแล้วรู้สึกไปชั่วแวบชั่ววาบ
มันยังไม่ได้เป็นอะไรมากมาย
มากไปกว่าภาวะของอกุศลธรรม

เกิดขึ้นแป๊บหนึ่งแล้วเดี๋ยวมันก็หายไป