วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน กลัวตกนรก คิดไม่ดีบ่อยมาก


ดังตฤณ : สวัสดีครับทุกท่าน พบกับรายการปฏิบัติธรรมที่บ้านนะครับ คืนวันเสาร์สามทุ่ม

คืนนี้ topic ก็เป็นที่อยากรู้จริงๆ นะของคนหลายๆ คนในช่วงนี้ ก็เหมือนกับนัดกันมา แต่จริงๆ ก็ทราบนะว่า ไม่ได้นัดหมายกันนะ แต่ถามเยอะจริงๆ แล้วก็แต่ละคนนี่ก็จะมีความร้อนรุ่มกลุ้มหัวใจ ว่าตัวเองคิดไม่ดีอะไรเรื่อยเปื่อย สะเปะสะปะ แล้วควบคุมไม่ได้ หยุดไม่ได้ แล้วเวลามา เหมือนกับเป็นโรคเลย
คืออย่างบางคนนะ พอฟังก็ให้ข้อสรุปว่าเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ แต่จริงๆ ไม่ใช่นะ คือหลายๆ คนก่อนหน้านี้ ไม่ได้ย้ำคิดย้ำทำ หรือว่าเป็นคนที่มีอาการทางจิตทางใจอะไรนะ เป็นคนปกตินี่แหละ แล้วก็เหมือนกับหลายๆ คนบอกว่า มาเป็นหนักเอาช่วงนี้ หรือว่า คืออาจเป็นมา เป็นๆ หายๆ หลายปีแล้วอะไรอย่างนี้นะ แต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป

แต่ว่า พอยต์ (point) จะมีพอยต์เดียวกัน คือกลัวว่าถ้าขาดใจตายไปพร้อมกับความคิดไม่ดี กลัวจะไปไม่ดี กลัวไปนรก แล้วความกลัวนี่แหละ จริงๆ แล้วมันคืออาหารหล่อเลี้ยงความคิดไม่ดีนี้ไว้อย่างดีเลยนะ ไม่ใช่ตัวผลักออก ไม่ใช่ตัวที่จะทำให้ความคิดไม่ดีจางหายไป
ตรงข้าม มันยิ่งคิดหนักขึ้น เพราะอะไร เพราะว่าความคิดหักห้าม ความคิดพยายามที่จะต่อสู้กับสิ่งชั่วร้ายในหัวนี่นะ เป็นความคิดอีกชนิดหนึ่ง เป็นความคิดที่มาพร้อมความอยาก

ความคิดใดก็ตามที่มาพร้อมกับความอยาก จำไว้ว่า อันนั้นเป็นความคิดชนิดหนัก จะทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด จะทำให้เกิดความรู้สึกฝืน จะทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีกับตัวเองหนักเข้าไปอีก ความรู้สึกที่มันหนักๆ อกนี่ มันไปเพิ่มความทุกข์ แล้วความทุกข์ก็จะไปทวีตัวความคิดไม่ดี ให้มีกำลังแก่กล้าขึ้นไปอีก ไม่ใช่ว่าเราจะไปถอดถอนอะไรกับมันเลยนะ
จำไว้นะ ยิ่งพยายามเบรก ยิ่งต้องตัวโก่ง ยิ่งต้องตัวเกร็งมากขึ้น อันนี้ก็เหมือนกัน ถ้าคิดไม่ดีแล้วอยากเลิกคิด มันก็เป็นความคิดไม่ดีอีกชนิดหนึ่ง คือเป็นความคิดที่เป็นไปไม่ได้ เป็นความคิดที่อยากอย่างแรง ความคิดที่ผสมด้วยความอยากอย่างแรง จะทำให้ตัวเราเกร็ง ทำให้ตัวเรามีอาการอึดอัด ทำให้สภาพปรุงแต่งทางจิตเป็นไปในทางลบ เป็นไปในทางอกุศล เป็นไปในทางที่จะไม่พอใจตัวเองเมื่อทำไม่ได้ เป็นไปในทางที่จะเกิดโทสะ ที่ เอ๊ย ไม่รู้มันมาจากไหน แล้วก็ด่าฟ้าด่าดิน ด่านู่น ด่านี่ อันนี้แหละ เป็นคีย์สำคัญ

ก่อนอื่น เรามาพูดกันถึงเรื่องนรกก่อน เพราะเวลาคิดไม่ดี คนน่ะนะ คนที่มีศรัทธาในพุทธศาสนา ศรัทธาในผลแห่งกรรม ก็จะเกิดความกลัวในเรื่องของนรก ในเรื่องของอบายภูมิ ซึ่งจะมีสุดโต่งสองขั้ว สองด้าน
การที่มนุษย์คนหนึ่ง มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าของจริงเป็นอย่างไร นรกมีจริงหรือเปล่า เล่นกับความเชื่ออย่างเดียว ก็จะสุดโต่งสองข้าง คือข้างหนึ่ง ข้างของมนุษย์ธรรมดาทั่วไปที่ยังไม่ได้ศรัทธาในศาสนา ก็จะไม่เชื่อ เพราะนึกไม่ออก แล้วก็บางทีเห็นด้วยตาเปล่าว่า คนชั่วได้ดีมีถมไป ซึ่งอันนี้ พูดกันบ่อยที่สุดเลย บอกว่าไม่เชื่อหรอกว่าจะมีนรก ไม่เชื่อหรอกว่าจะมีชาติหน้าอะไร เป็นเรื่องเหลวไหลของคนโบราณ อันนี้ก็สุดโต่งด้านหนึ่ง ด้านของความไม่เชื่ออันเกิดจากความไม่รู้

ส่วนที่เชื่อว่านรกมีจริง ถ้าความเชื่อนั้น ยังยืนพื้นอยู่บนความไม่รู้จริง ยังไม่รู้ว่านรกเป็นอย่างไร แล้วทำอะไรถึงได้ไปนรกนี่นะ ก็เชื่อด้วยจินตนาการ เชื่อด้วยการที่เราเห็นจิตรกรรมฝาผนังตามโบสถ์ หรือว่าเชื่อตามเทคนิคถ่ายทำ cg แบบฮอลีวู้ด ว่านรกหน้าตาเป็นแบบนั้น นรกหน้าตาเป็นแบบนี้  จินตนาการไป แล้วคนเรานี่นะ กลัวจินตนาการของตัวเองที่สุดเลย คือตอนไม่รู้แล้วจินตนาการไป ตอนนั้นคือตอนที่กลัวมากที่สุด

แต่ถ้ารู้แล้ว เห็นแล้วว่านรกเป็นอย่างไร แล้วรู้เบื้องหลังว่า สัตว์นรกแต่ละตัวไปปรากฎร่างในนรกได้อย่างไรนี่นะ ก็จะหายกลัว ก็จะเกิดความเข้าใจ แล้วก็จะมีความรู้แบบ รู้แจ้งนะว่า ตัวเองกำลังอยู่ในฐานะที่มีสิทธิ์จะไปนรกหรือเปล่า

อย่างถ้าเราตอบคำถามกันแบบตรงไปตรงมา สั้นๆ เลยนะว่า คิดไม่ดีแล้วได้ไปนรกหรือเปล่านี่ ตอนจะตายนี่นะ ก่อนอื่นเรามองเป็นข้อสรุปแบบง่ายๆ อย่างนี้เลยคือ การคิดเข้าข้างความชั่วจนวาระสุดท้ายเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์ได้ไปนรก ถ้าอันนั้นเป็นมโนกรรม เป็นมโนกรรมแบบที่เป็นอาสัณกรรม อาสัณ คือ ตายนี่นะ อาสัณกรรมคือคิดไม่ดี หรือจิตเศร้าหมองก่อนตาย อันนี้ถึงจะได้ไปอบายภูมินะ เอาตรงนี้ก่อนเลยนะ ทำความเข้าใจก่อน

คือระหว่างที่มีชีวิตอยู่นี่ คนเรามักคิดไม่ดีกัน แล้วก็มีจิตใจเศร้าหมอง ถูกห่อหุ้มด้วยโมหะกัน ทีนี้ตัวนี้ที่จะตัดสินว่า ถ้าจะคิดไม่ดี จนได้ไปอบายภูมินะ ก็คือคิดเข้าข้าง คือคำว่าเข้าข้างนี่หมายความว่า เราเอาด้วยกับบาปนะ
คือไม่ใช่อยู่ๆ ผุดขึ้นมา ความคิดที่ไม่ดี ความคิดที่มันลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรต่างๆ แล้วจะต้องได้ไปนรกแน่ๆ ตราบใดที่เรายังไม่เอากับบาป ตราบใดที่เรายังรู้สึกละอาย เรายังรู้สึกว่าไม่อยากเข้าไปเป็นพวกเดียวกับความคิดไม่ดีเหล่านั้น อันนี้ยังไม่ได้ไปหรอก เพราะว่าเจตนานี่เป็นเครื่องชี้กรรม ถ้ามันผุดขึ้นมาเองโดยที่เราไม่ได้เจตนาที่จะเอาด้วยกับความคิดอันเป็นอกุศลเหล่านั้นนี่ มันยังไม่ใช่กรรมของเรา มันยังเป็นแค่ความทรงจำ มันยังเป็นแค่เครื่องห่อหุ้มจิต ที่มันมาเองแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้

แต่ถ้าเรากระหน่ำคิดด้วยความสะใจ ด้วยความรู้สึกว่านี่แหละ ความคิดของฉัน ฉันจะเอาอย่างนี้ ฉันจะเอาบาปนั้น นี่ตัวนี้นะ ถ้าวาระสุดท้ายนี่ เราตายไปพร้อมกับความคิดแบบนี้นะ ความคิดเอาบาปนี่ นั่นแหละถึงจะได้ไปอบายภูมิ

ส่วนที่บอกว่าอบายภูมินี่ก็ต้องแยกแยะอีกว่ามีทั้งนรก มีทั้งเดรัจฉาน ไล่ขึ้นมา ต่ำสุดนรก ชั้นกลางคือเดรัจฉานนะ แล้วสูงขึ้นมาใกล้มนุษย์ คือเปรต มีสามตัวนี้ ที่จะได้ไปนรกจริงๆ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ คือเหมือนกับไปสวรรค์น่ะ ไม่ใช่ง่ายๆ อย่างที่หลายคนคิดว่าทำบุญใส่บาตรแล้วได้ไปแน่ๆ มัน บ่ แน่หรอกนาย คืออย่างสวรรค์นี่ มันคล้ายๆ กับอวกาศ ต้องมีแรงส่งของจรวด ใช้เชื้อเพลิงมหาศาล ใช้จรวดขับดันมหาศาล ถึงจะพ้นแรงดึงดูดของพื้นดิน พื้นธรณีนี้ไปได้

เหมือนกัน นรกนี่ ในทางตรงกันข้ามนะ ที่จะทะลุลงไปถึงนรกได้นี่ ต้องใช้แรงกด แล้วก็ความร้อนของบาปนี่ มหึมา ขนาดมหึมา ถึงลงไปขนาดนั้นได้ ส่วนใหญ่ที่จะไปถึงอบายนี่ ถ้าเพิ่งตายไปจากความเป็นมนุษย์นะ ส่วนใหญ่จะไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือไม่ก็ไปเป็นเปรต ที่ลงไปถึงนรกจริงๆ ระดับนั้น ต้องฆ่าฟันเป็นประจำด้วยความโหดเหี้ยม หรือว่าผิดลูกเขาเมียใคร ทำให้ครอบครัวคนอื่นแตกแยกโดยไม่เห็นใจเขาเลย หรือว่า จะเป็นการหลอกลวงประชาชน ให้คนเสียเงินเสียทองกันหมดเนื้อหมดตัว บอกว่าไปกู้หนี้ยืมสินมา เอามาทำบุญอะไรแบบนี้ ประเภทอย่างนี้ที่จะหนักจริงๆ แล้วก็เหมือนกับ แผ่นดินระดับของเดรัจฉานภูมิหรือว่า เปรตภูมินี่ รองรับไม่ได้ ต้องทะลุลงไปนะ ที่ต่ำไปกว่านั้น

ส่วนความคิดที่มาแบบฉาบฉวย ที่เป็นความคิดไม่ดี ความคิดที่ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจเลย อย่างนี้นี่ไปไม่ถึงหรอกนะ แต่ก็มีสิทธิ์ คือถ้าเรายังมีความกังวลใจ เราเลี้ยงมันไว้ด้วยความกลัวนะ จนกระทั่งวาระสุดท้าย แล้วจิตเศร้าหมอง อันนี้ก็มีสิทธิ์ไปอบายได้เหมือนกัน

อย่างบางคนได้ยินว่าระหว่าง มโนกรรม วจีกรรม หรือว่ากายกรรม พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่ามโนกรรมหนักสุด ก็เลยเกิดความกลัวว่า เออนี่ถ้าแค่คิดแล้วคิดไม่ดี ก็น่าจะเป็นกรรมหนักสุดไม่ใช่เหรอ จริงๆ ต้องย้ำนะ ย้ำตรงนี้ว่า การที่จะตัดสินว่าเป็นมโนทุจริต เป็นมโนกรรมที่จะให้ผลเป็นอบายภูมิจริงๆ ต้องเป็นมโนทุจริตชนิดที่เราเอาด้วย

อันนี้ย้ำเลยนะ คือถ้าเรามีความสะใจ ถ้าเรามีความยินดี ถ้าเรามีความรู้สึกว่า นี่แหละฉันคิดอย่างนี้ ฉันเป็นผู้คิดอย่างนี้ เต็มใจคิดอย่างนี้ อันนี้แหละที่บอกว่า มโนกรรมหนักสุดนะ มโนกรรมจะให้ผลมากที่สุดเหนือกว่า วจีกรรม และกายกรรม ถ้าไม่สมยอม ถ้าไม่ได้ตั้งใจ อันนี้จะไม่หนัก

ทีนี้สาเหตุที่ทำให้คนยุคเรามักจะคิดไม่ดี แล้วก็กลัดกลุ้มกันนะ แบ่งได้ออกเป็นสองพวก สองจำพวกหลักๆ

จำพวกแรกคือ สภาพแวดล้อม อย่างถ้าให้ยกตัวอย่างง่ายที่สุดเลย ถ้าใครหลงไปรับฟังความเห็นทางการเมือง ที่มีความเผ็ดร้อน มีความรุนแรง แล้วก็เหมือนกับ จะมีการปลุกระดมให้มองแบ่งข้างเลย นี่คนดีนี่คนชั่ว อะไรอย่างนี้ แล้วถ้าหากใครไม่มาเข้าข้างก็เป็นคนเลวอะไรอย่างนี้ อันนี้จะทำเหมือนกันๆ ทุกฝ่าย แล้วก็ทำกันมานานแล้ว ไม่ว่าประเทศไหน มุมใดของโลกนะ คือทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นปีศาจ แล้วตัวเองเป็นพระเอก เป็นเทวดา

ที่ชัดที่สุดก็อย่างฮิตเลอร์ ที่วาดภาพ คือต้องการล้างเผ่าพันธ์ของยิวนี่ ก็ต้องวาดภาพให้ยิวทั้งหมดเลยเป็นปีศาจ แล้วก็เหมือนกับคนที่ลุกขึ้นมาทำลายล้างได้นี่ ก็จะเป็นพระเอกของโลก อะไรแบบนี้ นี่ทำกันมาแบบนี้ตั้งนานแล้วนะ นับจริงๆแล้วย้อนหลังไปนี่ก็เป็นพันปีเลยด้วยซ้ำ ที่ทำกันแบบนี้

ทีนี้อย่างยุคเรานี่ เหมือนกับมีโซเชียลมีเดีย เพราะฉะนั้น ถ้ามีการ ย้ำนะ ว่าเป็นการยกตัวอย่างอย่างง่ายๆ เราอยู่ท่ามกลางข้อมูลในยุคไอที แล้วก็มีการแพร่ความคิดไม่ดีอะไรต่างๆ นานา เข้ามาสู่ใจของเราได้ง่ายมาก แล้วเราก็ มนุษย์นี่มีแนวโน้มจะหลงเชื่อ ที่จะเหมือนกับฟังใครมาก เราก็จะเชื่อคนนั้น
แล้วถ้าหากว่า เขาบอก ถ้าไม่ด่า ถ้าไม่ทำลายอีกฝ่ายหนึ่ง เท่ากับร่วมมือ เป็นผู้ร้ายร่วมกับฝ่ายนั้น นี่อันนี้ เราอยู่ในท่ามกลางยุค ที่คนเล่นกันแบบนี้นะ เวลาที่จะเอาคนมาเป็นเครื่องมือนี่ เราสามารถที่จะอยู่บ้าน อยู่ดีๆ นี่ แล้วก็คิดไม่ดีอะไรขึ้นมาได้ต่างๆ นานา เป็นแบบที่เหมือนกับอย่าง ...

ไม่เอาการเมืองก็ได้ เอาเรื่องการบันเทิงอย่างนี้ คุณลองดู คุณลองนับดูนะว่าทุกวันนี้ เวลาที่เราอยากจะเสพความบันเทิง มีให้เลือกไหม ประเภทที่ออกมาภาพสวยๆ ภาพของสวรรค์ ภาพของพระเอกนางเอกที่มุ่งมั่นทำความดี อย่างผมเคยเข้าไปดูคอนเซ็ปต์ของหนัง คือไม่ได้ดูตัวหนัง แต่ดูคอนเซ็ปต์หนังที่มีผู้หญิงวัยรุ่นคนหนึ่งกำลังจะตาย ด้วยโรคมะเร็งอะไรสักอย่าง ทีนี้ก็มานั่งลิสต์ว่าอยากจะทำอะไรบ้าง เขาเอาความสมเหตุสมผลว่า คนใกล้จะตายนี่ จะคิดอะไรได้บ้าง เธอก็คิดว่าจะไปเสพยา จะไปมีอะไรกับผู้ชาย คือไปทำอะไรที่ มันโอเคอยู่ในโลกความจริง แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าความบันเทิงยุคปัจจุบันนี่ บางทีมันพาจิตเราดิ่งไปในเรื่องที่ มีแต่ความคิดที่เป็นอกุศลได้อย่างชักจูงอย่างแรงๆ เลยนะ ให้พร้อมลงอบายได้
โดยที่ผู้สร้างหนังอาจไม่ได้ตั้งใจนะว่าจะชี้นำ หรือว่าจะอยากให้คนดูได้ตกนรก แต่ว่าวิธีคิด ถ้าสมมติว่า เรานึกว่าตัวของเรากำลังจะตาย แล้วเราจะลิสต์สิ่งที่อยากทำอะไรได้บ้างนี่ บางทีก็จะมีแต่สิ่งปรุงแต่งแวดล้อมที่เหมือนกับชี้นำ ให้เราคิดแบบคนธรรมดา ที่มีกิเลส ที่มีความพร้อมจะหาเรื่องหาราว อย่างหนึ่งในลิสต์คือไปปล้น ไปปล้นคน ไปเหมือนกับขโมยของเล็กๆ น้อยๆ จากห้างสรรพสินค้า ซึ่งบางทีมันอยู่ในใจของคนอยู่แล้ว แล้วถ้าไปถูกกระตุ้น ด้วยเหมือนกับสิ่งบันเทิง หรือว่าอะไรแบบนี้ ก็บางทีมันหลงไปได้ว่า เออ คนเขาคิดกันอย่างนี้ เราก็น่าจะคิดอย่างนั้น

อย่าไปบอกเลยว่ามันเป็นแค่เรื่องบันเทิง คนเราแยกแยะได้ คนเราแยกแยะไม่ได้นะ เวลาเสพความบันเทิงประเภทไหนเข้าไปบ่อยๆ เรื่องโหดๆ เรื่องเหี้ยมๆ ปีศาจๆ ทั้งหลายนี่นะ บางทีมันเข้ามาอยู่ในใจ แล้วก็กลายเป็นความคิดไม่ดีกลายเป็นตะกอน ที่มานอนก้นอยู่ แล้ววันดีคืนดี มันฟุ้งขึ้นมาเอง โดยที่เราไม่จำเป็นจะต้องไปขุดไปคุ้ย ไปกวนมันให้ขุ่นขึ้นมา จิตของเรานี่สามารถถูกกวนให้ขุ่นได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องไปมีแรงกระทำจากภายนอก
จิตของคนเราอยู่เฉยๆ อยู่ว่างๆ จะสามารถถูกกวนให้ขุ่นขึ้นมาได้ โดยไม่ต้องมีอะไรมากระทบแรงๆนะ กวนขึ้นมาได้เอง

แล้วก็ถ้าหากว่าเรามอง เอาตามจริงเลย ยังมีอีกสาเหตุหนึ่ง นอกจากสภาพแวดล้อม ยังมีบาปเก่า ซึ่งจะชักจูงหรือว่านำเอาอกุศลธรรมอะไรบางอย่าง ที่มันเป็นของภายนอกเข้ามารบกวนจิตใจของเราให้เกิดความคิดในทางไม่ดีได้เหมือนกัน

คืออย่างบางคน อันนี้ยกตัวอย่างนะครับ ปลีกวิเวก จิตนิ่งอยู่ดีๆ แต่กรรมเก่าบางอย่างที่เคยไปจองเวร หรือว่าเคยไปทำให้ใครตายด้วยความเจ็บแค้น หรืออะไรอย่างนี้ บางทีมันมาในรูปของคลื่นรบกวนภายนอก ที่ทำให้เรานึกคิดไม่ดี แบบที่งงตัวเองนะ เข้าสมาธิอยู่ดีๆ แล้วก็เห็นนิมิตอะไรที่สยดสยองชั่วร้าย หรือว่าทำให้เกิดความนึกคิดแบบที่ว่า นึกว่าเป็นตัวเราคิดนี่นะ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเป็นการดลใจจากสิ่งภายนอก อันนี้มีจริง
แต่ว่าส่วนใหญ่ ไม่ใช่แค่ว่าเรานั่งอยู่เฉยๆ แล้วจะเกิดอะไรแบบนี้ขึ้นมาได้นะ มันต้องมีกรรมเก่า ต้องมีบาปอะไรบางอย่างที่ลากจูงเข้ามานะครับ ซึ่งอันนี้เป็นส่วนน้อย บางคนนี่สงสัยว่าตัวเองนั่งสมาธิ แล้วทำไมถึงเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นมา ทำไมถึงเกิดมโนภาพอยากจะทำอะไรชั่วๆ ขึ้นมา อันนี้ก็จะยืนยันนะว่า มีแรงกระทำจากภายนอกได้จริง โดยที่บางทีเราไม่ได้คิดเอง

แต่ถ้าเราเผลอหลงไปเอาด้วย อันนี้ก็เรียกว่าจะถูกชักนำไป โดนหลุมดำดูดเข้าไป แล้วจะมาเป็นช่วงจังหวะที่เหมาะด้วยนะ คือว่าถ้ามีวันร้ายคืนร้ายของเราที่จะมีประตูหลุมดำ ดูดสิ่งเหล่านี้เข้ามาได้ แล้วเราหลง มันก็จะเหมือนกับพลาด เข้ารกเข้าพงไป
แต่ถ้าเรายังมีสติตั้งอยู่กับตัว แล้วไม่เชื่อนิมิตหลอก หรือว่าความคิดที่อยู่ๆเข้ามา รบกวนจิตใจ หรือผุดขึ้นมาราวกับว่าเราเป็นคนคิดเอง ไม่เชื่อ ไม่เอา แล้วก็มีจุดยืนที่มั่นคงอยู่กับกุศลจิต กุศลธรรม ก็จะรอดตัวไป

ทีนี้มาถึงจุดสรุปสำคัญนะว่า ทำอย่างไรถึงจะให้ในหัวนี่เต็มไปด้วยความคิดดีโดยมาก

ประการแรกเลย คือฝึกให้เป็นนิสัย ฝึกให้เกิดความเคยชิน ที่จะแปลงความคิดชั่วร้ายให้กลายเป็นดี คือถ้าสมมติว่ามีความคิดลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราก็อาจแปลงให้ถือเป็นโอกาสทอง บอกว่า เราพิสูจน์ใจจริงด้วยการยกมือไหว้ขึ้นมาเดี๋ยวนั้น บอกว่าใจจริงของเราคือท่านี้ คือท่ายกมือไหว้ คือท่าพร้อมกราบ นี่คือใจจริงของเรา ส่วนความคิดอะไรที่ผ่านเข้ามา แวบเข้ามาชั่วครู่ ชั่วคราว อันนั้นไม่ใช่ อันนั้นเป็นแค่คลื่นรบกวนที่เข้ามา
นี่ก็เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีแล้ว เพราะว่าเรารีบเปลี่ยนอกุศลจิต อกุศลธรรม ให้กลายเป็นมหากุศล ยิ่งถ้าหากว่าเรามีปีติ รู้ใจตัวเองว่า ใจจริงของเรามันเอาดี เป็นไปในทางดี ก็ยิ่งเกิดความชุ่มชื่น ยิ่งเกิดความรู้สึกว่า มั่นใจในตัวเองว่าเราอยู่ในเขตที่ปลอดภัยแล้วนะ

อันที่สอง เห็นความคิดไม่ดีเป็นอนัตตา ซึ่งอันนี้ สำหรับคนส่วนใหญ่ที่ไม่เคยฝึกมา อาจยากนิดหนึ่ง แต่ถ้าหากเคยพิจารณาธรรมมาก่อน แล้วก็มีความเข้าใจคำว่า อนัตตา เป็นอย่างดี ก็จะรู้สึกว่าไม่ยากเกินวิสัย

คือ เวลาที่เกิดความคิดไม่ดีขึ้นมา อาจอาศัยสิ่งที่เราฝึกมาบอกว่า ตอนนี้หายใจเข้า หรือหายใจออกอยู่ หายใจยาว หรือหายใจสั้นอยู่ ถ้าหากว่ามีความรู้สึกเข้ามาที่ลมหายใจได้ ตอนนั้นเท่ากับ แย่งพื้นที่ความคิดอกุศลมาได้ครึ่งหนึ่งแล้ว แล้วถ้าหากว่า เราอาศัยลมหายใจเป็นเครื่องพิจารณาว่า ที่กำลังหายใจเข้า หายใจออกด้วยความคิดอกุศล ณ ขณะนี้ เอาเป็นลมหายใจเริ่มต้น ถ้าหากว่าสังเกตไป ว่าลมหายใจต่อมา ลมหายใจถัดๆ ไปมันมีความคิดอกุศลได้เท่าเดิม แสดงว่าความคิดอกุศลนั้นเป็น อัตตา เป็นตัวตน เป็นตัวเราจริงๆ
แต่ถ้าหากว่าเราดูไปในแต่ละลมหายใจแล้วพบว่า ความคิดที่มากับแต่ละลมหายใจ ไม่เท่าเดิม แปรปรวนไปเรื่อยๆ ไม่ลดลงก็เพิ่มขึ้น ไม่เพิ่มขึ้นก็หายไปเลย อาจเหมือนกับรู้สึกอยู่ๆ ว่างไปเลยสักลมหายใจหนึ่ง อันนี้ก็แสดงให้เห็นว่ามันเป็นอนัตตา อนัตตาคือว่าไม่ใช่ตัวเดิม ไม่ใช่ตัวตน ต้องปรุงประกอบขึ้นชั่วคราว ด้วยเหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง อันนี้ก็จะเกิดความชัดเจนขึ้นมาในที่สุดว่า ความคิดไม่ดี เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวเรา

ข้อสุดท้ายที่จะเป็นเหตุให้คิดดีอยู่เรื่อยๆ เหตุที่คิดดีได้บ่อยๆ ก็คือว่าหัดสวดมนต์ในแบบที่ เราจะยกระดับจิตให้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสียเอง ถ้าจิตของเราเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ สิ่งอัปมงคล สิ่งชั่วร้ายก็ไม่มีทางมาแผ้วพาน
วิธีสวดมนต์ อิติปิโส ให้ยกระดับจิตเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ ผมพูดมาบ่อยครั้งนะ แล้วก็ทุกคืนวันเสาร์ก่อนจบรายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ก็จะพาสวดอิติปิโสในแบบที่ เราตั้งใจถวายแก้วเสียงเป็นพุทธบูชานะ

คนนะ ถ้าตั้งใจสวดอิติปิโส ด้วยการเอาน้อมถวายแก้วเสียงเป็นพุทธบูชา ไม่หวังขอ ไม่หวังเอาอะไรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์นะ ในที่สุดแล้วจิตจะสว่าง จิตจะเป็นมหากุศล แล้วจิตจะน้อมเอาพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณเข้ามาประดิษฐานในจิต ราวกับว่าจิตได้แปรเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสียเอง

แล้วอย่างบทสวด อิติปิโส เป็นบทสวดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลกนะ อย่างบางคนบอกว่าสวดมนต์ไล่โควิด จริงๆแล้ว บทสวดนั้น ก็เหมือนกับอิติปิโสนั่นแหละ คือมีการพรรณนา คุณวิเศษของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะเพิ่มเติมมานิดเดียวก็คือ เหมือนกับขอร้องอ้อนวอนเทวดา ที่อยู่ละแวกที่ได้ยินเราสวด ให้ช่วยยังความสวัสดี มีสวัสดิภาพแด่คนที่สวด แล้วก็คนที่ไม่ได้สวดอะไรแบบนี้นะ

พูดง่ายๆ ก็คือว่า ถ้าเราอ้างถึงด้วยใจที่มีความเคารพจริงๆ แล้วก็เห็นค่าจริงๆว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มีค่าอย่างไร มีคุณวิเศษอย่างไร ใจไม่ได้ปรารถนาสิ่งใด มากไปกว่าตั้งใจที่จะสรรเสริญ ตรงนั้นแหละ ที่จะทำให้จิตของเราเปิดรับ เอาพลังศักดิ์สิทธิ์เข้ามาประดิษฐาน จนกระทั่งจิตของเรากลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสียเอง

ถ้าคุณรู้สึกสว่าง อบอุ่น เบิกบาน ปลอดภัย ตรงนั้นที่คุณจะรู้เลยว่า แม้ความคิดไม่ดี จะเข้ามาในหัว ก็จะคล้ายๆ กับแมลงหวี่แมลงวันที่มันผ่านเกราะแก้วที่กำบังอยู่ไม่ได้ จะเข้าถึงจิตเราไม่ได้ มันจะอยู่ได้แค่รอบนอก แล้วเราจะไม่แคร์ ไม่สนใจแมลงหวี่แมลงวันเหล่านั้นนะครับ อันนี้แหละเป็นเทคนิค หรืออุบายที่จะทำให้คิดดีได้บ่อยๆ มาแทนความคิดไม่ดีนะครับที่เกิดขึ้นแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้

เรามีชีวิตอยู่นี่นะ ตัดสินใจใหม่อย่างไร ก็คือมาตรวัดความเป็นคนอย่างนั้นนะครับ ไม่ใช่ว่า พอคิดไม่ดีขึ้นมาแล้วเราไปปักใจเชื่อว่า นี่เป็นความคิดของเรา หรือว่าเราเป็นคนชั่วแบบนั้น อยู่ที่การเลือก การเลือกคือเครื่องสะท้อนเจตนา แล้วเจตนาคือเครื่องชี้กรรมนะครับ
______________
ถอดความ : เอ้

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน กลัวตกนรก คิดไม่ดีบ่อยมาก
13 มิ.ย. 2563

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=B6zXtJrzrmE

** IG **

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น