วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563

พอเห็นจิตที่ปรุงแต่ง(ฟุ้งซ่าน) พอมีสติกลับมาที่ลมหายใจ ความฟุ้งซ่านมันหยุดเอง และเห็นสิ่งปรุงแต่งเกิดดับบ่อยครั้ง(แต่ไม่เห็นรอยต่อ) สามารถพัฒนาต่อได้อย่างไร?

 ดังตฤณ :  คำถามบอกว่า “พอเห็นจิตที่ปรุงแต่ง(ฟุ้งซ่าน)”

(คุณดังตฤณอธิบายขั้นคำถาม) จิตปรุงแต่งไม่ใช่จิตที่ฟุ้งซ่านอย่างเดียว จิตฟุ้งซ่านเป็นแค่สับเซต(subset) เป็นแค่ส่วนหนึ่งของจิตปรุงแต่ง แม้แต่จิตที่สงบก็เป็นจิตปรุงแต่งเหมือนกันนะครับ เป็นการปรุงแต่งทางจิต หรือที่เรียกว่าเจตสิก เหมือนกันหมดนะครับ มีความเป็นของชั่วคราวเหมือนกันหมด แล้วก็ปรุงแต่งให้จิตเป็นอย่างไร เหมือนกันเราใส่สีอะไรลงไปในน้ำ น้ำก็กลายเป็นสีนั้น เหมือนกันเจตสิกเกิดขึ้นประกอบกับจิตอย่างไร จิตก็มีความเป็นอย่างนั้น อันนี้เรียกว่าเป็นความปรุงแต่งจิตที่แท้จริง ทั้งฟุ้งซ่านทั้งสงบทั้งเกิดญาณหยั่งรู้ครอบคลุมไปทั่วทั้งตัวอะไรต่างๆเป็นความปรุงแต่งจิตทั้งสิ้น เป็นเจตสิกทั้งสิ้น

สรุปคำถามอีกทีนะครับ ผมอ่านให้ฟังใหม่ว่า

“ พอเห็นจิตที่มีความฟุ้งซ่าน แล้วมีสติกลับมาที่ลมหายใจ ความฟุ้งซ่านมันหยุดเอง แล้วก็เห็นสิ่งปรุงแต่งเกิดดับบ่อยครั้ง แต่ไม่เห็นรอยต่อ อย่างนี้ควรจะพัฒนาอย่างไร?

เรื่องความเข้าใจที่ถูกต้องสำคัญมาก ไม่อย่างนั้นนะถ้าคุณเข้าใจไม่ถูกต้อง ลำดับการฝึกมันจะวนเวียนอยู่กับข้อสงสัยอยู่อย่างนี้ชั่วชีวิตเลย คือพอมีสติขึ้นมานะครับ มันเห็นแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง เห็นลมหายใจก็ส่วนลมหายใจ เห็นความคิดก็ส่วนความคิด เสร็จแล้วมันก็ไปไม่ถึงข้อสรุปว่า อะไรอะไรไม่เที่ยงสักที นั่นเพราะว่ามันไม่ได้เห็น เนี่ยที่คุณใช้คำว่า “ไม่เห็นรอยต่อ” เนื่องจากว่าวิธีฝึกของคุณยืนพื้นอยู่บนความเข้าใจว่า เราต้องเห็นอะไรอย่างหนึ่งเท่านั้น

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ อันนี้พิสูจน์นะ ผมไม่ได้คิดเองนะ พระพุทธเจ้าตรัสไว้จริงๆ ท่านตรัสไว้ว่า การฝึกอานาปานสติ คือ การเห็นขึ้นมาให้ได้ก่อนว่า หายใจเข้าหรือหายใจออก หายใจยาวหรือหายใจสั้น แล้วให้ฝึกสังเกตตั้งแต่อยู่ในอานาปานสตินั้นว่า ที่หายใจอยู่นั้นมีความสุขเพียงใด อย่างถ้าหายใจยาว เรารู้ว่าเราหายใจยาวอย่างมีความสุข มันรู้ทั้งสองอย่างประกอบกันไปนะครับ รู้ว่ากำลังหายใจยาวอย่างมีความสุข

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจน รู้เวทนา รู้ความสุขหายใจเข้า รู้ความสุขหายใจออก รู้ปีติหายใจเข้า รู้ปีติหายใจออก เนี่ย! คำตรงนี้ตีความเป็นอื่นไม่ได้นะครับ คือรู้ไปพร้อมกันในระหว่างที่กำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก

ประเด็นคือ ถ้าเริ่มฝึกอย่างนี้ ถ้าเริ่มสังเกตอย่างนี้เป็น คุณจะเอามาสังเกตอย่างอื่นเป็นตามไปด้วยที่มันละเอียดขึ้น อย่างเช่นเวลาที่เกิดความปรุงแต่งของจิตขึ้นมา แล้ว ณ เวลาที่ปรุงแต่งนั้น คุณรู้ว่ากำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก เนี่ยกำลังหายใจเข้าหายใจออกเนี่ยมีความฟุ้งซ่าน อัตราความสุขมันลดระดับลงมา แล้วมีความฟุ้งซ่านเข้ามาเบียดเบียนเข้ามาจู่โจม ก็เห็นนะว่าไอ้ความฟุ้งซ่านนั้นน่ะ ปรากฏที่ลมหายใจใด เห็นพร้อมกันไป แล้วเห็นด้วยว่าลมหายใจไหนที่ความฟุ้งซ่านก้อนนั้น มันค่อยๆสลายตัวไป หรือว่าหายไปเลย คือมันเห็นพร้อมกัน นี่คือหลักการฝึกอานาปานสติอย่างถูกต้องแล้วต้องไล่มาตามลำดับ

ฝึกอานาปานสติจนกระทั้งเห็นให้ได้เสียก่อนว่า

กำลังหายใจเข้าหรือหายออกด้วยความรู้สึกที่ดี ด้วยความรู้สึกที่สบาย

หรือว่าหายใจเข้าหรือหายใจออกด้วยความอึดอัด ด้วยความรู้สึกว่าโอ้โหมันแน่นไปหมดไม่อยากจะดูลมหายใจเลย

เนี่ย! ถ้าหากว่าหายใจด้วยความรับรู้อย่างนี้ได้ มันก็เป็นพื้นฐานเป็นบันไดที่จะขึ้นมาดูต่อว่า เวลาความฟุ้งซ่านเกิด มันฟุ้งที่ลมหายใจไหน แล้วก็ฟุ้งหายไปในลมหายใจใด ความรู้แบบนี้ความเข้าใจแบบนี้ มันนำไปสู่การเห็นทั้งตัวเห็นอย่างละเอียด และเป็นการเห็นอย่างเป็นไปเอง ไม่ใช่ฝืนบังคับ ไม่ใช่เบ่งกำลังภายในขึ้นมาเห็น มันเห็นไปตามลำดับ เห็นจากง่ายไปหายาก ไม่ใช่อยู่ๆกระโดดขึ้นไป

ที่คนส่วนใหญ่มาฝึกดูลมหายใจไปด้วย หรือว่าดูความฟุ้งซ่านไปด้วย  อันนี้กระโดดข้ามขั้น

บางคนเนี่ยมาตามลำดับขั้นอย่างถูกต้องโดยไม่รู้ตัว เพราะเริ่มฝึกอานาปานสติมา ฝึกสังเกตว่าที่หายใจเข้าหายใจออกอยู่ มันเป็นการหายใจด้วยความรู้สึกสลาบผ่อนคลาย หรือว่าหายใจด้วยความรู้สึกที่มันอึดอัดแน่นอก ทำมาโดยที่ถูกต้องโดยที่บางทีไม่ได้นิยาม แต่ถ้าเราไม่ไปเอาฟลุค เราเอาแบบเป๊ะๆเลยที่ชัวร์ว่าทำตามที่พระพุทธเจ้าตรัสเป็นแนวทางไว้ แล้วมันจะได้ผลแบบนี้แน่ๆ ต้องเอาแบบนี้นะ

๑. หายใจเข้าหายใจออกให้เป็น

๒. แล้วก็สังเกตว่ากำลังสบายหรืออึดอัดในแต่ละลมหายใจ

๓. จากนั้นค่อยเขยิบขึ้นมา แล้ววันเดียวทำได้เลย

แต่ถ้าทำไม่ถูกนะ ถ้าเข้าใจไม่ถูกเนี่ย ฝึกกันสิบยี่สิบปีสามสิบปี ผมเคยเห็นนะ ไม่ได้คืบหน้าไปไหนเลย จ้องแต่ลมหายใจอยู่นั่นแหละ

หรือถ้าจะมีสติรู้ความฟุ้งซ่านก็รู้เป็นห้วงๆไม่ได้รู้ต่อเนื่องไม่ได้รู้แบบที่สติมันจะติดตัวไปได้ทั้งวัน เพราะอะไร?

เพราะมันไม่เครื่องหล่อเลี้ยง มันไม่มีเครื่องทำความชุ่มชื่นให้จิตมันตั้งเป็นสมาธิได้นาน ไม่สามารถรู้เห็นอะไรได้แบบที่มันจะเห็นรอบของการเกิดขึ้น แล้วก็ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ส่วนใหญ่คนเจริญสติกันด้วยการเห็นเป็นห้วงๆเห็นเป็นอย่างๆนะครับ

--------------------------------------------

๕ ธันวาคม ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน นับถือศาสนาอื่นเจริญสติได้ไหม?

คำถาม : พอเห็นจิตที่ปรุงแต่ง(ฟุ้งซ่าน) พอมีสติกลับมาที่ลมหายใจ ความฟุ้งซ่านมันหยุดเอง และเห็นสิ่งปรุงแต่งเกิดดับบ่อยครั้ง(แต่ไม่เห็นรอยต่อ) สามารถพัฒนาต่อได้อย่างไร?

ระยะเวลาคลิป    ๖.๔๓  นาที
รับชมทางยูทูบ  https://www.youtube.com/watch?v=ilwW_7T8JAY&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=2

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น