วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563

จะทำจิตอะไรเพื่อพร้อมรับการทุกข์ทรมานในการรับคีโม?

ดังตฤณ  :   อันนี้เป็นเรื่องน่าเห็นใจของมนุษย์ ที่ยุคเราเป็นมะเร็งกันเยอะมากนะครับ

ทีนี้อย่างทำคีโมเนี่ย คุณก็รู้ล่วงหน้าว่าต้องทรมาน การที่อยู่ในสภาพสังขารทางกายที่มีความทรมาน ต้องดิ้นเร่า ต้องกระสับกระส่ายออกมาจากข้างใน อยู่ไม่เป็นสุข จะด้วยฤทธิ์ของยา หรือฤทธิ์ของความรู้สึกของเราเองก็ตามนะครับ

พอทำอะไรแบบนี้ความคิดมันจะเยอะ ความคิดมันจะยุ่งเหยิง แล้วก็ควบคุมตัวเองยาก

ทีนี้การที่เราจะเตรียมใจเนี่ย ก็เตรียมใว้ว่า เออมันจะต้องมีสภาพแบบนี้แน่ๆ เสร็จแล้วเราก็พิจารณาว่า เวลาเกิดขึ้นจริงๆเราจะดูว่า ความทรมานมีแค่ไหน เราจะนำมาบอกตัวเองว่า  นี่แหละความทุกข์ที่จะต้องเจอถ้าจะต้องเกิดใหม่ นี่แหละสิ่งที่มันไม่ใช่ตัวเรา แล้วเราต้องมาอยู่กับมัน มารับผิดชอบมัน มาแบกรับความกระสับกระส่ายของมันนะ บอกตัวเองไว้อย่างนี้ เตรียมใจไว้ล่วงหน้าอย่างนี้

เสร็จแล้วเวลาเกิดขึ้นจริงๆ สังเกตใจตัวเองว่า มันสามารถรับรู้ได้ไหมว่า ความเจ็บปวดทางกายเนี่ยเป็นของอื่น ไม่ใช่ของเรา ใจเรามีความกระสับกระส่ายแบบอดไม่ได้นานแค่ไหน กว่าที่มันจะเริ่มยอมรับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นได้

ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นได้จะถูกยอมรับยังไง มีทางเดียวเราต้องเห็นว่า มันไม่เที่ยง ไม่ใช่ว่า จะอยู่กับเราตลอดไป ถ้ามันเกิดความดิ้นรนทุรนทุรายนะครับ ขอให้สังเกตใจตัวเองเถอะ มันจะมีความรู้สึก โอ้ยมันจะต้องเป็นอย่างนี้ไปอีกนาน มันจะต้องเป็นแบบนี้ตลอดไป มันจะยืดเยื้อไปถึงไหน มันจะมีความรู้สึกออกมาประมาณนั้น เนี่ยตรงนี้ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า พอไม่พิจารณาว่าสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นจะถูกมองว่ามันเที่ยง มันเป็นอุปาทานชนิดหนึ่ง

ทีนี้ถ้าเราเริ่มรู้สึกว่า ความทุกข์มันมีเพิ่มได้ลดได้แม้แต่ดีกรีน้อยๆ เพิ่มขึ้นนิด ลดลงหน่อย ถ้าเราหมั่นสังเกต แล้วก็เอาสติไปอยู่กับความไม่เที่ยงตรงนั้นบ่อยๆเข้า แล้วสังเกตเข้าไปนะ ความสัมพันธ์กับจิตใจของตัวเองจะรู้สึกว่า จิตใจของเรานี่มันสงบระงับลงมา ค่อยๆโรยตัวสงบลงมา กระทั่งถึงจุดหนึ่งมันเหมือนกับว่า เออความเจ็บปวดมันจะปวดอย่างไรของมัน ช่างมันไม่เกี่ยวกับเรา เรามีหน้าที่แค่สังเกตเห็นว่า มันทวีตัวมากขึ้นเข้มข้นขึ้น แล้วเดี๋ยวมันก็เบาบางลง ลดระดับลงได้ ตรงนี้แหละที่จิตของเราเนี่ย ถ้าสงบลงได้ท่ามกลางความเจ็บปวดที่รุนแรงขึ้น แล้วก็ลดระดับลง มันจะเกิดความรู้สึกเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาว่า สภาพสังขารอันเป็นกายนี้ มันไม่ได้เป็นตัวเราจริงๆหรอก มันมาแค่ทรมานเรา มันมาแค่ล่อให้เรายึด มันมาแค่ทำให้เราเกิดคำถามที่เปล่าประโยชน์ ประมาณว่าเออเมื่อไหร่จะหายเจ็บ เมื่อไหร่จะหายปวด

คำถามที่มีประโยชน์คือ ที่กำลังเจ็บอยู่เนี่ย ที่ลมหายใจนี้กับลมหายใจต่อไปมันต่างกันแค่ไหน นี่ตัวนี้เป็นคำถามที่มีประโยชน์นะครับ

----------------------------------------------------------------------------

ผู้ถอดคำ               JoJo
วันที่ไลฟ์            ๑๑ มกราคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม              จะทำจิตอะไรเพื่อพร้อมรับการทุกข์ทรมานในการรับคีโม?
ระยะเวลาคลิป    ๓.๕๖ นาที
รับชมทางยูทูป     https://www.youtube.com/watch?v=nkl-UGvjZCk&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=1

** IG **

ทำไมยิ่งภาวนาแล้วยิ่งโกรธง่ายคะ หมายถึงตัวดิฉันเองค่ะ จะต้องไปพิจารณาเรื่องไหนถึงจะถูกทาง?

ดังตฤณ  :   การปฏิบัติธรรม การภาวนาน่ะ ถ้าตั้งต้นด้วยความคาดหวังว่าจะให้เหมือนคนอื่น แค่นี้มันก็เป็นบ่อเกิดของโทสะอ่อนๆแล้วนะครับ

พอมันไม่ได้อย่างใจไง พอมันไม่มีความรู้สึกว่า เฮ้ยวันนี้ปฏิบัติได้ดีได้อย่างตามสเปคที่เราตั้งไว้เนี่ย แค่นี้มันก็โกรธตัวเองแล้ว เห็นไม๊คือถ้าเรามีสัมมาทิฐิ เรามีความเข้าใจจริงๆว่า การภาวนาเป็นการเห็นตามจริง และไม่คาดหวังอะไรมากไปกว่าจะได้รู้ว่า เออมันไม่เที่ยงอยู่เป็นขณะๆ เนี่ยตัวนี้แหละที่มันจะลดความโกรธลงนะครับ

ความโกรธเนี่ยถ้ามันเพิ่มขึ้นนะครับ ขอให้รู้เถอะคุณไปอัดไปทับความไม่พอใจอะไรบางอย่างในตัวเองระหว่างภาวนาเข้าไปโดยไม่รู้ตัวแล้วล่ะนะครับ

----------------------------------------------------------------------------------

ผู้ถอดคำ               JoJo
วันที่ไลฟ์             ๑๑ มกราคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม               ทำไมยิ่งภาวนาแล้วยิ่งโกรธง่ายคะ หมายถึงตัวดิฉันเองค่ะ จะต้องไปพิจารณา
                         เรื่องไหนถึงจะถูกทาง?
ระยะเวลาคลิป     ๐.๕๙ นาที
รับชมทางยูทูป      https://www.youtube.com/watch?v=GeHkQLL_FJw&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=2

เข้าใจว่าการดูลมหายใจที่ปลายจมูกเป็นสมถะ และการรู้สึกตัวทั่วพร้อมแล้วเห็นกายหายใจเป็นวิปัสสนา เข้าใจถูกไหมคะ?

ดังตฤณ  :   ไม่ถูกนะครับคือ เห็นปลายจมูกถ้าจิตคับแคบอยู่ มันไม่ได้เป็นสมถะด้วยซ้ำ มันเป็นการเอาจิตไปจี้ให้เกิดความคับแคบ และไม่มีกำลังนะครับ

จิตแบบนั้นไม่สามารถเอามาทำอะไรได้ มันมีแต่ความอึดอัด อย่างบางคนที่แนะนำเรื่องการเห็นผัสสะที่ปลายจมูกเนี่ย เขาตั้งจิตไว้ใหญ่อยู่แล้ว แล้วก็จิตที่มีความรับรู้อย่างใหญ่นั้นน่ะ เจียดไปให้กับการกระทบที่จะงอยจมูก มันก็เลยโอเครอดตัวไป

แต่คนส่วนใหญ่ถ้าได้รับคำแนะนำให้เพ่งอยู่ที่ปลายจมูก จิตมันจะจี้ลงไปเลย แล้วก็ไม่มีความรู้เนื้อรู้ตัว ไม่รู้ว่ากำลังอยู่ในอิริยาบถไหน รู้อย่างเดียวว่าจี้ไปเป็นเข็มเล็กๆเนี่ยแทงลงไปที่ปลายจมูก จิตแบบนั้นไม่ใช่สมถะ จิตแบบนั้นเอามาใช้งานไม่ได้

สมถะต้องเอามาใช้งานได้ ต่อยอดเป็นวิปัสสนาได้ ฉะนั้นการรู้สึกตัวทั่วพร้อม มันเป็นบาทฐานที่จะทำให้เกิดสมถะแบบที่พร้อมที่จะเป็นวิปัสสนา แต่ก็ไม่ได้ประกันว่า ถ้าเราเห็นไปทั่วๆอย่างนั้นแล้ว จะเกิดเป็นวิปัสสนาเสมอไปนะครับ

เพราะเห็นกว้างจริงแบบพวกฤาษีชีไพรนี้ก็เห็นเป็นจิตตัวเองใหญ่เท่าจักรวาลเลยเป็นฌาณอะไรแบบนั้นก็ไม่ได้เป็นวิปัสสนาขึ้นมาได้ ถ้าหากว่าไม่ประกอบอยู่ด้วยสัมมาทิฏฐิ

เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะประกันว่า เราจะอยู่ในทิศทางที่เห็นแบบวิปัสสนาได้คือสัมมาทิฏฐิ คือการที่เราแม่นยำว่า เรารู้ เราเห็นกายเห็นใจไปเพื่อที่จะเกิดความแจ่มแจ้งว่า มันไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวเดิมเลย ตั้งแต่ลมหายไจไปจนถึงจิตนะครับ ไม่มีอะไรเป็นตัวเดิมซักอย่าง แล้วจะทึกทักว่าเป็นตัวตนเป็นตัวเราได้อย่างไร

---------------------------------------------------------------------------

ผู้ถอดคำ               JoJo
วันที่ไลฟ์            ๑๑ มกราคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม              เข้าใจว่าการดูลมหายใจที่ปลายจมูกเป็นสมถะ และการรู้สึกตัวทั่วพร้อมแล้ว
                        เห็นกายหายใจเป็นวิปัสสนา เข้าใจถูกไหมคะ?
ระยะเวลาคลิป    ๒.๑๙ นาที
รับชมทางยูทูป     https://www.youtube.com/watch?v=OzxIF4zlRNM&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=3

การนั่งสมาธิไปพักตามโรงแรมต่างๆ ควรทำหรือไม่ ในกรณีที่อาจเห็นนิมิตอะไรที่ทำให้ตกใจได้ จึงมีความกลัวเนื่องจากไม่ใช่บ้านหรือสถานปฏิบัติธรรม จะต้องทำอย่างไรหากเกิดความกลัว?

ดังตฤณ  :   ทำไปเถอะนะครับ ถ้าหากว่าเห็นนิมิตอะไรน่ากลัว มีผีมาหลอก มีใครมาขอส่วนบุญ ให้คิดว่าเป็นหน้าที่ของเรา ที่จะต้องเผื่อแผ่ให้นะครับ

ตอนเป็นมนุษย์น่ะ เรามีความแข็งแรงมากนะครับ ตอนเป็นวิญญาณน่ะอ่อนแอปวกเปียกเลย ถ้าเราซึ่งเข้มแข็งกว่าเขา กลัวคนที่อ่อนแอกว่าเนี่ย มันผิดฝาผิดตัวนะครับ

จริงๆเขาต้องกลัวเรา หรือว่าอยากได้ความช่วยเหลือจากเราต่างหากนะครับ เรากำลังเป็นเศรษฐี มีเงินอยู่ในมือได้เยอะ หาเงินได้มาก ของเขาเนี่ยเหมือนขอทานเหมือนยาจก หาเงินเองไม่ได้ก็ต้องขอ ถ้าเราเป็นเศรษฐีแล้วเราเดินผ่านไปเฉยๆ เขาก็อดนะ แล้วก็อดอยากปากแห้ง

บางทีนี่มาที่ไรก็เจอแต่คนกลัว เขาก็โอ๊ยตายไม่รู้จะทำยังไงนะครับ พออยู่เฉยๆ ไม่ขอก็หิวแสบไส้ ครั้นจะขอคนก็กลัว มันเป็นภาวะที่น่าสงสารนะครับ

พอเราตั้งไว้ตั้งจิตไว้ว่าเราสงสาร แล้วก็ไปทำสมาธิที่ไหน เราเผื่อแผ่หมด เออเนี่ยเราเป็นคนรวยอยู่ เรามีเงินมากอยู่ เราแจกให้ไม่จำกัด แล้วแจกไปเนี่ยยิ่งแจกเรายิ่งเพิ่มนะครับ

อย่าไปเชื่อนะไอ้ประเภทมาบอกว่า อย่าอุทิศส่วนกุศลให้ใครจนหมด เพราะว่าเดี๋ยวเราจะไม่เหลือไว้เลย เข้าใจผิดแล้วก็เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างใหญ่หลวงนะครับ ยิ่งให้มันยิ่งได้นะเรื่องบุญเนี่ย

----------------------------------------------------------------------------------

ผู้ถอดคำ               JoJo
วันที่ไลฟ์            ๑๑ มกราคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม              การนั่งสมาธิไปพักตามโรงแรมต่างๆ ควรทำหรือไม่ ในกรณีที่อาจเห็นนิมิต
                        อะไรที่ทำให้ตกใจได้ จึงมีความกลัวเนื่องจากไม่ใช่บ้านหรือสถานปฏิบัติธรรม
                        จะต้องทำอย่างไรหากเกิดความกลัว?
ระยะเวลาคลิป    ๑.๕๕ นาที
รับชมทางยูทูป        https://www.youtube.com/watch?v=yYTwGPjncNg&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=4

** IG **

กำลังจิตหรือจิตมีกำลังแปลว่าอะไร?

ดังตฤณ  :   ก็เหมือนคุณมีกำลังใจ คิดง่ายๆเลย เวลาที่เราถูกว่า ทำผิดอะไรแล้วโดนกระแนะกระแหน หรือว่าด่าตรงๆ เราเกิดความรู้สึกห่อเหี่ยวแห้งใจ ตรงนั้นน่ะจิตไม่มีกำลัง

แต่ตอนได้รับคำชมหรือว่า เกิดความรู้สึกสมใจได้ของที่ต้องการ แล้วมีกำลังสามารถไปวิ่งรอบสนามได้เจ็ดรอบอะไรแบบนี้เนี่ย คือจิตมีกำลังนะครับ

---------------------------------------------------------------------------------

ผู้ถอดคำ               แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์            ๑๑ มกราคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน
คำถาม              กำลังจิตหรือจิตมีกำลังแปลว่าอะไร?
ระยะเวลาคลิป    ๐.๓๖ นาที
รับชมทางยูทูป     https://www.youtube.com/watch?v=z7tDsvhudRU&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=5

** IG **

น้องชายเป็นทหารเพิ่งถูกยิงเสียชีวิตไปได้เจ็ดวันที่ผ่านมา เมื่อเช้ามาเข้าสิงแม่บอกว่าเจ็บไปทั้งตัว หิวน้ำ ไม่ได้ดื่มน้ำมาหลายวัน ทำอย่างไรได้บ้างคะ กรวดน้ำไปให้ได้ไหม?

ดังตฤณ  :   คำถามนะครับบอก น้องชายเป็นทหารเพิ่งถูกยิงเสียชีวิตไปได้เจ็ดวัน เพิ่งเจ็ดวันที่ผ่านมานี่เอง ก็ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ

(คำถามต่อ) เมื่อเช้ามาสิงแม่ของเขา บอกว่าเจ็บไปทั้งตัว หิวน้ำ ไม่ได้ดื่มมาหลายวันควรทำอย่างไรบ้าง กรวดน้ำไปให้ได้ไหม?

เรื่องนี้ก็ได้ยินบ่อยนะครับ ก็กลับมาเข้าร่างของคนรู้จักของคนสนิท เรื่องที่จะทำยังไงเนี่ยแต่ละเคสไม่เหมือนกันนะครับ

แต่ขอแนะนำกว้างๆนะครับ ถ้าหากวิญญาณพูดรู้เรื่อง คุยรู้เรื่องจริงๆ ให้เขานึกถึงความดีที่เขาเคยทำ อันนั้นน่ะเป็นน้ำที่เขามีเองเตรียมไว้เอง ประเภทน้ำที่เราเพิ่งไปให้เอาตอนนี้เนี่ย บางทีมันยากเพราะว่าคือ .. เอาเฉพาะสภาพของวิญญาณที่กลับมาเข้าร่าง เพื่อที่จะบอกอะไร หรือขออะไรเนี่ย มันแสดงอาการทุรนทุรายอยู่แล้ว ไม่พร้อมที่จะฟังอะไรที่มันเหมือนเป็นคำปลอบโยน หรือว่าเป็นแบบที่ตอนมีชีวิตอยู่ ไม่พร้อมฟังหรอก

ยิ่งเราไปพูดเหตุพูดผลอะไรต่างๆเนี่ยนะ ขอให้เลือกใช้คำง่ายๆ เหมือนกับพูดกับเด็กน้อย หรือเหมือนกับคุยกับคนที่ .. นึกถึงคนป่วยที่สติไม่ค่อยจะดีอะไรแบบนี้นะครับ

แล้วก็พยายามให้เขานึกถึงสิ่งที่คุณเห็นกับตาว่า เขาเคยทำอะไรดีๆมา เคยทำเคยช่วยอะไรคุณ เคยช่วยอะไรคนอื่น เคยไปทำบุญด้วยกัน เคยไปช่วยคนนะ เอาแบบเล็กๆน้อยๆก็ได้ ตอนที่เขายังเด็กๆอยู่ ตอนที่คุณเห็นกับตา แล้วก็รู้แน่ๆว่า เขาจะต้องจำได้นะ เพราะเรื่องการช่วยคน เรื่องบุญ เรื่องกุศลนี่นะ พออยู่ในสภาพวิญญาณ แล้วใครมากระตุ้น ใครมาพูดให้นึกถึงเนี่ย เขาจะเห็นเป็นภาพเลยนะ ชัดเจนเลย

แล้วก็ส่วนใหญ่เนี่ย ถ้าตอนที่เขาช่วยใครได้ หรือตอนที่ทำบุญเนี่ย มันมีความปลื้มใจ มันมีความรู้สึกเป็นสุขมากเนี่ยนะ พออยู่ในสภาพวิญญาณ ก็จะระลึกได้ง่าย ง่ายมากเลย

เพราะฉะนั้น เลือกเอาจุดที่แน่ใจนะครับว่า เราทราบชัดๆว่าเขาเนี่ยมีความสุข มีความปลื้มใจกับการทำบุญครั้งนั้นๆ หรือว่าช่วยคนครั้งนั้นๆ

ตอนที่อยู่ในโลกมนุษย์เนี่ย บางที่เราเห็นเป็นเรื่องเล็กนะ ช่วยมดตัวเดียว แต่พอตอนเจียนอยู่เจียนไปแล้วนึกขึ้นมาได้ว่า เราเคยแบบ .. โอ้โห พยายามมากเลยนะ มดตัวนี้ถ้าเราไม่ช่วยมันน่ะ มันต้องตายแน่ๆ พยายามเอาใบไม้เขี่ย เอาอุปกรณ์ เอาเครื่องของอะไรไปลากมันออกมา อย่างนี้พอมันปรากฏในนิมิต ตอนจวนอยู่จวนไป หรือว่าตอนไปแล้วเนี่ย มันเป็นบุญใหญ่เลยนะครับ เพราะอาศัยกำลังใจพยายามช่วยให้สำเร็จ ตอนนั้นถ้าทบทวนดูนะทุกคนนะครับ เวลาเราพยายามทำอะไรแม้เล็กๆน้อยๆ แต่มันช่วยคนอื่นได้ ช่วยคนอื่นสำเร็จมันเกิดความเบา มันเกิดความโล่ง มันเกิดความชื่นใจขึ้นมา มันเกิดความชุ่มชื่นขึ้นมา อันนั้นแหละอาหารของจิตวิญญาณ

เหมือนกันถ้าเขาได้นึกออกนะครับว่า เขาเคยทำอะไรดีๆไว้ แล้วเกิดความชุ่มชื่นมากๆ ประเคนให้เขาไปเลยนะครับ พูดเยอะๆ พูดถึงความรู้สึกของเราด้วยว่า เราพลอยยินดีไปกับเขายังไงนะครับ

ไม่ว่าคนที่ตายไปแล้ว หรือคนกำลังจะตายเนี่ย ถ้าได้ตรงนี้ไป มันเหมือนกับได้เสบียงได้น้ำไปหลายๆโอ่งเลยนะ มันจะชุ่มชื่นอยู่ได้นานเลยนะครับ

------------------------------------------------------------------------------

ผู้ถอดคำ               JoJo
วันที่ไลฟ์            ๑๑ มกราคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม              น้องชายเป็นทหารเพิ่งถูกยิงเสียชีวิตไปได้เจ็ดวันที่ผ่านมา เมื่อเช้ามาเข้าสิงแม่
                        บอกว่าเจ็บไปทั้งตัว หิวน้ำไม่ได้ดื่มน้ำมาหลายวัน ทำอย่างไรได้บ้างคะ
                        กรวดน้ำไปให้ได้ไหม?
ระยะเวลาคลิป    ๔.๒๖ นาที
รับชมทางยูทูป     https://www.youtube.com/watch?v=6yzwy6IY1bo&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=6

ในกรณีนั่งสมาธิรู้สึกคล้ายจะหลับแล้วสะดุ้งขึ้นมาตั้งสติใหม่ หรือบางครั้งตอนสะดุ้งจะรู้สึกเหมือนโล่งกว้าง แล้วรู้สึกตัวขึ้นมาอีก ความรู้สึกเหล่านี้เป็นปกติ ถูกทางไหมคะ?

ดังตฤณ  :   อันนี้ผมเคยพูดหลายครั้งนะครับ คือถ้าหากว่า เราง่วงรู้สึกเหมือนง่วง เหมือนกับจิตมันคว่ำลงไป เสร็จแล้วมันหงายขึ้นมาใหม่ อันนั้นให้มองว่าเป็นภวังคจิต ในแบบที่จะเปลี่ยนจิต จากจิตแบบคิดๆนึกๆธรรมดา ให้กลายเป็นสมาธินะครับ

ตอนที่จิตเขาจะเปลี่ยนโหมด หรือว่าเปลี่ยนภาวะ ยกระดับขึ้นมาจากภาวะคิดๆนึกๆ กลายเป็นภาวะของสมาธิเนี่ย เขาจะต้องมีช่วงคั่นเป็นภวังค์ เป็นจิตที่ตกภวังค์เสมอ

เพียงแต่ว่าถ้าใหม่ๆเนี่ย ยังไม่มีกำลังก็อาจจะตกวูบนาน เหมือนเข้าไปในอุโมงค์ มุดเข้าไปในถ้ำอะไรที่มันลึกมาก น่ากลัวอะไรแบบนั้น แล้วก็พลิกหงายกลับมา โผล่ขึ้นมาใหม่ กลายเป็นเหมือนกับที่คุณบอกว่า เหมือนออกที่โล่งกว้าง

จริงๆคำว่าถูกเนี่ย จะต้องพิจารณาจากที่ว่า ถ้าคุณมีความชำนาญ มีความเห็นว่าภาวะแบบนี้ เกิดขึ้นเป็นธรรมดาเมื่อจะเข้าสมาธิ นี่เรียกว่าการเห็นอย่างถูกต้องตามกลไกธรรมชาติของจิต แต่ถ้าเข้าภวังค์นึกว่าเดี๋ยวก็คงจะฟื้นขึ้นมา เดี๋ยวก็คงจะมีสมาธิ ปรากฏว่าอีกทีนึงสิบโมงเช้ายังไม่ตื่น อันนั้นเรียกว่าเป็นภวังค์หลับ

ภวังค์หลับ กับภวังค์สมาธิ ต่างกันแค่ตรงนี้ครับ ภวังค์สมาธิคว่ำลงไปแป๊บนึง มันหงายขึ้นมา แล้วเปิดกว้าง จะรู้สึกเลยว่าจิตเนี่ยอัพเกรด มีความรู้สึกว่าโล่งขึ้น มีความรู้สึกว่านิ่ง แล้วก็ความคิดเข้ามาเกาะกุมครอบงำได้ยากขึ้น

แต่ถ้าหากว่า เป็นภวังค์ฝัน หลับแล้วหลับเลย จนกว่ามันจะอิ่มตามวิถีของคนหลับธรรมดา ขอแนะนำว่า เดินจงกรมบ้าง อย่านั่งสมาธิอย่างเดียว

ถ้าคุณทำมาจนกระทั่งได้ภวังค์สมาธิแล้วเนี่ย ถ้าเราไปเสริมกำลังความเข้มแข็ง ด้วยการเดินจงกรมได้ มันจะช่วยเลยนะครับ มันจะเห็นเลยนะครับว่า สติของเราดีขึ้น กำลังของเราที่จะพลิกคว่ำไปด้วยภวังค์สมาธิสั้นๆ แล้วหงายกลับขึ้นมาเป็นสมาธิแบบดีๆมีคุณภาพเนี่ย โอกาสมันจะสูงขึ้นเยอะเลยนะครับ

-------------------------------------------------------------------------

ผู้ถอดคำ               JoJo
วันที่ไลฟ์             ๑๑ มกราคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม               ในกรณีนั่งสมาธิรู้สึกคล้ายจะหลับแล้วสะดุ้งขึ้นมาตั้งสติใหม่ หรือบางครั้งตอน
                         สะดุ้งจะรู้สึกเหมือนโล่งกว้าง แล้วรู้สึกตัวขึ้นมาอีก ความรู้สึกเหล่านี้เป็นปกติ
                         ถูกทางไหมคะ?
ระยะเวลาคลิป      ๒.๕๙ นาที
รับชมทางยูทูป       https://www.youtube.com/watch?v=QOKacqVr9nE&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=7

เคยมีครูอาจารย์สอนว่าในขณะเดินจงกรม การเดินช้ามีประโยชน์กว่าการเดินเร็ว จริงหรือไม่อย่างไรครับ?

ดังตฤณ  :   คำถามนี้จริงๆเป็นประเด็นที่มีมานานในพุทธศาสนาเรา เอาเป็นว่าเราคุยกันอย่างนี้ก็แล้วกันว่า ..

พระพุทธเจ้าท่านตรัสในสติปัฏฐานสูตร ในกายคตาสติกายานุปัสสนา ท่านตรัสไว้ว่า ร่างกายกำลังอยู่ในท่าทางอย่างไร ก็ให้รู้ มีสติเห็นตามนั้น ท่านไม่ได้ระบุเรื่องสปีดว่าจะช้าหรือเร็ว

แต่ในทางปฏิบัติ ถ้าเรากำลังมีจิตที่ว้าวุ่น แล้วบางทีจะมาพยายามเคลื่อนไหวช้าๆเนี่ย  บางทีนอกจากจะเห็นไม่ได้แล้ว มันยังเกิดความรู้สึกอึดอัดระอา เกิดความเบื่อหน่าย

ก็ลองทดลองดูอย่างนี้ ถ้ามีความฟุ้งซ่านมากๆ เดินจงกรมเร็วๆ หรือเคลื่อนไหวเร็วๆ มันแย่งพื้นที่ความฟุ้งซ่านได้ไม๊ ถ้าแย่งได้ก็แปลว่า สำหรับเราเนี่ยการเคลื่อนไหวเร็วๆ ณ เวลาที่ฟุ้งซ่านอยู่มากๆ มันจะเวิร์กกว่าการเคลื่อนช้าๆ

แต่บางทีถ้าหากว่า เราอยู่ในภาวะที่รู้สึกว่า ไม่อยากเคลื่อนไหวเร็วๆ ถ้าเคลื่อนไหวเร็วๆแล้วมันจะกระตุ้นให้เกิดความฟุ้งซ่าน แบบนั้นพอเราลดสปีดลงให้มันช้า ก็อาจจะพบว่า ทำให้จิตใจเป็นสมาธิแล้วก็มีสติได้ดีขึ้น

ถ้าหากว่าเอาตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสนะครับว่า ร่างกายอยู่ในสภาวะไหน ก็ให้รับรู้ไปตามจริงตามนั้นเนี่ย มันก็จะได้สังเกตเห็นความสัมพันธ์ ระหว่างตัวความเป็นจิตตัวความเป็นสติ กับท่าทางทางกายได้อย่างชัดเจนว่า มีความสัมพันธ์กันยังไงนะครับ

เอาเป็นว่าทางกายทางใจแบบไหนที่ก่อให้เกิดสติ ก่อให้เกิดความชัดเจนได้ อันนั้นดีที่สุด ณ เวลาที่คุณกำลังมีชีวิตอยู่ลมหายใจนั้น

---------------------------------------------------------------------------

ผู้ถอดคำ               JoJo
วันที่ไลฟ์            ๑๑ มกราคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม              เคยมีครูอาจารย์สอนว่าในขณะเดินจงกรม การเดินช้ามีประโยชน์กว่าการเดิน
                       เร็ว จริงหรือไม่อย่างไรครับ?
ระยะเวลาคลิป   ๒.๒๙ นาที
รับชมทางยูทูป    https://www.youtube.com/watch?v=7LI21FHw0F4&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=8

เวลานั่งสมาธิจากสมถะแล้วจะให้เป็นวิปัสสนาเปลี่ยนขั้นตอนยังไง?

ดังตฤณ  :   พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้เป็นแบบสเต็ปๆนะว่า สมถะคือต้องทำแบบนี้เป๊ะๆ  แล้วตอนจะเปลี่ยนเป็นวิปัสสนา ให้ทำอย่างนี้ๆนะมันไม่ใช่แบบนั้น

พระพุทธเจ้าประทานแนวทางไว้ค่อนข้างชัดเจน ขึ้นต้นมามีสติรู้ว่า หายใจเข้า มีสติรู้ว่าหายใจออก แล้วท่านก็จะปิดท้ายบอกว่า .. พูดง่ายๆว่า มีสมาธิขึ้นมาจากการเห็นลมหายใจ หรือเห็นกายแล้วเนี่ย ก็ให้พิจารณาว่า อะไรๆทั้งหลาย ที่เราเห็นมาทั้งหมด ไม่ว่าเป็นลมหายใจ หรือว่าจะเป็นสภาพทางกาย หรือว่าความรู้สึกทางใจ อะไรก็แล้วแต่เนี่ยนะครับ ให้มองว่า มันไม่เที่ยง มันไม่ใช่ของเดิม มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เราหวงไว้ไม่ได้ เรารักษาไว้ไม่ได้ นี่ท่านให้ทิศทางไว้อย่างนี้

ในทางปฏิบัติก็คือ พอเรารู้เราปฏิบัติไปเริ่มๆว่า ใจยังมีความแกว่ง ก็อย่าเพิ่งไปขวนขวายเอาวิปัสสนา แต่ให้เหมือนกับพิจารณาไว้ในเบื้องต้นว่า เออไอ้ที่แกว่งนั่นน่ะ มันไม่ได้แกว่งนานนะ เดี๋ยวมันก็กลับมาตรงใหม่ แล้วที่ตรงเนี่ย เราจะหวังว่า มันจะไม่แกว่งอีกเลยก็ไม่ได้ นี่ก็อยู่ในทิศทางที่จะเห็นความไม่เที่ยงแล้ว

แล้วตรงนี้ ก็จะอยู่ในทิศทางตะล่อมจิตให้มีความปล่อยวาง มีความผ่อนคลาย มีความสบาย และในที่สุดก็เกิดสมาธิได้

ถ้ายังไม่มีความตั้งมั่นตอนนั้น รูปและนามจะยังไม่ปรากฏ จริงๆรูปและนาม มันปรากฏอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าจิตของเราไม่พร้อมรู้ 

ทีนี้ร่างกายกับสภาวะทางใจของเราเนี่ย เมื่อมันถูกปรับให้อยู่ในสภาพพร้อมถูกดู พร้อมถูกรู้ไปเรื่อยๆ ในที่สุดวันนึง จิตเราจะมีความตั้งมั่น แล้วร่างกายมีความอ่อนสลวย ไม่กระสับกระส่ายมากพอที่จะให้เกิดการแสดงตามที่มันกำลังเป็นอยู่เนี่ย รูปก็ให้เป็นที่รู้ว่า นี่สักแต่เป็นรูป ไม่ใช่เป็นบุคคล นี่จิตนะมันเกิดดับอยู่ตลอดเวลา มีความรู้สึกสุขทุกข์แค่ไหนก็ตามเนี่ย ไม่กี่ลมหายใจ มันก็เปลี่ยนดีกรีไป จะมากจะน้อยก็ตามเนี่ยนะ มันพร้อมจะให้รู้พร้อมจะให้ดูอยู่แล้วตลอดเวลาโดยตัวของมันเอง

แต่จิตของเรามันยังไม่พร้อมเท่านั้นเอง และวิธีที่เราค่อยๆตะล่อมจิตของเราตามแนวทางแบบสมถะ และวิปัสสนานั่นเองนะครับ ที่จะค่อยๆทำให้เรามีความสามารถในการเห็นได้จริง

สรุปอีกครั้งนะครับ ไม่มีการเปลี่ยนแบบฉึบนะครับ จากสมถะกระโดดไปวิปัสสนา มันไม่มีข้ามเส้นแบบนั้นนะครับ แต่มีความพร้อมของจิต ถ้าจิตมีความนิ่ง มีความเป็นอัตโนมัตินะครับ ในการนิ่ง ในการพร้อมรู้ด้วยตัวของมันเอง ตรงนั้นแหละที่รูปนาม ซึ่งมันมีอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วเนี่ย มันก็จะถูกเปิดเผยตัวออกมานะครับ

-----------------------------------------------------------------------------

ผู้ถอดคำ               JoJo
วันที่ไลฟ์            ๑๑ มกราคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม              เวลานั่งสมาธิจากสมถะแล้วจะให้เป็นวิปัสสนาเปลี่ยนขั้นตอนยังไง?
ระยะเวลาคลิป    ๓.๓๙ นาที
รับชมทางยูทูป     https://www.youtube.com/watch?v=TMajuybtpGg&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=9

ทำไมเราต้องเห็นความเป็นกายรูปต้องให้เกิดความน่ากลัวไม่น่าชอบ แต่ทำไมเราไม่มองความเป็นกายทิพย์เทวดานางฟ้าให้เกิดความว่างเปล่าไม่น่ายึดติดครับ?

ดังตฤณ  :   เทวดานางฟ้าเนี่ยเวลาเขาจะสิ้นชีวิต ถึงอายุขัยของเขาเนี่ยนะ เขาอวยพรกันว่า ไปเกิดเป็นมนุษย์พบพุทธศาสนาเถอะ

อันนี้ก็หมายถึง แวดวงที่อยู่ในพุทธศาสนาด้วยกันมานะ เป็นสัมมาทิฏฐิกันมาเนี่ย พอคนทำบุญกับศาสนาพุทธนะครับ แล้วได้เห็นแล้วนะว่า รางวัลเป็นสวรรค์วิมานอะไรเนี่ย มันอยู่ได้นาน มันเลิศเลอโอฬารขนาดไหนเนี่ยนะ มันก็จะปักใจอยากมาทำบุญในพระพุทธศาสนากันอีก

บางเจ้าถึงขั้นที่ว่า เทียวไล้เทียวขื่อ คือลงมาเกิดเป็นมนุษย์ไม่ค่อยสนใจจะอยู่บนสวรรค์นาน เพราะว่าช่วงที่มีพุทธศาสนา เป็นช่วงเวลาที่คับแคบ แป๊บเดียวเดี๋ยวความสว่างบนโลกก็หายไป พุทธศาสนาก็สาบสูญไป เลยตรงรีบลงมาบ่อยๆ อะไรแบบนี้

เหตุผลเพราะอะไร เพราะว่า เกิดเป็นมนุษย์เนี่ย มันมีร่างที่พร้อมให้พิจารณาว่า มันไม่เที่ยง มันไม่น่าเอา มันไม่ใช่ตัวตนง่ายกว่าสภาพทิพย์ อันเป็นรูปของเทวดานะครับ

รูปของเทวดาเนี่ย มันไม่ได้ว่างเปล่าอย่างที่คิดนะ มันไม่ได้ลอยๆ คือเวลาที่อยู่ในร่างอันเป็นทิพย์เนี่ย สัมผัสมันแข็งแรงยิ่งกว่านี้อีกนะครับ

อย่างเนื้อหนังของมนุษย์เนี่ย เราจับต้องแล้วรู้สึกว่ามันเข้มแข็ง มันมีตัวตนมันคงรูปอยู่ จริงๆแล้วเอามีดมาเฉาะที่เดียวก็รู้เลยนะว่า มันแบะออกมา

แต่ร่างอันเป็นทิพย์ จะมีลักษณะอย่างหนึ่ง ที่สัมผัสแล้วรู้สึกว่าเป็นสุข เป็นสุขมาก(เน้น) คือยิ่งกว่าคุณสัมผัสแฟนที่เนื้อตัวนุ่มนิ่มแล้วก็น่าติดใจ เพราะความเป็นทิพย์มันจะมีสัมผัสอันเป็นทิพย์ ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกว่า ไม่อยากจากความเป็นอย่างนั้นไป ไม่อยากเสียความเป็นเช่นนั้นไปนะครับ

ถ้าเราได้รู้ความเป็นสภาพทิพย์ของเทวดาจริงๆ มันจะเห็นเลยว่า โอกาสที่จะรอดจากสังสารวัฏ มีอยู่แต่ในโลกมนุษย์นี่แหละ ที่มาอยู่ในร่างแบบหนึ่ง ที่มันพอเจริญสติ มีสมาธิรู้เข้าไปแล้วเห็นว่า มันเป็นของน่าเกลียดน่ากลัว

จริงๆไอ้ความน่าเกลียดน่ากลัวหรือว่า ลักษณะที่มันโสโครกน่ารังเกียจเนี่ย มันเหมือนกับเป็นความจริงสองด้านให้เรามองเห็นว่า เราจะเลือกติดอยู่ก็ได้ เราจะเลือกที่จะพ้นไปก็ไม่ยากนะครับ

แต่ถ้าเป็นบนโน้น บนสวรรค์เนี่ย มันจะมีแต่สภาพที่ความจริงด้านเดียว ความจริงที่ว่าทำบุญไปมากๆ แล้วเดี๋ยวก็ได้มาเสวยสุข ปกปิดความจริงอีกด้านนึงคือว่า ความสุขแบบนั้นจะอยู่นานแค่ไหน ในที่สุดมันก็จะหายไป มันก็ต้องเวียนว่ายกลับลงมาเสี่ยงผิด เสี่ยงถูก เสี่ยงบุญ เสี่ยงบาปกันอีก

แล้วเทวดาส่วนใหญ่เลย เกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์ เอาเป็นว่าเกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์ พอลงมา กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก มักจะติดนิสัยขี้เกียจ และก็มันลืมน่ะ มันจำไม่ได้ว่าเคยทำดีอะไรมา ถึงได้มาเกิดเป็นมนุษย์ที่มีอัตภาพสบาย

ก็ความเหลิงตรงนั้น ก็มักจะทำให้ไม่ทำอะไรดีๆตามที่เคยทำไว้ก่อน บางคนเนี่ยคือเคยทำดีไว้ทั้งชาติแบบนึงนะ มันมีนิสัยติดตัวมา มันก็จะมีความรู้สึกอยากขวนขวายในทางนั้น แต่ถ้าในวัยเด็กขี้เกียจมากๆเนี่ยนะ ไอ้ความขี้เกียจนั้นมันจะลดดีกรีความมุ่งมั่น หรือว่า ระดับความสามารถที่จะทำดีแบบเดิมลงมโหฬารเลยนะ

คือตรงนี้ก็เป็นความไม่แน่นอนของสังสารวัฏ ถ้าสังสารวัฏเขาเปิดโอกาสให้เรามีแต่ดีกับดีขึ้นไปเรื่อยๆเนี่ยนะ มันไม่ใช่สังสารวัฏ มันไม่ใช่กงล้อ มันเป็นเส้นตรง ซึ่งถ้าแบบนั้นเนี่ยมันไม่สนุก

สังสารวัฏเขาไม่ชอบ เขาชอบให้แบบว่า ลอยขึ้นไปจนสุดแล้วก็ตกลงมา ตกแอ็กลงมากระแทกพื้นเจ็บๆ และเพื่อที่จะขวยขวายขึ้นไปใหม่เนี่ย มันเล่นกันโหดแบบนี้นะครับ พระพุทธเจ้าเลยตรัสว่า ออกไปเถอะอย่าอยู่เลยในสังสารวัฏนี้

-----------------------------------------------------------------------------

ผู้ถอดคำ               JoJo
วันที่ไลฟ์            ๑๑ มกราคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม              ทำไมเราต้องเห็นความเป็นกายรูปต้องให้เกิดความน่ากลัวไม่น่าชอบ แต่ทำไม
                        เราไม่มองความเป็นกายทิพย์เทวดานางฟ้าให้เกิดความว่างเปล่าไม่น่ายึด
                        ติดครับ?
ระยะเวลาคลิป    ๕.๓๐ นาที
รับชมทางยูทูป     https://www.youtube.com/watch?v=kxN2lH1z_Og&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=10

คนท้องควรฟังธรรมะแบบไหนคะ?

ดังตฤณ  :   ต้องเข้าใจอย่างนี้ว่า เราฟังธรรมะไปทำไมตอนท้องนะครับ

เพื่อให้จิตใจเพื่อให้พานทองที่รองรับเด็กมีบุญที่เข้ามาอยู่ในท้องของเรา ได้มีความเงางามผ่องใส ไม่ใช่เป็นอะไรที่เต็มไปด้วยอยากเยื่อปฏิกูลนะครับ

อันนี้ถ้าหากว่า จิตใจของเรามีความสว่าง มีความสบาย มีความสงบ ไม่ว่าเราจะฟังธรรมะข้อไหนแล้วเกิดภาวะเช่นนั้น ให้ฟังย้ำไปเรื่อยๆ ถ้าเบื่อแล้ว ถ้าเกิดไม่มีความผ่องใสแล้ว ก็เปลี่ยนทอปปิกได้

ไม่มีหรอกธรรมะที่ฟิกซ์ตายตัวนะครับว่า แบบนั้นแบบนี้จะทำให้ลูกของเรา ได้รับผลประโยชน์ทางธรรมตามเราไปด้วยนะ ไม่ว่าเราจะมีจิตเป็นกุศลด้วยธรรมะข้อไหนก็ตามเนี่ย ต่อให้ไม่ได้อ่าน ไม่ได้ฟัง แค่คิดขึ้นมาเอง ทบทวนขึ้นมาเอง .. นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต หมายความว่ายังไง อิติปิ โส ภะคะวา อะระหังสัมมา หมายความว่ายังไง พอนึกได้แล้วจิตใจเบิกบาน มีความชุ่มชื่นขึ้นมา แค่นั้นลูกพลอยได้รับฟ้า รับฝน จากธรรมะที่คุณแม่หลั่งรดให้แล้วนะครับ

ลูกกับแม่เนี่ยผูกพันกันมากตอนลูกอยู่ในท้อง ถ้าหากว่า แม่มีความสว่างทางกายทางใจจากธรรมข้อใด ลูกก็จะได้ความสว่างจากธรรมข้อนั้นตามไปด้วย 

แล้วจะได้เห็นเลยนะครับบางทีเนี่ย บางคนนะครับ พอลูกออกมาเนี่ย ฟังธรรมะบางข้อได้เหมือนกับไวเป็นพิเศษ อายุแค่สามสี่ขวบรู้จักธรรมะข้อนั้นแล้ว สืบไปสืบมา อ๋อตอนนั้นที่อยู่ในท้อง คุณแม่บางทีกางหนังสืออ่าน อ่านแล้วก็เกิดความซาบซึ้งเกิดความปิติ แล้วก็อ่านซ้ำไปซ้ำมาอยู่ ลูกเกิดมาเนี่ยพอได้ยินคนคุยกัน เกี่ยวกับธรรมะข้อนั้นเนี่ย ถึงกับตาโต แล้วก็มีความรู้สึกราวกับเข้าอกเข้าใจธรรมะข้อนั้นดีอยู่ก่อน

อันนี้เนี่ย คือเขาพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า เด็กได้ยินเสียง แล้วก็เปิดเพลงให้ฟัง ตั้งแต่ยังอยู่ในท้องเนี่ย เปิดเพลงแบบไหน ลูกออกมาก็จะชอบฟังเพลงแบบนั้นตามไปด้วย แนวโน้มนะแนวโน้ม ไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์

คืออย่างถ้าคุณพ่อคุณแม่เปิดเพลงคลาสสิกฟังตลอดเวลา ลูกเกิดมาก็จะแบบหูทอง หูดีมาก เพราะว่าเพลงคลาสสิกมีหนักมีเบาอะไรต่างๆ หรือถ้าพ่อแม่ชอบฟังเพลงไทยเดิม ก็จะมีแนวโน้มมีทิศทาง ที่อยากจะฟังอะไรที่มันกล่อมเกลา ให้จิตใจเกิดความรู้สึกสงบเยือกเย็นอะไรแบบนั้นนะครับ ก็ว่ากันถึงธรรมะก่อนคลอดนะครับ ธรรมะข้อไหนก็ได้ที่คุณแม่ประทับใจเอาเถอะตรงนั้น รับรองรับประกันเลยว่าลูกได้ไปด้วย

-------------------------------------------------------------------------------

ผู้ถอดคำ               JoJo
วันที่ไลฟ์            ๑๑ มกราคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม              คนท้องควรฟังธรรมะแบบไหนคะ?
ระยะเวลาคลิป    ๓.๒๘ นาที
รับชมทางยูทูป     https://www.youtube.com/watch?v=CUeqk3c6VzE&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=11

** IG **

นั่งสมาธิฟังเสียงสติไปด้วยรู้สึกแต่ลมหายใจ ยังไม่เข้าใจว่าหายใจสั้นยาวแล้ว รู้สึกสบายยังไง แค่รู้เฉยๆกับลมหายใจ เราทำผิดอะไรไหมคะ ไม่มีความก้าวหน้าอะไรเลยค่ะ

ดังตฤณ  :   คือเอาแค่ความคุ้นก่อน เริ่มต้นขึ้นมาเนี่ย อย่าไปพยายามที่จะให้มันเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราแน่ใจว่า เรามีสติรู้ว่ากำลังหายใจเข้า มีสติรู้ว่ากำลังหายใจออกนะครับ แค่นั้นเป็นจุดเริ่มต้นแล้ว

ถ้าหากว่า เราทำความเข้าใจอย่างชัดเจนว่า ที่เราดูไปก็เพื่อที่จะได้เขยิบทีละขั้น เห็นลมหายใจเสร็จ มาเห็นอิริยาบถ เห็นอิริยาบถเสร็จ มาดูว่ากำลังเป็นสุขหรือเป็นทุกข์อยู่กับอิริยาบถนั้นๆ ลมหายใจนั้นๆ

แล้วถ้าหากว่า เราค่อยๆขยับไปแบบนี้ มีโรดแมป มีแผนที่ๆชัดเจนนะครับ ในที่สุดถึงแม้ว่า เราจะทำได้หรือไม่ได้เหมือนคนอื่น หรือต่างจากคนอื่นยังไงก็แล้วแต่ แต่เราจะได้จุดเดียวกันที่พระพุทธเจ้าท่านอยากให้ไปถึงตรงนั้นก็คือ รู้ว่ากายใจนี้มันไม่เที่ยงจริงๆด้วย แล้วก็มันไม่ใช่ตัวตนจริงๆ ด้วย

เริ่มต้นขึ้นมานะครับ อย่าคาดหวัง ให้แน่ใจเถอะว่า ทำมาถูกทิศถูกทางนะครับ แล้วก็ทำไปเรื่อยๆ มันจะเห็นผลไปเรื่อยๆเพราะว่า จิตน่ะจะก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ มีความละเอียดประณีตมากขึ้นเรื่อยๆนะครับ

-------------------------------------------------------------------------------

ผู้ถอดคำ               JoJo
วันที่ไลฟ์            ๑๑ มกราคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม               นั่งสมาธิฟังเสียงสติไปด้วยรู้สึกแต่ลมหายใจ ยังไม่เข้าใจว่าหายใจสั้นยาวแล้ว
                        รู้สึกสบายยังไง แค่รู้เฉยๆกับลมหายใจ เราทำผิดอะไรไหมคะ ไม่มี
                        ความก้าวหน้าอะไรเลยค่ะ
ระยะเวลาคลิป    ๑.๓๗ นาที
รับชมทางยูทูป     https://www.youtube.com/watch?v=91Y1zmTuBWs&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=12

เราจะข้ามนิมิตได้อย่างไรครับ?

ดังตฤณ  :   นิมิตมีอยู่สองประเภท นิมิตที่เป็นคุณประเภทนึง กับนิมิตที่เป็นโทษอีกประเภทนึง

นิมิตที่เป็นคุณคือ นิมิตที่ทำให้เราเกิดความรู้ว่า กายนี้ ใจนี้ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวเดิมไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ตัวตน เป็นอนัตตา

แต่นิมิตที่เป็นโทษคือ นิมิตที่มาล่อให้หลงออกไปดูอะไรข้างนอก ไม่ดูภาวะความไม่เที่ยง ไม่ดูภาวะความเป็นอนัตตาของกายใจ เราจะข้ามนิมิตได้ยังไง ก็อย่าข้ามเลยนะครับ เอานิมิตที่เป็นคุณมาแทนนิมิตที่เป็นโทษให้มากเข้า แล้วนิมิตที่เป็นโทษ มันก็จะแพ้ไปเองนะครับ

----------------------------------------------------------------------------------

ผู้ถอดคำ               JoJo
วันที่ไลฟ์            ๑๑ มกราคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม              เราจะข้ามนิมิตได้อย่างไรครับ?
ระยะเวลาคลิป    ๐.๔๕ นาที
รับชมทางยูทูป     https://www.youtube.com/watch?v=eQCdQRFRrMs&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=13

ถ้าเรานึกถึงบุญที่ทำกับคนอื่นเช่น แฟน พ่อแม่ เขาจะรับรู้ได้ไหมครับ แล้วความสัมพันธ์จะดีขึ้นบ้างไหม?

ดังตฤณ  :   มันก็เป็นการแผ่เมตตาอย่างนึง ถ้าหากว่า เรามีจิตที่ตั้งมั่นมากพอแล้วก็สามารถที่จะล็อกเอาโมเมนต์ที่เคยทำดีๆ เคยทำบุญด้วยกันเนี่ย ตอนนั้นมันจะเกิดพันธะ มันจะเกิดสายใยในทางดีก่อตัวขึ้นมา แต่ถ้าพันธะนั้น ไม่เหนียวแน่นพอนะครับ ไม่มีความแข็งแรงพอ ไม่มีพลังมากพอ ที่จะเอาชนะทิฏฐิมานะ ความโกรธความแค้น ความอาฆาตพยาบาท อะไรต่างๆเนี่ยนะครับ มันลบออกไปจากสมองไม่ได้ ก็เหมือนกับได้ดีแค่ฝั่งเรานะครับ ไปไม่ถึงเขา

------------------------------------------------------------------------------

ผู้ถอดคำ               JoJo
วันที่ไลฟ์            ๑๑ มกราคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม              ถ้าเรานึกถึงบุญที่ทำกับคนอื่นเช่น แฟน พ่อแม่ เขาจะรับรู้ได้ไหมครับ แล้ว
                        ความสัมพันธ์จะดีขึ้นบ้างไหม
ระยะเวลาคลิป    ๐.๕๔ นาที
รับชมทางยูทูป     https://www.youtube.com/watch?v=eYWP_mSU9EE&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=14

** IG **