วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

Q05 มีวิธีลดมานะอัตตาให้น้อยลงโดยตรงไหม

ดังตฤณ : มีหลายวิธีนะ เช่นว่าเราสังเกตดู เมื่อไหร่ที่มีความคิดแข็งๆ ใหญ่ๆ ตันๆ ขึ้นมา ส่วนใหญ่แม้แต่เป็นความฟุ้งซ่านก็ตาม เป็นความฟุ้งซ่านแบบไม่ตั้งใจก็ตาม นั่นแหละเป็นส่วนเสริมให้เกิดความรู้สึก กระจุกในตัวตน

 

เป็นตัวตนที่กระจุกแน่นอยู่ในใจ

 

สังเกตวิธีพูด เราพูดกับใครอย่างไร เราเห็นหัวใครบ้าง เราให้ค่าใครบ้าง ดูวิธีให้ค่าตอนที่น้ำเสียงของเราออกมา ตอนที่กิริยา สีหน้าสีตาของเราออกมา มีความเสมอกันหรือเปล่า มีความเสมอภาคกันหรือเปล่า

 

ถ้าหากว่ามีความเมตตาเสมอภาคกัน นั่นแสดงว่าอัตตาของเราเบาบางลง

 

แต่ถ้าหากว่า มีสูงมีต่ำ มีบางคนที่ .. เอ๊ะ ฉันต้องพูดเป็นพิเศษ มีน้ำเสียง มีกิริยาท่าที่เป็นพิเศษ หรือบางคนที่ฉันไม่ต้องแคร์ว่าจะพูดอย่างไร ทำสีหน้าอย่างไร ไม่สนว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรกับเรา อย่างนี้เรียกว่าเป็นวิธีพูดในแบบที่มีชั้นวรรณะ แล้วก็มีความรู้สึกแบ่งเขาแบ่งเรา มีความรู้สึกอึ้งๆ ขึ้นมานะ

 

แค่สังเกตเฉยๆ แล้วดูว่าความรู้สึกหนัก ความรู้สึกเบา ความรู้สึกประณีต ความรู้สึกหยาบ ที่เกิดขึ้นในใจ เวลาที่แม้กระทั่งสมมติว่าเราจะพูดดีกับใครขึ้นมาสักคน .. อันนี้พูดถึงคนทั่วไป เป็นหลักการทั่วไปนะ

 

เวลาที่เราจะพูดดีกับใครสักคนด้วยการแกล้งๆ ฝืนนี่ เพราะมีความรู้สึกว่าคนนี้ต้องใยดี พูดอะไรเป็นพิเศษขึ้นมา ก็จะมีความรู้สึกหยาบๆ ขึ้นมา .. มันไม่จริง ไม่ตรง บิดๆ

 

พอเห็นอย่างนี้นี่ เห็นไปบ่อยๆ สังเกตเห็นอาการทางใจบ่อยๆ ในที่สุด จิตจะค่อยๆ เข้าสู่สภาพตรง เข้าสู่สภาพอ่อนควร ไม่ใช่แกล้งอ่อนโยน

 

แล้วจากนั้น ในการทำสมาธิ ในการเจริญวิปัสสนา ถ้าหากว่าเรารู้สึกถึงอาการกระจุก มีตัวมีตน มีหน้ามีตา มีดี มีทำได้ดี มีทำได้ไม่ดี ตรงนี้ก็มองว่าสติของเรายังไม่เจริญ

 

แต่ถ้าหากว่าเริ่มรับรู้ได้ตามจริง อย่างที่วันก่อนคุยกัน เรารู้สึกถึงการลากช้า แล้วก็รู้ได้ชัด เกิดความสุข เกิดความสามารถที่จะแยก ที่จะเห็นว่ากายอยู่ส่วนหนึ่ง ลมหายใจอยู่ส่วนหนึ่ง ความคิดเป็นกระจุกๆ ก็อยู่อีกส่วนหนึ่ง ตัวนี้นี่จะเป็นตัวสลายก้อนอัตตา หรือว่าอุปาทานในอัตตาได้จริง

 

คือพอคนเราเวลาที่เรามาจงใจ พยายามสลายก้อนอัตตา จะต้องใช้อัตตามาสลาย คือความคิดที่เป็นตัวของเรานี่ มาจงใจที่จะทำให้อัตตานั้นถูกทำลายหายไป

 

ซึ่งสุดท้าย อัตตา ก็ยังคงอยู่นั่นแหละ ต่อให้ทำลายก้อนอัตตาที่แข็งๆ ไปได้ ที่เป็นก้อนใหญ่ๆ ไปได้นี่ อัตตาที่มีความรู้สึกว่า เราสามารถทำลายอัตตาได้ ก็ยังคงอยู่

 

จะมีตัวตายตัวแทน มีอัตตาตัวใหม่มา

 

แต่ถ้าหากเราไม่ใช้ความคิด เราใช้ความรู้ เราใช้สติ เห็นว่ากายก็ส่วนหนึ่ง ลมหายใจก็ส่วนหนึ่ง แล้วก็ความนึกคิดก็ส่วนหนึ่ง เป็นต่างหากจากกัน อันนี้แหละที่จะสลายอุปาทานว่ามีเราในความคิด มีความคิดอยู่ในเราได้จริง ในระยะยาว

 

พูดง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ดูวิธีคิด ดูวิธีพูด ที่มีกับคนทั่วไป เวลาภาวนา เราดูว่า ณ ขณะหนึ่งๆ มีสติใหญ่พอที่จะแยกเห็นได้ไหมว่า กายก็ส่วนหนึ่ง เวทนาก็ส่วนหนึ่ง ความคิดก็ส่วนหนึ่ง

 

ถ้าสามารถเห็นได้ตรงนั้น เป็นจุดสรุปว่าเราจะสามารถสลาย .. ค่อยๆ สลายก้อนอัตตา อุปาทานในอัตตา อุปาทานในตัวตนได้ทีละน้อยๆ ได้อย่างไร ในการทำสมาธิ หรือเดินจงกรมแต่ละครั้ง

 

อย่าพยายามที่จะหาทางลัดดูตัวนี้ เพราะมีคนหาทางลัดมาชั่วกัปชั่วกัลป์ แล้วไม่มีใครทำได้ ต้องมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา แล้วสอนอานาปานสติ สอนสติปัฏฐาน 4 อย่างนี้ จนกระทั่งเราค่อยๆ เห็นกายใจแยกเป็นรูปเป็นนาม ความรู้สึกว่ามีตัวของเราในรูปในนามนี้ จะหายไปเอง เมื่อวันเวลาของเราผ่านไป แล้วมีการบ่มเพาะทั้งสมถะและวิปัสสนาแข็งแรงพอนะครับ

 

นั่นคือสิ่งที่ต้องจำไว้ให้ขึ้นใจเลยนะ อัตตา สลายไม่ได้ด้วยความตั้งใจแต่สลายได้ด้วยการรู้ชัดว่า กายนี้ใจนี้ สักแต่เป็นรูปนาม แยกเป็นต่างหากจากกัน

___________________

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ช่วง ถามตอบ

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=YzD8dGE8j3o&t=1s

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น