วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

สัปดาห์ที่แล้วคุณดังตฤณพูดถึงมานะของพระอนุรุทธะ เราจะสามารถฝึกค่อยๆลดทิฐิมานะ เทียบเขาเทียบเราได้อย่างไรบ้างคะ?


ดังตฤณ :  เมื่อสัปดาห์ก่อนผมพูดถึงมานะของพระอนุรุทธ อันนี้ลองไปอ่านในพระไตรปิฎกดูนะครับ ด้วยคีย์เวิร์ด อนุรุทธะและสารีบุตร ก็เป็นบทสนทนาระหว่างท่านพระสารีบุตร อัครสาวกฝ่ายขวาทางปัญญาของพระพุทธเจ้า กับพระอนุรุทธซึ่งท่านมีบุญมาทางเรื่องฤทธิ์เดช คือจะเป็นรองก็เฉพาะพระโมคคัลลาเท่านั้น

ท่านมีตาทิพย์ขนาดที่สามารถเห็นโลกได้พันนึงในพริบตาเดียว ก็เลยเหมือนกับอะไรที่เราทำได้ อะไรที่เราเก่งเป็นพิเศษ มันเป็นอัตตามานะ มันเป็นอุปาทานว่า เราเจ๋งกว่าคนอื่น เรามีตัวตนแบบนี้กันทั้งนั้นแหละนะครับ

ทีนี้คือถ้าเราจะลดอัตตามานะ มันไม่ใช่ด้วยการไปสั่งตัวเองนะว่า จงอย่ามีมานะ จงอย่ามีอัตตา แต่ให้พิจารณาว่า จะมีอะไรๆแค่ไหน มันก็อยู่ในขอบเขตกายใจนี้แหละ

แล้วพอเรามาพิจารณาว่า ขอบเขตของกายใจนี้มีอะไรให้ดู มีอะไรให้เห็น มีอะไรให้ประจักษ์  นับตั้งแต่ลมหายใจเป็นต้นไป ก็เห็นว่าลมหายใจแสดงความไม่เที่ยงอยู่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง

เห็นว่าอิริยาบถนี้เดี๋ยวมันต้องเคลื่อนไหว มันทนแรงโน้มถ่วงของโลกไม่ไหว มันจะต้องเมื่อย มันจะต้องมีกล้ามเนื้อที่เกร็ง แล้วเดี๋ยวมันก็ต้องหาทางผ่อนคลายด้วยการขยับขยายเปลี่ยนอิริยาบถไป

หรืออย่างจิต อย่างใจ อย่างภาวะที่มันเป็นความนึกคิด ถ้าเราเห็นเหมือนแค่เป็นคลื่นไฟฟ้าในสมอง อันนี้ของจริงเลยนะคือเป็น คือสมองไอ้ที่มันเกิดความนึกคิดปรุงแต่งอะไรขึ้นมาได้เนี่ย มันเป็นการแล่นไปของคลื่นไฟฟ้าชั่วคราว คลื่นไฟฟ้าทางชีวะ

ซึ่งมีเกิดขึ้นวูบหนึ่ง แล้วก็ดับหายไป ไม่เคยซ้ำคลื่นไฟฟ้าเดิมเลย แต่เนี่ยแหละ มันก็คลื่นไฟฟ้าคนละชุดนี่แหละ ทำให้เกิดความสืบเนื่องของอุปาทานในตัวตนขึ้นมาได้ อันนี้เดี๋ยวผมจะทำใส่ไว้ในคลิปด้วย คือเปรียบเหมือนกับหุ่นยนต์ ที่มันถูกโปรแกรมไว้ว่า ให้รู้สึกว่ามีตัวตนเมื่อมีไฟฟ้าแล่นผ่านวงจรของมันนะครับ

พอไฟฟ้าแล่นผ่านไปทีหนึ่งมันก็มีความรู้สึกในตัวตนเกิดขึ้นมาทีหนึ่ง แล้วทีนี้ไฟฟ้าเหมือนกับ ทยอยผ่านวงจรไปทีละระลอก ระลอกแล้ว ระลอกเล่า ไม่หยุด มันก็มีความรู้สึกมีตัวตนไม่หยุด

ต่อเมื่อมองเห็นว่าไฟฟ้าเป็นคนละชุด เข้ามาป้อนเข้ามาเรื่อยๆ ทีละวินาทีๆ เหมือนกับที่เรามองเห็นว่า สมองของเราที่มันคิดมันอ่านอะไรขึ้นมาได้ มันมาจากภาวะทางธรรมชาติ ที่ปรุงแต่งขึ้นมาชั่ววูบหนึ่ง เป็นคิดดีบ้างเป็นคิดร้ายบ้าง

พอเราเห็นอยู่ พอเราเฝ้าสังเกตอยู่ มีใจจดจ่ออยู่กับความไม่เที่ยงของภาวะทางความคิด เดี๋ยวดีบ้าง เดี๋ยวร้ายบ้าง เดี๋ยวเฉยบ้าง จนกระทั่งความคิดเนี่ยขาด ขาดจากความรู้สึกว่า มันต่อเนื่องเป็นตัวเป็นตนเดียวกัน เห็นว่ามันแบ่งเป็นห้วงๆ เนี่ยตัวนี้มานะมันก็ลดลงแล้ว

หรือถ้าจะพิจารณาแบบท่านพระอนุรุทธ ท่านพิจารณาเข้าไปตรงๆเลยว่า เวลาเกิดมานะขึ้นมา เวลาเกิดความรู้สึกมีตัวมีตนขึ้นมา หลงตัวหลงตนขึ้นมา มันหลงออกมาจากฐานของอะไร ฐานของความเป็นผู้วิเศษ อันนี้ของท่านนะครับ เห็นว่าจิตท่านนี่ ไปรู้ไปเห็นอะไรนอกโลกได้ แต่ไม่สามารถที่จะรู้หรือเห็นความมีอัตตา มีตัวตนในจิตของตัวเองได้

ท่านก็เลยย้อนกลับเข้ามาดูว่า ก้อนอัตตามานะเวลามันเกิดขึ้น ขณะที่หลงตัวหลงตน หลงความสามารถของตัวเอง หน้าตามันเป็นก้อนๆยังไง หน้าตามันเป็นอะไรหนาๆ ขึ้นมายังไง หน้าตามันเป็นอะไรแข็งๆขึ้นมายังไง

แล้วกระทั่งเห็นว่า เนี่ยมันเป็นแค่ความปรุงแต่งชั่วครู่ มันเป็นแค่ของที่เกิดแล้วดับอยู่ตรงนั้น กองอยู่ตรงนั้นหายไปตรงนั้นไม่ได้ต่อเนื่อง เนี่ยตรงนี้ท่านก็เลยบรรลุอรหัตผลได้

--------------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      ครอบครัวกิติวิริยกุล
วันที่ไลฟ์                  ๒๕ เมษายน ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม                         สัปดาห์ที่แล้วคุณดังตฤณพูดถึงมานะของพระอนุรุทธะ 
                              เราจะสามารถฝึกค่อยๆ ลดทิฐิมานะ เทียบเขาเทียบเราได้
                              อย่างไรบ้างคะ?     
ระยะเวลาคลิป           ๕.๐๑ นาที
รับชมทางยูทูบ              https://www.youtube.com/watch?v=-NdYHcjQJh4&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=7

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น