วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559

กรรมพยากรณ์ ตอนเลือกเกิดใหม่ (ตอนที่ ๓๐ รหัสกรรม)

<ย้อนกลับอ่านตอนที่ ๒๙
ตอนที่ ๓๐ รหัสกรรม
จองฤกษ์สนุกกับการหาวิธีสร้างเครื่องพยากรณ์กรรมมากขึ้นเรื่อยๆ เขาคิด คิด และคิดอยู่เกือบตลอดเวลา ทั้งแบบที่อยู่ในกรอบวิทยาการซึ่งมีคนกรุยทางไว้แล้ว และทั้งแบบที่อยู่นอกกรอบจินตนาการของทุกคนในอดีต
เขาตะลุยศึกษาวิธีถ่ายภาพจับคลื่นหลายมิติเพื่อหาความเหมือนและความต่างระหว่างการมีชีวิตธรรมดากับการประสบเคราะห์ดีเคราะห์ร้าย
เขาคิดถึงการใช้ไบโอชิปเข้าไปหาความจริงทางชีววิทยา ร่วมกับเครื่องกวาดภาพสมอง เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับเจตนาชั่วดีต่างๆ
เขาพยายามหาความเป็นไปได้ที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างศาสตร์ลึกลับเช่นโหราศาสตร์ การดูลายมือตลอดจนโหงวเฮ้ง เพื่อรวมเข้ากันเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจนำมาใช้พยากรณ์ชะตาชีวิตได้แม่นยำเหนือศาสตร์ใดๆ
แต่ทุกแนวคิด ทุกวิธีทำลายกำแพงที่ปิดซ่อนความลับของธรรมชาติกรรมวิบาก ล้วนคลุมเครือ ดูเลื่อนลอย จับจุดตั้งต้นยาก คะเนปลายทางยากทั้งสิ้น และเหมือนยิ่งเชื่อกรรมวิบากมากขึ้นเท่าไหร่ อัจฉริยะหนุ่มก็ยิ่งเห็นความเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างเครื่องพยากรณ์กรรมมากขึ้นเท่านั้น
ทว่านั่นแหละ ที่เข้ากันได้กับนิสัยแท้จริงของเขาเหนือสิ่งอื่นใด คือชอบทำเรื่องเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้!
ครั้งเมื่อพยายามเจาะทะลวงระบบดาวเทียมและอินเตอร์เน็ต เขาเห็นตนเองเป็นเด็กทรงพลังผู้มีความห้าวหาญเกินมนุษย์ กล้าคิดดำดิ่งลงไปแหวกว่ายในห้วงมหาสมุทรใหญ่ด้วยมือเปล่า แต่สามารถทะยานกลับขึ้นสู่ผิวน้ำพร้อมมหาสมบัติแห่งเจ้าโลก เขาผ่านประตูแห่งความเป็นไปไม่ได้มาแล้ว และบัดนี้ก็กำลังเผชิญกับประตูแห่งความเป็นไปไม่ได้บานใหม่ ยิ่งใหญ่ท้าทายศักยภาพสมองเหนือกว่าครั้งไหนๆ !
จองฤกษ์ตกลงใจเริ่มนับหนึ่งจริงจังที่รหัสพันธุกรรมหรือ DNA ด้วยความเชื่อเบื้องต้นว่าความลับเกี่ยวกับกรรมวิบากทั้งหลายซ่อนตัวอยู่ที่รหัสพันธุกรรมนี่เอง เพราะมันเป็นตัวกำหนดว่ามนุษย์คนหนึ่งๆ จะสูงต่ำดำขาวอย่างไร หรือแม้กระทั่งมีลายมือเป็นอย่างไร
และยิ่งเมื่อศึกษาลึกลงไปเกี่ยวกับวิธีถอดรหัสพันธุกรรม เขาก็ยิ่งพบหนทางที่ละม้ายคล้ายคลึงกับวิธีถอดรหัส
๒๖๐
คอมพิวเตอร์เพื่อล้วงข้อมูลลับมากขึ้นทุกที แน่นอนว่าถ้าจับงานถนัดคุ้นเคย ก็อาจทำให้ก้าวแรกกลายเป็นก้าวที่ห้า และพร้อมจะทะยานสู่ก้าวที่สิบโดยง่าย
เย็นนั้น จองฤกษ์ลงจากแท็กซี่เพื่อซื้อของกินไปเก็บในตู้เย็น แล้วเดินเข้าหมู่บ้านโดยไม่พึ่งพามอเตอร์ไซค์รับจ้าง เขาชอบเดินคิด เพราะสำหรับเขา ความคิดนอกกรอบมักปรากฏในขณะเดินมากกว่าอิริยาบถอื่น
เดินในอาการก้มหน้าก้มตาครุ่นคิดคร่ำเครียด เขาพยายามเชื่อมโยงกฎแห่งกรรมเข้ากับเรื่องของรหัสพันธุกรรมและทางลัดที่สุดที่จะรู้เรื่องกฎแห่งกรรมอย่างทั่วถึงก็คือพ่อหมออุปการะ จึงตั้งใจชวนณชะเลไปพบหมออุปการะด้วยกันในวันเสาร์พรุ่งนี้
รถตู้คันหนึ่งซึ่งดัดแปลงไว้สำหรับรับส่งนักเรียนคลานเอื่อยออกจากซอยย่อยมาขวางทางเขา จองฤกษ์จึงต้องชะงักเท้าชั่วครู่เพื่อรอให้รถเลี้ยวผ่านไปก่อน แต่ไม่นึกว่าจะเจอเสียงตะโกนแหลมเปี๊ยวเป็นของกำนัลชิ้นใหญ่
“ไอ้ควาย!”
จองฤกษ์สะดุ้ง เงยหน้าขึ้นมองด้วยความงุนงง ทีแรกนึกว่าเด็กบนรถคงด่ากันเองแต่เผอิญปากหันมาทางเขาทว่าเมื่อปะเข้ากับนัยน์ตาหาเรื่องของเด็กชายวัยประมาณ ๗-๘ ขวบยื่นออกมาจากหน้าต่าง จับจ้องเขาพร้อมแสยะยิ้มสะใจ จองฤกษ์ก็ทราบว่าตนนั่นเองคือเป้าหมาย ไม่มีใครอื่น เจ้าเด็กเวรนั่นประกาศศึกอย่างเปิดเผย ไม่มีการหลบหน้าแม้เมื่อเห็นเขาจ้องตอบ แถมเชิดท้าด้วยท่าปั้นปึ่งคล้ายท้าว่าถ้าแน่จริงให้ตามมาเอาเรื่องอีกต่างหาก
ขมวดคิ้วย่นด้วยความฉุนกึก ปฏิกิริยาทางความคิดที่เกิดขึ้นทันทีนั้น คือสงสัยว่าเด็กไปเอาเยี่ยงเอาอย่างจากพ่อแม่มันมากระมัง
แต่ขณะเพ่งตาตามรถตู้ด้วยกระแสความโกรธ จู่ๆ ก็ระลึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่เขาอยู่ดีๆ ยังไม่โง่ แม้ตอนโดนเด็กด่าเป็นวัวเป็นควายก็ยังไม่โง่ ตรงข้ามกำลังคิดเรื่องฉลาดๆ อยู่ด้วยซ้ำ แต่พอเก็บคำว่า ‘ควาย’ มาคิดและเป็นทุกข์ทางใจไม่เลิก ทั้งที่คำนั้นแปรเป็นอากาศธาตุไปแล้ว สาบสูญไปแล้ว จับต้องไม่ได้อีกแล้ว นั่นแหละเขาถึงเริ่มเป็นไอ้หน้าโง่ขึ้นมาจริงๆ
พูดง่ายๆ เริ่มเป็นควายจริงตอนรับคำนั้นมาเก็บในหัวนี่เอง!
อึดใจต่อมา เมื่อรถตู้ลับตาไป จองฤกษ์ก็ถอนใจยาว ก้มหน้ามองพื้น โทสะมลายลงอย่างรวดเร็ว ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงยืดยาว แต่มาบัดนี้รู้จักธรรมะมากขึ้น กับทั้งสำนึกว่าตนกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งเวลาชดใช้กรรมที่ไปแกล้งคนไว้เป็นล้าน รูปแบบการเสวยผลกรรมช่างลงตัวได้หลายหลากเสียจริงๆ อยู่ดีๆ ก็เจอพวกชอบทำร้ายจิตใจโดยไม่ต้องมีเหตุผล แม้กระทั่งโดนเด็กเมื่อวานซืนด่าเป็นไอ้หน้าโง่เข้าให้อย่างนี้ มันช่างเหมือนกับที่เขาเคยทำกับคนทั้งโลกเหลือเกิน
ความจริงไม่จัดเป็นเรื่องแปลกนักที่คนเราด่ากันอย่างไร้เหตุผล เพราะวิธีคิดของมนุษย์ยุคนี้เริ่มเหลวไหลไร้เหตุผลมากขึ้นทุกที ความก้าวร้าวที่ถูกปลูกฝังเข้าไปในเยาวชนผ่านสื่อภาพยนตร์และเกมคอมพิวเตอร์หฤโหด ได้ก่อร่างสร้างอสูรเต็มตัวขึ้นโดยใช้เวลาเพียงสั้น และระบบการควบคุมต่อต้านพิษภัยเทือกนี้ก็อ่อนกำลังลงทุกที เนื่องจากมีผลประโยชน์มหาศาลบีบคอหอยอยู่
จองฤกษ์บอกตัวเองซ้ำๆ ว่าเขาเป็นผู้โชคดีแล้ว ที่ทำกรรมหนัก แล้วไปท้าทายให้วิบากปรากฏทันใจ การเสวยกรรมขณะที่ยังไม่ลืมต้นเหตุ นับว่าช่วยให้เชื่อว่าวิบากมีจริงได้ง่าย ชีวิตที่เหลือจะประมาทน้อยลงและมีความใฝ่ดีมาก
๒๖๑
ขึ้นเรื่อยๆ กับทั้งไม่ถูกสิ่งแวดล้อมกลืนกินวิญญาณเข้าไปในท้องหลุมดำเหมือนใครอื่นอีกหลายพันล้าน
เมื่อปลอบใจตัวเองซ้ำๆ เช่นนั้น ก็เกิดคำถามซ้ำๆ ติดตามมาเช่นกัน คือน่าสงสัยว่าเมื่อใดเคราะห์ซ้ำกรรมซัดชนิดนี้จึงจะสิ้นสุดลงเสียที? พอเหตุการณ์เกิดขึ้นตอกย้ำแทบไม่เว้นวัน ก็บั่นทอนสุขภาพจิตได้เหลือหลาย เขาสำนึกแล้ว เข็ดแล้ว ก้มหน้าก้มตารับผลกรรมโดยดุษณีไม่มีความผูกใจเจ็บเอากับใครแล้ว แถมคิดจะทำคุณไถ่โทษอย่างใหญ่หลวงแล้ว ทำไมจึงยังไม่หลุดพ้นจากบ่วงวิบากชั่วไปได้?
ได้แต่นึกๆ ตามความรู้ที่รับมา คือระยะเวลาและความรุนแรงของการให้ผลกรรมเป็นอจินไตย บุคคลย่อมไม่อาจประมาณเอาเองด้วยความคิดหรือความปรารถนาใดๆ ว่าควรจบลงเมื่อนั่นเมื่อนี่ หรือควรปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้ด้วยวิธีการอย่างนั้นอย่างนี้
เมื่อจิตใจสงบลงบ้าง จองฤกษ์ก็เริ่มเห็นตามจริงประการหนึ่ง คือแม้เขาสำนึกแล้ว เข็ดแล้ว ตั้งใจทำคุณไถ่โทษแล้ว แต่การลงมือทำคุณนั้นก็ยังไม่เกิด ยังเป็นเพียงโครงการในอากาศอยู่ ไม่มีผู้ใดเป็นสุขจาก ‘กรรมทางความคิด’ที่จะช่วยคนของเขา แตกต่างจากกรรมแกล้งคนซึ่งลงมือทำสำเร็จแล้ว บังเกิดผลอย่างใหญ่ในวงกว้างแล้ว เกิดกระแสทุกข์ท่วมท้นล้นโลกแล้ว
อันที่จริงเสวยวิบากบ่อยๆ นี่ก็มีข้อดีเหมือนกัน จะได้เป็นตัวเร่งให้เขาสร้างกรรมใหม่ถีบตัวหนีของเก่าซึ่งไม่อาจย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้แล้ว
นึกอโหสิให้เด็ก อโหสิให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งในอดีต ปัจจุบัน และที่จะตามมาในอนาคต ผู้คนและเหตุการณ์ทั้งหลายล้วนเป็นเครื่องมือของกฎแห่งกรรมช่วยกันเล่นงานเขาอย่างสาสมเท่านั้น
พอปลอดโปร่งโล่งใจเพราะยอมคิดอโหสิโดยปราศจากเงื่อนไข ความคิดอีกระลอกหนึ่งก็ทยอยตามมา เห็นว่าผู้คนทั้งหลายย่อมผ่านภาวะความเป็นเด็กไม่รู้คิด เคยยื่นหน้าออกมานอกรถ เคยเห็นผู้คนด้วยมุมมองเฉพาะตัว เฉพาะกาล เฉพาะสถานที่ เมื่อครู่เด็กคนนั้นเห็นเขาแล้วคิดแผลงๆ อยู่ๆ ก็อยากตะโกนด่าโดยไม่เคยมีเรื่องแค้นเคืองกันมาก่อนนั่นเป็นเรื่องเข้าใจยากสำหรับเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย แต่แน่นอนย่อมเป็นเรื่องเข้าใจง่ายสำหรับตัวเด็กเองซึ่งกำลังเห็นการตะโกนด่าชาวบ้านเป็นเรื่องสนุก
ดูจากหน้าตาท่าทียโสโอหัง และทะนงตนว่าคงไม่มีใครมาทำร้ายตนได้ จองฤกษ์ก็เดาว่าเขาไม่ใช่เหยื่อรายแรกและแน่นอนว่าเมื่อด่าเขาแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ยังจะต้องมีเหยื่อรายต่อไปเจอน้ำกรดจากปากน้อยๆ นั้นอีก น่าเป็นห่วงอนาคตของเด็กเหมือนกันว่าในที่สุดจะต้องลงเอยอย่างไร
เร็วๆ นี้เขาเคยนึกสงสัยว่าคนเราทำกรรมดีชั่วได้ตั้งแต่วัยใด บัดนี้เกิดปัญญากระจ่างขึ้นจากเหตุการณ์จริงสดๆร้อนๆ ว่าแม้เป็นเด็กตัวกะเปี๊ยก แต่ถ้า ‘รู้ภาษา’ขึ้นมาเมื่อใด เมื่อนั้นก็ก่อวจีกรรมได้อย่างสมบูรณ์ดุจเดียวกับผู้ใหญ่ทุกประการ วัยเด็กจึงเป็นวัยที่เสี่ยงกว่าวัยอื่น เพราะแม้รู้ภาษาแล้ว ก็อาจจะยังไม่รู้เหตุรู้ผล ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี อาจก่อกรรมทำบาปด้วยใจหนักแน่นได้ทุกเมื่อ
ในหนังสือ ‘เลือกเกิดใหม่’ ที่ณชะเลให้มา ก็ระบุไว้ว่าอดีตชาติของพระพุทธเจ้านั้น เคยพลาดพลั้งทำอกุศลกรรมหนักไว้ คือครั้งหนึ่งท่านเกิดเป็นเด็กที่เล่นอยู่กลางทางใหญ่ แล้วได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์เอง ก็นึกสนุกประสาเด็กจุดไฟดักไว้ทั่ว เพียงด้วยกรรมนั้น แม้ชาติสุดท้ายก็ยังต้องเสวยวิบาก โดยที่พระเทวทัตใช้นายขมังธนูมาดักลอบปลงพระชนม์
๒๖๒
ฉะนั้นกรรมก็คือกรรม จะทำเมื่อยังเป็นเด็กหรือเมื่อโตขึ้นแล้ว ก็ย่อมมีผลรออยู่เสมอ แถมไม่อาจคะเนด้วยว่ากรรมแต่ละอย่างใหญ่โตเพียงใด ให้ผลยืดเยื้อได้เนิ่นนานปานไหน
สรรพชีวิตต่างท่องเที่ยวเกิดตายไปด้วยความไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เขานึกถึงเด็กน้อยเมื่อครู่แล้วหนาวหัวใจแทนเพราะสำเหนียกได้ถึงความหนักแน่นของการคิดด่ากราดอย่างไม่ประสีประสาว่าโตขึ้นจะต้องได้รับความเดือดร้อนประมาณใด
คิดในแง่ของความไม่ประสีประสาเรื่องกรรมวิบาก ก็ต้องว่ามนุษย์โดยมากไม่เคยโตขึ้นจากความเป็นเด็กเลยด้วยซ้ำ
บางทีเขาอาจเคยเป็นควายจริงๆ ธรรมชาติเลยส่งเด็กมาด่าสำทับให้สำนึกซ้ำ...
ยิ่งเห็นภัยของความไม่รู้ จองฤกษ์ก็ยิ่งเร่งหาทางสร้างเครื่องพยากรณ์กรรมให้สำเร็จเร็วขึ้น ด้วยความคิดว่าถ้าเขาไม่ทำ ก็จะไม่มีใครทำ เพราะนักประดิษฐ์แม้ปราดเปรื่องเพียงใด ก็คงไม่มีแก่ใจทุ่มเทมาทางนี้ หรือถึงมีแก่ใจ ก็คงไม่มีใครให้ทุนเป็นพันล้านเพื่อโครงการพัฒนาอันยากจะคะเนผลตอบแทน ตัวตนและความเป็นเขาวันนี้จึงนับเป็นโอกาสอันหาได้ยากยิ่ง!
เป็นเรื่องน่าหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งวันพฤหัสก็ยิ่งคิดถึงณชะเลรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะคิดถึงรุนแรงเพียงใดยังพอทำเนา แต่ดันทะลึ่งพลาดพลั้งละเมอเรียก ‘ทราย’ออกมาดังๆ ขณะนอนเคียงข้างอเวรานี่สิเรื่องใหญ่!
นั่นเป็นการผวาตื่นขึ้นกลางดึกของคืนหนึ่งที่มานอนค้างกับหล่อน ในฝันเหมือนเขานอนอยู่ตรงนั้น แล้วเห็นเงาร่างของณชะเลเยื้องกรายเข้ามาใกล้ เขาตกใจรุนแรงออกมาจากในฝัน เพราะกลัวมานานว่าในที่สุดณชะเลจะล่วงรู้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอเวรา และนั่นก็ทำให้พลั้งปากขานชื่อทรายออกไปท่ามกลางความเงียบของดึกสงัด
ถอนใจแรงๆ เหลียวมองร่างหญิงสาวข้างกาย เห็นยังนอนนิ่งอยู่ก็คลายอาการเกร็งลง เข้าใจว่าอเวราคงหลับไม่รู้คุดคู้ไม่เห็น ไม่ได้ยินเขาละเมอปูดอะไรออกไป
แต่พอรุ่งเช้าขึ้นมา ระหว่างนั่งกินแซนด์วิชด้วยกันที่โต๊ะเล็ก อยู่ดีๆ คู่นอนคนสวยของเขาก็ถามว่า
“คนชื่อทรายนี่สวยมากไหม?”
พฤหัสสะดุ้งเฮือก ศอกกระแทกโต๊ะเปรี้ยง กำลังเคี้ยวๆ ถึงกับขบฟันพลาดลงไปที่ริมฝีปากจนต้องร้องลั่น
“อู๊ย!”
แยกเขี้ยวยิงฟันแหง แต่พอเห็นอเวรามองมานิ่งๆ ก็ตีหน้าตายถาม
“ทรายไหน?” แล้วก็ขยายอย่างไหลรื่น “ผมรู้จักคนชื่อทรายอยู่ตั้งสองสามคนแน่ะ”
“เอาเป็น... ทรายในฝันเมื่อคืนน่ะ”
เด็กหนุ่มแสร้งขมวดคิ้วฉงน
“เอ๋?”
อเวราส่ายหน้าเล็กน้อยและยิ้มให้อย่างมีไมตรี
“เชื่อเถอะ พี่ไม่คิดจะหวีดใส่เธอ เพราะเตรียมใจไว้แต่ต้นแล้วว่าเธอคงต้องมีคนอื่น แล้วพี่ก็อายเกินกว่าจะคิดอาละวาดเอากับแฟนที่อ่อนกว่าตั้ง ๗ ปี เพราะงั้นเล่าสู่กันฟังอย่างธรรมดาก็ได้ สัญญาว่าจะไม่หึงหวงให้เห็นซักนิดเดียว”
๒๖๓
แม้หล่อนพูดนิ่มๆ แต่พฤหัสก็รู้สึกว่าถูกจี้แบบจะล้วงตับให้ได้อยู่ดี จึงชักฉุน
“เอ้า! ถ้าไม่หึงหวงแล้วจะซักผมไปทำไมกัน?”
“ก็ให้เป็นแค่เรื่องเล่ายามเช้า แต่ถ้าเธอไม่เต็มใจก็ไม่เป็นไร... ช่างเถอะ”
แล้วหญิงสาวก็ก้มหน้าก้มตากัดแซนด์วิชต่อโดยไม่ซักถามใดๆ อีก
แทนที่พฤหัสจะสบายใจ เขากลับร้อนตัวกลัวความแตก เท่าที่เห็นด้วยตาเปล่า ท่าทางอเวรายังเฉยๆ อย่างนี้ คงยังไม่รู้ว่า ‘ทราย’ ในฝันของเขาเป็นทรายเดียวกับหลานสาวของหล่อนแบบจุดไต้ตำตอ เพราะถ้าระแคะระคายบ้างป่านนี้คงวี้ดบู้มห้องแตกไปแล้ว
กระเดือกน้ำลายลงคออย่างไม่เป็นสุข เรื่องมันจวนตัวขึ้นมาทุกที สังหรณ์ว่าถ้าปล่อยปละละเลยไปเรื่อยๆภายในไม่กี่วันนี้เรื่องคงแดงออกมาเพราะเหตุบังเอิญอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่แท้
ตอนนี้เขาไม่รู้สึกอะไรกับอเวราเลย เห็นอย่างเดียวว่าหล่อนอาจเป็นคนที่ทำให้รักแท้ระหว่างเขากับณชะเลล่มสลายลงก่อนจะทันได้เริ่มต้น หากณชะเลรู้ว่าน้าสาวคนสนิทเป็นคู่นอนของเขา ก็คงกระอักกระอ่วนเกินกว่าจะยอมรับการเริ่มสัมพันธไมตรี อเวราคงเปิดโปงทุกสิ่ง ฟูมฟายพร่ำเพ้อต่างๆ นานา ซึ่งเมื่อณชะเลฟังความข้างเดียว ก็คงเห็นเขาเป็นคนใจดำน่าดู ซึ่งที่จริงไม่ใช่เช่นนั้นสักนิด
และแล้ว ชีวิตที่เหลือของเขาจะขาดความสมบูรณ์แบบไปอย่างสิ้นเชิง เพราะจะไม่มีวันได้ผู้หญิงแสนดีอย่างณชะเลมาครองตลอดกาล...
นี่เขาจะต้องรีบตัดสินใจให้เด็ดขาดเสียทีกระมัง ทั้งที่ใจจริงไม่อยากทำเลย
รสรินรับฟังความก้าวหน้าประการต่างๆ ของจองฤกษ์จากปากณชะเลทุกวัน และยิ่งนานหล่อนก็จำต้องเชื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าลูกสาวเก็งคนถูก จองฤกษ์กลายเป็นคนดีได้จริงๆ และไม่ใช่แค่ดีธรรมดาเสียด้วย แต่ดีชนิดที่อาจเป็นคุณใหญ่อย่างไม่มีใครคาดถึง!
หล่อนไม่รู้สึกเสียหน้ามากนัก ที่จะต้องกลับลำหันมาชื่นชมใครคนหนึ่งซึ่งตนเคยสั่งลูกสาวให้เลิกคบ ณ เวลาที่จองฤกษ์ยังประพฤติตัวเป็นโจร จะให้หล่อนอนุญาตลูกคบหาเขาโดยไม่คัดค้านอย่างไรได้?
แต่เมื่อสอดส่องพฤติกรรม ทั้งที่เห็นด้วยตาตนตนเอง และทั้งที่ฟังจากปากลูกสาวเล่ามาโดยตลอด ดูความจริงใจ ดูพัฒนาการ และดูศักยภาพอันสูงเยี่ยมของจองฤกษ์ที่ฉายชัดออกมามากขึ้นเรื่อยๆ อคติของหล่อนก็จางลง ความปลื้มเอ่อขึ้นมาแทน นี่เป็นเรื่องของการยอมใช้เวลาทำความรู้จักและให้โอกาสคนกลัวตัว หาใช่การกลับลำเปลี่ยนใจเพราะเห็นแก่เงินหรือเหตุผลอื่นใดไม่
กล่าวฝ่ายณชะเล เด็กสาวเพิ่งได้รับประสบการณ์สดๆ ร้อนๆ คือเมื่อไม่เห็นดีเห็นงามกับการที่พี่สาวคบหาหนุ่มท่าทางอันตราย ทักท้วงอย่างไรไม่ฟัง ก็เริ่มเข้าใจความรู้สึกของแม่ที่ห่วงใยหล่อนมากขึ้น และนั่นทำให้คงเส้นคงวากับการเล่าความคืบหน้าระหว่างหล่อนกับแฟนหนุ่มให้แม่ฟังอย่างละเอียด
บางทีการเล่าความจริงก็กลายเป็นเรื่องเหลือเชื่อไปได้ เช่นที่ว่า ตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งบัดนี้ เขาแตะเนื้อต้องตัวหล่อนโดยใช้ปลายนิ้วสัมผัสริมฝีปากหนเดียวเท่านั้น!
เมื่อแต่งตัวและบอกแม่ว่ากำลังจะไปหาหมอดูอุปการะ โดยจองฤกษ์ตั้งใจไปขอความรู้เกี่ยวกับกรรมวิบากในแง่มุมต่างๆ เพื่อนำมาเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาเครื่องพยากรณ์กรรม แม่ก็ถามเสียงปกติ ไม่เจือกระแสกังวลห่วงใย
๒๖๔
และไม่แฝงคำพูดคาดคั้นใดๆ แม้แต่คำเดียว
“เสร็จจากดูหมอแล้วจะไปไหนต่อ?”
“ไม่ได้ไปดูหมอ ไปขอความรู้จากผู้รู้ต่างหากล่ะคะ”
“นั่นแหละ ไปศึกษาหาความรู้แล้วจะต่อกันที่ไหน?”
“ก็... ทรายอยากไปเที่ยวสวนสนุกมั่ง แม่ไม่ว่าใช่ไหม?”
รสรินพยักหน้าง่ายดายเกินคาด
“อย่าเล่นเครื่องเล่นที่มันผาดโผนมากนักล่ะ เสี่ยงตายโดยใช่เหตุ”
“งั้นทรายจะพยายามเลือกที่ไม่หวาดเสียวเกินไปนะคะ ความจริงได้ยินว่าเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุกนี่โอกาสตายน้อยกว่าเดินข้ามถนนเสียอีก”
พูดอย่างเอาใจและไม่อยากให้แม่เป็นห่วงมากกว่าเถียงค้าน
“ยังไงก็กลับมาทานข้าวเย็นที่บ้านนะ”
“ค่ะแม่ แหม... หนูกับฤกษ์ก็ไม่เคยทานข้าวเย็นที่อื่นซักหน่อย”
“แม่เริ่มไว้ใจเขาแล้วล่ะ” รสรินเอ่ยเรียบๆ “หนูอยากกินข้าวเย็นกับเขานอกบ้านบ้างก็ได้ อีกหน่อยพอเรียนมหาวิทยาลัย ยังไงก็คงต้องกลับค่ำมืดบ้าง... ที่ชวนให้ทานข้าวเย็นด้วยกันวันนี้ เพราะแม่แค่อยากสัมภาษณ์เขา ว่าได้คำตอบอะไรจากหมออุปการะของหนูมาบ้างเท่านั้น”
จองฤกษ์โทรศัพท์เรียกแท็กซี่มารับตนที่บ้าน แล้วเลยเข้าไปรับณชะเลอีกต่อ จากนั้นก็บอกจุดหมายปลายทางแก่คนขับ พอบอกเสร็จก็นั่งปิดปากเงียบ หลงลืมแม้กระทั่งทักทายณชะเลสักคำ
ณชะเลมองแฟนหนุ่มด้วยความรู้สึกผิดสังเกต ปกติเมื่อพบหล่อนเขาจะหน้าบานยิ้มแฉ่งเหมือนคนถูกลอตเตอรี่เสมอ และจะชวนหล่อนคุยโน่นคุยนี่ไม่หยุดจนบางทีน่ารำคาญ แต่วันนี้มาแปลก เขาปั้นหน้าขรึมมองออกนอกรถ มีท่าทีคล้ายอึดอัดใจกับปัญหาบางอย่าง ตัดขาดจากโลกภายนอก สร้างแดนสนธยาขึ้นมา ไม่รับรู้กระทั่งว่ามีหล่อนอยู่ข้างๆ เอาเลย
“ฤกษ์...”
ณชะเลส่งเสียงเรียกเบาๆ
“หือม์?”
จองฤกษ์ครางรับเพียงแผ่ว แต่มิได้เหลียวมาหา สายตายังคงอยู่กับข้างทางตามเดิม จนณชะเลชักน้อยใจ เลยกอดอกหันหน้าออกข้างทางด้านของตนบ้าง
พอแฟนสาวขานชื่อเขาแล้วเงียบไปเฉยๆ เด็กหนุ่มก็เริ่มรู้สึกตัว จึงเลิกคิ้วหันมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น พอเห็นณชะเลนั่งนิ่งขรึมเหมือนขุ่นใจอยู่ก็ถามงงๆ
“ทรายเรียกเราทำไมเหรอ?”
คนงามข้างกายยังคงเงียบอีกครู่ก่อนปริปาก
“ช่างเถอะ ฤกษ์กำลังอยู่ในโลกส่วนตัว ทรายไม่อยากรบกวนหรอก”
จองฤกษ์ยิ้มกว้าง ความรักทำให้เขาไม่ใช่คนประสาทช้าเรื่องผู้หญิงอีกต่อไป เพียงเห็นกิริยางอนๆ นั้นก็นึกรู้
๒๖๕
ทันทีว่าหล่อนเคืองที่เขาเอาแต่นั่งเป็นใบ้ ไม่เอาใจใส่หล่อนอย่างเคย
ณชะเลงอนน่ารัก เขาสัมผัสรู้สึกว่าหล่อนมีสติและพร้อมจะมีเหตุผลอยู่ตลอดเวลา ขอเพียงแค่เขาง้อนิดเดียวหล่อนก็กลับมาหัวเราะและคุยต่อเป็นปกติได้ ที่ผ่านมาไม่เคยกระบึงกระบอนเกินงามแม้แต่ครั้งเดียว
“เรากำลังกลุ้มใจเพราะทรายน่ะแหละ”
เด็กสาวหันมาสบตาทันที
“กลุ้มอะไร?”
“ไม่มีอะไรหรอก เราแค่... เกิดความกลัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน”
ณชะเลขยับตัวด้วยความห่วงใย
“กลัวอะไรล่ะ?”
แค่เห็นแววอาทรจากหล่อน จองฤกษ์ก็ตื้นตันไปถึงไหนๆ
“เรา... กลัวจะทำให้ทรายประทับใจไม่สำเร็จน่ะ...”
ฟังเท่านั้นณชะเลก็คลายกังวล เพราะเดาว่าคงเกี่ยวกับการสร้างเครื่องพยากรณ์กรรมนั่นเอง หาใช่เรื่องคอขาดบาดตายที่ไหน เขาคงพบเค้าความยุ่งยากมากขึ้นทุกที แต่หล่อนก็ทราบว่าจะพูดอย่างไรให้เขาเกิดกำลังใจ
“ตามความคิดของทรายนะ หน้าที่ของนักประดิษฐ์ที่ดีคือฝันถึงสิ่งที่ยังไม่มี แต่น่าจะมี แล้วทำให้มันมีขึ้นมาจริงๆ “ เว้นวรรคเล็กน้อยเพื่อยิ้มหวาน “ฤกษ์ใช้เวลาแค่ไม่กี่วันก็เป็นนักประดิษฐ์ที่ดีมาได้ตั้งครึ่งทางแล้ว นั่นคือเธอฝันถึงสิ่งที่น่าจะมีที่สุดในโลกได้ก่อนใคร!”
จองฤกษ์หันมองณชะเลเต็มตา
“ถ้าเราทำสำเร็จ ก็ขอให้รู้เถอะว่าทรายมีส่วนอยู่ด้วยเกินครึ่ง”
“โอเค บอกไว้ในสิทธิบัตรทางปัญญาด้วยนะ ว่าขอขอบคุณที่ทรายช่วยชงโอวัลตินให้กิน”
เด็กหนุ่มหัวเราะ รู้สึกว่าก้อนเครียดในหัวละลายลงหมดสิ้น
“ชงแต่โอวัลตินมั่ง น้ำส้มมั่ง ไม่เห็นเคยทำกับข้าวให้ทานเลย”
“ก็บอกแล้วไงว่าเรื่องครัวนี่ไม่เก่ง แต่ถ้าเธอต้องการจริงๆ ... ทรายจะลองหัด”
จองฤกษ์พยักหน้าอย่างแข็งแรง แสดงว่าปรารถนาอยู่จริงๆ
“หัดเถอะ เราจะถูมือรอ”
ณชะเลปรายตาเหล่
“ค่านิยมผู้ชายโบราณหรือเปล่า? พอผู้หญิงทำครัวเป็น ก็เห็นเหมือนข้าทาส อีกหน่อยมีอะไรก็ใช้เราหมด”
“อย่าหวั่นไปเลย เราจะเป็นคนสวน เป็นช่างประปา เป็นคนขับรถ เป็น รปภ. แล้วก็เป็นคนออกค่าน้ำค่าไฟในบ้านให้ทรายเอง ขอแค่ทรายทำกับข้าวเป็นอย่างเดียวพอ”
ณชะเลเชิดคางหน่อยๆ
“เอ๊ะ! ใครบอกว่าอีกหน่อยจะต้องอยู่บ้านเดียวกัน? ทรายหมายความว่าถ้าอยากให้ทรายทำครัว ฤกษ์ก็ต้องมาเรียนทำครัวพร้อมกับทราย ไม่ใช่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำคนเดียว ทีคอมพิวเตอร์ทรายยังขอเรียนจากฤกษ์ เผื่อวันหนึ่งจะช่วยฤกษ์ทำงานประเภทจับกังข้อมูลได้บ้าง”
๒๖๖
เด็กหนุ่มยิ้มขำคำว่า ‘จับกังข้อมูล’ ของแฟนสาว หล่อนเห็นจากประสบการณ์จริงที่บางทีโปรแกรมเมอร์ต้องออกแรงทำเรื่องซ้ำซากน่าเหน็ดหน่ายมากกว่าจะใช้สมองคิด และหล่อนก็เปิดทางว่ายินดีรับทำงานดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือเขา
จองฤกษ์แกล้งอิดเอื้อน
“ต้องเรียนทำครัวกับทรายด้วยเหรอ? ให้เราเอาเวลาไปคิดสร้างเครื่องพยากรณ์กรรมเต็มที่ดีกว่ามั้ง ท่าทางต้องทำงานหนักทั้งวันทั้งคืนหลายสิบปีเชียวนะ งานจุ๊กๆ จิ๊กๆ นี่ให้ทรายคอยดูแลเราดีกว่า”
“โหย! นั่นไง นึกแล้ว เริ่มฉายแววแล้ว เนี่ย... อีกหน่อยก็อ้างว่าหน้าที่ทำงานเป็นของผู้ชาย ฝ่ายผู้หญิงต้องดูแลบ้านไป”
ณชะเลจงใจแกล้งตกหลุมพรางของเขา รู้ว่าเขาฝันถึงอนาคตร่วมกับหล่อน และจะมีความสุขมาก มีกำลังใจมากหากเห็นหล่อนเออออคล้อยตามจินตนาการเดียวกันร่วมกับเขา
จองฤกษ์ยักคิ้วยิ้มพราย
“เราว่าเราออกจะฉายแววเป็นเบี้ยล่างทรายทุกอย่าง ที่ไหนจะกล้าให้ทำคนเดียว”
คนถูกยกให้เป็นเบี้ยบนยืดตัวตรง พอเห็นว่าตนช่วยแฟนหนุ่มระบายภาพฝันพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็สมควรเปลี่ยนเรื่องพูด
“ว่าแต่ฤกษ์คิดค้นเครื่องพยากรณ์กรรมคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว ไม่เห็นเล่าให้ทรายฟังมั่ง”
สีหน้าของจองฤกษ์เคร่งขึ้นนิดหนึ่ง
“เราตกลงใจจะออกเดินก้าวแรกจากรหัสพันธุกรรม”
ณชะเลเบิกตานิดหนึ่ง เขาตอบเพียงสั้น แต่หล่อนรู้ว่าจะต้องมีคำอธิบายและเหตุผลของการเลือกที่ลึกซึ้งพอ
“แปลว่าเธอต้องเรียนปริญญาตรีเทคโนโลยีชีวภาพน่ะซี?”
“อาจจะใช่ หรืออาจจะไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเราใจร้อนแค่ไหน ถ้าเราเรียน ก็คงด้วยเหตุผลเพื่อทำวิทยานิพนธ์หาความสัมพันธ์ระหว่างรหัสพันธุกรรมกับอดีตกรรมก่อนเกิด งานวิจัยจะได้เป็นที่รู้จักในหมู่นักวิทยาศาสตร์ง่ายหน่อยแต่คิดอีกที เงินที่เรามีน่าจะเพียงพอกับการโปรโมตงานวิจัยให้ใครๆ รู้จักอยู่แล้ว”
“แต่เธอก็ต้องอาศัยวิชาพื้นฐาน...”
หนุ่มไฟแรงส่ายหน้าก่อนแฟนสาวพูดจบ
“เราอ่านเองได้ และถ้าเลือกอ่านเอง ไม่เสียเวลากระดืบๆ ตามหลักสูตร ก็จะได้ตัดตรงไปหาเป้าหมายเร็วๆ เราไม่อยากเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว”
“อะไรจะรีบร้อนปานนั้น?”
จองฤกษ์ไม่ปิดบังสีหน้าวิตกกังวล
“เรากลัวจะทำไม่ทันนะทราย เพียงแค่ศึกษาและเห็นแนวทางคร่าวๆ ว่าต้องทำอะไรบ้าง พอคำนวณเวลาแล้ว ก็เหมือนอายุขัยของมนุษย์คนหนึ่งน้อยเกินไป และหากใครเป็นคนเริ่มแล้วไม่สานต่อให้จบ ก็ไม่แน่ว่ามีรุ่นหลังศรัทธาพอจะทุ่มเทชีวิตจิตใจสืบทอดมรดกงานวิจัยชิ้นนี้หรือเปล่า เพราะทุกอย่างต้องเริ่มต้นด้วยการสมมุติ สมมุติ และสมมุติ ยากจะเชื่อว่าในที่สุดต้องได้ผลสำเร็จ”
๒๖๗
“แค่ไหนถึงเรียกว่าสำเร็จล่ะ?”
“ก็เมื่อเราทำนายได้ตั้งแต่ก่อนเด็กเกิด ว่าเขาจะเป็นหญิงหรือชาย รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร จะยากดีมีจนหรือพบเจอเหตุการณ์ดีร้ายได้แค่ไหน และต้องแม่นยำได้มากกว่าหมอดูที่เก่งที่สุดในโลกด้วย!”
อ่านต่อตอนที่ ๓๑ >> 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น