วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2564

02 ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ร่วมบรรจุมหาสมุทรเมตตาถวายแด่องค์พระ ช่วงบรรยายเมตตากถา

พุทธพจน์ที่ใช้ในการบรรยาย

- ถ้าใครเสพเมตตาจิต แม้ชั่วการเพียงลัดนิ้วมือเดียว เรากล่าวว่า ผู้นั้นไม่เหินห่างจากฌาน

- ฌานและปัญญามีในผู้ใด ผู้นั้นแลอยู่ใกล้นิพพาน

- สภาพจิตอันอ่อนควรต่อการเห็นกายใจสักแต่เป็นรูปนาม

เมตตากถา ตรัสไว้ที่เมืองสาวัตถี

 

อานิสงส์ของการเป็นผู้เจริญเมตตาเจโตวิมุตติ

(พ้นพยาบาทด้วยอำนาจแห่งสมาธิจิต)

- หลับเป็นสุข

- ตื่นเป็นสุข

- ไม่ฝันร้าย

- เป็นที่รักของมนุษย์

- เป็นที่รักของอมนุษย์

- เทวดาย่อมรักษา

- ไฟ ยาพิษ หรือศาสตราย่อมไม่กล้ำกราย

- จิตเป็นสมาธิได้รวดเร็ว

- สีหน้าผ่องใส

- ไม่หลงทำกาละ

- แม้ไม่สำเร็จธรรม ก็เข้าถึงพรหมโลก

 

ชนิดของการแผ่เมตตา

- ไม่เจาะจง (อาการ ๕ ขอสัตว์, สิ่งมีชีวิต, ภูต, บุคคล, ผู้มีอัตภาพ)

- เจาะจง (อาการ ๗ ขอหญิง, ชาย ฯลฯ)

- แผ่ไปสู่ทิศทั้งหลาย (อาการ ๑๐ ขอสรรพสัตว์ในทิศทั้ง ๑๐ฯ)

 

ลักษณะพลังของเมตตาเจโตวิมุตติ

- น้อมใจว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด

- ตั้งต้นด้วยความมีศรัทธา (สัทธินทรีย์)

- ประคองความเพียร (วิริยินทรีย์)

- ตั้งสติ (สตินทรีย์)

- อบรมสมาธิ (สมาธินทรีย์)

- ทราบชัดด้วยปัญญา (ปัญญินทรีย์) เห็นชอบว่าสัตว์ไม่พึงมีเวร

พลังเหล่านี้ เมื่อสะสมแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า ย่อมยังบุคคลผู้นั้นให้รุ่งเรือง โชติช่วง สว่างไสว

 

*******

 

ดังตฤณ : หลังจาก คืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ก็ได้มีหลายๆท่านมาบอกเอง มาเล่าเอง โดยที่ผมไม่ได้ถาม

 

บางคนก็บอกว่า พอย้อนกลับมาดู(คลิป) มีผลเท่ากันกับที่เคยทำร่วมกันในคืนวันเสาร์นะครับ

บางคนก็บอกว่า กระแสของเมตตายังแผ่ออก ไม่แตกต่างจากที่ได้ทำสำเร็จแล้วในคืนวันเสาร์ก่อน 

หรืออย่างบางคน ก็จะมาเล่าให้ฟังว่าเวลาทำคนเดียว จะแตกต่างจากตอนที่ร่วมกันทำกับคนอื่น 

 

ซึ่งการมาเล่าอย่างไรก็แล้วแต่ แต่เป็นการเล่าด้วยความสมัครใจด้วยตัวเองไม่ได้มีการไถ่ถามไว้ก่อนนะครับ แสดงให้เห็น สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าเราฝึกกรรมฐาน หรือว่าเจริญสติ แบบที่เข้าเป้าได้จริงๆ คือเข้าไปที่ใจได้จริงๆ จิตจะมีสัญญาณบอกว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง

 

เพราะจิต จริงๆแล้วไม่มีตัวตนนะ 

ไม่ได้มีจิตแค่ดวงใดดวงหนึ่ง เป็นตัวเรา 

แต่มีการปรุงแต่ง ให้เกิดความแตกต่างไปเรื่อยๆ 

ซึ่งที่แตกต่างไปเรื่อยๆ จะดูเหมือนกับไม่ต่างเท่าไหร่

เพราะว่ายังวนซ้ำอยู่ในลูปเดิม..

โลภะ โทสะ โมหะ เอาไปกินหมด

 

แต่เมื่อไหร่ที่เราคลิก กับกระแสเมตตาที่ใหญ่จริงๆ

ก็จะเปลี่ยนจิตเราได้ จะเปลี่ยนวิถี

คือเปลี่ยนเส้นทาง ที่จิตเราจะปรุงแต่งไปอีกแบบหนึ่งได้นะ 

เหมือนอย่างที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสนะครับ 

บอกว่า ถ้าใครเสพเมตตาจิตเพียงลัดนิ้วมือเดียว

เรากล่าวว่าผู้นั้นไม่เหินห่างจากฌาน 

 

ง่ายๆเลย ตอนที่คุณมีความรู้สึกว่ามีความสุขจัง และอยากให้ความสุขนี่แผ่ เข้าถึงคนทั่วไปทั้งโลก แค่นี้ เอาแค่ลัดนิ้วมือเดียว คือดีดนิ้วแค่เป๊าะเดียวนี่

 

เรียกว่าจังหวะนั้น เวลานั้น โมเมนท์นั้น จิตของคุณใกล้กับฌานแล้ว

 

พระพุทธเจ้ายังตรัสไว้ในที่อื่นอีกนะครับ อันนี้ต่างกรรมต่างวาระ

ท่านตรัสว่า ฌานและปัญญา มีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นแลอยู่ใกล้นิพพาน

 

นี่อยู่ในกถาธรรมบท ซึ่งหมายความว่าถ้าเราคลิกจริงๆ ว่า ลักษณะของการแผ่เมตตา มีการปรุงแต่งจิตขึ้นอย่างไร ตรงนี้เราเข้ามาเฉียดใกล้ความจริงมาก ใกล้ความจริงทางพุทธศาสนามากนะ

 

คือถ้าเราจะสรุปกันง่ายๆเลย ถ้าแผ่เมตตาเป็น มีสิทธิ์เข้าถึงฌานได้ อยู่ในทิศทางที่จิตจะเข้าถึงวิถีฌาน สภาพจิตของเรา จะมีความอ่อนควรต่อการเห็นกายใจโดยความเป็นรูปนาม เห็นสักแต่เป็นรูปเป็นนามได้ 

 

อันนี้ผมอยากจะนำ  เชิญพุทธพจน์นะครับมา บอกไว้สั้นๆ อันนี้อยู่ในเมตตากถา ที่พระองค์ตรัสไว้ที่เมืองสาวัตถีนะครับ บอกว่า

 

อานิสงส์ของการเป็นผู้เจริญเมตตาเจโตวิมุตติ .. เจโตวิมุตติ คือพ้นจากพยาบาทด้วยอำนาจแห่งสมาธิจิต เหมือนกับที่เราแผ่เมตตา แล้วรู้สึกว่า ความสุขหรือว่าเมตตาที่ท่วมฟ้าท่วมดินนี่นะ ตรงนั้นคือลักษณะของจิต ที่พ้นจากพยาบาทนะครับ 


ด้วยอำนาจของสมาธิจิต คือมีสมาธิไปแล้ว 

มีความรู้สึกว่า จิตกว้าง เปิด ยิ่งใหญ่ เป็นสุขอย่างใหญ่หลวง

 

อันนั้นแหละ คือลักษณะของสมาธิ

 

และถ้าใครมาทำให้เราโกรธ หรือว่าแม้กระทั่ง ความเกลียดที่หมักหมม หมักดองมานานในจิตของเรา เราก็ยังรู้สึกว่าสามารถพ้นจาก ขั้วของความพยาบาทตรงนั้นไปได้ อย่างน้อยชั่วขณะที่จิตเกิดความเป็นสมาธิขึ้นมา แล้วอย่างที่หลายๆคน ก็บอกมานะครับ ว่า ..

 

มีอัพเดทโพลขึ้นมา บอกว่า เพิ่มขึ้นเป็น 62% นะ กลุ่มที่รู้สึกถึงความแตกต่าง 




 

ในความแตกต่างตรงนี้ ก็คือการที่เป็นผลพวงมาจากการที่เรา เริ่มแผ่เมตตาเป็น แล้วพอแผ่เมตตาเป็น พระพุทธเจ้าตรัสถึงอานิสงส์ 11 ประการด้วยกันนะครับ คือ

 

หลับก็เป็นสุข .. ใครหลับเป็นสุข นี่คือความแตกต่าง

ตื่นก็เป็นสุข ตอนตื่น ตื่นแล้วมีความรู้สึกเหมือนกับว่า โลกเปลี่ยนไปนะครับ มีความสดใสมากขึ้น

 

จำไว้เลย คนเรานะ ถ้าหัวโล่งทุกเช้าตอนตื่นนอนมานี่ สามารถเปลี่ยนเป็นใครก็ได้ที่คุณต้องการ เพราะตอนที่หัวโล่ง คือตอนที่จิตของเรา ถอดถอนออกจากโปรแกรมเดิม หรือว่าความยึดติดแบบเก่าๆ นะครับ เราสามารถที่จะใส่อะไรใหม่ๆเข้าไปก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชีวิตที่มีความสุขขึ้น ชีวิตที่คิดเป็นมากขึ้น ชีวิตที่คิดบวกมากขึ้น

 

นอกจากนั้นก็ยังมีอานิสงส์ คือไม่ฝันร้าย

ใครฝันร้ายบ่อยๆ ถ้าแผ่เมตตาเป็นจะพบว่า ความฝันแบบที่ร้ายๆ ลบๆ ดำๆมืดๆ จะเปลี่ยนแปลงไปในทางสว่าง หรือกระทั่งจะพบว่าตัวเองมีสติสามารถที่จะรู้ตัวว่ากำลังฝัน แล้วก็กำจัดฝันร้ายนั้นได้ ด้วยสติที่เกิดขึ้น อันนี้เป็นผลมาจากการแผ่เมตตาเป็นเช่นกัน

นอกจากนั้นก็เป็นที่รักของมนุษย์ เป็นที่รักของอมนุษย์ เทวดาย่อมรักษา คือบางคนนี่รู้สึกถึงความเป็นที่รัก ต่อเมื่อตัวเองเข้าใจว่าจะรักคนอื่นอย่างไรนะครับ จะเมตตาคนอื่นได้ด้วยท่าไหนของจิต 

 

หลายคนบอกว่า มนุษย์นี่น่ารังเกียจ เมตตาไม่ได้หรอก เมตตาไปก็เอาเปรียบเรา อันนั้นเป็นเรื่องจริง

 

แต่ประเด็นก็คือ มนุษย์ที่จิตใจปกติ มนุษย์ที่ยังมีคอมมอนเซนส์อยู่ ยังมีมนุษยธรรมอยู่นี่ จะรักคนที่มีเมตตา

 

มนุษย์ที่ จิตกลายเป็นอะไรที่ต่ำกว่ามนุษย์ไปแล้ว เขาเห็นเราก็อาจจะหมั่นไส้ก็จริง หรือเขาเห็นเราก็อยากจะตะโบมเข้ามาด้วยความโลภ มาเอารัดเอาเปรียบ มาจู่โจมเรา เห็นเราเป็นไก่ในมือ เห็นเราเป็นไก่อ่อน 

อันนั้นก็ช่างเขา คือจิตของเขาไม่ใช่มนุษย์ แบบที่มีมนุษยธรรมอยู่แล้ว

 

แต่มนุษย์ ที่มีมนุษยธรรมนี่ อย่างไรก็จะยังคงรักความเมตตา รักความสุข ที่เกิดจากความมีจิตใจดีงามอยู่เสมอ

 

เพราะฉะนั้นตรงนี้ เราเชื่อได้ ถ้าเราเป็นคนที่เมตตาจริงนี่นะ แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองมีความเป็นที่รักของมนุษย์ปกติ อันนั้นก็คือผลของการแผ่เมตตาเป็นเช่นกันนะครับ

 

นอกจากนั้นพระองค์ยังตรัสนะครับว่า ไฟ ยาพิษ หรือศาตราคืออาวุธทั้งหลายนี่มาทำร้ายไม่ได้

 

ตรงนี้ก็คงไม่ต้องไปลอง แต่ว่าขอให้ทราบนะครับที่พระองค์ตรัสนี้ สำหรับคนที่จะทำได้ถึงเจโตวิมุตตินะ เมตตาเจโตวิมุตติ

 

คือเป็นสมาธิแล้วนะ สมาธิอันเกิดจากการแผ่เมตตาได้ไม่มีประมาณนี้ 

มีรัศมีคุ้มครองจริง ซึ่งหลายคนก็ได้ประสบ ได้เกิดประสบการณ์มา แต่เอาไปเล่าให้ใครฟังนี่ คงไม่มีใครเชื่อเพราะว่าเป็นปัจจัตตัง เป็นเรื่องที่รู้เฉพาะตนนะครับ

 

แล้วก็ สีหน้าผ่องใส อันนี้ก็ชัดเจน

หลายคนมาบอกเลยว่า มีความรู้สึกราวกับว่า ไปทำหน้ามา หรือไป 

กินอะไรสักอย่างที่เป็นยาพิเศษ.. ยาวิเศษที่สีหน้าสีตา มีความผ่องแผ้วคนอื่นทักเลยนะว่าไปทำอะไรมา

 

ที่คุณจะรู้สึกว่าสีหน้าสีตาของตัวเองผ่องใสขึ้นนี่ จะออกมาจากความรู้สึกถึงออร่าภายในเลย ที่เบ่งบานที่ขยายออกมาจากข้างใน จากหัวใจนะครับ แล้วก็พ้นหน้าตาพ้นร่างกาย รูปร่างหน้าตาไป รู้สึกถึงอะไรที่ผ่องๆ เป็นรัศมีแผ่กว้างออกไป อันนี้ก็คือลักษณะที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นอานิสงส์ชนิดหนึ่ง 

 

นอกจากนั้น ที่ดีเยี่ยมก็คือ ถ้าคุณแผ่เมตตาแล้วยังฝึกอยู่นะครับ แล้วมีอันต้องจากตายไป มีอันต้องพลัดพรากจากโลกนี้ไปนะครับ ก็จะไม่หลงในการทำกาละ คือเวลาที่จะตาย จะมีสติ 

 

อันนี้คุณจะเห็นด้วยความรู้สึกปกติเป็นธรรมดาเลย เวลาที่ใจของเราผ่องแผ้ว ด้วยเมตตา ถ้าจะนอนหลับลงก็ดี หรือว่าจะมีอาการเหมือนกับวูบๆ เพลียๆ หมดสติก็ดี คุณจะยังคงรู้สึกถึงความสว่างที่ตกค้างอยู่ หรือว่าฉายอยู่นะ อันนั้นก็คือลักษณะของแสงกุศลหรือว่าความสว่าง ที่มาจากความเมตตานะครับ 

 

ถ้าแผ่เมตตาเป็น ก็ดีอย่างนี้

 

แล้วก็ถ้าถึงแม้ว่า เราจะไม่ได้มรรคผลเลย ไม่ได้เป็นพระโสดาบัน ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ อย่างน้อยที่สุดนะ ถ้าทำเมตตาเจโตวิมุตติได้ ก็เข้าถึงพรหมโลกได้

 

เข้าถึงพรหมโลกได้นี้ คือดีกว่าไปเป็นเทวดานะครับ ไปเป็นสิ่งมีชีวิตอีกแบบหนึ่ง ที่มีความเป็นทิพย์ที่ละเอียดสุขุม

 

ทีนี้เรามาพูดถึงการ แผ่เมตตา 

 

ชนิดของการแผ่เมตตา มีทั้งแบบไม่เจาะจงนะครับ มีทั้งแบบเจาะจง แล้วก็มีทั้งแบบที่แผ่ไปสู่ทิศทั้งหลาย

 

(แผ่แบบ) ไม่เจาะจง อาการมีอยู่ 5 อย่าง 


เช่นบอกว่าขอให้สัตว์ทั้งหลาย จงอยู่เย็นเป็นสุขนะครับ อย่าได้มีความทุกข์ อยู่อย่างไม่ต้องเบียดเบียนกัน แล้วก็จะเป็นสิ่งมีชีวิตใดก็ตาม จะเป็นภูต จะเป็นบุคคล  ภูติผีปีศาจ หรือจะเป็นบุคคล หรือจะเป็นผู้มีอัตภาพใดๆก็ตาม อันนี้ก็เรียกว่าเป็นอาการ คือไม่เจาะจง


เหมือนกับที่เราแผ่เมตตากันไปนั่นแหละว่า ตอนที่เรามีความสุข แล้วเราอยากให้ใครก็ได้ อยากให้ใครก็ตามที่สาม ารถรับรู้หรือไม่รับรู้ก็ตาม จงมีความสุข จงอย่าได้เบียดเบียนกัน

 

แต่ถ้าเจาะจง คืออย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จะเจาะจงว่าเรามีเมตตาอยู่อย่างนี้อีกพันคน ที่ร่วมไลฟ์กับเรา ที่ร่วมแผ่เมตตากับเรา ก็มีลักษณะของจิตแบบนี้ มีความสุขแบบนี้ อย่างนั้นก็เป็นการแผ่ออกไป แบบเจาะจงเช่นกันนะครับ

 

คือเราเจาะจงว่า เพื่อนร่วมแผ่เมตตาของเราประมาณพันคน ได้มีจิตแบบเดียวกันกับเรา ก็เป็นการสร้างมหาสมุทรของความสุข อันเกิดจากเมตตาขึ้นมาร่วมกัน แล้วก็ลงมหาสมุทรนั้นด้วยกัน

 

ทีนี้ หากว่าจิตเป็นสมาธิตั้งมั่นมากพอ ก็จะสามารถรู้สึกถึงอาการแผ่ไปของเมตตา ไปสู่ทิศต่างๆ จะเป็นทิศเบื้องหน้าก็ตาม จะออกพร้อมกันซ้ายขวาก็ตาม หรือว่าจะไปเบื้องหลัง จะไปเบื้องบน จะไปเบื้องล่าง อันนี้ก็เป็นลักษณะของเมตตาเช่นกันนะครับ

 

คือแผ่ออกไปด้วยอาการที่ ใจ.. ขอให้สรรพสัตว์ในทิศทั้งสิบ ได้มีความสุข  ได้ไม่ต้องมีความทุกข์จากการเบียดเบียนกัน 

 

ทีนี้ เพื่อที่จะเข้าใจนะ พอคุณมีความเข้าใจ แล้วมาแผ่เมตตาร่วมกันนะครับ จะดีกว่าไม่เข้าใจ

 

คือตอนไม่เข้าใจนี่ จิตจะเคว้งคว้างไม่รู้ทิศไม่รู้ทาง แต่พอเรามีความเข้าใจมาทำความเข้าใจอะไรกันแบบนี้ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส จิตจะมีความตั้งมั่นเร็ว เพราะว่ารู้ทิศรู้ทาง ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ คือแผ่เมตตาอย่างรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร ไม่ใช่แผ่เมตตาแบบไม่รู้อะไรเลย

 

ลักษณะของพลังที่เกิดจาก เมตตาเจโตวิมุตติ หรือพูดง่ายๆสมาธิที่เกิดจากการแผ่เมตตานี่นะ มาจากการ น้อมใจ .. คำนี้สำคัญนะ คือน้อมใจว่าขอสัตว์ทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด

 

คือไม่ใช่ว่าคุณจะต้องท่องจำคำนี้ไว้ แล้วก็พูดคำนี้ในใจ ด้วยอาการแบบนกแก้วนกขุนทองเสมอไป

 

ขอแค่ว่า ใจของคุณนี่รู้นะ.. รู้ทิศ รู้ทาง ว่าความปลอดโปร่ง ความรู้สึกเป็นสุข อันเกิดจากการไม่ต้องเบียดเบียนกันมีลักษณะประมาณนี้ แล้วก็ขอให้สัตว์ทั้งปวง จงมีความอยู่เย็นเป็นสุข แบบเดียวกับที่จิตของเรานี่ กำลังมีความอยู่เย็นเป็นสุขอยู่ มีความปลอดโปร่งอยู่ 

 

อาการน้อมใจ ก็คืออาการตั้งต้นของเมตตาแล้ว 

 

ทีนี้ ที่จะอธิบายได้ละเอียดไปกว่านั้นอีกก็คือ พูดง่ายๆ ตั้งต้นขึ้นมาเราต้องมีศรัทธาก่อน 

 

บางคนนี่ไม่มีศรัทธา อย่างชอบเถียงนะ บอกว่า การแผ่เมตตานี่เดี๋ยวเขาก็มาเอาเปรียบเรา หรือแผ่เมตตาไม่ออกหรอก เพราะตอนนี้ฉันมีความทุกข์เหลือเกิน ในชีวิตของฉันไม่สามารถที่จะมีความสุขได้ มีความปักใจอยู่แบบนี้ แล้วจะเอาศรัทธามาจากไหน เป็นไปไม่ได้เลย 

 

ทีนี้ ถ้าเรามีใจน้อม คือน้อมไปว่าเป็นไปได้ที่เราอยู่ในโลกนี้ แบบไม่ต้องเบียดเบียนกัน 

 

แค่คิดว่าเราจะไม่ไปเบียดเบียนใคร พูดง่ายๆ เริ่มอยู่ในทิศทางของการอยากถือศีล 5 ให้ครบ .. นี่ ความสุขเอ่อออกมาแล้ว ไม่ต้องไปแกล้งเมตตาคน .. เอาแค่ไม่อยากเบียดเบียนกันนี่ เมตตา เอ่อออกมาแล้ว

 

แล้วพอมีศรัทธานะครับ มีกำลังข้อแรกของเมตตานี้ มีความเชื่อว่าเราสามารถแผ่เมตตาได้

เราสามารถที่จะอยู่ในโลก ที่ไม่ต้องเบียดเบียนกันได้

เราสามารถสร้างโลก ที่ตัวเราเองเป็นเขตความปลอดภัย

ให้กับคนทั้งหลายตลอดชีวิต

 

เราถือศีล บริสุทธิ์นี่ พระพุทธเจ้าถือเป็นมหาทานก็เพราะว่า เราจะไม่ต้องทำร้ายใครอีก แล้วทุกคนที่เข้ามาในชีวิตเรา จะปลอดภัย ไม่จำกัดว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ไม่จำกัดว่า จะเคยเป็นผู้ที่จองเวรจองกรรมกับเรามากี่ชาติ หรือว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้องอันเป็นบุคคลที่รักของเราก็ตาม ไม่จำกัด  ทุกคนได้รับความปลอดภัยจากเราเสมอหน้ากันหมด

 

นี่เรียกว่าเป็นการตั้งตัวพลังเมตตา ที่จะเป็นสมาธิ ด้วยการน้อมใจ โดยมีศรัทธา เป็นพลัง .. พลังขับเคลื่อน 

 

พอเรา .. อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนะครับ พอเรามีศรัทธา มีใจตรงกัน มีความสุข มีความเย็น มีความเบา แล้วน้อมใจว่า ยังมีเพื่อนของเราอีกร่วมพัน ได้มีความรู้สึกแบบเดียวกัน เป็นสุขแบบเดียวกัน

 

แค่นั้น ความเพียรก็เกิดขึ้นอย่างเป็นไปเองแล้ว เพราะว่าอะไร เพราะว่าคนเราจะมีความชอบใจ จะมีฉันทะ จะมีความพึงพอใจ ที่จะอยู่กับความสุข ต้นเหตุของความสุขไปเรื่อยๆ

 

อะไรก็แล้วแต่ ที่ทำให้ทุกข์เบาบางลง

อะไรก็แล้วแต่ ที่ทำให้ความสุขเพิ่มขึ้น

จะมีฉันทะเสมอ และฉันทะนี่แหละ ที่ทำให้เกิดความเพียร .. วิริยินทรีย์นะกำลัง คือความเพียรก็เกิดขึ้น ทำให้ต่อเนื่อง 

 

การทำให้ต่อเนื่อง การประคองความต่อเนื่องนั่นแหละ

ที่ทางธรรมเราเรียกว่า เป็นความเพียร 

 

จากนั้นก็มีสติ คือสามารถตั้งสติรู้

ไม่ใช่ว่าแผ่เมตตาด้วยอาการเคลิ้มหรือว่าอ้อยอิ่ง หรือว่ามีอาการที่เหมือนหลงไป .. หลงไปกับความสุข แต่มีสติ ที่เราจะมีความรู้ขึ้นมาว่า อย่างนี้กำลังแผ่เมตตาด้วยสติ

 

วิธีง่ายๆที่ผมย้ำนักย้ำหนาก็คือ ก่อนอื่นคุณควรจะรู้จักว่า 

ขณะนี้ อิริยาบถนั่งของคุณ คอตั้งหลังตรงอยู่หรือเปล่า 

แล้วถ้าหากว่า ความรู้สึกที่เกิดจากการคอตั้งหลังตรง 

มีลมหายใจประกอบอยู่ด้วย อันนี้ก็เรียกว่า 

เป็นจุดเริ่มต้นที่เมื่อแผ่เมตตาแล้ว 

จะแผ่ออกมาอย่างมีสตินะครับ ไม่ใช่แผ่ออกมาอย่างหลง

 

ถ้าแผ่อย่างหลงนี่คือ ทุกอย่างหายไปหมดตั้งแต่แรกเลยนะ มีแต่การตะกรุมตะกราม อยากจะเสวยสุข แบบนั้นก็อาจขาดสติได้ 

 

กำลังของสมาธิคืออะไร .. คือความตั้งมั่น

ความตั้งมั่น จะเกิดขึ้นเมื่อเรามีกำลังของใจนะครับ

 

สามข้อแรกนี่ ศรัทธา ความเพียร แล้วก็สติ มากพอได้สัดส่วน 

 

และข้อสุดท้าย คือทราบชัดด้วยปัญญา คือพูดง่ายๆว่า เห็นควร เห็นชอบตามจริงว่า สัตว์ทั้งหลายไม่พึงเบียดเบียนกัน สัตว์ทั้งหลายไม่พึงมีเวรต่อกัน

 

อันนี้ก็เรียกว่า ไม่ใช่เอาแต่แผ่เมตตาอย่างมีความสุขท่าเดียว แต่มีปัญญาประกอบด้วยว่า ความสุขแบบนี้ เกิดขึ้นได้ เพราะไม่มีการเบียดเบียนกัน แล้วก็เห็นชอบว่า อันนี้แหละที่ควร อันนี้แหละที่น่าเกิดขึ้นในชีวิตของเรา

 

นี่ก็คือลักษณะของพลังเมตตาเจโตวิมุตตินะครับ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ กำลังทั้ง 5 .. พลังเหล่านี้ เมื่อสะสมแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่าย่อมยังบุคคลผู้นั้นให้รุ่งเรืองนะครับ แล้วก็โชติช่วงสว่างไสวโชติช่วงชัชวาล เป็นความรู้สึกที่เราจะสามารถที่จะ รู้สึกออกมาจากกลางใจของตัวเอง  

 



ตอนนี้ โพลก็บอก 63% .. คือกลุ่มเล็ก แค่ร้อยกว่าคนนี่ จริงๆ แล้วสามารถเป็นตัวแทนของคนกลุ่มใหญ่ได้ อันนี้ลง(คะแนน)มาประมาณ 500 คน 

 

ถือว่า ราแผ่เมตตาร่วมกันเมื่อสัปดาห์ก่อน คืนวันเสาร์ที่ 19 (มิถุนายน) ประสบความสำเร็จนะ จะเห็นได้อย่างที่เวลามาศึกษาพระพุทธพจน์นี่ 

เราจะรู้เลยว่า เราเป็นพยานให้พระองค์ได้ 

 

พระองค์ตรัสมานี่ (เรื่อง) จริงไม่ใช่ของหลอก

เป็นสิ่งที่ยังสามารถทำได้อยู่ แม้เวลาล่วงผ่านมาแล้ว 2,000 กว่าปี

สิ่งที่พระองค์ พระพุทธเจ้าตรัส

ไม่มีคำไหนที่ออกมาจากการเดา

ไม่มีคำไหนที่มาจากการคิดคะเน

มีแต่ออกมาจากการบอกว่า ธรรมชาติเป็นอย่างนี้

เมื่อทำเหตุอย่างนี้ ก็เกิดผลอย่างนี้

เมื่อทำเหตุอีกอย่าง ก็เกิดผลอีกอย่าง

 

อันนี้ ก็ถือว่าเป็นการศึกษานะครับ เรียนรู้ร่วมกัน ถ้าใครเจริญเมตตาเก่ง 

ทำให้เกิดขึ้นเป็นปกติได้ในระหว่างวัน ก็จะมีปัญญาพิจารณากายใจโดยความเป็นของไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวตน

 

แล้วก็ถ้าเชื่อตามคำของพระพุทธเจ้าก็คือ อยู่ใกล้กับการบรรลุธรรมแค่นิดเดียว

 

เพราะว่า เห็นๆกันอยู่ว่า ถ้าแผ่เมตตาเป็น ตัวตนก็เบาบางลง

จิตก็แผ่สุขออกไปง่ายขึ้น

แล้วจิตที่มีความสุขนี่ สติก็ทรงตัวได้ง่าย

 

ไม่ใช่สุขแบบเคลิ้ม 

แต่เป็นสุขแบบที่ มีความรู้เนื้อรู้ตัว

เป็นสุขแบบที่ ไม่คิดจะเบียดเบียนใครนะครับ 

เรื่องการอภัยไม่ถือสาง่าย อย่างเป็นไปเอง ไม่ใช่ฝืนใจ

ก็เกิดขึ้นเป็นปกติ   

 

สำหรับคืนนี้เราจะแอดวานซ์ขึ้นไปอีกก้าวหนึ่ง 

สำหรับ 10% ที่บอกว่าไม่เห็นความแตกต่าง  

อาจจะต้องตั้งเครื่องช่วยเตือนความจำ

หรือว่ากระตุ้นจิตให้เกิดเมตตา

ซึ่งเดี๋ยวคืนนี้ เราจะมาทำกันไปตามลำดับนะครับ 

 

เราจะมาร่วมกันสร้างเครื่องช่วยระลึก ที่เป็นรูปธรรม คือพอนึกถึงแล้วนี่ สามารถย้อนกลับไปสัมผัสพลังได้อีก

พลังความเมตตา พลังที่เรียกว่า เมตตาเจโตวิมุตนะ 

 

อย่างสัปดาห์ที่แล้ว เราไม่มีเครื่องหมาย เราไม่มีเครื่องระลึกอะไรเลย แค่จิตนี่แผ่ออกเป็น แล้วก็มีรู้จักกับความสุขที่ยิ่งใหญ่ได้นี่ ก็จำแล้ว 

 

แต่อีกหลายๆ ท่านอาจจะยังจำไม่ได้ ว่าหน้าตาความสุขแบบนั้นเป็นอย่างไร

 

ฉะนั้น วันนี้เราเอาทั้งคนที่ทำเป็นแล้ว และคนที่อาจจะยังเพิ่งเริ่มทำ มาแผ่เมตตาด้วยกัน แล้วก็จะได้เห็นกันนะครับ ว่าจะช่วยย้ำเตือนไหม

 

เดี๋ยวสัปดาห์หน้า อาจมีโพลแรกขึ้นมาอีกว่า work ไหมนะที่ เราจะทำกันวันนี้นะครับ

_____________________

 

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ร่วมบรรจุมหาสมุทรเมตตาถวายแด่องค์พระ - ช่วงเมตตากถา

วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๔

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=hgg9_OKvUiQ&t=76s


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น