วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน นับถือศาสนาอื่นเจริญสติได้ไหม?

ดังตฤณ : สวัสดีครับทุกท่าน พบกับรายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน คืนวันเสาร์สามทุ่มนะครับ

 

สำหรับคืนนี้เป็นหัวข้อว่า ถ้าหากนับถือศาสนาอื่นอยู่ จะเจริญสติได้ไหม

 

ความหมายของผู้ถาม จริงๆคือ ถามว่า ถ้าตัวเขาโดยแบบฟอร์ม ยังเป็นคนของศาสนาอื่นอยู่ แล้วก็ยังไปในสถานที่ของศาสนาอื่นอะไรอย่างนี้ เป็นประจำตามครอบครัว มีสิทธิ์ที่จะบรรลุธรรมได้ไหม มีสิทธิ์ที่จะเจริญสติ แล้วเกิดมรรคเกิดผลไหม

 

นี่คือเบื้องหลังคำถามจริงๆ ซึ่งค่อนข้างจะ sensitive มีรายละเอียดอะไรที่ผมมาย่อลงเหลือที่เข้าใจได้ ว่า การที่เรา โดยตัวนี่อยู่ในยูนิฟอร์มของศาสนาอื่น แล้วสามารถจะเจริญสติ แล้วเกิดประสบความสำเร็จในการเจริญสติได้ไหม

 

ซึ่งก็สงสัยมาทุกยุคทุกสมัย ไม่ใช่แค่สมัยนี้นะ อย่างในสมัยพุทธกาล ก็มีคนทูลถามพระพุทธเจ้านะว่า ถ้านับถือศาสนาอื่นอยู่ หรือว่าพูดง่ายๆ ว่ามีศาสดา ปฏิญาณตนเป็นคนของศาสนาอื่นนี่ มีสิทธิ์จะบรรลุธรรมได้ไหม ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบนะครับ

 

ก่อนจะไปถึงคำตอบของพระพุทธเจ้านี่ ทำความเข้าใจกันอย่างนี้ ในขอบเขตตรงนี้ก่อน จะเข้าใจกระจ่างนะ ถ้าไปฟังคำตอบของพระพุทธเจ้าทีเดียว เดี๋ยวอาจเข้าใจผิดได้นะครับ

 

สำหรับคนที่ พูดง่ายๆ ว่า ปฏิญาณตนเป็นคนของศาสนาอื่นแต่ตัว ไปในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอื่น ลัทธิอื่น คือไปแต่ตัวแต่ใจไม่ได้ไปนี่ แล้วเกิดความเข้าอกเข้าใจ แล้วก็ฟังธรรมะแบบพุทธทุกวัน รวมทั้งมีความพยายามที่จะเจริญสติด้วยนี่นะ อันนี้เราจะมาพูดกันในขอบเขตนี้ก่อน

 

ก่อนอื่นเรามามองกันอย่างนี้ก็แล้วกันว่า ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่จะช่วยให้ทุกคนได้เข้าใจตัวเอง ว่าไม่มีตัวตน ไม่ว่าจะข้างหน้าหลังตาย หรือขณะนี้ที่ยังหายใจอยู่

ไม่มีตัวตนตั้งแต่ตรงนี้แล้ว แล้วก็ไม่มีตัวตนไหนอื่น อยู่ข้างหน้าด้วย

 

แล้วเพื่อที่จะให้เข้าใจตัวเองโดยความเป็นอย่างนี้นะว่า ไม่มีตัวตน เป็นอนัตตานี่ ไม่ใช่แค่คิดๆ นึกๆ เอา แต่ต้องเจริญสติ อย่างต่อเนื่องยาวนาน จนกว่าที่ จิตจะเข้าถึงความจริงที่ว่านี้นะครับ ว่าไม่มีตัวตน เป็นอนัตตา

 

พูดง่ายๆ ว่าต่อให้เป็นชาวพุทธ ปฏิญาณตนว่าเป็นชาวพุทธนะ มีการกรอกแบบฟอร์ม หรือว่ามีการใส่ยูนิฟอร์มอย่างชัดเจน ว่าฉันเป็นชาวพุทธ แต่ถ้าหากไม่เข้าใจตรงจุดนี้ แล้วก็เจริญสติไปไม่ถึงจุดนั้น ที่เกิดความรู้ความเห็น อย่างแจ่มแจ้งออกมาจากข้างในว่า ไม่มีตัวตนจริงๆ เป็นอนัตตาจริงๆ อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นแค่ชาวพุทธในนาม อยู่ดี

 

คือต่อให้กรอกแบบฟอร์มแล้วนะ ปฏิญาณตนแล้ว หรือแม้แต่ถือศีลห้าครบได้ เรียกว่าสะอาดบริสุทธิ์ชั่วชีวิต ก็ยังไม่ถือว่าเป็นชาวพุทธ ที่เข้าถึงความเป็นพุทธ

 

คำว่า เข้าถึงนี่ โดยนิยามแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่เป็นคนใน ต้องบรรลุโสดาบันขึ้นไป เป็นพระโสดาบันขึ้นไป บรรลุโสดาปัตติผลนะครับ ถ้าหากว่าไม่ถึงโสดาปัตติผล ไม่เห็นนิพพานแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะอ้างได้ว่าเข้าใจจริงๆนะ เรื่องความเป็นอนัตตา

 

พูดสรุปนะครับ คือว่า ความเป็นพุทธคือการเข้าใจตัวเอง ไม่ใช่เข้าใจแบบคิดๆ ไม่ใช่เข้าใจว่า พื้นหลังความเป็นมาของอารมณ์แบบนี้ หรือว่าตัวตนแบบไหน บุคลิกภาพแบบใด เป็นมาเป็นไปอย่างไร ไม่ใช่เข้าใจแบบนั้น แต่เข้าใจว่าตัวเองไม่มีตัวตนนะ

 

ตัวตน หรือว่าความรู้สึกว่ามีตัว เป็นเพียงอุปาทานของจิต ที่มายึดเหยื่อล่อคือกายนี้ใจนี้ จริงๆ แล้วนี่ ถ้าหากว่ามองไปตรงไหน ด้วยจิตที่ตื่น ด้วยจิตที่มีสติเต็มกำลังจริงๆ นี่ จะเห็นนะครับว่าไม่มีตัวอยู่ตรงไหน ไม่เคยมี แม้แต่ความรู้สึกนึกคิดที่กำลังพูดอยู่นี้ แม้แต่ความรู้สึกนึกคิดที่กำลังฟังอยู่นี่ ก็เป็นของชั่วคราว

ถ้าจิตรู้ จิตเห็นด้วยความตื่น ด้วยความเบิกบานเหมือนดอกบัวที่บานแล้วจริงๆ จะไม่เกิดความรู้สึกว่า สิ่งเหล่านี้เป็นอัตตา

 

อัตตา เป็นแค่อุปาทาน หรือที่เรียกว่า อัตตวาทุปาทานนะครับ

 

ส่วนศาสนาอื่น จะเข้าใจว่าตัวเองมีตัวตนที่แท้จริงหลังตาย อันนี้เปรียบเทียบกันให้ชัดๆ ก่อน อย่าไปพูดกันว่า เรามีศรัทธาในศาสนาไหน เอาแค่ตรงนี้ให้ได้ก่อนว่า

 

ถ้าเราเข้าใจว่า ศาสนาพุทธสอนให้เข้าใจตัวเองนะครับ ว่าไม่มีตัวตน ส่วนศาสนาอื่น สอนให้เข้าใจว่า มีตัวเอง มีตัวตน หลังจากตายไปแล้ว คือเป็นตัวตนแท้ๆ ส่วนตรงนี้เรียกว่ายังเป็นตัวตนปลอมๆ อยู่ คือเป็นตัวตนชั่วคราว ที่อยู่ระหว่างพิสูจน์ตัวเองว่า หลังตายไปนี่ สมควรได้ไปมีอัตตาชั่วนิรันดร์แบบไหน

 

อันนี้ศาสนาอื่น ลัทธิอื่นที่มีผู้สร้าง ไม่ว่าจะศาสนาไหนๆ เลย ตั้งแต่ยุคโบราณกาลมา ที่บอกว่ามีพระพรหม ซึ่งเป็นผู้สร้างจักรวาล ก็บอกไว้อย่างนี้เหมือนกันหมดว่า ตัวตนที่แท้จริงของเธอไม่ใช่อยู่ตรงนี้ ตัวนี้เป็นแค่ของหลอกชั่วคราว เป็นสิ่งที่จะมาพิสูจน์ใจนะครับ ว่าสมควรที่จะได้ไปไหน ระหว่างสถานที่ ที่ดีที่สุดในจักรวาล หรือว่าสถานที่ที่เลวร้ายที่สุด มีอยู่แค่สองขั้วนะ

 

แล้วก็ พูดง่ายๆ ว่าตัวตนที่แท้จริง ที่จะมีชั่วนิรันดร์นี่ แต่ละศาสนา แต่ละลัทธิ ก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไป แต่จุดที่เหมือนกัน แล้วต่างจากศาสนาพุทธก็คือว่ามีตัวตนอยู่จริงๆนะ

 

อย่างแม้แต่ศาสนาพุทธเองก็มีบางเจ้า ยืมโลโก้พุทธศาสนาไปแล้วบอกว่า มีอัตตา อย่างนี้นะครับ ก็เป็นความเข้าใจเหมือนกับลัทธิอื่น ศาสนาอื่นนั่นเอง

 

ทีนี้ พอเรามาพูดอย่างนี้ว่า ศาสนาพุทธ สอนให้เข้าใจว่าไม่มีตัวตน สอนให้เข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้ ว่าเป็นอนัตตา อย่างนี้นี่ ถ้าไปเทียบก็เทียบได้กับอย่างบอกว่า ตอนคุณเรียนชีววิทยา ว่าองค์ประกอบของชีวิต เป็นการประกอบประชุมของหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างในร่างกายนี้ ถ้าผ่าออกมานะ มีกระดูก มีเลือดเนื้อ มีส่วนประกอบอะไรต่างๆ แออัดยัดทะนานอยู่ในนี้ ไม่ใช่เป็นแค่ความรู้สึกว่า คุณมีตัวตน แล้วก็ไม่มีรายละเอียดอื่นๆ นะ มันเต็มไปด้วยรายละเอียด

 

คุณจะอยู่ศาสนาไหนก็ได้ แล้วมาเรียนชีววิทยา ก็จะได้ข้อสรุปตรงกันว่า ร่างกายนี้ ประกอบประชุมด้วย กระดูก เลือดเนื้อ มีลมหายใจ มีไออุ่น ซึ่งตรงกับที่ทางศาสนากล่าวไว้ว่า กายนี้ประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม

 

คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ใช่ดินบนที่ปลูกหญ้าแบบนั้นนะ

ธาตุดิน หมายถึงสิ่งที่แข้นแข็ง มีความคงรูปอยู่ จับต้องได้ อย่างเช่นกระดูกอะไรแบบนี้

ธาตุน้ำ หมายถึงน้ำลาย น้ำเหลือง น้ำเลือด

ธาตุลม เช่นลมหายใจ ลมที่พัดเข้าพัดออกในกาย ลมที่ผายออกมาทางทวาร

ส่วนธาตุไฟ เป็นไออุ่น ซึ่งเรารู้สึกได้ว่า บางทีเราก็ตัวเย็น บางทีเราก็ตัวร้อน บางทีเราก็ตัวอุ่นๆ แบบนี้ ก็คือการแสดงตัวของธาตุไฟนั่นเอง

 

ถ้ามองว่าเราทำความเข้าใจมาเหมือนกับ เรียนชีววิทยา ใครๆ ก็ทำความเข้าใจได้ ต่อให้เป็นชาวพุทธ ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ ก็เข้าใจไม่ถูก คือบอกว่าเป็นชาวพุทธแต่ว่าไม่รู้ว่า ร่างกายนี่ประกอบด้วยอะไรบ้าง อย่างนี้นะ ไม่เรียนชีววิทยา ก็เรียกว่ายังไม่เข้าถึงความจริง ที่ประกอบประชุมอยู่ในกายนี้

 

เมื่อไม่เข้าถึงนี่นะ ในยุคหนึ่ง ถึงขั้นที่มีความเชื่อว่า กายนี้ออกมาจากปากพระพรหม ก็มีการแก้ อย่างเวลาที่เจอชาวพุทธผู้ใหญ่เลยนะ ในสมัยพุทธกาล ท่านก็ชี้ให้เห็นว่า ออกมาจากช่องคลอดของสตรีเพศชัดๆ แล้วจะมากล่าวอ้างว่า ออกมาจากปากของพระพรหมได้อย่างไร ในชนชั้นวรรณะ ที่เป็นวรรณะสูงอะไรแบบนี้

 

คือมีการพูดกันตรงไปตรงมา ว่าถ้ามองแบบชาวพุทธ คือมองอย่างที่ตรงตามจริงว่า ไม่ได้ออกมาจากปากพระพรหม พระพรหมไม่รู้เรื่องด้วยเลย ที่เรามามีเลือดเนื้อ มามีชีวิตอะไรนี่นะ ออกมาตามกรรม แล้วก็ที่ต้องมาอยู่กับพ่อแม่คู่ไหน ก็เพราะว่าเรามีกรรมเดิมส่งมา ไม่ใช่พระพรหมแกล้ง ไม่ใช่ว่ามีเทวดาที่ไหน มาดลบันดาล หรือสร้างชีวิต เนรมิตขึ้นมา ไม่ใช่นะ

เป็นเพราะว่า เราต่างคนต่างมีกรรมที่แตกต่างกัน เลยมาเข้า มาอยู่กับพ่อแม่คู่หนึ่งๆ ที่ไม่เหมือนกันนะครับ ให้พื้นฐานความมีชีวิตอะไรต่างๆ ตั้งแต่วัยเด็กไม่เท่ากัน

 

นี่คือสิ่งที่พุทธศาสนาบอก ซึ่งบอกเป็นรายละเอียด เพื่อความเข้าใจ ในการที่จะไปส่อง ในการที่จะไปสำรวจ ในการที่จะไปตั้งสติพิจารณาตามรู้ ว่ามันเป็นอนัตตาจริงหรือเปล่า

 

ทีนี้ อย่างถ้าพูดถึงประสบการณ์ในการเจริญสติแบบพุทธ ก็เทียบได้กับ ที่ใกล้เคียงที่สุดนะ เทียบได้กับว่า คนศาสนาใดก็ตาม สามารถศึกษาวิชาจิตวิทยาได้ ยกตัวอย่างเช่น ในทางจิตวิทยา รู้ๆ กันว่า ถ้าเห็นว่าอะไรไม่ใช่ของเรา ก็จะไม่ยึดใช่ไหม เหมือนกับเป็นจิตวิทยาขั้นพื้นฐานน่ะ ว่า ถ้าเราไม่มีความเกี่ยวข้องอยู่กับกลุ่มไหน เราก็จะรู้สึกว่า เราไม่ใช่คนของกลุ่มนั้น เราจะไม่อยากไปรับผิดชอบ เราจะไม่อยากไปต่อสู้ เพื่อที่จะได้มาซึ่งอุดมการณ์ของคนกลุ่มนั้น นี่ตัวอย่างในทางจิตวิทยา

 

ในทางพุทธนี่ก็คือว่า ถ้าหากว่าเราตั้งสติ พิจารณาอยู่ในกายนี้ ในใจนี้ จนกระทั่งเกิดความรู้ความเห็นขึ้นมาว่า ไม่มีอะไรเที่ยงสักอย่าง ไม่มีอะไรคงรูปเดิมแม้แต่อย่างเดียว จนกระทั่งจิตเกิดความเห็นขึ้นมาว่า ตกลงกายนี้ใจนี้ ไม่ใช่พวกของเรา ไม่ใช่ตัวของเราเลยด้วยซ้ำ ก็จะถอนความยึด

 

พอถอนความยึด ก็เท่ากับถอนต้นเหตุของความทุกข์ ต้นเหตุของความกระสับกระส่าย ต้นเหตุของการที่จะดันทุรังเอาอะไรให้ได้อย่างใจ

 

นี่ ตัวนี้ เหมือนกับคล้ายๆ จิตวิทยา วิชาจิตวิทยาที่ทุกศาสนาสามารถเรียนรู้ได้ และแม้แต่ชาวพุทธเอง ถ้าหากว่าไม่เข้าใจจิตวิทยาขั้นพื้นฐานแบบนี้เกี่ยวกับเรื่องว่า เรามีความรู้สึกในตัวในตนอยู่ที่ตรงไหน ก็เรียกว่าไม่ศึกษาหาความจริงแบบพุทธอยู่ดีนะครับ

 

พอยกตัวอย่างขึ้นมาแบบนี้นะ ว่า ก็เหมือนกับคุณศึกษาวิชาจิตวิทยา แล้วก็ชีววิทยา คุณจะอยู่ศาสนาไหนก็ได้

 

แล้วในทางปฏิบัติ อย่างถ้าคุณเป็นคนศาสนาไหนก็แล้วแต่ สามารถจบปริญญาเอก เป็นจิตแพทย์ได้ เป็นนักจิตวิทยาได้ อันนี้ก็ทำนองเดียวกันกับที่ถ้าคุณมีความรู้ มีความเข้าใจจริงๆ เกี่ยวกับเรื่องของร่างกาย และจิตใจว่ามันไม่เที่ยง ไม่ใช่อะไรที่คงรูป แล้วคุณเข้าใจวิธีเจริญสติ นับตั้งแต่หายใจให้เป็น รู้ว่าลมหายใจเดี๋ยวก็หายใจยาวบ้าง เดี๋ยวก็หายใจสั้นบ้าง และแต่ละลมหายใจมีอะไรให้รู้ พร้อมกันไปกับที่รู้ลม

 

ถ้ารู้อย่างนี้ ฝึกไปอย่างนี้ ก็เรียกว่าเจริญสติแบบพุทธได้ โดยไม่ต้อง ไม่จำเป็นที่จะต้องไปกรอกแบบฟอร์ม ว่าฉันเป็นชาวพุทธ หรือว่าใส่ยูนิฟอร์มว่าฉันมีเครื่องแบบแบบพุทธนะ ฉันจะปฏิญาณตนว่าเป็นพุทธมามกะนะ อะไรอย่างนี้ ไม่จำเป็น

 

เพราะแก่นของพุทธอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ เข้ามาที่กายใจนี้ พูดง่ายๆ ว่า ถ้าคุณมีความเข้าใจตัวเองแบบพุทธจริงๆ ก็จะเป็นพุทธอยู่แล้วโดยอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องเอ่ยปาก ไม่จำเป็นต้องไปยืนยันกับใคร และไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองด้วย

 

เพราะว่าใจของคุณเองจะรู้แก่ตนนะครับ ว่าความทุกข์ ต้นเหตุของความทุกข์ อันได้แก่ความกระสับกระส่าย ความยึดมั่นถือมั่น ว่าคุณจะต้องเป็นแบบใดแบบหนึ่ง หรือไม่เป็นแบบใดแบบหนึ่งนี่ จะหายไปจากใจ หายไปจากอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด เหลือแต่จิตที่เป็นอิสระจากความผูกอยู่ว่า นี่เป็นตัวเป็นตน

 

ทีนี้ พอเราพูดอย่างนี้จบไปขั้นหนึ่ง ว่าเราสามารถเจริญสติได้ ถ้าหากว่าเรามีความเข้าใจ มีความรู้ที่ถูกต้องในขั้นพื้นฐานนะครับ อันนี้พักไว้เรื่องหนึ่ง

 

ทีนี้ถ้าถามลึกขึ้นไป ว่าถ้าหากยังมีศรัทธา ว่าเรามีอัตตาอยู่ แล้วก็มีผู้สร้าง ผู้สร้างจักรวาลอยู่ อย่างนี้ มีสิทธิ์บรรลุธรรมได้ไหม อันนี้พูดไปอีกเรื่องหนึ่งแล้วนะ เป็นอีกแง่มุมหนึ่งนะ

 

อย่างถ้าคุณศึกษาชีววิทยา กับจิตวิทยา จนกระทั่งเกิดความเข้าใจ เกินศรัทธา คือ เดิมทีคุณจะมีความเชื่อ หรือว่ามีศรัทธาไปในทางใดก็แล้วแต่ แต่ถ้าศึกษาชีววิทยา ศึกษาจิตวิทยาจนกระทั่ง เกินอารมณ์ของศรัทธานั้น รู้สึกว่า เอ๊ะไม่น่าจะใช่ ไม่น่าจะจริงนะ แล้วก็ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่เรียนรู้มา จนกระทั่งประสบความสำเร็จ ตามที่เรามีความเข้าใจอย่างแท้จริง อันนี้ก็มีสิทธิ์ที่จะบรรลุธรรมได้

 

เพราะอย่างตอนบรรลุธรรมนี่ คือไม่ได้มีความศรัทธาองค์พระพุทธเจ้า โดยความเป็นบุคคล หรือโดยความเป็นเทพนะ แต่ว่าเข้าใจจริงๆ ว่าพระองค์เป็นธรรมะส่วนหนึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของธรรมะเช่นกัน

 

เช่นเดียวกับตัวคุณ ที่ประกอบด้วยธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลมเหมือนกัน แล้วก็มีวิญญาณธาตุ ครองสภาพกายนี้ชั่วคราวเหมือนกัน แล้วก็ผูกขึ้นเป็นรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณหรือเป็นเพศอะไรต่างๆ ด้วยกรรม ไม่ใช่ด้วยความบังเอิญ ไม่ใช่ด้วยความ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงส่งตลอดกาลนะครับ จะมีเวลาจำกัด ชั่วหนึ่งอายุขัยของทุกคน ไม่แตกต่างกัน พระพุทธเจ้าท่านก็บอกให้เรามองพระองค์โดยความเป็นเช่นนั้น เช่นกันนะ

 

อย่างที่พระองค์บอก ขั้นต้นเลยก็คือว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต หมายความว่า ต่อให้เกาะสังฆาฏิของพระองค์อยู่ ติดตามพระองค์ไปทุกฝีก้าว ก็ไม่ชื่อว่าเห็นพระองค์

 

นี่ อันนี้คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นะ คือผู้ที่เห็นพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงคือผู้เห็นธรรม

 

ฉะนั้นตอนบรรลุธรรม ไม่ใช่ว่าเรามามอง มาตั้งต้นยึดไว้ก่อนว่าพระพุทธเจ้าจะช่วยเราให้บรรลุธรรม พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลผู้วิเศษที่จะดลบันดาลมรรคผลให้เราได้ ไม่ใช่ตั้งต้นแบบนั้น

 

ถ้าตั้งต้นแบบนั้นนี่ผิดเลย เป็นศาสนาอื่นเลยนะ ไม่มีทางบรรลุธรรมได้เลย ด้วยความเข้าใจเช่นนั้น ต่อให้ประกาศตนว่าเป็นชาวพุทธ ถ้ายังมีความเข้าใจอยู่เช่นนั้น ไม่มีทางที่จะเกิดขณะแห่งการบรรลุธรรมได้เลย

 

ขณะแห่งการบรรลุธรรม ต้องมองเห็นว่าความรู้สึกในตัวในตนเป็นของหลอกที่ประชุมกัน เหมือนกับมายากล ที่นักมายากลเล่นให้ดู หลอกตานึกว่ามีอยู่ แต่จริงๆ ไม่มี ไม่มีเลยนะ

ถ้าเราข้ามพ้นจากภาพลวงตาตรงนั้นไปได้ นั่นแหละถึงจะมีสิทธิ์ ไม่ใช่ว่าเสมอไปนะ ต่อให้จับได้ จับไต๋ได้ว่า อันนี้เป็นแค่มายากล เป็นของหลอก แต่ถ้าจิตยังไม่ถึงนี่ อันนี้ก็ไปไม่ได้อยู่ดี ไปไม่ถึงมรรคผลอยู่ดีนะ

 

คือศรัทธา ต้องมีพลังระดับหนึ่ง แล้วขึ้นอยู่กับอารมณ์ กล่าวได้ว่าตัวศรัทธา คือเหตุผลของศาสนา ถ้าเรายังอยากจะเชื่ออยู่ว่า ต้องมีตัวตนสักตัวหนึ่งน่ะ ใจก็จะยังแล่นไปยึด แล่นไปเอาอยู่วันยังค่ำ ตรงนี้ต่างหากที่พระพุทธเจ้าท่านถึงตรัส ว่าศาสนาอื่นไม่มีอริยบุคคล

 

คำว่าศาสนาอื่นในที่นี้คือ เหมารวมเอาแม้แต่ชาวพุทธ ที่ยังเข้าใจ ยังสำคัญไป ว่าต้องมีตัวมีตน นี่พระพุทธเจ้าเหมารวมถึงตรงนี้ด้วยนะ

 

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในกัมมวรรคว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย สมณะมีในธรรมวินัยนี้เท่านั้น

สมัยก่อนไม่พูดกันว่าศาสนานะ ท่านพูดเป็นพระธรรมวินัยนี้ เพื่อที่จะแสดงให้เห็นความแตกต่างจากลัทธิอื่น หรือว่าความเชื่อแบบอื่น

 

อย่างพูดง่ายๆ ว่าสมณะที่ หนึ่ง สอง สาม สี่ สมณะที่หนึ่งคือ พระโสดาบันนั่นเอง มีอยู่เฉพาะในพระธรรมวินัยนี้ ในลัทธิอื่น ในความเชื่อแบบอื่น ไม่มี

 

เพราะอะไร อย่างที่กล่าวแล้วนะครับ ความรู้ ความเข้าใจ และศรัทธา จะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงนะ ระหว่างเข้าใจตัวเองว่าไม่มีตัวตน กับเข้าใจว่ามีตัวตนแท้ๆ อยู่หลังตาย อันนี้ ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง

 

ถ้าศรัทธาของเรา ลงไปที่ความเชื่อแบบไหน แนวคิด หรือว่าคอนเซ็ปต์แบบไหน จะพิสูจน์เลยว่า คุณเจริญสติไปในแนวทางที่พระพุทธเจ้าตรัสให้ทำหรือเปล่า

 

ถ้าหากว่ามีความเชื่อพื้นฐาน หรือว่าศรัทธาพื้นฐานที่ตรงกับที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ แสดงความจริง ไม่ใช่แสดงความเห็น หรือแสดงความคิดส่วนตัวนะ เป็นความจริงที่เปิดเผยอยู่ และสามารถพิสูจน์ได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตว่า นับตั้งแต่ลมหายใจก็ไม่เที่ยงแล้ว

 

และพอเรามีความสามารถที่จะหายใจด้วย และรู้ว่ากำลังหายใจอยู่ในอิริยาบถไหน ก็เริ่มเห็นกาย พอเริ่มเห็นกาย แล้วรู้ว่ากายกำลังอึดอัด กำลังเครียด กำลังเกร็ง หรือว่ามีความผ่อนคลาย สบาย อันนี้ก็ได้ชื่อว่าเห็นตัวเวทนา หรือว่าตัวสุขทุกข์

 

พอเห็นไปตามลำดับ ไล่ไปตามลำดับ จนกระทั่งเกิดความเข้าใจว่า แม้แต่จิตผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้ที่เห็นธรรมะนี้อยู่ ก็ไม่ได้มีตัว ไม่ได้มีตน แป๊บหนึ่ง จากที่จิตมีความเป็นสมาธิ ก็กลายมาเป็นจิตคิดๆ นึกๆ หรือว่าจิตคิดๆ นึกๆ แป๊บหนึ่ง ก็กลับสงบลงใหม่ได้ ด้วยการมีสติ ด้วยการทำสมาธิ ด้วยการที่อยู่กับโฟกัสอะไรอย่างหนึ่งที่ไม่เป็นโทษ ไม่ไปกวนให้ความคิดฟุ้งขึ้นมา ก็เห็นจิตต่างๆ มันเกิด แล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับ ไม่ได้มีตัวตนเช่นกัน

 

นี่ มันไปถึงข้อสรุปที่ว่า ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ บอกให้ศรัทธาพระองค์ ไม่ได้ให้ศรัทธาด้วยการยึดว่า พระองค์เป็นบุคคล เป็นเทพ แต่ให้ศรัทธาว่าพระองค์เป็นผู้ชี้ ผู้เปิดเผยความจริงว่า ทั้งหลายทั้งปวงที่นึกว่ากายนี้ใจนี้ เป็นตัวเป็นตน เพราะจิตมัวหลงยึดอยู่ มีโมหะ ครอบงำให้เกิดความสำคัญผิดไป เป็นขณะๆ สืบเนื่องกันชั่วกัปชั่วกัลป์

 

นี่ตัวนี้ พูดง่ายๆ มามองใหม่เลย มาทำความเข้าใจเป็นว่าจิตนี้ถูกหลอก มาชั่วกัปชั่วกัลป์นะ แล้วด้วยศรัทธา ด้วยความอยากจะหลุดพ้นจากการถูกหลอกนี้ เราก็มาตามรู้ตามดูทีละขณะๆ จนกระทั่งจิตนี้ตื่นโพลงขึ้นมา ทั้งดวงเต็มดวงนะครับ

 

นี่แหละก็คือว่า คุณจะนับถือศาสนาไหน แม้แต่นับถือศาสนาพุทธอยู่ก็ตามนี่ ไม่ได้ประกันนะครับว่า คุณจะสามารถบรรลุธรรมได้ หรือว่าแม้กระทั่งเจริญสติได้ถูกต้อง ต้องมีความเข้าใจพื้นฐานให้แม่นยำเสียก่อน

 

ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณบอกว่า นับถือตามครอบครัวอยู่ ว่าจะเป็นศาสนาไหนก็ตาม แต่มีความรู้มีความเข้าใจและสามารถที่จะตั้งสติ เห็นความจริงในกายในใจนี้อยู่ได้ อันนั้นในที่สุดแล้ว คุณก็จะมีสิทธิ์ที่จะบรรลุธรรมนะครับ!

____________

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน นับถือศาสนาอื่นเจริญสติได้ไหม?

วันที่ 5 ธันวาคม 2563

 

ถอดคำ : เอ้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น