วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2563

สภาวะแจ้งนิโรธ เป็นอย่างไรครับ?


ดังตฤณ :  อันนี้เป็นคำถามก็เข้านะครับว่า คนภาวนาเนี่ยอยากรู้ คำถามบอกว่า สภาวะแจ้งนิโรธเป็นอย่างไร

คำว่า “นิโรธ”  พระพุทธเจ้าตรัสถึงภาวะๆหนึ่ง ไม่มีสูงส่ง ไม่มีต่ำต้อย เป็นภาวะที่พ้นออกไปจากภาวะปรุงแต่ง คำว่า “นิโรธ” หรือ “นิโรธะ” พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าไม่มีธรรมชาติชนิดนี้อยู่ การบรรลุมรรคผลนิพานก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะไม่มีธรรมชาติอันเป็นที่อิง

การบรรลุมรรคผลนิพาน ก็คือการที่จิตไปรู้ภาวะของนิโรธนั่นแหละ คือภาวะที่พ้นออกไปจากการปรุงแต่ง คำว่า “ดับ” หรือว่า “ดับสนิท” เนี่ยไม่ใช่ว่า สิ่งที่มีอยู่มันดับพึ่บแล้วเกิดภาวะใหม่ขึ้นมา ไม่ใช่นะครับ

แต่ภาวะนิโรธ หรือภาวะที่พ้นออกไปจากการปรุงแต่งนั้นมีอยู่แล้วตั้งอยู่แล้วตรงหน้าของเรานี่แหละ เพียงแต่ว่าเราสามารถที่จะเจริญสติจนกระทั่งเห็นทะลุกายใจนี้ออกไป แล้วก็มีจิตที่สัมผัสถึงความเป็นนิโรธนั้นได้

พระพุทธตรัสไว้นะว่า การบรรลุมรรคผลก็คือ การที่จิตของเราเนี่ยไปเสวยอารมณ์ใหม่ แบบใหม่ ใหม่เอี่ยมเลย ไม่เคยไปเสวยอารมณ์แบบนั้นมาก่อน นานเท่านานเป็นอนันตชาติที่ท่องเที่ยวเกิดตายมาในสังสารวัฏเนี่ยนะครับ วาระแรกที่ได้ไปลิ้มรส หรือสัมผัสความว่างแบบนั้นเนี่ย ก็คือเรียกว่าเป็นพระโสดาบันนะครับ คือเกิดโสดาปัตติมรรค เป็นมรรคจิตที่ได้รู้เป็นวาระแรกว่า นิพพานหน้าตาเป็นยังไง แล้วก็จะมีโสดาปัตติผลต่อเนื่องมาทันที ก็พูดได้ว่าเป็นพระโสดาบัน ข้ามโครตจากความเป็นปุถุชนไป คือข้ามโครตตั้งแต่ได้มรรคจิตน่ะนะ ได้โสดาปัตติมรรคขึ้นมา

การที่เรารู้ได้ว่า เราบรรลุมรรคผลแล้วก็เพราะว่า มีสภาพจิตที่เป็นฌาน และฌานนั้นมีหน้าที่ มีกิจในการล้างผลาญ ในการตัดสังโยชน์ ข้อแรกคือข้ามความสงสัยเรื่องภาวะแบบไหนที่เรียกว่ามีการปรุงแต่ง

อย่างกายใจเนี่ยเป็นภาวะปรุงแต่ง แล้วก็ภาวะแบบไหนที่ไม่มีการปรุงแต่งแล้ว ไม่มีการอุบัติ ไม่มีการเคลื่อนจากภาวะนั้นไป ซึ่งนั่นก็เรียกว่า “นิพพาน” หรือว่า “นิโรธ” นั่นเองนะครับ ที่ตรัสเจาะจงเรียกว่าเป็นนิโรธ ก็เพื่อที่จะพูดถึงภาวะที่มันดับจากความทุกข์ ดับจากความปรุงแต่ง

แล้วพระองค์นะครับ พระพุทธเจ้าท่านมุ่งหมายที่จะให้เกิดการรับรู้ว่า ภาวะนั้นพ้นจากภาวะความเป็นทุกข์ที่เราประสบกันอยู่ ถ้าไม่มีภาวะนั้น ก็จะไม่สามารถหนีจากสังสารวัฏได้ ต้องมีภาวะที่เป็นธรรมชาตินั้นอยู่ มีลักษณะของธรรมชาตินั้นอยู่จริงๆ จึงจะเป็นที่อิงอาศัยของการเกิดมรรคผล

คือหลังจากที่พระอรหันต์ได้ดับขันธ์แล้ว ก็จะได้มีอะไรอีกอย่างหนึ่งไป .. เหมือนกับท่านเปรียบเทียบว่า เป็นสายน้ำที่ไหลรวมลงสู่มหาสมุทร และมหาสมุทรนั้นไม่มีความพร่องลง ไม่มีการเติมขึ้น พูดได้แค่เป็นคอนเซปต์ (Concept) แต่จะเห็นได้ต้องรู้เข้ามาที่กายนี้ใจนี้ตามที่พระพุทธเจ้าสอน

รู้จนกระทั่งสามารถละจากการยึดในกายใจนี้ได้ รู้จนกระทั่งสามารถที่จะเลิกหลงนึกไปว่า กายใจนี้เป็นตัวเรา เห็นมันเป็นแค่เหยื่อล่อ

แล้วถ้าหากว่าจิต มันรู้ว่าเนี่ยเหยื่อล่อ เหยี่อล่อ เหยื่อล่อ แล้วไม่หลง จนกระทั่งเกิดสมาธิในระดับฌานขึ้นมา นั่นแหละตรงนั้นที่จะทราบด้วยตัวเองนะครับว่า ภาวะของนิโรธเป็นยังไง 

จริงๆแล้วเนี่ย ผู้ที่แจ่มแจ้งคำว่า “นิโรธ” อย่างแท้จริงคือพระอรหันต์เท่านั้นนะครับ แม้แต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี เห็นแล้วก็จริง แต่เห็นแบบ อื่มรู้แล้วแหละว่าเนี่ยของหลอก เหมือนหุ่นยนต์ที่ไปรู้แล้วว่า เนี่ยมีห้องแลปมันผลิตตัวเองขึ้นมา แล้วใส่โปรแกรมให้มีความรู้สึกในตัวตน แล้วความรู้สึกในตัวตนในแต่ละครั้งก็เหมือนกระแสไฟฟ้าที่มันแล่นผ่านวงจรไป กระแสฟ้าเนี่ยมันไม่เคยซ้ำตัวเดิมเลย แต่ก็ทำให้เกิดความรู้สึกมาว่านึกว่ามีตัวตน หุ่นยนต์นั้นรู้แล้วว่าตัวเองนั้นเกิดขึ้นจากแลป แต่ก็ไม่สามารถที่จะละความรู้สึกในตัวตนได้ ตัวตนมันยังเกาะแน่นอยู่ ยังทำลายไม่ได้หมดนะครับ ยังรีโปรแกรมตัวเองไม่ได้ ยังถอดเซอร์คิต (Circuit) ออกจากตัวเองไม่ได้ เนี่ยเหมือนกันพระโสดาบัน พระสกาทาคามี พระอนาคามีก็รู้แล้วว่าไม่ใช่แน่ๆ แต่ก็ยังไม่สามารถละออกไปได้ ยังติดกรงอยู่ แต่พระอรหันต์หลุดออกจากกรงแบบสมบูรณ์แบบนะครับ

เพราะฉะนั้น พระอรหันต์เท่านั้นที่รู้จริงๆว่า คำว่า “นิโรธ” ธรรมชาติคือนิโรธเนี่ยดียังไงนะครับ

------------------------------------------

ผู้ถอดคำ                      แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม                         สภาวะแจ้งนิโรธ เป็นอย่างไรครับ?
ระยะเวลาคลิป           ๖.๒๘ นาที
รับชมทางยูทูบ                https://www.youtube.com/watch?v=I4LIo1bqlr0&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=26

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น