วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2563

จะมีจิตลบหลู่ครูบาอาจารย์ หรืออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรานับถือ หรือทั่วไป ทำความรำคาญใจมากเลย ทำอย่างไรดีครับ?


ดังตฤณ :  อันนี้ทราบได้นะครับ เพราะว่า คนเนี่ยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคนี้นะครับ ในยุคที่มันเหมือนกับมีตาข่ายสีดำห่อหุ้มโลก แล้วก็คอยจะฉุดให้คนลงต่ำอยู่ตลอดเวลา ต่อให้พยายามดิ้นรนตะเกียกตะกายขึ้นที่สูงเนี่ย มันก็จะมีอะไรบางอย่างมาฉุดขา มายื้อให้ลงเหวให้ได้ มันกำลังเป็นกันโดยมากเลย

ก็ขอให้พิจารณาว่า จิตที่มันคิดไม่ดี จิตที่มันคิดร้าย จิตที่มันคิดหยาบคาย มันก็มาจากเชื้อของการพูดการจาที่เรายังมีอยู่นั่นแหละ ถ้าวันๆเรายังพูดจาหยาบคาย ยังเล่นหัวกับเพื่อนด้วยคำที่ด่าพ่อล่อแม่อะไรแบบนี้เนี่ย นั่นน่ะมันก็เป็นเชื้อแล้วให้เกิดความคิดไม่ดีที่จะลบหลู่

คุณเคยมั้ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ชายนะ ชื่อเพื่อนมีให้เรียกดีๆไม่เรียก เรียกชื่อพ่อชื่อแม่ แล้วก็ใช้คำที่มันเป็นของต่ำทางเพศมาแสดงความสนิทสนมกัน ไอ้คำพวกนี้เราบอกว่าพูดเล่น ไม่ได้คิดอะไร มันสนิทกัน แต่แท้ที่จริงเนี่ย มันไปฝังอยู่

พระพุทธเจ้าถึงตรัสบอกนะครับว่า แม้แต่คำหยาบคาย แม้แต่คำที่มันมีความรุนแรงเนี่ยนะครับ อย่าพูดเลย ไม่พูดเลยดีที่สุด ไม่พูดเลยก็ไม่เป็นมุสาวาท

มุสาวาทไม่ได้มีแต่โกหกอย่างเดียวนะครับ มีพูดคำหยาบ มีพูดนินทาว่าร้ายประทุษร้าย หรือว่าพูดเพ้อเจ้อ พวกนี่เนี่ยคำพวกนี้มันมาฝังอยู่ในจิตในใจนะครับ มันมาบันทึกอยู่ในระบบของสมอง

โหมดการทำงานของสมองมันจะสวิทซ์เข้าโหมดแบบตกต่ำ อยู่ดีๆเนี่ยมันเอามาโยงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็ไปคิดอะไรหยาบๆคายๆ หรือว่าอะไรที่มันเหตุให้เกิดความทรมานใจ มันก็เพราะว่ามีพื้นอยู่

ถ้าหากว่าเราตั้งใจถือศีล เราจะงดการพูดอะไรที่มันหยาบๆร้ายๆ อะไรที่มันระคายโสตทั้งหลายไม่เอาเลย อันนี้ก็เป็นขั้นต้นแล้วที่จะให้เกิดการออกห่าง ปลีกตัวออกห่างมาจากวิถีแห่งจิตที่มันพร้อมจะตกต่ำนะครับ

นอกจากนั้น ก็ควรที่จะมีสติพิจารณาว่า แต่ละครั้งที่เกิดความคิดร้ายๆขึ้นมาในหัวเนี่ย เราไม่ได้เชื้อเชิญมา แล้วเราก็ไม่มีความสามารถที่จะไปกำหนดด้วยว่า จงมา ณ เวลาหกโมงเช้า จงออกไป ณ เวลาหกโมงหนึ่งนาที แบบเนี้ยมันไม่ได้ มันเข้ามาได้ก็เพราะว่ามันไม่ใช่เรา มันไม่ได้อยู่ในอำนาจของเราที่จะเชื้อเชิญมันมา หรือว่าขับไล่มันไป เราพิจารณาอยู่อย่างนี้แล้วเกิดสติว่า ตกลงเนี่ยความคิดร้ายๆมันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ความรับผิดชอบของเรา อันนี้มันก็จะเกิดความสบายใจขึ้นมา

หรือพัฒนาขึ้นไปกว่านั้น เรามองว่าเวลาเกิดคำอะไรที่มันหยาบๆ คายๆ ร้ายๆขึ้นมาในหัวเราในใจเรา เหมือนหนามที่ทิ่มตำให้เกิดความเจ็บที่จิตวิญญาณ เสร็จแล้วไอ้หนามนั้นเนี่ย เราจะเลี้ยงไว้ด้วยความทรมานใจ เอามาทิ่มตำตัวเองต่อ หรือจะมีสติเห็นว่า เออมันทิ่มแล้ว ถ้าเราไม่เอามากอดไว้ ไม่มานึกว่าเป็นของเรา มันก็ทิ่มแป๊บนึง แล้วมันก็สลายตัวหายไป เห็นอย่างนั้นบ่อยๆได้ มันก็เกิดความรู้สึกว่า เออไอ้ตัวธรรมารมณ์ หรือว่าความคิดอะไรหยาบๆ ที่มันเป็นอกุศลดำมืดก็เป็นส่วนหนึ่งที่มาแสดงความไม่เที่ยง แล้วจิตของเราเองมีความทุกข์เป็นปฏิกิริยาโต้ตอบออกมา ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งเป็นคนละข้างกันคนละส่วนกัน แล้วก็แสดงความไม่เที่ยงเหมือนกันนะครับ

ธรรมารมณ์มาคือ ความคิดหยาบๆมันมาแป๊บนึง แล้วมันก็ลอยไป ถ้าเราไม่เลี้ยงมันไว้ ส่วนความทุกข์ที่เกิดจากการทิ่มตำของหนามแหลม คือคำหยาบนั้นเนี่ย มันทุกข์แป๊บนึง ถ้าเราไม่ได้ไปคิดอะไรต่อ ไม่ได้ไปทรมานใจอะไรมาก ไม่ได้ไปหลงนึกว่ามันเป็นตัวเรา มันก็กลายเป็นความว่าง กลายเป็นความสลายของความทุกข์ไป ความสุขอันเกิดจากการสลายทุกข์นั่นแหละคือความเบา คือความรู้สึกว่า เออไอ้ทุกข์แล้วก็สุขเนี่ย มันไม่เที่ยงจริงๆนะครับ

---------------------------------------------------

ผู้ถอดคำ                       แพร์รีส แพร์รีส
วันที่ไลฟ์                  ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ (รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน)
คำถาม                         จะมีจิตลบหลู่ครูบาอาจารย์ หรืออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรานับถือ 
                              หรือทั่วไป ทำความรำคาญใจมากเลย ทำอย่างไรดีครับ?
ระยะเวลาคลิป           ๕.๕๑ นาที
รับชมทางยูทูบ                https://www.youtube.com/watch?v=v94qJT8nb2M&list=PLmDLNhxScsWPHpIdf0LAQiQM1j9ZebEMx&index=29

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น