วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ขอ ๓ – ๕ คำจากคุณดังตฤณ เพื่อเพิ่มพลังและกำลังใจ แก่คนที่เพิ่งสูญเสียคนในครอบครัวค่ะ

 ดังตฤณ :  ถามตัวเองนะครับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเราห้ามอะไรได้มั้ย หรือว่าสิ่งที่เกิดเราพยายามที่สุด พยายามให้มันมากกว่านี้ แล้วมันจะกลับคืนมาได้มั้ยนะครับ

พอถามตัวเอง เอาตัวเองเป็นที่ตั้งว่า เรามีส่วนที่จะไปยับยั้ง หรือว่าจะไปฉุดดึงกลับมาได้มั้ย แล้วได้ทำตอบว่า เราทำไม่ได้ มันเกินวิสัยของเรา มันไม่ใช่วิสัยของมนุษย์ ที่จะไปเบรก(break) อะไรได้ มันก็จะเกิดความรู้สึกว่า ตรงนี้มันพ้นขอบเขตความสามารถ พ้นวิสัยที่เราจะทำอะไรต่อในแง่ของการฉุดรั้งไว้ หรือว่าดึงกลับมานะครับ

ทีนี้ผมให้ไม่ให้เป็นคำ ผมให้เป็นวิธี พอเราได้ข้อสรุปกับตัวเองจริงๆว่า ความพยายามแบบมนุษย์มันมีขีดจำกัด มันไปรั้งอะไรไว้ไม่ได้ จากนั้นจิตเป็นยังไง ถ้าจิตยังเศร้าหมองต่อ ถ้าจิตยังมีความรู้สึกที่แย่ๆอยู่ อาลัยอาวรณ์อยู่ ให้บอกกับตัวเองว่า สมมติว่าถ้าเขาเหลียวมองกลับมา แล้วถ้าเขาอยู่ที่สูงกว่าเรา หรือท่านอยู่ที่สูงกว่าเรา พอเหลียวกลับมา อ้าว คนที่อยู่ข้างหลังเศร้าหมอง คุณลองนึกดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นนะครับ ใจที่อุตส่าห์พ้นทุกข์ไปได้จากโลกนี้แล้ว มองกลับมา ก็จะพลอยรู้สึกเศร้าไปด้วย รู้สึกอาลัยยึดติดแบบที่กลับมาหากันไม่ได้อีก ไปทำให้คนที่ไปดีแล้ว กลับมาอยู่กับอารมณ์ร้ายๆของเรา ร้ายในที่นี้หมายความว่า มันยังยึดติด แล้วก็เศร้าโศกเสียใจ ไร้กำลังไร้เรี่ยวแรง

หรือถ้าสมมติอีกทาง สมมติว่าคนที่จากไป ไปไม่ดี แล้วมองกลับมาด้วยความคาดหวังว่า  เขาจะได้เราเป็นผู้ช่วยส่งบุญ ส่งเสบียง ส่งความสว่าง ส่งความชุ่มชื่นใจไปให้เขาบ้าง ปรากฏว่าไม่ได้ เพราะว่าเจอพวกเดียวกันคือ ฝั่งเขาก็เศร้าอยู่ในภพที่ต่ำกว่าความเป็นมนุษย์ หวังจะได้รับความช่วยเหลือจากมนุษย์ที่ยังอยู่ในโลก ที่ยังทำบุญส่งไปได้ แต่ก็เจอพวกเดียวกัน จิตวิญญาณไม่แตกต่างกันเลย มีความเศร้าหมอง มีความซูบเซียว มีความหม่นมืด มีความเป็นอกุศลพอๆกัน สิ้นหวังเลยคราวนี้นะครับ

ทีนี้เอาเป็นว่า เราบอกตัวเองว่า เราต้องทำตัวเป็นที่ตั้งของความเป็นที่พึ่งนะครับ เอาเป็นหลักตั้ง ถ้าเขาต้องการที่จะรับความช่วยเหลือ เราต้องเป็นที่พึ่งได้ เราต้องช่วยได้ ด้วยจิตที่ชุ่มชื่น ด้วยจิตที่สว่าง ด้วยจิตที่มันผ่องแผ้ว ด้วยจิตที่ยังมีความสามารถแบบมนุษย์ที่จะยกระดับตัวเอง จากเศร้าให้กลายเป็นสุข จากอกุศลให้กลายเป็นกุศล ในภพมนุษย์มันทำได้ตลอดเลยนะ พลิกแค่นาทีเดียว มันเปลี่ยนจากมืดเป็นสว่างได้เลย แต่ในอีกภพหนึ่งทำไม่ได้นะครับ ถ้าเขาติดล็อก (lock)อยู่กับความมืด เขาต้องขอความช่วยเหลือจากเราอย่างเดียว แล้วเราทำตัวเป็นผู้ช่วยหรือเปล่า เป็นที่พึ่งให้เขาได้หรือเปล่า

หรือถ้าแม้ว่าเขาไปดีแล้ว เราไปฉุดเขาลงมาหรือเปล่า ระลึกอย่างนี้มันจะได้เกิดกำลังของจริงขึ้นมา จะได้สำรวจตัวเองว่า เรากำลังตั้งอยู่ในจิตที่ถูกต้องกับความสามารถแบบภพภูมิมนุษย์หรือเปล่านะครับ อันนี้ก็จะเป็นส่วนที่ทำให้มีแก่ใจอยากขวนขวายจริงๆ ด้วยใจจริงๆว่าจะทำตัวเองให้มันมีความชุ่มชื่นขึ้น มีความเป็นกุศลมากขึ้น ไม่งั้นนะ ถ้าคิดว่าทำเพื่อตัวเอง บางทีมันไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร เสียบุคคลอันเป็นที่รักไปแล้ว แล้วก็เอากลับมาไม่ได้แล้ว แล้วก็เห็นแต่ใจตัวเอง จะเอาให้ได้อย่างใจตัวเอง ก็ไม่รู้จะทำให้มีความชุ่มชื่นขึ้นมาทำไม เพราะว่ามันไม่ได้อย่างใจ

แต่ถ้าคิดว่าทำเพื่อคนอื่น ทำเพื่อคนที่จากไปแล้ว ซึ่งอาจจะสบายกว่าเรา หรือลำบากกว่าเราอย่างไร พอเขาย้อนมองกลับมา อย่างน้อยเรายังอยู่ตรงนี้เป็นที่พึ่งให้เขาได้ อันนี้ต่างหากนะครับที่เราจะมีแก่ใจขึ้นมา

---------------------------------------------

๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓
รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน สมาธิคือบันไดขึ้นที่สูง

คำถาม : ขอ ๓ – ๕ คำจากคุณดังตฤณ เพื่อเพิ่มพลังและกำลังใจ แก่คนที่เพิ่งสูญเสียคนในครอบครัวค่ะ

ระยะเวลาคลิป     ๕.๕๕ นาที
รับชมทางยูทูบ    https://www.youtube.com/watch?v=64PIKMU9z7A&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=4

ผู้ถอดคำ  แพร์รีส แพร์รีส


** IG **

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น