วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

บทสัมภาษณ์คุณพ่อวิโรจน์ ไมตรีเวช (คุณพ่อคุณดังตฤณ)

ย้อนกลับไปอ่านบทสัมภาษณ์คุณดังตฤณ >> คลิกที่นี่ 


"ภูมิใจที่เขาค้นพบทางของเขาเอง"

คุณศรันย์ตอนเด็กๆ เป็นอย่างไรคะ?
เขาเป็นเด็กที่พูดเก่ง พูดได้ตั้งแต่อายุ 1 ขวบ เป็นลูกชายคนแรกก็ให้ความเอาใจใส่เขาแบบธรรมดาเหมือนพี่สาวเขาอีก 2 คน เขาห่างจากพี่ 4 ปี ตอนเด็กเขาไม่ต่างจากเด็กทั่วไป ติดพ่อ พอเข้าวัยรุ่น เขาจะแยกตัว คล้ายๆ ว่าเขามีความคิดอะไรของเขาซึ่งผมไม่รู้ ก็ปล่อยเขา มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เคยอยากจะถ่ายทอดประสบการณ์ให้เขาตอนวัยรุ่น เขาพูดมาคำหนึ่ง จากนั้นเลยไม่เคยสอนอะไรเขาอีก เขาบอกว่า พ่อ เรื่องประสบการณ์ของใครก็ของคนนั้น มาบอกกันไม่ได้ ผมก็โอเค ผมก็อยากถ่ายทอดประสบการณ์ที่ผมเคยคล้ายๆ ตัดสินใจผิด ก็ให้ผิดเป็นครูให้ลูกได้รู้ แต่เขาก็ตอบอย่างนั้นก็แล้วแต่เขา
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

0 ฟังแล้วไม่โมโหหรือที่เขาตอบอย่างนั้น?
ก็ไม่ได้โมโห แต่รู้สึกว่า เขาจะไม่ได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราได้เรียนรู้ หรือเคยผิดพลาดมา เพื่อจะถ่ายทอดให้เขา แล้วเขาไม่รับก็รู้สึกเสียดาย แต่ไม่เสียใจ เสียดายว่า ทำไมเขาจึงคิดอย่างนั้น เพราะเขาจะขาดประโยชน์ที่เราคิดว่าควรจะได้

แต่พอระยะเวลาผ่านไป ผมก็ได้เรียนรู้ว่าเรื่องประสบการณ์ของใครของมัน ไม่สามารถถ่ายทอดกันได้ ไม่งั้นก็คงเป็นเศรษฐีกันหมด เป็นนายกรัฐมนตรีกันหมด แต่ชีวิตจริงๆ ไม่ใช่ เหมือนอย่างที่หลายคนบอกว่า เวลาหนาว แม่หนาวคิดว่าลูกจะหนาวก็เอาผ้าห่มให้ลูกใหญ่ แต่ความจริงลูกร้อน ที่ขาเรียกว่า การเผาผลาญอาหารในร่างกายของแต่ละคนไม่เท่ากัน

เพราะฉะนั้น ความรู้สึกของคนๆ หนึ่งไม่สามารถไปบอกอีกคนหนึ่งได้ แต่พอเราโตขึ้นมา มีหลายคนชอบคิดแทนคนอื่น นี่คือปัญหาของโลก บางคนหวังดี อาจกลายเป็นเจตนาร้าย แม้กระทั่งสามีภรรยาที่อยู่ด้วยกันคิดว่าเป็นคนที่รู้ใจกันที่สุด คิดแทนกันก็ไม่ได้ ที่ไปคิดแทนกัน คนที่มีทิฐิมานะมากๆ ก็ทะเลาะกัน บางเรื่องเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องเล็กสำหรับอีกคนหนึ่ง
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คุณพ่อกับคุณแม่พาเขาไปวัดตั้งแต่เด็กๆ?
(ศรันย์ช่วยตอบ) พ่อแม่ก็พาไปวัดเรื่อยๆ คือ พ่อให้ธรรมะตั้งแต่อายุยังน้อย ตั้งแต่เริ่มต้นคือพ่ออยากมีลูกชายที่มีธรรมะ

(พ่อตอบ) พูดถึงตรงนี้อยากเล่าให้ฟังนิดหนึ่ง ตอนที่มีลูกก็คิดว่าจะมีแค่สองคน พอลูกคนที่ 1 เป็นผู้หญิง ก็คิดว่าคนที่ 2 น่าจะเป็นผู้ชาย คราวนี้ลูกคนที่ 2 ก็เป็นผู้หญิงอีก ก็ไม่เป็นไรคิดว่าพอ

พอเวลาผ่านไปลูกสาวสองคนโตขึ้น มีอยู่คืนหนึ่งก็มาคิดว่า เอ การที่เราไม่มีลูกชาย ถ้าเราเป็นอะไรไปใครจะดูแลภรรยา หรือดูแลแม่แทน คิดตรงนั้นก็คิดว่าน่าจะมีลูกชาย แต่ถ้าคนที่สามเป็นลูกสาวอีกคงช่วยไมได้ เพราะเราไม่สามารถกะเกณฑ์ได้ ตอนนั้นก็เปลี่ยนความคิดแล้วว่าที่จะมีแค่สองคน

ระหว่างที่คุณอัจฉราท้อง ตอนนั้นคิดว่าสัก 7-8 เดือน บ่ายวันอาทิตย์วันหนึ่งนอนเล่นอ่านหนังสืออยู่หน้าบ้าน ก็มีผู้ชายอายุกลางคนปลายๆ เดินผ่านมา เข้ามาถามว่าจะดูหมอไหมครับ ผมก็บอกว่าไม่ดูหรอก ไม่เคยดู แกก็บอกว่า ไม่เป็นไรครับ ก็ชวนเขาเข้ามานั่งคุยกันในบ้าน หาน้ำหาท่าให้กิน สักพักเขาบอกว่า คุณนี่เป็นคนเชื่อคนยากนะ แต่ถ้าเชื่อแล้ว เชื่อจริงๆ ก็คุยกันธรรมดา บังเอิญภรรยาเดินมาจากในบ้าน ก็ทักทายกับแขกปกติ เขาก็เห็นว่าภรรยาท้อง เขาก็พูดขึ้นมาลอยๆ ว่าเด็กที่อยู่ในท้องเป็นเด็กผู้ชาย เขาบอกว่ามีปานด้วย ผมจำไม่ได้ แล้วเขาบอกอีกว่าเลี้ยงเขาไว้ดีๆ นะครับ ก็ไม่ได้คิดอะไร

หลังจากนั้นอีกเดือนกว่าคลอดออกมาเป็นผู้ชายจริงๆ มีปานด้วย ผมก็ไปหาเขา เพราะเขาให้ที่อยู่ไว้ ตรงแถว อ.ต.ก. ย่านจตุจักร ถามใครก็ไม่มีใครรู้จัก บ้านเลขที่นี้ก็ไม่มี คือเจอกันครั้งนั้นแล้วก็ไม่เจอกันอีกเลย ทีนี้ตอนเขาคลอดออกมาเดือนหนึ่ง เขาเป็นไข้สูงมากจนชัก แม่ก็ตกใจ ผมก็เพิ่งตื่นนอนอุ้มไปหาหมอ หมอบอกว่าสงสัยเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เราก็ใจไม่ดี เพราะมาจากไวรัสจากยุงที่ทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ช่วงราวๆ นั้น ผมมีความรู้สึกขึ้นมาเองว่า ลูกเราคนนี้เมื่อชาติที่แล้วเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดไหนสักแห่ง ไม่ใช่การคิด แต่เป็นการวูบเข้ามาในใจ เหมือนตอนที่ตัดสินใจว่าจะมีลูกอีกคนหนึ่ง

ความรู้สึกสองครั้งมันวูบเข้ามาในใจ ในภาษาของเราอาจเรียกว่าเป็นลางสังหรณ์ หรือเกิดมีอะไรบันดาลใจให้เราคิด ซึ่งภาวะอย่างนี้มีประสบการณ์กันทุกคน

พอเขาโตขึ้นมาก็มาเรียนที่กรุงเทพฯ เรียนที่เอแบค ตอนอายุ 20 ปี เขาบอกผมว่าอยากบวช ผมบอกว่าแล้วที่เอแบคจะทำอย่างไร เขาบอกว่าขอลาเทอมหนึ่ง ผมก็บอกว่า ถ้ามีศรัทธาก็ได้ ก็ถามเขาว่าจะไปวัดไหนดี ตอนนั้น ผมฟังคำบรรยายของหลวงพ่อพุทธ ฐานิโย ผมก็บอกว่าที่นั่นน่าจะเหมาะ เพราะที่นั่นเป็นวัดป่า แล้วฟังคำบรรยายจากในทีวีก็รู้สึกว่าท่านเป็นพระที่มีภูมิธรรม เขาก็บอกว่าดี จะได้ไปหาความรู้ เราก็ไปกัน ไปเจอท่าน กราบท่าน ท่านก็นัดหมายวันเวลา ก็บวชอยู่ที่นั่นเดือนหนึ่ง ระหว่างนั้นไปเยี่ยมเขาอยู่ครั้งสองครั้ง เขาบอกว่าเป็นที่ๆ ดี พอเขาสึกออกมาก็พาเขาไปสังเวชนียสถานที่อินเดีย
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

0 โดยส่วนตัวสนใจธรรมะตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?
ผมเป็นลูกคนเดียว ลูกโทน เป็นคนแปดริ้ว ตอนเด็กค่อนข้างเกเร ชอบเที่ยวเล่น ไม่ชอบเรียนหนังสือ มารู้ตัวตื่นประมาณมัธยม 2 ตอนนั้นผมเริ่มรู้แล้วว่าชีวิตต้องเรียนรู้ ก็เริ่มสนใจเรียนจริงจัง พออยู่ชั้นมัธยม 3 ก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมต้องเรียนทีละชั้น สอบชั้นมัธยม 6 เลยได้ไหม มีคนรู้จักพาไปกระทรวงศึกษาธิการ เขาบอกว่า ไม่ได้ สอบเทียบชั้นก็แพ้ผู้ใหญ่ เด็กๆ ยังไม่มีให้สอบ ผมถามเพราะผมไปเอาหนังสือของชั้นมัธยม 6 ของรุ่นพี่มาอ่าน

ในหนังสือชั้นมัธยม 6 มีเรื่อง 'กามนิต-วาสิฏฐี' ผมได้อ่านก็ชอบมาก เล่าย้อนไปหน่อยหนึ่ง ก่อนหน้านั้นตอนที่คุณพ่อเสียตอนผมอายุ 12 ปี มีหลวงพ่อลี วัดอโศการาม สมุทรปราการ ที่คุณย่านับถือ ท่านสนิทกับที่บ้าน คุณย่าก็เหมือนเป็นลูกศิษย์ ผมเป็นเด็กยังไม่ค่อยสนใจ แล้วท่าให้หนังสือไว้เล่มหนึ่งเกี่ยวกับการปฏิบัติอานาปานสติ ก็อ่าน อ่านแล้วก็ชอบใจ แล้วก็ผ่านไป จนมาอ่าน 'กามนิต-วาสิฏฐี' ก็รู้สึกว่า เรื่องราวของพระพุทธเจ้าลึกซึ้ง มีอะไรที่เราน่าจะได้เรียนรู้ เหมือนเป็นสปาร์คไฟที่วาบขึ้นมาให้เราเห็นว่าที่เราถามคำถามในใจหลายอย่าง ในชีวิต ตรงนี้น่าจะมีคำตอบ

จากนั้นผมมาเรียนมัธยม 4 ที่กรุงเทพฯ โรงเรียนอำนวยศิลป์ มาต่อเตรียมอุดม 1 ปี ผมก็สอบเทียบเข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวิทยาศาสตร์ แผนกวิศวกรรมเคมี ผมเริ่มอ่านหนังสืออภิธรรมของอาจารย์บุญมี เมธางกูล ซึ่งก็ยังคลำหาทางไม่ถูก ยังจับประเด็นไม่ได้

พอจบแล้วเป็นอาจารย์อยู่สองปี แล้วก็ไปทำงานที่โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรีมาตลอด เช้าวันหนึ่งผมเปิดวิทยุ มีรายการหนึ่งเป็นรายการธรรมะ เป็นเสียงผู้หญิง ชื่ออาจารย์สุจินต์ บริหารวณเขตต์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ทางธรรมดีมาก ทุกเรื่องอ้างอิงพระไตรปิฎก เขาจับหลักได้แม่นมาก จับหลักจากหนังสือพุทธธรรมของท่านพระธรรมปิฎกมาพูดด้วย ตอนนั้นผมก็ซื้อเล่มนี้มาอ่านแล้วก็ให้หนังสือพุทธธรรมนี้แก่ศรันย์ จากนั้นเขาก็ซื้อหนังสือธรรมะด้วยตัวเอง ศึกษาด้วยตัวเองมาตลอด

ตอนนี้ผมเกษียณมา 7 ปีแล้ว ก็รู้สึกภูมิใจที่ศรันย์เขาค้นพบทางของเขาพบด้วยตัวเอง
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ได้อ่านหนังสือที่เขาเขียนบ้างหรือเปล่าคะ?
เขาเคยเอาหนังสือเล่มแรก 'ทางนฤพาน' มาให้ผมอ่าน ก็ทิ้งอยู่นานทีเดียวกว่าจะได้อ่าน เล่มที่สองก็ 'มหาสติปัฏฐานสูตร' ก็ทิ้งอยู่พักใหญ่กว่าจะได้อ่าน สำหรับ 'ทางนฤพาน' อ่านแล้วก็ประทับใจบางบทบางตอน ยังไม่รู้สึกอะไรมาก แต่รู้ว่าเขามีความสามารถในการประพันธ์ ใช้คำได้สละสลวย พอมาอ่าน 'มหาสติปัฏฐานสูตร' ก็เริ่มรู้แล้วว่า เขามีความรู้จริง รู้ลึก ใช้คำได้คมชัด ไม่สิ้นเปลือง

พอมาถึงเล่มที่สาม '7 เดือนบรรลุธรรม' ก็ทิ้งไว้เกือบปีจนปกชักเหลืองก็เริ่มมาอ่าน พออ่านปุ๊บก็รู้ว่าเขาก้าวหน้าไปมาก ผมก็บอกเขาว่ายอมรับเต็มร้อยว่ารู้จริง เล่มต่อมาก็ 'เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน' เล่มนี้ก็ยิ่งชัดว่า สิ่งที่เขาเขียน เขาแสดงความเห็นอยู่ในพระไตรปิฎกทั้งนั้น ถ้าจะเป็นความเห็นส่วนตัวก็เป็นประสบการณ์ของชีวิตเพื่อจะให้คนในยุคปัจจุบันเข้าใจ

สิ่งที่เขาเขียน สิ่งที่เขาแสดง เขาก็บอกว่าไม่ใช่คำของดังตฤณ แต่เป็นคำของพระพุทธเจ้า แต่มาทำให้คนปัจจุบันเข้าในใจภาษาปัจจุบัน

________________

บทสัมภาษณ์คุณดังตฤณทั้งหมด :

รู้จักดังตฤณ
บทสัมภาษณ์คุณดังตฤณ "ชีวิตนี้ไม่มีฟลุ้ค"  

อ่านบทสัมภาษณ์คุณพ่อวิโรจน์ ไมตรีเวช (คุณพ่อคุณดังตฤณ) 
(บทความนี้)

อ่านบทสัมภาษณ์คุณดังตฤณ (หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ) >> คลิกที่นี่ 
ประวัติคุณดังตฤณจากกระทู้ในเว็บลานธรรม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น