วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน สมาธิคือบันไดขึ้นที่สูง

ดังตฤณ : สวัสดีครับทุกท่าน พบกับรายการปฏิบัติธรรมที่บ้านนะครับ คืนวันเสาร์สามทุ่ม

 

สำหรับคืนนี้จะเป็นหัวข้อเรื่อง สมาธิ เป็นบันไดขึ้นที่สูง ที่ต้องพูดกันวันนี้ก็เพราะว่า ส่วนใหญ่เลย ไม่ว่าจะประกาศตนเป็นชาวพุทธ หรือว่าเป็นคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาไหนก็ตาม จะมองว่า สมาธิเป็นเหมือนกับจุดหมายทางจิตวิญญาณ แล้วก็เป็น เป้าที่ต้องพุ่งเข้าชนให้ได้ ต้องทำสมาธิให้ได้ เพื่อที่จิตจะได้สงบ แล้วก็มีความสว่าง มีอะไรที่ดีขึ้นกว่าตอนที่ฟุ้งซ่าน

 

แต่ความเข้าใจนั้นนี่ ถ้าพูดว่าเป็นชาวพุทธ ก็เป็นความเข้าใจที่ผิด เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เป็นความเข้าใจที่ยังไม่ตรงทางเสียทีเดียว หรือกระทั่ง อาจจะนำไปสู่ความเป็นความมิจฉาทิฏฐิทางจิตได้

 

เพราะอะไร ... เรามาประกาศกันชัดๆ คืนนี้เลยว่า ... เพราะว่า สมาธิ จริงๆ แล้ว ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง นะ แต่เป็นบันไดไปสู่จุดหมายปลายทางความเป็นพุทธ ขาดไม่ได้ ในขณะเดียวกันนี่ ถ้าได้มาเมื่อไหร่ แล้วยังสำคัญผิดอยู่ ยังเข้าใจผิดอยู่ ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ เบี่ยงเบนให้ออกนอกทาง หรือว่าทำให้ไขว้เขว หลงทางเข้าป่าเข้ารกเข้าพงเลยก็ได้นะ

 

เรามาดูกันก่อนว่า ทำไม โดยธรรมชาติโดยธรรมดาแล้ว คนถึงเกิดความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับสมาธิกัน

 

อย่างคนบางคน รู้สึกว่าตัวเองเรียนไม่เก่ง หรือกระทั่งโง่ ทึบ สับสน ทำความเข้าใจอะไรยากๆ ไม่ค่อยได้ แล้วยิ่งสมัยนี้นี่ พอวัดไอคิวดู ก็ปรากฏว่า ไอคิวต่ำ ไอคิวไม่สูงถึงขั้นที่จะเชิดหน้าชูตาเป็นที่ภูมิใจได้

 

ทีนี้คนประเภทนี้ มีเสียงเล่าลือกันเยอะเลยว่า พอทำสมาธิได้ปุ๊บนี่นะ เรียนเก่งขึ้น แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองฉลาด เรื่องยากก็กลายเป็นเข้าใจง่าย แล้วก็มีหลักฐานเป็นรูปธรรมด้วยว่า ไอคิวสูงขึ้น พอทำไอคิวเทสต์แล้วจากเดิมที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน กลายเป็นสูงพรวดพราดขึ้นมา ทัดหน้าเทียมตาคนอื่น หรือสูงกว่าระดับเฉลี่ย

 

นี่ อันนี้ คือสะท้อนให้เห็นนะว่า จริงๆ แล้วคือ เขาไม่ได้โง่ ไม่ได้ทึบ สมอง เป็นสมองก้อนเดิม รอยหยักยังอาจเท่าเดิมอยู่ด้วยซ้ำ เวลาผ่านไปไม่กี่เดือนนี่ สมองคงไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรมากมาย คือถ้าส่องไปก็จะเจอสมองก้อนเดิม แต่ถ้ามองที่จิต จะเป็นจิตคนละดวงกันแล้ว

 

ตรงนี้แหละ ที่ทำให้พอมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างเยอะๆ ทำให้คนมองกันว่า สมาธิเป็นของดี เป็นของที่ถ้าได้มาแล้วชีวิตดีขึ้น หรือว่าทำให้เก่งขึ้น ฉลาดขึ้น ไอคิวสูงขึ้น มองกันอย่างนี้

 

แล้วถ้าคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเอง จากภาวะที่ตัวเองรู้สึกว่าโง่ๆ เซ่อๆ กลายเป็นฉลาดเฉลียว ฉลาดเป็นกรดได้ด้วยการนั่งสมาธิแบบไหน สมาธิแบบนั้นก็ดังเลย ถือเป็นแบรนด์ของสมาธิที่ทำให้คนฉลาดขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน ต้องการกันเยอะนะ

 

จะมีอยู่สองจุดหมายหลัก ที่คนเราจะอยากได้สมาธิกันในยุคนี้

 

หนึ่ง คือคลายเครียด ถ้าทำสมาธิแบบไหนแล้วคลายเครียดได้ สมาธิแบบนั้นจะดังมาก จะเป็นที่นิยมมาก อย่างฝั่งตะวันตก เขาเอาเรื่องนี้เรื่องเดียวเลยนะ เอาเรื่องนี้แทบจะล้วนๆ เลย

เพราะคนยุคเรานี่ เครียดกันมาก เครียดกันจนกระทั่งว่า แทบจะแบกรับความสั่นสะเทือนในสมอง หรือว่าความตึงในขมับไม่ไหวแล้ว จะระเบิดกัน เพราะฉะนั้น ถ้ามีใคร หรืออะไรก็ตาม สมาธิแบบไหนก็ตาม ที่ว่ากันว่า ทำให้หายเครียดได้ สมาธิแบบนั้นจะเป็นที่สนใจของปวงประชามหาราษฏร์นะ

 

ก็เป็นพอยต์หนึ่ง ที่เราจะมองกันได้ว่า จุดเริ่มต้นของความเข้าใจว่า สมาธิคืออะไรนี่ มาจากอย่างนี้ สมาธิ ยกระดับชีวิตของคนบางคนให้ดีขึ้นได้ แล้วก็มองกันว่าสมาธิคือสิ่งวิเศษ คือสิ่งที่ไปถึงตรงนั้นแล้ว ทุกอย่างดีขึ้นเองเลย

 

ถ้าเราไม่มองเป็นรอยหยักสมอง จำนวนหยักของสมองนะ แต่มองเป็นจิต เราจะพบอะไร เราจะพบว่าเดิมก่อนทำสมาธินี่ ดั้งเดิมนี่นะ คือมีความฟุ้งซ่าน มีความปั่นป่วน เลยโฟกัสอะไรได้ยาก พออ่านหนังสือก้มลงอ่านหนังสือนี่ก็เหมือนมองไม่เห็นตัวหนังสือ สายตาเหมือนพร่าๆ เพราะว่าเมฆหมอก หรือพายุความฟุ้งซ่านนี่ มาบังสายตาหมด

 

หรือฟังครู เหมือนฟังเสียงครูก็พร่าเลือน ผ่านเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา บางคนพยายามตั้งอกตั้งใจฟัง เด็กสมัยนี้นะ พยายามแล้ว แต่เอาไม่อยู่จริงๆ คือพอได้ยินเสียงครูแป๊บหนึ่งนี่ ก็หายไป เลือนไป อย่างนี้ จะไปทำความเข้าใจอะไรได้ คือในเมื่อเริ่มต้นขึ้นมา ก็เหมือนตกม้าตายเสียแล้ว

 

จิตนี่ พอฟุ้งซ่าน ทำให้ชีวิตเหมือนติดหล่ม แล้วคุณพ่อคุณแม่ ก็จะเป็นห่วงกันมากเลยว่า ลูกของตัวเองนี่ จะไม่สามารถเอาดี ทัดหน้าเทียมตาอะไรกับใครเขาได้ เพราะแม้แต่เรียนยังเรียนได้เกรดต่ำๆ ฉะนั้นพอได้ยินว่า ลูกใครทำสมาธิแล้วการเรียนดีขึ้น ฉลาดขึ้น คุณพ่อคุณแม่ก็จะพยายามพาลูกไปทำสมาธิแบบนั้นบ้าง

 

นี่ เห็นไหม คือพอเราสืบสาวไปที่จุดเริ่มต้นของความเข้าใจผิด ว่าสมาธิ มีหน้าที่ทำให้เรียนเก่งขึ้น มีหน้าที่ทำให้อะไรๆ ในชีวิตดีขึ้นนี่ เราก็จะมองไม่เห็น ตัวที่มันทำให้เกิดความแตกต่างที่แท้จริงนะ

 

ตัวความแตกต่างที่แท้จริง ไม่ใช่ว่า สมาธินี่ทำให้เรียนดีขึ้น แต่สมาธิทำให้ม่านหมอกความฟุ้งซ่าน ลดลง

 

จากเดิมที่มองตัวหนังสือก็มองแล้วไม่เห็น พร่าเลือนไปหมด ฟังครูก็ฟังไม่รู้เรื่อง เสียงครูผ่านเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา หรือว่าจะทำอะไรๆ เหมือนกับต้องต่อสู้กับความยุ่งเหยิงภายใน พอทำสมาธิแล้วนี่ ตัวสมาธิเอง แค่มามีบทบาท ทำให้ม่านหมอกความฟุ้งซ่านนี่ ลดระดับลง

ส่วนว่าสมองจะคิดได้แค่ไหน อันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จะทำความเข้าใจอะไรที่ยุ่งยากซับซ้อน หรือว่ามีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้ขนาดไหนนี่ นี่เป็นเรื่องของสมองที่ไม่ถูกรบกวนแล้วนะ

 

ไม่ใช่ว่าสมาธิบันดาลได้ทุกอย่างอย่างที่หลายๆ คนเอาไปโฆษณาเป็นสรรพคุณกัน

 

คือพอทำสมาธิ จะเหมือนได้จิตใหม่ขึ้นมา ไม่ใช่สมองใหม่ สมองก้อนเดิม แต่เป็นจิตดวงใหม่ที่สงบราบเรียบ เหมือนกับกระจกใสนะครับ ก็จะคล้ายน้ำนิ่งน่ะ ที่ทำให้เราสามารถมองเห็นอะไรๆ ใต้ท้องน้ำได้

 

พอเอาจิตที่มีความสงบ เรียบ นิ่ง มีความโปร่งใส ไปอ่านหนังสือ จะไม่ได้เห็นแค่ตัวหนังสือ แต่เห็นภาพในหัว

ภาพในหัวที่ไม่ขาดสาย นั่นก็คือสมาธิชนิดหนึ่งในการอ่านหนังสือ รู้ เข้าใจ ก็เพราะว่าภาพในหัวมันชัด แล้วที่ภาพในหัวชัดก็เพราะว่า ไม่มีคลื่นความฟุ้งซ่านเข้ามารบกวน

 

คุณเคยรู้จักไหม คนที่ตอนเด็กๆ เรียนเก่ง อ่านหนังสือเร็วมาก ทะลุปรุโปร่ง แต่ยิ่งแก่ ไปกินเหล้า สูบบุหรี่ หรือว่าเล่นยาอะไรแบบนี้นี่นะ แล้วสมองก็ค่อยๆ เสื่อมลง อ่านหนังสือไม่รู้เรื่องนะ ทั้งๆ ที่ พูดง่ายๆ ยิ่งแก่ยิ่งสู้ตัวเองตอนเป็นเด็กไม่ได้ ก็เพราะว่า สมองผลิตม่านหมอกความฟุ้งซ่านขึ้นมาบดบังทัศนวิสัยของจิต ทำให้ไม่สามารถรับรู้หรือว่าเกิดภาพในหัวได้เหมือนตอนที่ จิตยังใสๆ อยู่

 

แล้วพอจิตคนเราสงบนิ่ง ดีพอนะครับ เวลาที่เราฟังอะไร เรารับรู้ในแบบที่จะเอาไปต่อยอดได้ เพราะคิดตาม เหมือนกับมีมอเตอร์ปั่นไม่หยุดนะ ว่า สิ่งที่เขาพูดมา มาบวกเข้ากับความเข้าใจ หรือว่าความรู้พื้นฐานอะไรของเราบ้าง แล้วก็สามารถที่จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนไปข้างหน้า

 

อย่างเวลาเจรจางานนี่ ฟังใครพูด คนนี้พูดอย่าง คนนี้พูดอย่างในห้องประชุมนี่ แล้วเกิดข้อสรุปขึ้นมาในหัวของคนที่ มีใจสามารถจะติดตามข้อมูลอะไรได้ทั้งหมด เอามาเชื่อมโยงกัน ของเก่ากับของใหม่มาประสานกัน แล้วเกิดเป็นไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมาได้ นี่ก็เป็นเพราะว่าจิตมีความนิ่งพอ จิตมีความโปร่งใสมากพอนะ

 

ส่วนคนที่หัวยุ่งตลอดเวลา มัวแต่หมกมุ่น อยากจะเอายอดเท่านั้น อยากจะเอายอดเท่านี้ แบบนี้ไอเดียเกิดยาก เพราะถูกล็อคอยู่กับความปั่นป่วนฟุ้งซ่าน เกี่ยวกับความอยากได้อยากมีตัวเลข เอาตัวเลขอย่างเดียว เอายอดขายท่าเดียวอะไรแบบนี้นี่ ไม่ทำให้เกิดทัศนวิสัยทางจิตอะไรขึ้นมานะครับ ที่จะเกิดไอเดียที่ตรงจุดขึ้นมานะ

 

นี่ก็เป็นคำอธิบายแบบโลกๆ ว่า คนเรานี่ เห็นค่าของสมาธิกันเพราะอะไร เพราะว่าทำให้ระบบวิธีคิด หรือทัศนวิสัย ภายในแตกต่างไป ชีวิตดีขึ้นอย่างชัดเจนนะ

 

ทีนี้ในทางธรรม เรามาพูดกันว่า สมาธินี่ เป็นบันไดขึ้นสู่ที่สูงได้อย่างไร

 

อย่างคนๆ หนึ่ง พอพยายามเจริญสติ ณ ขณะที่จิตกำลังฟุ้งซ่านซัดส่าย เวลาดูกาย กายก็จะเหมือนก้อนหินในเงามืด ที่ถูกปกคลุมด้วยความมืดมัว หรือคล้ายต้นไม้ กลางพายุฝนที่กำลังหนาทึบอยู่ เราพยายามดูอย่างไรก็มองไม่เห็น เห็นแต่เป็นเงาตะคุ่มๆ

 

คนที่ฟุ้งซ่าน คุณนึกออกไหม เวลาที่คุณกำลังฟุ้งซ่านจัดๆ แล้วบอกพยายามดูกายเข้ามานี่ จะไม่เห็นอะไรเลยนะ เห็นแต่ก้อนอะไรทึบๆ เหมือนก้อนหินกลางความมืดใช่ไหม

 

หรืออย่างถ้ากำลังฟุ้งซ่านจัดๆ แล้วพยายามดูจิตดูใจของตัวเอง ใจก็ยิ่งปรากฏ คล้ายกับหลุมดำที่ไม่มีอะไรให้ดู มันมองอะไรไม่เห็น หรือเหมือนพอบางคนน่ะ พยายามไปดูความคิดตัวเอง ก็จะปรากฏคล้ายกับหมอกควัน หรือพยับแดด ที่โย้ไปเย้มา มองไม่ออกว่า ดูไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา ไม่มีทางรู้ได้ว่า อารมณ์หนึ่งๆ เกิดขึ้นตอนไหน ตั้งอยู่ได้นานเพียงใด แล้วก็หายไปในลมหายใจใด ไม่รู้เลย

 

คือบางทีเข้าใจคอนเซ็ปต์ว่า ให้ดูกายดูใจโดยความเป็นอนัตตา แล้วจะดูเป็นอนัตตาได้อย่างไร มันยึดอยู่ เชื่ออยู่ ปักใจอยู่ว่า นี่ตัวตนชัดๆ ตัวของเราชัดๆ

พระพุทธเจ้าก็บอก ให้ดูความไม่เที่ยงของสิ่งที่เห็นแต่ละส่วนๆ ไปทีละเปลาะๆ

 

ทีนี้ คนที่ฟุ้งซ่านอยู่หนักๆ นี่ แล้วมองเข้าไปไม่ว่าจะส่วนของกาย หรือว่าส่วนของจิตนี่ มองแล้วไม่รู้ อ่านไม่ออก บอกไม่ถูกว่า ตรงไหนเกิดขึ้นเมื่อใด ตรงนั้นที่เห็นว่ากำลังดูนี่ ดับไปเมื่อไหร่ มันอ่านไม่ออก บอกไม่ถูก อย่างนี้ ก็ไม่สามารถที่จะเห็นกายใจ โดยความเป็นของไม่เที่ยงได้

 

แล้วเมื่อไม่สามารถเห็นกายใจ โดยความเป็นของไม่เที่ยงได้ ก็เลยไม่ได้ข้อสรุปว่า กายใจนี้คืออนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนนะ

 

นี่ ที่มาที่ไปของคนที่พยายามจะดูกายใจทั้งๆ ที่ยังมีจิตฟุ้งซ่านอยู่

 

ทีนี้พอเราสามารถทำให้จิตสงบลงได้ จิตสงบอยู่กับที่ได้ พร้อมรู้ออกมาจากความเป็นจิต ที่เหมือนฉายแสงใสๆ ออกมา แล้วก็มีสติออกมาจากความว่าง ไม่ยึด

ว่างในที่นี้ คือว่างจากความยึดมั่นถือมั่น หรือว่างจากความอยาก จะทะยานแล่นไปตามความฟุ้งซ่านนะ

 

ด้วยความว่าง ด้วยความสงบ ด้วยความใส ด้วยจิตที่เป็นสมาธิแบบพุทธ มีความพร้อมรู้แบบพุทธ คือมีความเป็นสมถะ สมถะแบบถูกต้องนะ ไม่ใช่สมถะแบบนิ่งเฉยๆ เป็นสมถะแบบพร้อมรู้

กาย เวลาที่เราดูเข้าไป ก็จะปรากฏให้เห็นเป็นของใส คือสามารถที่จะรู้ได้ว่า รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร อยู่ในอิริยาบถไหน ท่าทางใดอยู่ เหมือนกับเราไปตั้งหลอดไฟไว้ตรงกลางเลย อยู่ที่กลางตัว แล้วก็สว่างพรึ่บขึ้นมา

 

อันนี้ หลวงปู่เหรียญเคยสอนผมตั้งแต่แรกๆ เลยนะ ว่าถ้าจะดูกายให้ชัดเจนนี่ คือต้องเอาให้ได้แบบที่ว่า จิตมีความสว่าง เหมือนกับสามารถแตะสวิทช์ไฟแล้วห้องสว่างขึ้นมา ขับไล่ความมืดได้ทันที แบบนั้นถึงจะเรียกว่าดูกายได้จริงๆ

 

หรือถ้าเวลาตั้งใจว่า จะดูจิตดูใจ ถ้าไม่ฟุ้งซ่าน ถ้ามีความสงบ ถ้ามีความนิ่ง วาระแรก จะสามารถเห็นได้เลยว่า ใจของตัวเองนี่กำลังสว่างมาก หรือสว่างน้อย หรือว่ามีความเปิดกว้าง โล่งสบาย หรือว่าตอนนั้น กำลังค่อยๆ หรี่โรย ค่อยๆ คับแคบลงมา

 

จะสามารถเห็นเลยว่า จิตที่มีพลังกุศลประจุแน่นอยู่ หน้าตาเป็นอย่างหนึ่ง มันอยากยิ้ม อยากจะมีความกระตือรือล้นที่จะเจริญสติ แล้วก็รู้สึกถึงความสง่างามของสตินะครับ คือไม่ใช่สง่างามของตัวตน แต่มีความสง่างามแบบที่จะทำให้เกิดความรู้สึกเชื่อมั่น แล้วก็คึกคักที่จะปฏิบัติธรรมให้ได้ต่อเนื่องอะไรแบบนี้

 

หรือถ้าเมื่อไหร่ ที่มีพลังอกุศลแทรกมา ก็จะเป็นของแปลกปลอมที่ปรากฏชัด จากเดิมที่ดูไม่ออกว่า เอ๊ะ ความหงุดหงิด ความโมโห หรือความฟุ้งซ่านเข้ามาเมื่อไหร่ พอใจว่างๆ โล่งๆ อยู่ ก็จะปรากฏชัดเจนเป็นของที่แตกต่าง เป็นของที่แปลกแยกจากกันอย่างชัดเจน ไม่ต้องใช้ความพยายามในการดู ก็เห็นเลยว่า ณ เวลานั้น มีตัวโลภะ มีตัวโทสะ มีตัวโมหะเกิดขึ้นในจิตของเราเมื่อไหร่ แล้วมันหายไปเมื่อไหร่

 

นี่คือประโยชน์จริงๆ ของความเป็นสมาธิ ที่จะมามีบทบาทกับนักเจริญสติแบบพุทธนะครับ

 

คือสรุปว่า สมาธินี่ จะเกิดประโยชน์กันที่เมื่อรู้ รู้อยู่ก่อนล่วงหน้า ก่อนที่จะเกิดสมาธิว่า พอได้สมาธิ จะเอาสมาธินั้นมาใช้ทำอะไร

 

แต่ถ้าไม่เข้าใจ คนๆ หนึ่ง จะนั่งสมาธิด้วยความคาดหวังที่ไม่ชัดเจน ว่าจะนั่งไปทำไม วันไหนสงบก็ดีใจ วันไหนไม่สงบก็เสียอกเสียใจ ตีอกชกหัวอยู่ข้างใน หรือถึงแม้วันใด จะทำสมาธิได้เกิดความสงบชั้นดีขึ้นมา เกิดความสุขแบบใหญ่หลวงขึ้นมา ก็จะนึกว่าตัวเองมาถึงจุดหมายแล้ว ไม่มองว่าสมาธิเป็นบันได แต่มองว่าสมาธิคือจุดหมาย แล้วตัวเองมาถึงจุดหมายแล้ว ก็จบ ไม่ทำอะไรต่อ ปล่อยแช่นิ่งอยู่อย่างนั้น พอเสื่อมไปก็ไปโหยหา แล้วก็เรียกร้องให้มันกลับมาอีกโดยที่

 

ก็เอาแค่นั้นน่ะ เอาชีวิตนี่ให้ได้ดีแค่ทำสมาธิให้ได้สงบ แต่ไม่รู้จักวิธีที่จะเอาสมาธิไปใช้ ไม่ว่าจะทางโลกหรือทางธรรม เพราะฉะนั้น ความเข้าใจที่ถูกต้อง จะสลักสำคัญพอๆ กับตัวสมาธิเองเลย

 

ถ้าทราบว่า สมาธิเป็นแค่บันไดขั้นต้นๆ แล้วก็ไม่ใช่บันไดขั้นสุดท้าย แล้วยิ่งไม่ใช่ตัวจุดหมายปลายทางเสียเอง คุณก็จะทำสมาธิได้อย่างเข้าอกเข้าใจ เห็นภาพว่าตัวเองมาถึงไหน แล้วก็กำลังทำอะไรอยู่นะครับ

 

สมาธิที่เกิดนี่ จะไม่เกิดแบบรอเวลาเสื่อมสูญไปเปล่าๆ นะ ทุกครั้งที่เกิดสมาธินี่ ก็จะเป็นทุกครั้งที่คุณเพิ่มความฉลาด อาจจะแบบโลกๆ หรือทวีปัญญาในทางธรรมขึ้นมาเสมอนะครับ

 

อย่างในทางโลกนี่ ถ้าจะสงสัยว่าทางโลก สมาธิเอาไปใช้ทำอะไร เรามาพูดกันชัดๆ บอกว่า ถ้ามีสมาธิแล้วให้ตั้งเป้าว่า จะคิดอะไรเป็นขั้นๆ อย่าคิดวน จากต้นจนจบ จากจุดออกตัวไปถึงเป้าหมายนี่ วิ่งเป็นเส้นตรง อันนี้แหละ เป็นความฉลาดที่จะเอาความสุขแบบโลกๆ มา เป็นการใช้สมาธิเป็นเครื่องมือ

 

แต่ในทางธรรม พอเกิดสมาธิ ก็ให้ตั้งใจรู้ว่า กำลังหายใจอยู่ในอิริยาบถไหน ทางกายทางใจนี่ กำลังเป็นอย่างไรอยู่ กำลังมีความอึดอัด หรือมีความสบาย

 

การดูด้วยสมาธิว่า กำลังหายใจอยู่ด้วยอาการทางกายทางใจอย่างไร นั่นแหละ ที่จะนำไปสู่การสังเกตเห็นว่ากายไม่เที่ยง ใจไม่ทน แล้วจิตจะคลายจากอาการยึด เลิกยึดว่า สิ่งที่เห็นอยู่ชัดๆ ว่า ไม่เที่ยงนี่ เป็ตัวเป็นตนของมัน ตรงนี้แหละที่จะเกิดปัญญาเพื่อพ้นทุกข์แบบพุทธนะ

 

ถ้ายิ่งเข้าใจ ก็จะยิ่งเข้าจุด แต่ถ้าหากว่า เราไม่เข้าใจอะไร แล้วได้ข้อสรุปผิดๆ ตั้งแต่แรกว่า สมาธิคือเป้าหมายปลายทาง ที่เราต้องทำให้ได้นี่ อย่างนี้ จะไม่มีทางเข้าจุดความเป็นพุทธในที่สุดนะครับ!

_________

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน สมาธิคือบันไดขึ้นที่สูง

วันที่ 28 พ.ย. 2563

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=k4wCwvCatV4&t=201s

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น