วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2559

ตอนที่ ๔ รู้สึกผิดที่เกิดมา (ก่อนเกิดเป็นดังตฤณ)

ทั้งที่ผมอายุเพิ่ง ๑๐ ขวบ ผมก็รู้สึกอยู่เกือบตลอดเวลาว่าอายุของตนเองสั้นเหลือเวลาให้ทำอะไรน้อย แต่นั่นเป็นแค่ปมหนึ่ง ผมยังมีปมทางใจอีกหลายข้อที่หาคำอธิบายไม่ได้  

ข้อแรก ผมอ่อนไหว อาลัยและใจหายกับทุก สิ่งที่อยู่รอบตัวตอนอายุ ๔ ขวบคุณแม่จะถ่ายรูปผมและสั่งให้ผมยืนตั้งท่าเข้ากล้องเก๋ๆหน่อย ผมเลือกที่จะทำท่าโบกมือลา ในใจตอนนั้นรู้สึกอยากให้เป็นภาพที่ทุกคนจะเก็บไว้คิดถึงผม และตอนอายุก่อนสิบขวบผมเคยแกล้งหลอกน้องชายว่าจะหนีออกจากบ้าน เพียงเพื่อสะใจที่เห็นเขาร้องไห้และวิ่งตาม จริงๆแล้วก็ไม่มีอะไรมาก ผมแค่ยัดเยียดความอาลัยไปฝากไว้กับเหยื่อสักรายหรือหลายๆราย แทนที่จะเป็นฝ่ายอาลัยเสียเอง

ข้อสอง ผมชอบทำตัวเป็นพวกกล้าบ้าบิ่น ขี่จักรยานผาดโผนเสี่ยงแขนขาหัก ควบม้าเร็วๆหนีคนคุม บึ่งสกู๊ตเตอร์ออกทะเลไปไกลๆแบบให้เจ้าของใจแป้ว แต่กลับกลัวตายในเรื่องไม่เป็นเรื่อง เช่น นั่งอยู่ตอนหน้าของรถจะกลัวเป็นศพเละถ้าประสานงากับสิบล้อ และแม้ผมจะบูชาคนที่กล้าหาญ กับทั้งมักได้รับการโหวตจากเพื่อนๆให้เป็นหัวหน้าแก๊ง แต่ในความฝันยามหลับ ผมมักฝันเห็นตัวเองกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างด้วยความขลาดกลัว และตื่นขึ้นมาแบบขวัญหนีดีฝ่ออย่างประหลาดเป็นประจำ

ข้อสาม ผมเป็นพวกต้นแรงปลายแผ่ว เช่น มักเป็นจุดเด่นในสายตาของครูเหมือนเรียนเก่งและน่าจะเป็นที่หนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่ และโดยมิได้นัดหมาย บรรดาครูบาอาจารย์มักจะเอ่ยเข้าหูผมด้วยสำเนียงผิดหวังเสมอ คือ เธอนี่ท่าดีทีเหลวนั่นอาจเป็นคำตำหนิที่ทำให้เด็กๆรู้สึกแย่กับตัวเอง แต่สำหรับผมแล้วคำติเตียนของครูไม่ได้มีความหมายนัก เพราะฟังผ่านๆแบบทำหูทวนลมจนชิน แต่คำที่ไม่มีใครว่าผม ผมเห็นหรือ ได้ยินของผมเอง กลับ ทำให้เกิด ความเจ็บปวดและรู้สึกผิดได้อย่างน่าแปลก เช่นคำว่า เขียนด้วยมือลบด้วยเท้า!ผมไม่เข้าใจว่าทำไม รู้แต่ว่าตัวเองเพียรระวังอย่างมากที่จะไม่ทำตัวเป็นคนประเภทตั้งใจเองแล้วล้มเลิกเสียเอง ทว่าก็มักหนีไม่พ้น ผมเปลี่ยนใจง่าย เลิกล้มความตั้งใจง่ายเสมอ

ไม่รู้หรอกว่าเครื่องรบกวนจิตใจในวัยเด็กทั้ง ๓ ข้อข้างต้นโยงใยถึงกัน และมา จากต้นเหตุเดียวกัน ในความไม่รู้ ก็เห็นแต่ว่าผมรู้สึกไม่พอใจในตนเอง ไม่พอใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่พอใจวินาทีปัจจุบัน แล้วบีบให้ใจคิดฝันว่าเป็นคนอื่น มีชีวิตใหม่ในโลกอื่น ตลอดจนผูกยึดอยู่กับอดีตที่ล่วงไปแล้วกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึงอย่างรุนแรงหากคุณเคยผ่านประสบการณ์เหม็นเบื่อ ไม่อยากทำอะไรเลย เห็นงานวางอยู่ตรงหน้าจะอยากหันหนี คุณคงเข้าใจความรู้สึกในวัยเด็กของผมได้ดี มันเกิดขึ้นตลอดเวลาครับ ถ้าใครบอกว่านี่เป็นภาระของเธอ เธอต้องรับผิดชอบ เธอต้องจัดการสะสางให้เสร็จสิ้นภายในเวลาเท่านั้นเท่านี้ ผมจะอธิษฐานขอให้มนุษย์ต่างดาวมาดูดตัวผมขึ้นจานบิน จะเอาไปทดลองจนผมตายคาเตียงผ่าตัดก็ยอมขอแค่ได้หนีหายไปจากภาระที่จะต้องเผชิญเป็นพอความไม่อยากทำอะไรนำไปสู่ความรู้สึกว่าชีวิตว่างเปล่า ไม่มีค่า ไม่มีราคา ไร้ความหมาย ไร้ธงชัยใดๆเป้าหมายที่ว่างเปล่าเป็นอะไรที่น่ากลัว ผมวิ่งหาสิ่งที่ตัวเองรักและพอใจจะเสียเวลาอันน้อยนิดในชีวิตนี้ให้กับมัน ผลคือถ้าผมอยากทำอะไร ผมต้องทำให้ได้ในวันเดียวหรืออย่างมากที่สุด ไม่เกินหนงึ่อาทิตย์หากเกินกว่านั้นจะรู้สึก ว่าไม่สามารถทำให้สำเร็จก่อนตาย

อย่างเช่นได้ยินพี่คนหนึ่งเล่นกีตาร์คลาสสิก ผมก็จะรีบเร่งหัดเล่นทั้งวันทั้งคืน กระทั่งเล่นได้ทั้งเพลงภายในหนึ่งอาทิตย์ ด้วยวิธีฝึกตามโน้ตเอาทีละห้องอย่างมีน้ำอดน้ำทนจนครบหรืออย่างเช่นหมากรุก เมื่อเกือบ ๓๐ ปีก่อนมีพี่คนหนึ่งสอนให้เล่น ผมติดใจมาก แต่หาเพื่อนเล่นไม่ได้ จึงต้องขอให้คุณพ่อซื้อหมากรุกคอมพิวเตอร์มาให้ และนั่นก็เหมือนผมได้เพื่อนคู่ใจ ผมอยู่กับมันทั้งวันทั้งคืน ชนะระดับ ๓ ซึ่งรู้สึกว่าเก่งได้ภายในเดือนเดียว และใช้เวลาประมาณครึ่งปีชนะระดับ ๗ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดสำหรับเครื่องในยุคนั้นแต่ผมก็เบื่อง่าย และทนเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ลึกจริงๆไม่ได้ ฉะนั้น จึงไม่อาจเอาชนะปัญหาใหญ่อย่างการเรียนหนังสือ ผมไม่อาจเรียนหนังสือให้จบปริญญาได้อย่างรวดเร็วเหมือนเล่นกีตาร์และหมากรุก ไม่มีผู้ใหญ่ที่ไหนยอมให้เป็นเช่นนั้นและต่อให้ผู้ใหญ่ยอม ผมก็พบว่าตัวเองไม่มีความสามารถพอจะทำได้หรอก นั่นเองทำให้ผมยังไม่รู้สึกว่าเป็นตัวของตัวเอง หรือมีจุดหมายปลายทางให้พ้นความทรมานใจได้สักทีความขัดข้องและข้อขัดแย้งต่างๆในชีวิต นำไปสู่คำถามมากมาย ทำไมผมต้องเกิดมา คนเราดีเลวแค่ไหนก็เพียงเพื่อจบสิ้นอย่างสูญเปล่ากระนั้นหรือ ค่าของชีวิตคือการทำอะไรที่มีค่าเพื่อให้ได้ตายอย่างภูมิใจเท่านั้นเอง กระทั่งมีคนพูดถึงการระลึกชาติให้ได้ยิน ผมก็สนใจ และคิดว่าถ้าระลึกชาติได้ คำตอบทั้งหมดก็อาจอยู่ที่นั่น เพราะสำหรับผม ผมไม่ได้อยากตายอย่างภูมิใจเอาแค่ให้เข้าใจที่มาของตนเอง พอจะมีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องรู้สึกผิดที่เกิดมาก็พอแล้ว



บทประพันธ์โดย : ดังตฤณ (นิตยสารธรรมะใกล้ตัว ปี ๒๕๕๒)

รวมลิงก์บทความก่อนเกิดเป็นดังตฤณ
แชแนล "ก่อนเกิดเป็นดังตฤณ"
บน Podcast ► http://apple.co/1WsUqUt
บน YouTube ► http://bit.ly/1YSrFzz

• ตอนที่ ๑ เรื่องส่วนตัวของดังตฤณ
ฟัง https://youtu.be/RpQxFOlF4hU
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_45.html

• ตอนที่ ๒ ใส่บาตรครั้งแรก
ฟัง https://youtu.be/WOolpKCyecs
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_26.html

• ตอนที่ ๓ ไม่มีใครคิดอย่างนี้บ้างหรือ
ฟัง https://youtu.be/PMlxjkuC4Oc
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_8.html

• ตอนที่ ๔ รู้สึกผิดที่เกิดมา
ฟัง https://youtu.be/2fZfnhT1Vx8
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_79.html

• ตอนที่ ๕ ระหว่างเรื่องจริงกับนิยาย
ฟัง https://youtu.be/J2pqdmEEvKI
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_77.html

• ตอนที่ ๖ ระลึกชาติ
ฟัง https://youtu.be/QFQSu4kcrfA
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_27.html

• ตอนที่ ๗ ระลึกชาติ (ต่อ)
ฟัง https://youtu.be/csm0Fh5gPyw
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_68.html

• ตอนที่ ๘ อนาคตอันมืดมน
ฟัง https://youtu.be/DoGJZqRxk9A
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_93.html

• ตอนที่ ๙ วิถีแห่งเต๋า
ฟัง https://youtu.be/PJ39XAUM3xw
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_46.html

• ตอนที่ ๑๐ วิถีแห่งคนโง่
ฟัง https://youtu.be/YkKOtBKvgvI
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_14.html

• ตอนที่ ๑๑ พบทาง
ฟัง https://youtu.be/9LCu0Tq6Trk
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_63.html

• ตอนที่ ๑๒ เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
ฟัง https://youtu.be/GzXSQLO0KtE
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_73.html

ตอนที่ ๓ ไม่มีใครคิดอย่างนี้บ้างหรือ (ก่อนเกิดเป็นดังตฤณ)

ทุกคนเริ่มต้นชีวิตแบบเด็ก ที่ไม่รู้ว่าจะคิดอะไรดี และพวกเราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าอย่างไหนเรียกว่าคิดดี อย่างไหนเรียกว่าคิดชั่ว ต้นชีวิตของผมเป็นเด็กคิดมาก ฟุ้งซ่านแบบไม่รู้ตัวว่าคิดอะไรอยู่ รู้แต่พอใจจะ ฟุ้งซ่านแบบไม่รู้ตัวทั้งวันทั้งคืน แต่มีบางความคิดที่หยุดผมได้ ความคิดประเภทนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ทว่าเมื่อเกิดขึ้นแต่ละครั้ง ก็ทรงอิทธิพลกระแทกใจให้สะเทือนแรง ราวกับเกิดแผ่นดินไหว

ขึ้นในโลกภายในอย่างเช่นก่อนอายุ ๑๐ ขวบ ผมกำลังนอนฟุ้งซ่านเพลินๆบนเตียงในคืนมืด จู่ๆก็รู้สึกถึงท่าทอดนอนของกาย แล้วนึกขึ้นมาเฉยๆว่าศพที่วางอยู่ในโลงก็นอนท่านี้คิดเช่นนั้นก็หนาวเยือกไปถึงสันหลัง ตะครั่นตะครอด้วยความกลัวตายขึ้นมาแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ ยิ่งกลัวก็ยิ่งเพ่งความรู้สึกเข้ามาในกายนี้ พร้อมกับถามตัวเองว่านี่วันหนึ่งเราจะต้องตายหรือกายขยับได้ดังใจนึกอยู่แท้ๆ วันหนึ่งจะแน่นิ่ง วันหนึ่งจะไม่เป็นที่อาศัยของเราวันหนึ่งจะถูกคนอื่นเผาจนไม่เหลือชิ้นดี...ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ

ผมนอนกระสับกระส่ายด้วยใจกระวนกระวาย เฝ้าย้ำถามตัวเองแล้วๆเล่าๆว่า วันหนึ่งความรู้สึกนึกคิดของเราจะสาบสูญไปจริงๆหรือ ไม่มีทางที่จะคงความเป็นตัวเราเช่นนี้ไว้ตลอดไปเลยหรือ หลังจากคิดเองกลัวเอง วันต่อๆมาผมลองถามเพื่อนๆที่โรงเรียนดู เพื่อได้ข้อสรุปว่าพวกเขาไม่เคยถามตัวเองแบบที่ผมถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีเลยที่อยู่ดีๆก็กลัวตายขึ้นมาอย่างรุนแรง วัยเด็กเป็นช่วงต้นชีวิต ยังไม่น่าจะมีสิ่งใดกระตุ้นให้คิดถึงความตาย แต่ทำไมผมคิด เสียดายตอนนั้นไม่มีใครบอกผมว่าที่เกิดขึ้น คือมรดกกรรมฐานจากอดีตชาติ เรียกว่า มรณสัญญาหรือ การหมายรู้กายโดยความเป็นศพ ถ้ามีใครมาบอกให้หมั่นระลึกเช่นนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจิตจะคลายความยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวเราอยู่ในกายนี้ ผมคงได้บรรลุมรรคผลตั้งแต่ก่อนสิบขวบไปแล้ว เพราะเป็นการเอามรดกมาใช้ต่อยอดได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ในช่วงที่ชีวิตและจิตใจยังไม่ซับซ้อนนักด้วยความไม่รู้ ทางเดียวทเด็ก ไร้เดียงสาธรรมะจะทำได้ก็คือ ลืมมันไปเสีย เพราะขืนคิดแบบที่คนอื่นไม่ได้คิด ขืนกลัวแบบที่คนอื่นไม่ได้กลัว ก็อาจโดนหาว่านอกคอกเอา


สมัยนั้น ผมกลัว การเป็นคนนอกคอกมาก รู้สึกว่าการแตกแถวจากคนปกติจะทำให้เราโดดเดี่ยว และต้องเสี่ยงภัยตามลำพัง ผมยังคิดอะไรแปลกๆอีกหลายอย่าง ในแบบที่ถามเพื่อนคนไหนก็ไม่เห็นมีใครเขาคิดเหมือนเราเลยสักราย เช่น จู่ๆผมมักฉุกคิดขึ้นมา คล้ายเอะใจว่านี่เรากำลังถูกหลอกให้นึกว่าเป็นใครคนหนึ่งทั้งที่ไม่ได้เป็นคนๆนั้นหรือเปล่า? ทั้งโลกเห็นอย่างที่เราเห็นหรือเราฝันไปเองคนเดียว? ในที่สุดผมก็กลุ้มใจ เมื่อจำต้องยอมรับว่าผมแตกต่างจากคนรอบตัว เมื่อเราคิดต่างจากคนอื่น เราจะไม่มีทางเหมือนคนอื่น แล้วก็อาจถึงขั้นเข้ากับคนอื่นไม่ได้และความกลุ้มใจนั่น เองครับคือ จุด เริ่ม ต้นของการอยากรู้จักตัว เองให้ดีก่วาที่เห็นเผินๆว่าอยู่ๆก็มีตัวตนอะไรขึ้นมาตัวตนหนึ่ง อยู่ๆก็คิด อยู่ๆก็อยากทำโน่นทำนี่ อยู่ๆก็เกิด... อยู่ๆก็ตาย... ความทุรนทุรายอยากรู้เรื่องของตัวเองของผมนั้นคงมากมายประมาณเดียวกับที่นักวิทยาศาสตร์อยากค้นพบสิ่งลึกลับในจักรวาล หรือประมาณเดียวกับที่นักขุดสมบัติอยากค้นพบขุมทรัพย์ฟาโรห์ แต่มันน่าทรมานใจก็ตรงที่ผมไม่มีทางรู้เลยว่า ทั้งชีวิตนี้จะมีสิทธิ์ค้นพบความลับของตัวเองได้ไหมไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ความลับที่ว่านั้นมีตัวตนอยู่จริงหรือเปล่า และถ้ามีจริง ผมควรจะเริ่มออกค้นหามันอย่างไร

บทประพันธ์โดย : ดังตฤณ (นิตยสารธรรมะใกล้ตัว ปี ๒๕๕๒)
รวมลิงก์บทความก่อนเกิดเป็นดังตฤณ
แชแนล "ก่อนเกิดเป็นดังตฤณ"
บน Podcast ► http://apple.co/1WsUqUt
บน YouTube ► http://bit.ly/1YSrFzz


• ตอนที่ ๑ เรื่องส่วนตัวของดังตฤณ
ฟัง https://youtu.be/RpQxFOlF4hU
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_45.html

• ตอนที่ ๒ ใส่บาตรครั้งแรก
ฟัง https://youtu.be/WOolpKCyecs
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_26.html

• ตอนที่ ๓ ไม่มีใครคิดอย่างนี้บ้างหรือ
ฟัง https://youtu.be/PMlxjkuC4Oc
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_8.html

• ตอนที่ ๔ รู้สึกผิดที่เกิดมา
ฟัง https://youtu.be/2fZfnhT1Vx8
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_79.html

• ตอนที่ ๕ ระหว่างเรื่องจริงกับนิยาย
ฟัง https://youtu.be/J2pqdmEEvKI
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_77.html

• ตอนที่ ๖ ระลึกชาติ
ฟัง https://youtu.be/QFQSu4kcrfA
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_27.html

• ตอนที่ ๗ ระลึกชาติ (ต่อ)
ฟัง https://youtu.be/csm0Fh5gPyw
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_68.html

• ตอนที่ ๘ อนาคตอันมืดมน
ฟัง https://youtu.be/DoGJZqRxk9A
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_93.html

• ตอนที่ ๙ วิถีแห่งเต๋า
ฟัง https://youtu.be/PJ39XAUM3xw
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_46.html

• ตอนที่ ๑๐ วิถีแห่งคนโง่
ฟัง https://youtu.be/YkKOtBKvgvI
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_14.html

• ตอนที่ ๑๑ พบทาง
ฟัง https://youtu.be/9LCu0Tq6Trk
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_63.html

• ตอนที่ ๑๒ เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
ฟัง https://youtu.be/GzXSQLO0KtE
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_73.html

ตอนที่ ๒ ใส่บาตรครั้งแรก (ก่อนเกิดเป็นดังตฤณ)

ใส่บาตรครั้งแรก

เหตุการณ์ในชีวิตคนเราถูกหลงลืมมากกว่าถูกจดจำ คุณอุตส่าห์ฝันตั้งเป็นชั่วโมง แต่ทั้งหมดมักถูกลบเกลี้ยงเพียงด้วยวินาทีแห่งการตื่นนอน และนั่นก็เป็นทำนองเดียวกับชีวิตเก่าที่อุตส่าห์ผ่านร้อนผ่านหนาวยาวนานหลายสิบปี กลับถูกลืมไม่เหลือ เพียงด้วยช่วง ๙ เดือนของการอยู่ในท้องแม่ ผมจะลืมตาที่โรงพยาบาลหรือที่บ้านกี่ครั้งก็ไม่รู้ แต่ความทรงจำของผมตั้งต้นด้วยการลืมตาขึ้นมาเห็นภูเขาและท้องฟ้า นั่นคือจิตดวงแรกที่สามารถรับรู้ได้อย่างเต็มตื่น กับทั้งประทับแน่นไม่ลืมเลือนมาจนถึงทุกวันนี้ ผมจำได้ว่าหลังจากเมียงมองภูเขาและท้องฟ้าด้วยความคิดทำนองว่า ได้เห็นอะไรอย่างนี้อีกแล้วครู่หนึ่งก็อ่อนแรงและหลับใหลลงตามเดิม ภูเขาและท้องฟ้าอันเป็นภาพความทรงจำแรก คือละแวกบ้านพักพนักงาน ไทยออยล์ จังหวัดชลบุรี ที่คุณพ่อของผมทำงานอยู่ มันเป็นช่วงเวลาที่ผมจำได้ถึงความรู้สึกอยากได้อ้อมกอดจากแม่ จำได้ถึงภาวะอ่อนแอที่ขับดันให้อยากร้องไห้หาแม่ จำได้ถึงน้ำเสียงปลอบประโลมของแม่ แม่อยู่กับผมทั้งวัน ส่วนพ่อเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่จะกลับมาบ้านในตอนเย็น

ตอนหนึ่งขวบ ผมแยกแยะได้ชัดเจนว่าพ่อเป็นอย่างไร แม่เป็นอย่างไร พี่สาวอีกสองคนเป็นอย่างไร และในวันครบหนึ่งขวบเต็มนั่นเอง มหากุศลจิตก็เกิดขึ้นเป็นดวงแรกในชีวิต เช้าวันนั้น คุณพ่อของผมอุ้มออกมาที่หน้าบ้าน อากาศสดชื่น ผมเห็นคุณแม่และใครอีกคนจัดโต๊ะเล็ก มีขันข้าว และมีถุงกับข้าวหลายถุง ผมระลึกได้ว่าก่อนหน้านั้นเคยเห็นพ่อแม่เอาโต๊ะออกไปตั้งหน้าบ้านหลายหนแล้ว เพื่อรอคนที่พ่อแม่เรียกว่า พระเดินมารับ

ผมเห็นแม่ถือกล้องถ่ายรูป ยิ้มแย้มและพยายามเรียกให้ผมหันไปมอง ผมจำเสียงหัวเราะดีใจของตัวเองได้เมื่อเห็นแม่กดชัตเตอร์ถ่ายรูปผมไว้ และผมก็ดีใจมากด้วยที่พ่ออุ้มผมไว้ตลอดไม่วางเลยถึงเวลาพระมา พ่อพนมมือไหว้ทั้งยังมีผมอยู่ในอ้อมแขน แล้วตักข้าวใส่บาตรให้ดู จากนั้นจึงถามผมว่าอยากใส่เองไหม ผมรู้สึกตื่นเต้นและเห็นเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากรู้สึกถึงมือที่เล็กเมื่อเทียบกับคันจับทัพพี แล้วก็รู้สึกถึงกำลังแขนที่ยังน้อยอยู่ ชวนให้ไม่แน่ใจว่าจะสามารถยกทัพพีตักข้าวใส่บาตรพระไหวหรือเปล่า แต่ผมก็อยากใส่บาตร เกิดความเข้าใจขึ้นมาด้วยสัญชาตญาณว่านั่นเป็นการทำอะไรที่ดีมากๆ

ดูเหมือนพ่อจะช่วยประคองหน่อยๆ แต่พอเห็นผมจับทัพพีแน่นก็ปล่อยให้ทำเอง และผมก็พบว่าตัวเองทำได้ แม้รู้สึกยากและฝืนๆไม่ถนัดนัก พอหย่อนกระจุกข้าวก้อนเล็กๆลงบาตรสำเร็จก็มีเสียงเฮดีใจจากรอบข้าง ส่งผลให้ผมหัวเราะร่าอย่างแสนปลื้ม และเมื่อมีการคะยั้นคะยอให้เอาใหม่อีกครั้ง ผมก็ไม่ลังเลที่จะทำซ้ำ และทำสำเร็จเป็นคำรบสอง ผมต้องใช้เวลาอีกเกือบยี่สิบปี กว่าจะทราบว่าความรู้สึก
แสนปลื้มนั้น คือมหากุศลจิตอันประกอบด้วยโสมนัสอย่างใหญ่ นับเป็นความสว่างเรืองแห่งช่วงต้นชีวิตอย่างแท้จริง คนทั่วไปต้องรอเวลาหลายปีกว่าจะมีโอกาสรู้จักรสแห่งมหากุศลจิตอันเกิดจากการใส่บาตรพระ แต่เพราะมาเกิดกับคุณพ่อคุณแม่ ผมจึงมีโอกาสตั้งแต่อายุเพียงครบขวบเต็ม

ในความไม่รู้เรื่องรู้ราวช่วงต้นวัย ผมรู้สึกถึงไออุ่นของแม่ กับความแข็งแกร่งและความสว่างที่พ่อนำมาฉายให้กับบ้านทั้งหลัง แค่นั้นเพียงพอแล้วที่จะเป็นหลักประกันแห่งชีวิตแสนสุข ถ้าใครระลึกถึงครั้งแบเบาะในอ้อมกอดของพ่อแม่ได้เหมือนผม ก็คงไม่คิดทิ้งพ่อแม่ไปไหน ไม่ว่าพ่อแม่จะเป็นอย่างไร ความทรงจำในอรุณรุ่งแห่งชีวิตมิใช่แค่อีกวันหนึ่ง ไม่ใช่ความฝันที่แค่ผ่านมาให้ลืมเลือนไปอีกครั้ง แต่มันคือช่วงแห่งการตัดสินว่าคุณจะรู้สึกเกี่ยวกับชีวิตของตนเองอย่างไร สุกสว่างมั่นคง หรือว่ามืดมนคลอนแคลน


และถึงคุณจะมีพ่อแม่ที่นำทำบุญตั้งแต่หนึ่งขวบหรือไม่ก็ตาม อย่างไรพ่อแม่ก็ให้ร่างกาย ตลอดจนหัวใจที่สามารถรู้จักและรักพุทธศาสนาได้ หากมีอภิญญา มีความสามารถเห็นภัยแห่งการเวียนว่ายตายเกิดนับอนันตชาตินี้ คุณจะตระหนักอย่างลึกซึ้งว่า พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดคุณในช่วงที่พระพุทธศาสนาอุบัติ นับเป็นพ่อแม่ผู้มีบุญคุณใหญ่สูงสุด เหนือพ่อแม่ในชาติอื่นใดทั้งหมดทั้งสิ้น ก็หากปราศจากพวกท่านเสียแล้ว คุณจะเอากายใจมนุษย์ อันเป็นยานเดินทางไปสู่นิพพานนี้มาแต่ไหนเล่า


บทประพันธ์โดย : ดังตฤณ (นิตยสารธรรมะใกล้ตัว ปี ๒๕๕๒)

รวมลิงก์บทความก่อนเกิดเป็นดังตฤณ
แชแนล "ก่อนเกิดเป็นดังตฤณ"
บน Podcast ► http://apple.co/1WsUqUt
บน YouTube ► http://bit.ly/1YSrFzz

• ตอนที่ ๑ เรื่องส่วนตัวของดังตฤณ
ฟัง https://youtu.be/RpQxFOlF4hU
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_45.html

• ตอนที่ ๒ ใส่บาตรครั้งแรก
ฟัง https://youtu.be/WOolpKCyecs
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_26.html

• ตอนที่ ๓ ไม่มีใครคิดอย่างนี้บ้างหรือ
ฟัง https://youtu.be/PMlxjkuC4Oc
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_8.html

• ตอนที่ ๔ รู้สึกผิดที่เกิดมา
ฟัง https://youtu.be/2fZfnhT1Vx8
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_79.html

• ตอนที่ ๕ ระหว่างเรื่องจริงกับนิยาย
ฟัง https://youtu.be/J2pqdmEEvKI
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_77.html

• ตอนที่ ๖ ระลึกชาติ
ฟัง https://youtu.be/QFQSu4kcrfA
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_27.html

• ตอนที่ ๗ ระลึกชาติ (ต่อ)
ฟัง https://youtu.be/csm0Fh5gPyw
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_68.html

• ตอนที่ ๘ อนาคตอันมืดมน
ฟัง https://youtu.be/DoGJZqRxk9A
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_93.html

• ตอนที่ ๙ วิถีแห่งเต๋า
ฟัง https://youtu.be/PJ39XAUM3xw
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_46.html

• ตอนที่ ๑๐ วิถีแห่งคนโง่
ฟัง https://youtu.be/YkKOtBKvgvI
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_14.html

• ตอนที่ ๑๑ พบทาง
ฟัง https://youtu.be/9LCu0Tq6Trk
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_63.html

• ตอนที่ ๑๒ เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
ฟัง https://youtu.be/GzXSQLO0KtE
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_73.html

ตอนที่ ๑ เรื่องส่วนตัวของดังตฤณ (ก่อนเกิดเป็นดังตฤณ )

ทุกคนมีความลับ อย่างผมเองในสมัยหนึ่งก็เคยอยากให้รูปร่างหน้าตาของตัวเองเป็นสิ่งที่ไม่มีคนรู้ เพราะเหตุคือผมพบว่าแฟนหนังสือมักแสดงความแปลกใจ หรือชอบอุทานกันอยู่เรื่อยทำนอง ไม่นึกว่าคุณดังตฤณจะเป็นอย่างนี้ ได้ยินแรกๆก็เอะใจว่า อ้าว เอาล่ะสิ แล้วนึกว่าผมเป็นอย่างไหนล่ะ พอลองซักไซ้ สืบไปสืบมาก็สรุปได้ความว่าคุณดังตฤณควรจะไม่มีหู ไม่มีตา ไม่มีตัวตน อื้อ ใจร้ายกันจริงๆ ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าอะไรในงานเขียนของผม ทำให้คนอ่านทักท้วงว่าผมไม่ควรจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างที่เป็นอยู่

อีกอย่างหนึ่ง พอมีโอกาสพูดคุยกับคนอ่านจำนวนมาก ผมก็มักเจอคำถามคล้ายคลึงกันบ่อยๆ เช่น ที่เขียนๆนี้รู้มาจากไหน?’ หรือไม่ก็ คุณดังตฤณปฏิบัติธรรมด้วยหรือเปล่า?’ และ ที่ปฏิบัติอยู่นั้นทำอย่างไร ผมไตร่ตรองมาพักหนึ่งว่าจะช่วยไขข้อสงสัยเหล่านั้นได้อย่างไร ในแบบที่ไม่ต้องตอบปากเปล่าบ่อยครั้งจนเกินไป จริงๆแล้วโจทย์ข้อนี้แก้ไม่ยากหรอกครับ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมอยากทำ นั่นคือเล่าความเป็นมาทั้งหมดเกี่ยวกับผมเอง เพื่อให้เห็นเป็นเปลาะๆว่า ก่อนเกิดเป็นดังตฤณซึ่งรู้เห็นและขีดเขียนอะไรต่อมิอะไรออกไปนั้น ยืนพื้นอยู่บนประสบการณ์แบบไหน

สำหรับคนที่อยากรู้ไปทุกอย่าง ผมขอเผยก่อนเลย ณ เวลาที่บรรทัดนี้เกิดขึ้น รอบตัวผมคือความเงียบเชียบของบ้านนักเขียนที่อยู่ก้นซอยข้างคลอง จะมีก็เพียงเสียงฮัมแผ่วของคอมพิวเตอร์ด้านซ้ายมือ และบางช่วงก็แถมเสียงพัดลมจากด้านขวามืออีกตัว ซึ่งถ้าทำเป็นลืมๆไปเสีย ก็เหมือนไม่มีเสียงของพวกมันรบกวนโสตประสาทแม้แต่น้อย เนื่องจากเป็นเสียงสม่ำเสมอที่หูคนเราจะชินไปเองในเวลาอันสั้น ฉะนั้น หากคุณกำลังอ่านอยู่ในท่ามกลางความสงบผาสุก เราก็เหมือนได้คุยกันต่อหน้า ภายใต้บรรยากาศเดียวกัน แต่หากรอบด้านของคุณอึกทึกและเต็มไปด้วยเครื่องรบกวนสมาธิ ก็คงต้องนับว่า ที่ยืนของใจแตกต่างกันอยู่บ้าง

มีหลายท่านกรุณาเล่าให้ผมฟังว่างานของผมบางชิ้น โดยเฉพาะที่ชักชวนให้ดื่มด่ำไปในความสงบเย็น ขณะอ่านอยู่ที่ทำงาน กับขณะอยู่ที่บ้าน และขณะอยู่ใกล้ป่าใกล้เขา ต่างกันราวกับเป็นคนละเรื่อง จะรับรู้และเข้าใจกระจ่างก็ต่อเมื่อสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยใกล้เคียงกับป่าเขาลำเนาไพรเสียก่อน ผมรับรู้ความจริงข้อนี้ จึงไม่ใช้ภาษาที่ เย็นจนเกินไป แต่จะพยายามแทรกเรื่องน่าตื่นเต้นไว้บ้าง มิฉะนั้นอาจต่อไม่ติดกับคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่ยังอยู่ในเมืองกัน

ผมทราบดีว่าด้วยประโยคหนึ่งๆ หลายคนเห็นด้วย ขณะที่อีกหลายคนกลับคิดแย้ง ปฏิกิริยาทางความคิดเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ ห้ามกันไม่ได้ ได้แต่คาดหมายว่าจะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ ถ้าไม่ไปทางเดียวกันก็สวนทางกัน อย่างใดอย่างหนึ่งนั่นเอง เอาล่ะ ท้ายนี้ผมมีความลับจะมาบอกให้คุณทราบเรื่องหนึ่ง คุณอาจไม่เคยอยากรู้มาก่อน แต่คงอยากฟังมากขึ้นนับแต่นี้ สิ่งที่คุณอ่านไปทั้งหมด... ผมไม่ได้เป็นคนเขียน สิ่งที่ถูกอ่านไปทั้งหมด... ก็ไม่ใช่คุณที่เป็นคนอ่าน ที่แท้แล้วมีแต่การเขียน... ที่แท้แล้วมีแต่การอ่าน... ผมรู้ได้อย่างไร สักแต่พูดตามพระพุทธเจ้าหรือผ่านประสบการณ์ตรงแบบไหนมา ก็ขอให้นับบรรทัดนี้เป็นตัวตั้ง และตอนต่อๆไปเป็นบทขยายความนะครับ

บทประพันธ์โดย : ดังตฤณ (นิตยสารธรรมะใกล้ตัว ปี ๒๕๕๒)

รวมลิงก์บทความก่อนเกิดเป็นดังตฤณ
แชแนล "ก่อนเกิดเป็นดังตฤณ"
บน Podcast ► http://apple.co/1WsUqUt
บน YouTube ► http://bit.ly/1YSrFzz

• ตอนที่ ๑ เรื่องส่วนตัวของดังตฤณ
ฟัง https://youtu.be/RpQxFOlF4hU
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_45.html

• ตอนที่ ๒ ใส่บาตรครั้งแรก
ฟัง https://youtu.be/WOolpKCyecs
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_26.html

• ตอนที่ ๓ ไม่มีใครคิดอย่างนี้บ้างหรือ
ฟัง https://youtu.be/PMlxjkuC4Oc
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_8.html

• ตอนที่ ๔ รู้สึกผิดที่เกิดมา
ฟัง https://youtu.be/2fZfnhT1Vx8
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_79.html

• ตอนที่ ๕ ระหว่างเรื่องจริงกับนิยาย
ฟัง https://youtu.be/J2pqdmEEvKI
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_77.html

• ตอนที่ ๖ ระลึกชาติ
ฟัง https://youtu.be/QFQSu4kcrfA
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_27.html

• ตอนที่ ๗ ระลึกชาติ (ต่อ)
ฟัง https://youtu.be/csm0Fh5gPyw
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_68.html

• ตอนที่ ๘ อนาคตอันมืดมน
ฟัง https://youtu.be/DoGJZqRxk9A
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_93.html

• ตอนที่ ๙ วิถีแห่งเต๋า
ฟัง https://youtu.be/PJ39XAUM3xw
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_46.html

• ตอนที่ ๑๐ วิถีแห่งคนโง่
ฟัง https://youtu.be/YkKOtBKvgvI
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_14.html

• ตอนที่ ๑๑ พบทาง
ฟัง https://youtu.be/9LCu0Tq6Trk
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_63.html

• ตอนที่ ๑๒ เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
ฟัง https://youtu.be/GzXSQLO0KtE
อ่าน http://dungtrinanswer.blogspot.com/2016/04/blog-post_73.html

ปรับความเข้าใจกันเสียก่อนจะสายเกิน (ดังตฤณ) รายการสัมผัสพิศวง ตอน ๒

คลิปท้ายรายการ สัมผัสพิศวง ตอน พรุ่งนี้ลูกจะกลับบ้าน ออกอากาศวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๕๙ ทางช่อง ๓
รับฟังทางยูทูป
 : https://youtu.be/dbiIUEXagpQ

ดังตฤณ: 

การทำความเข้าใจกันในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นี่
สำคัญขนาดไหนนั้น ก็ลองดูก็แล้วกัน
เวลาที่เรายังไม่ได้ทำความเข้าใจต่อใคร
มันเหมือนมีอะไรคาใจอยู่ตลอด
เหมือนกับชีวิตยังทำอะไรบางอย่างไม่เสร็จ
มันจะเกิดความไม่สบายใจ
ยังไม่รู้ว่าจะทำให้ตัวเองกับอีกฝ่ายหนึ่ง
จะมีความสุขขึ้นมาได้อย่างไร

ณ เวลาที่จะต้องจากโลกนี้ไป
ความรู้สึกคาใจไม่เป็นสุขนั้น
มันเล่นงานใครครับ
?
มันเล่นงานคนที่รู้สึกอยู่กับตัวเองตลอดเวลานั่นแหละ
ว่า เอ่อ เรายังไม่ได้ทำสิ่งที่ควรทำ

การทำความเข้าใจกันนั้น ถ้าไม่รีบ อาจช้าเกินไป
เพราะเราไม่รู้นะครับว่า
คำว่าสายเกินไป หรือช้าเกินไปนี่
มันจะเกิดขึ้นวันไหน

วันศุกร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559

การเนรคุณ เป็นการคิดผิดครั้งใหญ่ในชีวิต (ดังตฤณ)

คลิปท้ายรายการสัมผัสพิศวง ตอน เนรคุณ
ออกอากาศทางช่อง ๓
๖ เมษายน ๒๕๕๙
รับฟังทางยูทูป
: https://youtu.be/e40FSYZvl_4

ดังตฤณ: 

การเนรคุณคนนะครับ เป็นการคิดผิดครั้งใหญ่ในชีวิต มันเหมือนกับการทรยศจิตสำนึกของตัวเอง หรือว่ามโนธรรมของความเป็นมนุษย์ 

ถ้าเราจะมองผลลัพธ์ของการเป็นคนเนรคุณนะครับ เราต้องดูว่าการกตัญญูมีผลอย่างไร - มีผลทำให้ชีวิตมีความสุขมีความเจริญ

คนเนรคุณนี่ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่ได้รับผลนะครับ คือถึงแม้ว่าจะยังมีฐานะดี ยังมีรถขี่ ยังมีการศึกษาที่ทำให้เป็นหน้าเป็นตา แต่จริงๆ ต่อให้เป็นญาติสนิท มิตรสหายอันเป็นที่รัก ถ้ารู้ว่าเขาเป็นพวกเนรคุณคน เราจะมีความรู้สึกไม่ไว้วางใจหรือไม่ไว้เนื้อเชื่อใจขึ้นมาทันที เกิดความรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า คนๆนี้คบไม่ได้ คิดระแวงไว้ก่อนว่า ถ้าให้ความช่วยเหลือไปแล้วตัวเองจะต้องมามีความลำบากมีความเดือดร้อนเพราะคนๆนี้ในภายหลังหรือเปล่า

การเนรคุณคนนี่มันไม่ได้เป็นทางสุขทางเจริญ หรือว่าเป็นทางที่ใครๆจะมานิยมยกย่องนับถือได้ ตรงกันข้าม ถ้าหากว่าเราเป็นคนที่ไม่รู้คุณคนนะครับ ให้เตรียมไว้ได้เลยว่าจะได้รับความรู้สึกไม่ไว้เนื้อเชื่อใจจากคนรอบข้าง ต่อให้เป็นบุคคลอันเป็นที่รักที่สุดในชีวิตก็ตาม

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2559

ถอนคำสาบาน ทำได้หรือไม่? (ดังตฤณ)

ถาม :  เคยสาบานต่อหน้าพระพุทธรูป แต่ทำไม่ไหวจะแก้อย่างไรดี


ดังตฤณ:  (ตอบเมื่อพ.ศ. ๒๕๔๖)
ตรงจุดนี้น่าเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่ปรารถนาจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
ด้วยวิธีหักด้ามพร้าด้วยเข่าทุกคนเลยครับ
เพราะเห็นมามากต่อมากแล้ว
ที่เดินทื่อเข้าไปคุกเข่ากราบสาบานต่อหน้าพระประธาน
ว่าจะทำอย่างนั้น ไม่ทำอย่างนี้ตลอดชีวิต

ถ้าทำได้ดังอธิษฐานก็ดีไป
กลายเป็นคนจิตใจหนักแน่น เชื่อมั่นในตนเอง
และจะมีฤทธิ์ประการหนึ่ง คือตั้งใจทำอะไรแล้วมักสำเร็จผล
ออกปากอย่างใดก็คล้ายเป็นประกาศิต หรือวาจาสิทธิ์
บังเกิดผลหรือปรากฏเหตุการณ์ตามปรารถนาเสมอๆ

แต่ถ้าทำไม่ได้
สิ่งที่เกิดขึ้นทันตามักจะเป็นสภาพจิตที่อ่อนแอของตนเอง
กลายเป็นคนไม่เชื่อมั่นว่าจะไปถึงจุดสูงสุดตามอัตภาพของตนได้
ตั้งใจทำอะไรมักไม่สำเร็จ หรือสำเร็จก็แบบรู้สึกขาดๆหายๆ

ผมเคยเป็นพยานการผิดคำสาบานต่อหน้าพระพุทธรูป
เห็นความวิบัติทุกข์ร้อนสาหัสของผู้ผิดคำสาบานมาก่อน
จึงทราบว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และผู้ไม่เชื่อก็ไม่ควรด่วนดูแคลน
การไถ่โทษหลังผิดคำสาบานไปแล้ว หนักหนา และยืดเยื้อหลายปี
ถ้าไม่ผิดคำสาบาน หรือถอนคำสาบานด้วยวิธีที่สมน้ำสมเนื้อได้
จะง่ายกว่าแก้ที่หลังมากๆ

อย่างไรก็ลงบันไดมาแล้ว อย่ากระโจนให้ตกลงมาเจ็บตัวเลยครับ
ขอแนะนำให้รักษาคำสาบานไว้ เพราะยังมีโอกาสอีกหนึ่งครั้ง
แต่ถ้าเป็นกรณีเหลือวิสัยจริงๆ เห็นทีอย่างไรคงไม่รอดแน่
ก็ขอให้กลับไปสารภาพผิดกับพระแก้วมรกตว่า
เห็นทีคงไม่สามารถรักษาสัญญาได้ไหว
จึงขอเปลี่ยนเป็นคำสาบานอื่นที่สมน้ำสมเนื้อพอจะแลกกันได้
ถือว่าเป็นการไถ่ หรือซื้อคำสาบานคืนด้วย สัญญา อย่างใหม่
และขอให้พิจารณาด้วยว่าสัญญาใหม่นี้เราทำได้จริงๆ
(ผู้ถามไม่บอกว่าสาบานเก่าคืออะไร
ก็คงให้คำแนะนำไม่ได้ว่าสัญญาใหม่ควรเป็นอะไร
ขอให้พิจารณาด้วยตนเองว่ากรรมใดมีน้ำหนักคู่ควรกันกับสาบานเก่า)

ไหนๆก็เลือกเองแล้วครับ ต้องสานต่อให้จบ
ท่องไว้ว่าเราจะไม่เป็นคนเขียนด้วยมือ ลบด้วยเท้า
แต่จะเป็นผู้บำเพ็ญอธิษฐานบารมี พูดแล้วต้องทำให้ได้
ขออวยพรให้ประสพความสำเร็จครับ