วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

08 ร่วมอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับ - ตอบคำถาม และฟีดแบคท้ายรายการ

01 พอเข้าสมาธิ เห็นเป็นทางเดินลมหายใจพุ่งเข้ามา และหายใจออกรู้สึกสงบ ได้แผ่เมตตาให้พ่อแม่ที่ล่วงลับ นึกถึงภาพที่ท่านทำบุญแล้วมีความสุขยิ้มออกมาเองค่ะ

นอกจากนี้ตอนแผ่ให้คุณคนที่ล่วงลับ กลับเห็นภาพศัตรูที่คอยทำร้ายเราขึ้นมาด้วย ก็เลยแผ่เมตตาให้เขามีสุขไปเลยค่ะ

เพิ่มเติมคือ ได้แผ่กระแสให้สิ่งที่มองไม่เห็น เพราะช่วงหลังมีภาพและเสียงที่ไม่มีที่มาปรากฏบ่อยๆ ในที่ทำงาน (ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญและเก่าแก่) มีเพื่อนร่วมงานรับรู้สิ่งที่ไม่มีที่มาพร้อมกัน จึงได้แผ่ให้เขาเหล่านั้นด้วย แต่ไม่ทราบหน้าตาว่าเขาเป็นใคร (หลังๆมาบ่อยค่ะ)

รบกวนพี่ตุลย์แนะนำ วิธีแผ่เมตตาให้เขาเหล่านั้นให้ถูกต้องได้ไหมคะ แต่เบื้องต้นเท่าที่ทำ ก็คิดว่าได้รับกระแสเย็น มีขนลุก เมื่อนึกเอาและแผ่เมตตาให้เขาที่คิดว่าอาจจะอยู่รอบตัวเราก็ได้ค่ะขอบพระคุณค่ะ

 

ดังตฤณ : คือประเภทที่เรายังไม่เคยเห็นหน้า แต่สัมผัสแล้วมีอาการขนลุกหรืออะไรก็ตาม เอาร่องรอยเท่าที่เราสามารถรู้สึกได้ตามจริงนั่นแหละ มาเป็นตัวตั้ง

 

ยกตัวอย่างเช่น พอเราสัมผัสแล้วรู้สึกขนลุก ถ้าเกิดขึ้นเป็นประจำ จะนึกออก เวลาที่ไปนึกถึงสิ่งนั้นนะครับ หรือว่าเขาคนนั้น ว่ามีความขนลุกขึ้นที่ไหนก่อน มีอาการวูบ หรือว่ามีอาการเย็นๆ เยือกๆ ที่อวัยวะส่วนไหน เอาร่างกายซึ่งจับต้องได้ของเราเป็นตัวตั้งในการนึกถึงก่อน

 

เพราะว่าถ้าเราไปนึกถึงอะไรที่เป็นนามธรรมมากๆ จะมั่ว จะไม่มีทิศทาง แต่พอเรานึกออกว่าเกิดขึ้นที่อวัยวะส่วนไหน มีความขนลุกมากหรือขนลุกน้อยประมาณใด พอเราจับตรงนี้เป็นที่ตั้ง ก็จะได้แล้วว่าเวลาเขามา การปรากฏของเขา จะกระทบให้เกิดปฏิกิริยากับเราประมาณนี้

 

ปฏิกิริยานั่นแหละ พอเรานึกถึงว่า .. อย่างสมมติ ขนลุกที่คอ ขนลุกวูบๆ เหมือนกับอยู่ๆ เราผ่านเข้าไปในสนามพลังอะไรสักอย่างที่เต็มไปด้วยประจุฟ้า ที่ทำให้ขนลุกวูบวาบ

 

ก็ระลึกถึงอาการปะทะ แล้วเกิดความวูบวาบนั้น จากนั้นก็ตั้งจิตให้ใจมีความโล่ง มีความเบา แล้วก็แผ่เมตตาไป ให้กับความรู้สึกนั้นของเรานั่นแหละ

 

ถ้าหากว่า อาการขนลุกของเรา กลายเป็นอาการสบาย ขนสงบลง มีอาการแผ่ๆ สบายๆ กว้างๆ ออกไป แค่นึกถึงว่าความสุขตรงนั้น จงได้กับผู้ที่เข้ามากระทบให้เรารู้สึก เขาจะตั้งใจรับ หรือไม่ได้ตั้งใจรับก็ตาม

 

ถ้าหากใจของเรามีความเต็ม ใจของเราจะใหญ่กว่าเขา แต่ถ้าใจเรายุบ ไม่เต็ม มีความพร่อง เรายังเกิดความกลัว เรายังเกิดความหวาดเสียวแบบนี้ ใจของเขา อาการปรากฏตัวของเขายังใหญ่กว่าสติของเรา ก็แผ่ไปบ่อยๆ หลายๆ ครั้ง

 

ยิ่งบ่อยเท่าไหร่ ยิ่งชินนะ คือจะจับทิศจับทางได้ จะเกิดความชำนาญมากขึ้นว่า พอขนลุกแล้ว เราแผ่ออกไป มีความเบ่งบานออกจากใจ กลางใจของเรามีความเบา กลางใจของเรามีความสว่าง และถ้าเมื่อไหร่ใหญ่กว่าอาการขนลุก นั่นแหละ ตรงนั้น ที่เราแผ่เมตตาสำเร็จ

 

จะถึงหรือไม่ถึงเขา ด้วยกำลังของเราไม่ต้องไปตัดสิน เพราะยังไม่สามารถรู้ได้ แต่เราจะรู้ด้วยตัวเอง รู้อยู่ในใจว่า เราหายกลัวแล้ว เราเลิกกลัวแล้ว ซึ่งนั่นสำคัญมากกว่าที่จะไปคาดคั้นว่า ถึงหรือไม่ถึง เขาได้รับหรือไม่ได้รับ ตรงนั้นไม่สำคัญเท่ากับใจของเรานะ ที่เลิกกลัวนะครับ

 

*

*

 

02 ผิดไหมคะอาจารย์ที่แทบไม่ได้คิดเผื่อแผ่บุญให้ใครเลย เพราะมัวแต่ควบคุมสติตัวเองจากที่จิตตก หดหู่ ตอนนี้รู้สึกดีขึ้น แต่ไม่ถึงกับสามารถกระจายให้ใครได้ เหมือนยังดึงตัวเองออกมาจากหลุมดำไม่ค่อยพ้นดีค่ะ

 

ดังตฤณ : นั่นไม่ใช่ความผิดหรอก คือเวลาที่ อย่างที่ผมบอกตั้งแต่ต้นรายการเลยนะครับว่า อย่าทำตัวเป็นเตี้ยอุ้มค่อม อย่าทำตัวเป็นคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นแล้วคิดจะไปช่วยคนจมน้ำนะ

 

การที่เรายังใจแห้งอยู่ ใจเรายังรู้สึกไม่ดีอยู่ สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ เมตตาตัวเอง ให้อภัยตัวเอง และให้กำลังใจตัวเอง จนกว่าจะมีความสุขขึ้นมาแล้วค่อยหัดเอาความสุขนั้นไปแผ่ให้คนอื่น

 

เหมือนยังไม่มีเงินนี่ อย่าคิดให้เงินคนอื่น ยังไม่มีความสุขอย่าคิดให้สุขคนอื่น ยังไม่มีเมตตา อย่าคิดแผ่เมตตาให้ใคร ต่อเมื่อเรามีกำลังแล้ว มีความสุขแล้ว ตรงนั้นแหละ ถึงจะพร้อมพอนะครับ

 

ตอนนี้ ทุกคนกำลังต้องสู้ ทุกคนกำลังอยู่ในสนามรบ อยู่ในสมรภูมิครั้งใหญ่ ถ้าหากว่าใครยังมีกำลัง แล้วออกมาพยายามทำอะไร ช่วยพรรคพวกตัวเอง หรือว่าพยายามเอาชนะฝ่ายตรงข้ามเท่าที่กำลังของตัวเองจะมี ก็เป็นเรื่องน่าสรรเสริญ เป็นเรื่องดีสำหรับตัวคุณเอง เพราะว่าไม่ว่าคุณจะทำอะไรให้ใคร มากหรือน้อยแค่ไหนในชีวิตนี้ ท้ายที่สุดแล้ว คุณทำให้ตัวเองนั่นแหละ คุณทำให้ตัวเองได้บุญเพิ่ม หรือว่ามีความสุข มีความสดชื่นอันเกิดจากการได้มีตัวตนในโลกนี้ ที่จะทำให้โลกนี้ดีขึ้น

 

ทุกคนแหละ ถ้ารู้ตัวว่าตัวเองเป็นที่ตั้งของะไรที่ดีขึ้นในโลกนี้ จะมีความสุขกับตัวเอง จะมีความรู้สึกดีกับตัวเองนะ

 

แต่ถ้ายังทำไม่ได้ ไม่ต้องไปฝืน ก็ช่วยตัวเองให้รอดก่อน เอาตัวเองให้ว่ายน้ำเป็น เอาตัวเองให้มีความแข็งมากพอจะไปอุ้มคนอื่นนะ ตรงนี้แหละที่เป็นประเด็นสำคัญมากกว่าจะมานึกว่า เราเสียใจจัง ไม่ได้ช่วยคนอื่นนะครับ

 

*

*

 

03 หนูเองก็เคยสูญเสียแบบนี้เช่นกันค่ะ สามีถูกยิงเสียชีวิตเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตอนนั้นลูกอายุได้ 6 เดือน ช่วงแรกๆจิตใจอ่อนแอ เศร้าเสียใจมากเลยค่ะ กลางคืนก็นอนไม่หลับ มีเสียงเรียกอยู่ข้างหูตลอดคืน

 

ดังตฤณ : แต่ละคนก็มีชะตาที่เราไม่สามารถคาดหมายได้ว่า จะออกหัวออกก้อยวันไหนนะครับ ก็ช่วยกัน แล้วก็มีความรู้สึกที่ดีร่วมกันอย่างนี้แหละ พอถึงตาเรา เราก็จะรู้สึกนะว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยช่วยเราเช่นกัน

 

*

*

 

04 สาธุครับ ขอบคุณที่มาแบ่งปันประสบการณ์ครับ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเพื่อนเพิ่งผูกคอตายจิตตกมากครับ ฟังแล้วจิตคลายเศร้าหมองครับ

 

ดังตฤณ : ดีมากเลยครับ อนุโมทนาสาธุไปด้วยกันนะ

 

*

*

 

05 หลังจากทำการสวดมนต์ แผ่เมตตาแล้ว รู้สึกง่วงนอนค่ะ เป็นเพราะอะไรหรือคะ?

 

ดังตฤณ : อาจเพลียก็ได้นะ ร่างกายอาจเพลีย หรืออาจเป็นผลจากการฟังเสียงสติก็ได้ เพราะสำหรับซีรีส์สอง ผมได้ข้อสังเกตมากพอที่จะสรุปในเบื้องต้นตรงนี้นะครับ ผมก็สะสมองค์ความรู้เกี่ยวกับเสียงสติซีรีส์สอง มากขึ้นๆ นะ

 

สำหรับซีรีส์นี้ ถ้าสภาพร่างกายยังไม่พร้อมที่จะนั่งสมาธิ มันจะพยายามดับสวิทช์ ให้เข้าสู่โหมดพักก่อน ซึ่งก็คือนอนหลับ ถ้าตื่นขึ้นมามีความรู้สึกว่า สดชื่น มีกำลังวังชา นั่นแสดงว่า ร่างกายของคุณซ่อมแซมตัวเอง จะเป็นที่ส่วนสมอง หรือเป็นที่ส่วนอื่นไหนก็ตาม นี้เป็นสิ่งที่ผมค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าเป็นอย่างนี้นะ

 

คือฟังเสียงสติ ซีรีส์สอง ถ้าสมองพบว่าตัวเองไม่พร้อมที่จะเข้าสมาธิ มันจะพยายามปิดตัวเองเข้าสู่โหมดพักหรือซ่อมแซมฟื้นฟูร่างกาย

 

แต่ถ้าหากว่ามีกำลังวังชา มีความสดชื่นมากพอ ก็จะตั้งนิ่งเป็นสมาธินะครับ

 

*

*

 

06 มีอาการสะดุ้งตอนเสียงนกฮูก และเสียงดนตรีตอนเริ่มต้นในแต่ละ

ท่อน ทุกครั้งเลยค่ะ ขนาดจำได้ว่าจะต้องมีเสียงแบบนี้ แต่พอถึงเวลาจริงก็ยังสะดุ้งอยู่ มีอาการตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ฟัง จนถึงวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ค่ะ

ไม่ทราบว่ามีสาเหตุจากอะไร และจะสามารถแก้ไขอย่างไรได้บ้างคะ

 

ดังตฤณ : จริงๆ น่าจะชินแล้วนะ ถ้าไม่ชิน ก็เป็นไปได้ว่าเราอาจจะมีลักษณะพฤติกรรมทางจิต แบบย้ำคิดย้ำทำ คล้ายๆ ว่าส่วนลึก ไปสั่งตัวเอง ไปโปรแกรมไว้ว่า ถึงตรงนี้จะสะดุ้งแล้วก็สะดุ้งขึ้นมา ไม่เกิดความชินสักที

 

วิธีง่ายๆ ก็เอาเวอร์ชันที่ไม่มีเสียงดนตรีมาใช้นะครับ ซึ่งก็ให้ลิงก์ดาวน์โหลดไปแล้วนะ จะมีเวอร์ชันที่ไม่มีเสียงดนตรีประกอบนะครับ

 

อย่างตัว 8 นาทีที่ฟังรอบหลังนี้ก็ไม่มีเสียงดนตรีเช่นกัน ตอนนี้น่าจะโอเคแล้ว เพราะเสียงดนตรีออกแบบมาสำหรับคนที่ยังไม่คุ้นกับเสียงสติ อยากจะให้สมองส่วนหน้าลดการทำงานลงง่ายๆ ด้วยวิธีการทางดนตรีแบบโลกๆ นะครับ คือเป็นดนตรีประเภท relax ให้สมองส่วนหลังทำงานก่อนแล้วค่อยฟังเสียงสติ

 

แต่พอคุ้นแล้วไม่จำเป็น ก็ฟังเสียงสติได้เลยนะ

 

*

*

 

07 รอบแรกที่นั่งสมาธิให้คุณชู ผมกึ่งๆ หลับ ตอนครึ่งหลัง แต่รอบหลัง 8นาที ไม่หลับ และเกิดความรู้สึกที่ดีแผ่ไปให้ญาติที่ยังอยู่ได้ครับ

 

ดังตฤณ : อนุโมทนาครับ

 

*

*

 

08 เมื่อดูลมหายใจ ตามเสียงไปสักพัก ร่างกายร้อนวูบวาบตามขุมขน ก็ดู

ไปสักพัก ปรับอารมณ์ให้สบาย ไม่โฟกัสที่อาการร้อน กลับมาดูลม ไปเรื่อยๆ และเริ่มค่อยๆเบา

 

ดังตฤณ : การสังเกตตัวเอง เป็นพี่เลี้ยง เป็นครูที่ดีที่สุดนะครับ

 

*

*

 

09 วันนี้ได้แผ่เมตตาให้คุณชู ช่วงแรกก็มีความสุขสบาย สว่าง โล่ง

และมีแผ่เมตตาให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว มีช่วง 2 มีปฏิกริยาที่ขาจะสั่น ๆทำให้ใจอึดอัด ก็ตั้งจิตแผ่เมตตาให้ผ่านอาการสั่นภายในขา ก็สามารถผ่านจุดนั้นได้ค่ะ มารู้สึก ตอนเที่ยงทุกวันในที่ทำงาน ก็สวดมนต์นั่งสมาธิ ก็เคยรู้สึกว่ามีคุณยายแก่มากๆ เดินมาดู แต่ไม่ใช่มาแบบน่ากลัว เหมีอนเดินมาดูเรานั่งสมาธิเฉย ๆ

 

ดังตฤณ : ก็เป็นประสบการณ์เป็นรายละเอียดของแต่ละท่านนะครับ

 

*

*

 

10 หลังแผ่เมตตาทั้งสองรอบ ผมเกิดอาการหาวแบบสุดๆ แต่ไม่มีอาการ

ง่วงใดๆ และสภาวะสว่างก็ยังอยู่ด้วย ปกติไหมครับ?

 

ดังตฤณ : อาการหาวนี่ ไม่ได้บอกว่าผิดปกติ หรือว่าเป็นปกตินะครับ คือเป็นสภาพทางกายที่บางทีอาจไม่อยู่ในความรับรู้ของเรานะ

 

เหตุผลของการหาวมีไปต่างๆ นานา แต่ว่าในทางสมาธิ ก็คือการปรับสภาพอย่างหนึ่งของร่างกาย เอาแค่แบบคิดง่ายๆ ว่า นี่มีลักษณะการปรับสภาพทางกายอยู่ แล้วก็จะต่างไปเรื่อยๆ

 

ถ้าหากว่าร่างกายอยู่ตัว คลิกกับภาวะทางใจที่เป็นสมาธิ ก็จะนิ่งๆ ก็จะสงบอยู่ แต่ถ้าหากว่าเราไปเหนื่อย ไปเพลียมา หรือว่ามีสภาพที่ไม่พร้อม ไม่คลิกกันกับสมาธิ 100% ก็อาจมีอาการหาว อาการโยกไปโยกมาบ้าง หรือว่ามีอาการอื่นๆ นะครับ ที่ข้างเคียงแต่ละคนจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่จะเหมือนกันก็คือ เป็นข้อสังเกตให้เราสามารถเจริญสติรับรู้ได้ว่า ภาวะทางกาย ที่เกิดขึ้นในระหว่างสมาธิ จะแตกต่างไปได้เรื่อยๆ อันนี้สำคัญที่สุดนะ ถ้าขึ้นใจนะครับ เราจะได้ปัญญาจากมันเสมอ

 

*

*

 

11 เสียงสติซีรีส์ 2 ช่วยให้หลับใช่ไหมคะ พรุ่งนี้จะลองเอาให้คุณตาที่หลงสติฟังดูนะคะ ท่านตาบอดด้วย ไม่รู้กลางวันกลางคืน เลยไม่ค่อยนอน ต้องกินยากล่อมประสาทก็ยังไม่หลับค่ะ

 

ดังตฤณ : ไม่รับประกันนะว่าจะทำให้หลับ ขึ้นกับว่าคนฟัง คนใช้ จะเกิดความรำคาญในเบื้องต้นหรือเปล่านะครับ

 

ผมกำลังทำคลิปที่มีทั้งคำอธิบาย มีทั้งภาพประกอบ และมีทั้งให้หัดโฟกัสตา ที่ถูกต้อง ครบอยู่ในนั้นหมดเลยนะ เดี๋ยวทำเสร็จเมื่อไหร่จะแจก แล้วเชื่อว่าจะช่วยให้คุณไปแบ่งปันกับบุคคลอันเป็นที่รักได้กว้างขวางขึ้นนะครับ เพราะว่าจะเป็นการหัด แบบจับมือทำเลย step-by-step เลย ทีละขั้นทีละตอน จะไม่ใช่เสียงแบบยาวมาทีเดียว แต่จะอธิบายถึงที่มาที่ไป ถึงวิทยาศาสตร์เบื้องหลัง รวมทั้งเวลาที่ฝึก จะมีการให้ฟังทีละขยัก ทีละนิดๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจไปเรื่อยๆ แล้วพอเกิดความเข้าใจแล้ว จะเต็มใจในการใช้ ซึ่งผมพบว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้คนๆ หนึ่ง ฟังเสียงสติแล้ว work หรือไม่ work นะครับ

 

ถ้าไม่มีความเต็มใจ อย่างไรก็ไม่ work แต่ถ้าเต็มใจ อย่างไรก็ต้อง work แล้วความเต็มใจมาจากไหน ก็มาจากความเข้าใจนั่นเอง ผมถึงเห็นความสำคัญว่า ทำไมต้องมาทำคลิปตรงนี้ ซึ่งมีความยาวพอสมควรนะครับ แต่ว่าไม่ยาวจนขนาดที่ทำให้มือใหม่เกิดความเบื่อหน่ายเสียก่อนนะ

 

เอาเป็นว่าคุณลองดูแล้วกัน ถ้าหากคุณตาโอเค ไม่รำคาญ ก็โชคดีนะ เพราะลองมากับคนแก่สิบคน เกินครึ่ง โอเค แต่จะมีอยู่สองสามคน ที่ไม่โอเคนะ คำว่าไม่โอเค ส่วนใหญ่มาจากเรื่องของความรำคาญ รำคาญเสียงและไม่อยากทนฟัง ไม่รู้เหตุผลว่าทำไมต้องมาฟังเสียงแบบนี้นะครับ

 

แต่ที่โอเค ก็จะเป็นพวกที่ชอบลอง แล้วชีวิตผ่านการทดลองโน่น ทดลองนี่มาเยอะ แล้วก็มีความเต็มใจที่จะลอง พอฟังลูกๆ หลานๆ หรือว่าคนใกล้ชิดมาบอกว่า ดีนะ ทำให้เกิดสมาธิอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเต็มใจที่จะลอง แบบนี้ที่จะ work นะครับ

 

*

*

 

12 ช่วงหลัง ๆ มานี้นั่งสมาธิ แล้วไม่ค่อยมีสมาธิ โดยเฉพาะนั่งเองคน

เดียว แต่พอมาวันนี้ช่วงแรก สมาธิยังไม่นิ่งพอนั่งได้สักพักหนึ่ง เหมือนตัวเราโยกวูบไปนิด แล้วพอกลับเข้ามา กลับเข้าสมาธิได้ ลมหายใจยาวขึ้นโปร่งโล่งสบายแล้วก้อแผ่เมตตาได้ วันนี้เลยรู้สึกดีมากค่ะ

 

ดังตฤณ : อนุโมทนาครับ ตรงนี้เป็นข้อสังเกตของความแตกต่างนะ นั่งคนเดียวต่างจากนั่งหลายคนอย่างไร หรือว่านั่งวันนี้ เป็นอย่างหนึ่ง พรุ่งนี้เป็นอีกอย่าง สาระอยู่ตรงความต่างตามเหตุปัจจัยนั่นแหละ ถ้าเราสังเกตไปเรื่อยๆ แล้วมีสติ บอกตัวเองซ้ำๆๆ ว่า เหตุปัจจัยต่าง ทำให้ผลลัพธ์ต่าง และจะต่างไปเรื่อยๆ ไม่เที่ยง เพราะเป็นอนัตตา ไม่ได้มีตัวเราอยู่แต่เดิม มีแต่เหตุปัจจัยมาปรุงแต่งเป็นคราวๆ แล้วเรารู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่ปรุงแต่งทางกายทางใจนั้น เท่านั้นเอง

 

หลงนึกว่าเป็นตัวเป็นตนมาชั่วกัปชั่วกัลป์ เพิ่งมีชาตินี้แหละที่เราได้ข้อสังเกตจากพระพุทธเจ้า

 

*

*

 

13 ตอนนั่งสมาธิรอบสอง มีอยู่ช่วงหนึ่งค่ะที่ พอหายใจเข้าแล้วเหมือน อ๊

อกซิเจนขึ้นไปวนๆ อยู่ในสมอง พอหายใจออก อ๊อกซิเจนก็ออกค่ะ เป็นอยู่พักใหญ่เหมือนกันค่ะ

ดังตฤณ : ตรงนั้นเกิดวิตก และ วิจาร อันเป็นองค์สมาธินะครับ ที่ทำให้จิตของเราเข้าไปแนบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับลมหายใจ ซึ่งเป็นเครื่องตรึงสมาธิ

 

ที่บอกว่ามีออกซิเจน คือผมเข้าใจนะ คือจะมีความรู้สึกถึงภาวะของปราณ ที่โปร่งๆ ที่ใสๆ ที่กระจายเป็นคล้ายๆ แกส ที่มีความประณีตละเอียดอ่อนมากๆ แต่ที่จะเกิดภาวะแบบนั้นได้ ก็ต้องมีตัวองค์สมาธิ คือวิตก และวิจาร ที่เต็มพิกัดขึ้นมาแล้ว ถึงจะได้มีความรู้สึกแบบนั้นได้

 

ซึ่งเป็นเรื่องดี สังเกตเถอะ ว่าพอมีอาการเหมือนลมหายใจที่ละเอียดอ่อน ขึ้นไปวนอยู่ในสมอง สมองคุณจะเคลียร์ขึ้น คิดอ่านอะไรได้แตกต่างจากเดิม ราวกับว่าเป็นอีกคนหนึ่งคิด คิดด้วยอีกตัวตนหนึ่งที่มีความสดใสขึ้น คิดด้วยอีกตัวตนหนึ่งที่มีความละเอียดอ่อน ประณีตมากขึ้น

 

*

*

 

14 วันนี้ เห็นได้ชัดค่ะ ว่า ช่วงแรกหลังจากภาวนารอบแรก ภาพคุณชู

สว่างขึ้นค่ะ วันนี้รู้สึกอบอุ่นแบบนวลๆ จิตเอาแต่รำลึกถึงพระคุณของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และผู้มีพระคุณต่างๆ ตลอดของเส้นทางในการดำเนินในธรรมค่ะ และอยากจะเผื่อแผ่ไปยังทุกคนค่ะ และรู้สึกว่าแผ่ไปได้ไกลกว่าทุกครั้งค่ะขอบพระคุณคุณดังตฤณ และทีมงานทุกท่านค่ะ

 

ดังตฤณ : อนุโมทนาครับ สิ่งที่เกิดขึ้น เราทุกคนช่วยกันทำ แล้วเราทุกคน เป็นผู้ประจักษ์นะครับ ว่ากุศลธรรมมีจริง กุศลธรรมยังเกิดขึ้นได้ ในโลกที่ดูเหมือนมืดลงทุกขณะๆ ในขณะนี้นะครับ

 

*

*

 

15 ลมหายใจออกยาวขึ้น และมีน้ำตาไหลเยอะมากค่ะ

 

ดังตฤณ : ก็เป็นปีติชนิดหนึ่ง อนุโมทนาครับ

 

*

*

 

16 อนุโมทนาสาธุกับทุกๆท่านค่ะ ช่วงแรกดูภาพคุณชูแวบแรก รับรู้จิตเขาตก ร้องไห้เสียใจ พอผ่านไปสักพัก ส่งกำลังจิตร่วมกับคนอื่น คนในภาพ

เดียวกันก่อนหน้านี้ สว่างนวลตรงหน้าผาก ยิ้มมีความสุขจิตมีเรี่ยวแรงกำลังทำสมาธิรอบสองหลับตา แวบแรกเหนื่อยง่วง ช่วงกลางๆถึงปลายรู้สึกเหมือนฟ้าแลบ วางจิตรับรู้ตามความรู้สึกที่เป็นจริงขณะนั้นๆ แวบถัดไปรู้ลมหายใจยาวขึ้นหายใจโล่ง มีความสุข มีเรี่ยวแรงกำลังสดชื่นขึ้น แผ่เมตตาส่งกำลังจิตพุ่งไปที่องค์พระแล้วแผ่กระจายไปทั่ว นึกถึงผู้ที่จะรับทั้งญาติ และไม่ใช่ญาติร่วมถึงผู้ที่ร่วมทำสมาธิวันนี้ ขณะพิมพ์ฟังไป รับรู้จิตตัวเองไปเป็นขณะๆ ยังยิ้มมีความสุขอยู่เลยคะขอบคุณคะ อนุโมทนาอีกครั้งคะ

 

ดังตฤณ : ข้อความสำคัญอยู่ตรงนี้ ที่ดีมาก คือบอกว่า ช่วงกลางๆ ถึงปลาย รู้สึกเหมือนฟ้าแลบ ก็วางจิตรับรู้ตามความรู้สึกที่เป็นจริง ณ ขณะนั้นๆ

 

อันนี้ดี ไม่ไปปรุงแต่งนะครับ เรียกว่าสติ และสตินี่แหละที่จะปรุงแต่งจิตให้เกิดความเป็นสมาธิ เกิดความแข็งแรงขึ้นมา บนเส้นทางของการภาวนา

 

เพราะสตินี่ ความหมายที่แท้จริงก็คือการมีความสามารถระลึกรู้ ตรงตามจริงกับที่กำลังเกิดภาวะในปัจจุบันขึ้นมา .. สติไม่ใช่การคาดหมาย ไม่ใช่การอยากได้ ไม่ใช่การคิดว่านั่นดี นี่ไม่เอา

 

พอมีสติ แล้วก็รับรู้ตามจริงได้นานๆ ในที่สุดแล้ว ตัวของจิตของเรา จะมีความปรุงแต่งน้อยลง มีความเพี้ยนน้อยลง

 

คนในโลก ถ้ามุมมองของพระอรหันต์นะ เพี้ยนหมดแหละ คือตั้งแต่นึกว่านี่เป็นเรา นี่เป็นของเรา .. นี่เพี้ยนแล้ว สำหรับในมุมมองของพระอรหันต์นะ

 

ทีนี้ แต่ละคนยังมีความเพี้ยนเพิ่มเติมเข้าไปอีกตามเหตุปัจจัย ตามประสบการณ์ ตามความทึกทักของแต่ละคน แต่พอเรามาหัดสมาธิ มาเจริญสติ แล้วก็รับรู้ตามจริง เท่าที่ภาวะกำลังปรากฏให้รับรู้ ความเพี้ยนก็จะลดลงๆ ตามลำดับ จนกระทั่งถึงจุดที่ไม่เพี้ยนเลย ตรงนั้นแหละ ที่จะเป็นพระอรหันต์ ตามพระศาสดาท่าน

 

*

*

 

17 เมื่อคืนวันพระฝันว่ามีวิญญาณมาให้เห็นที่บ้าน แล้วก็หายไปเหลือแต่เสียงดังเหมือนเสียงแมลง แล้วลิ้น ขากรรไกรก็แข็ง แต่มีสติว่าต้องสวดบทอิติปิโส แต่เสียงไม่ชัดเพราะลิ้นแข็ง สวดจนเสียงเริ่มชัดมากขึ้น สะดุ้งตื่นมา เห็นตัวเองนอนพนมมือแล้วกำลังสวดมนต์จริงๆ ได้ยินเสียงสวดจริง จึงนอนสวดมนต์ไปจนจบ แล้วจึงลุกขึ้นนั่ง อยากให้อาจารย์อธิบายลักษณะฝันแบบนี้ค่ะ

 

ดังตฤณ : ความฝันที่เราได้ทำอะไรดีๆ พูดโดยรวมเลย ไม่ว่าจะเป็นการฝันร้าย แล้วเราแก้ฝันร้ายด้วยลักษณะของจิตที่เข้มแข็งกว่าสถานการณ์ในนั้นนะครับ

 

หรืออย่างนี้ มีวิญญาณ มีอะไรก็ตามเข้ามาในฝัน ตรงนี้เรายกไว้ก่อน ว่าจริงหรือไม่จริง .. อันนี้ตัดทิ้งไปเลยนะ

 

แต่ความปรุงแต่งของจิตที่เห็นไปอย่างนั้น .. จริงๆ แน่ๆ

 

อันดับแรก เอาแบบนี้ก่อนนะ

 

ผีจะมาหาเราในฝัน จริงหรือไม่จริง ยกไว้ ไม่ต้องสนใจ สนใจแค่ว่าในฝันมีการฝันถึงผี มาหาจริงๆ มาให้เห็นที่บ้าน เสร็จแล้วสิ่งที่เกิดในฝัน .. จริงเหมือนกัน .. ก็คือการที่ ในกรณีนี้ เราสวดมนต์ สวดบทอิติปิโสฯ

 

นี่ ไม่ต้องไปเถียงกับใครว่า จริงหรือไม่จริง แต่เป็นจริงในฝัน .. ฝันอย่างนั้นจริงๆ

 

ความฝันสะท้อนอะไร

 

ความฝันสะท้อนว่า เมื่อมีนิมิตที่เป็นอกุศลธรรมมา สิ่งที่จิตเราถูกกระตุ้นเตือนให้คิดถึงทันทีคือกุศลธรรม

 

ความมืดเข้ามา .. จิตถูกปลุกให้สาดแสงสว่างไปไล่ความมืดทันที นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เป็นอัตโนมัติ

 

ในภาวะที่เราควบคุมตัวเองไม่ได้ เหมือนกับตอนตื่น มันเลือกแบบนี้ นั่นแสดงว่า ใจบอกนิมิตหมายเลยว่า .. เลือกทางดีแล้ว .. เลือกที่จะอยู่กับกุศลธรรม เมื่ออกุศลธรรมมา

 

ขอให้สังเกตตัวเองในระหว่างวัน จะสะท้อนเหมือนกัน อะไรที่ไม่ดีเข้ามา ใจของเราจะปรุงแต่งไปในทางที่อยากเอาดี ไปปราบ หรือว่าไปทำให้คลี่คลาย กลายเป็นดีมากขึ้นกว่าที่มันปรากฏกระทบใจตอนแรก

 

ขอให้สังเกตอย่างนี้ ว่าเวลากุศลธรรมปรากฏขึ้นในชีวิตเรา จะฟ้องชัด แม้กระทั่งในขณะที่เรากำลังหลับฝันอยู่ พอสะดุ้งตื่นขึ้นมา เรายังสวดมนต์อยู่ นี่ก็แสดงว่า ทั้งส่วนลึก และส่วนตื้นของจิตสำนึก กลมกลืนกัน เป็นไปด้วยกัน ซิงค์กัน

 

นี่เป็นเรื่องน่าดีใจ

 

ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ที่ต้องอธิบายกันในทางลึกลับว่า มีอะไรมารบกวน เราจะช่วยแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศลอย่างไรต่างๆ รายละเอียดตรงนั้น ยกไว้ก่อน คือเดี๋ยวจะตามมาได้เอง เราจะมีสติแล้วก็ความคิดเฉพาะหน้าที่มารับกันได้ไปเรื่อยๆ แต่เอาตัวตั้งตรงที่เราอุ่นใจว่า นี่ เวลาที่มีอะไรไม่ดีเข้ามาในชีวิตเรา เราพยายามเอาอะไรดีๆ ในตัวเรา ที่มีอยู่แล้ว ไปชดเชย ไปทดแทน หรือว่าไปปราบ

 

นี่คือสิ่งที่เราทำไว้ในใจ แล้วจะได้ประโยชน์สูงสุด เพราะว่าเวลาที่จิตเขาจะมีความเชื่อมั่นในตัวเอง หรือไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ต้องมีสัญลักษณ์ สัญญาณอะไรสักอย่างหนึ่ง บอกขึ้นมาก่อน บอกใบ้อย่างนี้ขึ้นมาในฝัน ว่ามีผีมา แล้วเราสวดอิติปิโสฯ มีกำลังที่จะสวดอิติปิโสฯ ได้ มีดีที่จะจัดการอะไรได้

 

 

ส่วนที่ขากรรไกรแข็ง หรืออะไรต่างๆ ก็เป็นได้ทั้งเรื่องของเส้นประสาท แล้วก็อาจมีอะไรที่มีผลกระทำจริงๆ แต่ไม่สำคัญเท่าที่เราจะมาทำความเข้าใจในขณะนี้ ว่าการที่เป็นมนุษย์ และมีร่างกายแบบนี้ .. จะได้เปรียบ

 

ได้เปรียบกว่าพวกที่มีแต่วิญญาณมารบกวนแน่ๆ นี่คือทำไว้ในใจก่อนเลย

 

เพราะฉะนั้น ถ้าหากแม้ว่าจะเป็นเรื่องจริง ที่เขามารบกวนแล้วทำให้เราเนื้อตัวแข็งอะไรต่างๆ หรือถูกผีอำอะไรอย่างนี้ คือคิดไว้ก่อน เชื่ออย่างนี้ไว้ก่อนว่า เราต้องได้เปรียบเขา เราแข็งแรงกว่า

 

หมายความว่า กายอันเป็นฐานที่ตั้งของจิตนี้ จะแข็งทื่อ หรืออะไรก็แล้วแต่ เป็นแค่สัญญาณบอกว่าภาวะทางกายผิดปกติ แต่ถ้าใจของเราไม่ผิดปกติตาม คือยังมีสติอยู่ รับรู้ว่ากายแข็ง แล้วเรายังมีกุศลธรรมเหลืออยู่มากพอที่จะสวดอิติปิโสฯ นี่ .. ไม่ต้องไปกลัวอะไรทั้งสิ้น

 

เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าตื่นมาก็ตื่นมาแบบคนที่ชนะ หรือแม้กระทั่งเลวร้ายที่สุด ต้องตายไปก็ตายไปกับ อิติปิโสฯ ... ดี ย้ายบ้านไปสวรรค์

 

พอคิดไว้แบบนี้ แม้แต่ตายเราก็ไม่กลัว ถ้าตายเมื่อไหร่เราไปสบายเมื่อนั้น ไปมีวิมานอยู่โอ่โถง เป็นวิมานแก้วที่วิจิตรพิสดารกว่าปราสาทแก้วในโลกนี้ที่มนุษย์สร้างขึ้นมา ก็จะไม่มีความกลัว

 

แล้วพอไม่มีความกลัว จิตจะเข้มแข็ง และปรุงแต่งให้ภาวะทางกายเข้มแข็งตามนะครับ

 

แอดมินเบลล์ : เบลล์ขออนุญาตเสริมประสบการณ์ส่วนตัวนะคะ

 

ในฐานะของคนที่ฝันบ่อย แล้วก็ชอบฝันว่าตัวเองพูดหรือตะโกน จากที่ตัวเองสังเกตในฝันตัวเอง เวลาที่เราต้องการพูดหรือตะโกนในฝัน จะมีอาการเหมือนที่ขากรรไกรจะค้างอยู่แล้ว เหมือนเวลาเราจะพูดในฝัน ร่างกายจะไม่อำนวยค่ะ

 

สำหรับเบลล์ ไม่ได้เป็นเรื่องความลึกลับอะไร นี่เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของคนที่จะฝัน หรือสวดมนต์บ่อยๆ จะพูดไม่ออกโดยธรรมชาติ

 

ดังตฤณ : พี่เคยเกิดอาการเหล่านี้มา เล่าตรงๆ นะ เวลาที่เห็นอะไรคล้ายๆ แบบนี้ คือมากระทำแบบตรงๆ เลย คือจริงๆ ไม่ค่อยอยากเล่าแบบนี้แต่ว่าให้สอดคล้องกันกับคำถาม คือเวลาที่มีอะไรมารบกวน แล้วเรารู้สึกเหมือนแขนขาขยับไม่ได้นี่ ทางแพทย์บอกว่าเส้นประสาทถูกกดทับบ้างอะไรแบบนี้

 

แต่คนที่มีประสบการณ์อีกแบบหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้งแขน ทั้งขา ทั้งตัวแข็งทื่อ บางทีไม่ใช่แค่ขากรรไกรอย่างเดียว แต่เหมือนรู้สึกว่าถูกควบคุมทั้งตัวอะไรแบบนี้ ในลักษณะของการที่โดนกระทำจากภายนอกนี่ จะรู้สึกได้เหมือนกับถูกยึดไว้ ให้มีสภาพที่ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้

 

ทีนี้ประเด็นคือ อย่างของกรณีเบลล์ อันนี้จะใช่ คือว่าพอเรามีความพยายามที่อวัยวะส่วนไหน แล้วอวัยวะส่วนนั้น ดูเหมือนแข็งขืน หรือว่าค้างคาอยู่ตรงนั้น นี่ก็เป็นอีกข้อสังเกตหนึ่ง ซึ่งแต่ละคนจะมีได้หลากหลาย

 

อย่างของเบลล์อาจเกิดขึ้นได้กับหลายๆ คนนะ

 

*

*

 

18 เสียงสติตอนเริ่มโอเคมากค่ะ แต่เวลาคลื่นอัลฟ่าเบต้ามา ถ้าใส่หูฟัง

จะทนไม่ค่อยได้หายใจเหมือนธาตุไฟจะแตก หลายครั้งแล้วที่ใส่หูฟังแล้วเวียนหัวมากค่ะ ต้องดึงออกแล้วเปิดลำโพงโทรศัพท์ทำได้ค่ะ

 

ดังตฤณ : จริงๆ เสียงสตินี่นะ คือหลักการทำงานของมัน ..ตัวเสียงสติจริงๆ ถ้าเทียบกันจุดต่อจุดนะ จะไม่ใช่ binaural beats ด้วยซ้ำ แต่มีวิธีการกระตุ้นคลื่นสมองอีกแบบหนึ่ง ที่ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของแต่ละคน

 

ภาวะพื้นฐานของแต่ละคนเป็นอย่างไร จะไปทำให้เกิดการปรับแต่งที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละคน แต่โดยหลัก จะมีความคล้ายคลึงกันอยู่อย่าง คือพยายามเปลี่ยนการทำงานจากสมองส่วนหน้า ไปยังสมองช่วงครึ่งหลัง

 

ผมจะพูดสั้นๆ ง่ายๆ ให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือว่า เปลี่ยนจากส่วนหน้า ไปส่วนหลัง

 

เวลาที่เปลี่ยนไปที่ส่วนหลัง ถ้าหากว่าสมองส่วนหน้ายังทำงานอยู่ อาจนิสัยดั้งเดิมทางการคิด หรือว่าอารมณ์ปั่นป่วนที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น จะเป็นความรำคาญ อยากลุกไปทำอย่างอื่น หรือคิดโน่นคิดนี่ก็ตาม

 

ถ้ามีอาการยื้อระหว่างส่วนหน้า กับส่วนหลัง ในที่สุดจะเกิดอาการอย่างที่คุณว่า ว่าเวียนหัว

 

ถึงได้ว่าถ้าเสียงดนตรีช่วยได้ในเบื้องต้นนะครับ ก็จะมีความผ่อนพัก แล้วก็มีความพร้อมพอ ที่จะฟังเสียงสติต่อให้จบ

 

แต่ถ้าหากว่ามีความรู้สึกเหมือนกับยื้อกันอยู่ อยากให้ค่อยเป็นค่อยไปนะครับ คือถ้าไม่ไหว ก็อาจเลิกฟัง หรือถ้าเกิดความรู้สึกคิดถึง ก็อาจกลับมาฟังใหม่

 

ถ้าฟัง ยิ่งฟัง มีความรู้สึกว่าหัวโล่งขึ้น มีความรู้สึกว่าดีขึ้นเรื่อยๆ อันนี้แสดงว่าคลิก แต่ถ้ายิ่งฟังยิ่งปวดหัว อันนี้ก็ไม่แนะนำนะครับ แต่ผมกำลังจะทำคลิปซึ่งเข้าใจว่า ถ้าทำคลิปนี้เสร็จ เอามาอธิบายตั้งแต่ต้นเลย มาจนกระทั่งการฟังให้ได้ผลนะครับ การฟังเสียงสติอย่างมีจุดประสงค์ว่า เราจะเอาไปเจริญอานาปานสติต่ออย่างไร หรือว่าจะทำให้เกิดมีภาวะเมตตา ภาวะที่แผ่ปีติสุขได้อย่างไรนี่นะ

 

ด้วยคลิปนี้ ผมเชื่อว่าจะทำให้หลายๆ ท่านมองแล้วเข้าใจนะครับว่า มีจุดสังเกตตรงไหนในเรา ที่ขัดแย้งกัน หรือไม่เป็นไปตามวิถีทางแบบที่เสียงสติจะพาไปนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่างเรื่องการกลอกตา ผมจะให้ข้อสังเกตตั้งแต่ต้นเลย โดยมีตัวแอนิเมชัน จำลอง มาทำให้ดูเลยว่า การที่ตาคุณกลอกไป มีผลรบกวนกับจิตใจอย่างไร

 

หรือว่า หายใจไปด้วยแล้วตากลอกไปด้วย ทำให้ปวดหัว ทำให้เวียนหัวได้อย่างไร

 

แต่ถ้าตานิ่งๆ อยู่ในโฟกัสที่ถูกต้อง แล้วรู้สึกถึงลมหายใจไปด้วย จะผ่อนคลาย จะสบายอย่างไร ตรงนี้ จุดเริ่มต้นเอาตรงนี้ก่อนเลย เสร็จแล้วค่อยมาว่ากันเรื่องเสียงสตินะครับ

 

ถ้าทุกอย่างลงตัว ทั้งสายตา .. สบาย ฝ่าเท้าฝ่ามือ .. ผ่อนคลาย ใจไม่กระโดดไปคิดเรื่องอื่น แล้วในวันนั้น ภาวะทางกายของคุณมีความปลอดโปร่งนะครับ ไม่มียางเหนียวแห่งความยึดติดใดๆ

 

ก็จะพบว่า การฟังเสียงสติ มีความเป็นไปได้สูง มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ นะ

 

*

*

 

19 วันนี้ ง่วงมาก ตอนนั่งสมาธิ ฟังเสียงสติรอบแรก จนต้องล้มตัวลง

นอนพัก เลยไม่ได้ทำต่อรอบที่ 2 เลยค่ะ เสียดาย

 

ดังตฤณ : ไม่ต้องเสียดายนะ ทำเองได้ แล้วอย่างที่บอก ถ้าร่างกายอยากจะนอนด้วยเสียงซีรีส์สองนี่นะ นอนไปเถอะ ไม่ต้องไปพะวง ไม่ต้องไปติดใจอะไรให้มันหลับ แล้วตื่นขึ้นมาคุณจะรู้สึกดีขึ้น เพราะตอนนี้ค่อนข้างมั่นใจนะครับ ว่าเกิดกับทุกคน ถ้าหลับไปแบบดีๆ เต็มใจนอน เต็มใจที่จะหลับพักสบายๆ ตื่นมาแล้วจะสดชื่น เหมือนสมองมีคุณภาพดีขึ้น

 

*

*

 

20 ทั้งสองช่วงมีลมหายใจละเอียดจนเหมือนไม่หายใจแต่มีความสว่าง

มาก พอเสียงเปลี่ยนจังหวะ มีความรู้สึกว่ามีคลื่นสว่างหมุนเป็นเกลียวสว่างทั้งแนวระนาบและแนวตั้ง มีคลื่นแผ่ออกมาจากองค์พระให้เห็นเป็นช่วงๆ ค่ะตอนแผ่ให้...ก็รู้สึกเขาสว่างขึ้นค่ะ

 

ดังตฤณ : ทุกคนยืนยันนะ ว่ารู้สึกว่าคุณชูสว่างขึ้น

 

นี่ก็คือการที่เราได้ประจุพลังความสว่าง ความเมตตา ความสุข ความเป็นกุศลธรรม ฝากไว้ให้กับผู้ล่วงลับแล้วจริงๆ นะครับ

 

พอคุ้นแล้ว พอชินแล้วเราจะรู้สึกว่า นี่ไม่ใช่เรื่องลึกลับนะ การที่เราทำให้ความสุขเกิดขึ้นในเรา และการที่เราสามารถส่งผ่านความสุขอย่างนั้นไปให้ผู้อื่นได้ จะไม่ใช่เรื่องลึกลับ แต่จะเป็นเรื่องเปิดเผยมากขึ้นๆ แล้วถ้าจิตของคุณตั้งนิ่งเป็นสมาธิ มีความตั้งมั่นมากพอ จะเห็นว่า ใสแจ๋วเลยนะ ความจริงที่เกิดขึ้นนี่ เป็นอะไรที่รู้ได้เลยว่า นี่ฝั่งเรา นั่นฝั่งเขา

 

ตรงฝั่งเขา เดิมมีความทุกข์ประมาณไหน แล้วแผ่เมตตาไป เขาได้รับความสุขเพิ่มขึ้นจริงหรือเปล่า จะไม่สงสัยนะครับ เพราะจับทิศจับทาง จับพิกัดได้อย่างแม่นยำว่า ฝั่งเราเป็นอย่างไร ฝั่งเขาเป็นอย่างไร

 

*

*

 

21 นั่งช่วงหลังรู้สึกลมหายใจลึก ละเอียดมากเหมือนแทบไม่ได้

หายใจ เหมือนได้พักจิตและรู้สึกดีมากที่ได้แผ่จิต ที่สุขสงบเบาสบายไปให้พ่อ แม่ สามี ญาติสนิท และ สรรพจิตวิญญาณทั้งหลาย ชอบมากเลยค่ะ

 

ดังตฤณ : ไม่มีใครไม่ชอบหรอก ความรู้สึกที่แสนดีอันเกิดจากการที่เราอยู่ในทะเลเมตตา แล้วก็ทำให้คนอื่นๆ ได้ลงมาอยู่ในทะเลเมตตาอันเดียวกันกับเรา ทุกคนชอบหมดนะ

 

เพียงแต่ว่า เราจะฝ่าฟันอุปสรรค ผ่านด่านความเกลียด ผ่านด่านความไม่สามารถให้อภัย ผ่านด่านพยาบาทมาถึงตรงนี้ได้หรือเปล่าเท่านั้นแหละ

 

*

*

 

22 ขออนุญาตพูดเรื่องอาการสะดุ้งอีกครั้งนะคะ คือโดยส่วนตัว ไม่ได้สะดุ้งเพราะตกใจกลัวหรือไม่ชอบนะคะ ตรงกันข้าม รู้สึกชอบมาก เพราะ

เป็นคนชอบเสียงสัตว์ ถูกจริตมาก ทำให้สามารถพัฒนาการทำสมาธิของตัวเองอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ งงค่ะว่า เกิดอะไรขึ้น ในเมื่อชอบขนาดนี้ สมาธิก็ดีขึ้น แต่ทำไมมีอาการสะดุ้งไม่เลิกซะที

 

ดังตฤณ : เป็นที่ผมมองนะ คือจริงๆ ถ้าจะรู้ชัดๆ ต้องนั่งอยู่ตรงหน้า แต่ว่าเอาจากประสบการณ์ที่เห็นมานะครับ เวลาที่เกิดอะไรขึ้นซ้ำๆ มักจะมีการโปรแกรมไว้ในส่วนลึกของเราโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการที่ไม่พึงประสงค์ หรือไม่คาดหมาย หรือไม่เข้าใจ จะมีอีกส่วนหนึ่งของจิตเราได้โปรแกรมตัวเองไว้นะครับ ซึ่งเป็นการปรุงแต่งที่มีความสลับซับซ้อน

 

แต่จริงๆ ถ้าไม่ได้มีผลให้การทำสมาธิในครั้งนั้นเสียหาย ก็ไม่เป็นไร ข้ามมันไปก็ได้ ตั้งความเชื่อไว้ว่า เดี๋ยวมันก็หายไปเอง

 

*

*

 

23 รอบที่ 2 ที่นั่ง มีความรู้ระยิกๆบนศีรษะคะ

 

ดังตฤณ : ก็อาจเป็นลักษณะของพลังงาน ที่ควง หรือว่ามีอาการผลักดันให้เกิดความรู้สึกยิกๆ ขึ้นมา ไม่ได้มีเรื่องที่น่ากังวล แต่ว่าเราแค่ทำความเข้าใจว่า พลังงานชนิดนี้ ผ่านมาแล้วเดี๋ยวก็ผ่านไป

 

*

*

 

24 อยู่ๆ หนูก็รู้สึกกลัวค่ะ ปกติเป็นคนกลัวผีอยู่แล้ว แต่อยากช่วยคุณนุ่น คุณชูค่ะ อยากให้อาจารย์ช่วยอธิบายการกลัวผีแบบนี้หน่อยได้ไหมคะ

 

ดังตฤณ : ความกลัวของแต่ละคน ก็เป็นการปรุงแต่งของจิตชนิดหนึ่ง

 

ทีนี้ถ้าเรามาระลึกด้วยสติ เอาความเป็นจริงเลยว่าคนตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฆ่าตัวตาย จะอ่อนแอกว่าเราแน่ๆ ทำความเข้าใจในทิศทางนี้นะ แล้วต้องการเราเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่อะไรที่น่ากลัว แต่เป็นอะไรที่น่าสงสาร

 

ทำไว้ในใจแบบนี้ จะเกิดความรู้สึกเมตตาขึ้นมา

 

แต่ถ้าคิดถึงคนตาย ในแบบที่เข้าใจผิด นึกว่าจะน่ากลัวแบบหนังผีเสมอไป ที่เขาปรุงแต่งขึ้นมา ถ้าคุณไปดูตอนเขาทำ make up หรือมาแต่งเป็น CG คุณจะเห็นเลยว่าไม่มีความน่ากลัวอยู่จริงเลยนะ เป็นสิ่งที่ถูกตกแต่งขึ้นมาทั้งสิ้น เป็นการทำแสง ทำสี ทำเงา ขึ้นมาลวงตาของเรา โดยอาศัยจิตวิทยาพื้นฐานว่า ถ้าเห็นเงาเยอะๆ จะไปกระตุ้นความกลัวขึ้นมา

 

แล้วความกลัวที่ถูกฝังไว้ในใจจากการดูหนังผีมากๆ นี่ ลงไปในส่วนลึก พอพูดถึงคนตายขึ้นมาปุ๊บ จะนึกสิ่งนี้ขึ้นมาปั๊บ สิ่งนี้จะถูกดึงออกมา ก็กลายเป็น .. เหมือนบางทีเราก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องกลัว

 

ที่กลัวนี่ เป็นความจำเก่าๆ ทั้งนั้น เป็นการปรุงแต่งที่เกิดขึ้นแบบไม่ตรงตามสภาพความเป็นจริง

 

ตอนนี้เขาอ่อนแอกว่าเราชัดๆ แต่เราไปกลัวคนอ่อนแอกว่า .. เห็นไหม หรือเขาไม่ได้มาปรากฏตัวทำร้ายเรา ให้เห็นอยู่ต่อหน้า แต่เราก็ไปวาดภาพว่าเขาจะมาทำร้าย

 

อันนี้ถ้าเราแผ่เมตตาหรืออุทิศส่วนกุศลบ่อยๆ ในที่สุดความกลัวผีแบบไม่สมเหตุสมผล จะหายไปจากจิตใจของเราด้วยนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คืนนี้เรามาทำ workshop แบบของจริงกัน

 

ของจริงตรงนี้ ถ้าเราผ่านได้ ถ้าเรามีความสุขกับการแผ่เมตตาได้ อุทิศส่วนกุศลแล้วเรารู้สึกปลื้มได้ ตลอดชีวิตที่เหลือจะไม่กลัวผีอีกเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผีที่ยังไม่ได้มาให้เห็น อยู่ๆ จะไม่ไปปรุงแต่งให้เกิดความกลัวขึ้นมา

 

*

*

 

25 ไม่แน่ใจเรื่องคุณชูได้รับไหม แต่ความรู้สึกตัวเองคือ เอ่อล้นมาก จนน้ำตาไหลออกมาเอง ตอนอุทิศส่วนกุศล และเห็นภาพคุณชูอยู่ในวัดค่ะ

 

ดังตฤณ : ตรงที่เป็นความปรุงแต่งนี้ ก็คือสิ่งที่ยืนยันนะครับ ว่าจิตของเราเป็นกุศล อย่างภาพวัด หรือว่าการที่ได้ทำให้ใครสว่างขึ้นนี่ จริงหรือไม่จริง เราละไว้ก่อน เรายังไม่สามารถยืนยันกับตัวเอง เพราะจิตเรายังไม่ตั้งมั่นพอ

 

แต่ว่าเราสามารถรู้ได้กับตัวเองทันทีนะครับว่า จิตของเราดีขึ้นแน่นอน อัพเกรดขึ้น แผ่เมตตาได้ มีกรุณาในสมาธิ มีกรุณาอย่างเป็นสมาธิที่จะช่วย แล้วก็ทำให้จิตของเราปรุงแต่งยืนยันกับตัวเอง ว่ามีภาพ มีนิมิตอะไรดีๆ เกิดขึ้น

 

ตรงนี้ เอาให้ได้ตรงนี้ก่อน แล้วเดี๋ยวต่อไปคุณจะค่อยๆ รู้เอง เวลาที่เราแผ่เมตตาบ่อยๆ อุทิศส่วนกุศลบ่อยๆ จะเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า ฝั่งเราเป็นอย่างนี้ ฝั่งอื่นเป็นอย่างนั้นนะ

 

*

*

 

26 ช่วงนึกถึงภาพคุณชู มีลมพัดมาปะทะใบหน้าค่ะ

 

ดังตฤณ : ตรงที่มีลมมาปะทะ ก็เป็นไปได้ แต่ไม่ใช่คุณชูมาหาหรอก

 

การที่เราอุทิศส่วนกุศลเป็นพันๆ คน เป็นไปไม่ได้หรอกที่เขาจะมาหาครบทุกคนนะ แล้วตรงนี้ บางทีเป็นพลังงาน คือไม่ได้ตั้งใจมา แต่เป็นพลังงานในส่วนที่เราสามารถรับรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ในทางที่ .. คือยังไม่ต้องไปมองก็ได้ว่าดีหรือไม่ดี แต่เป็นพลังงานบางอย่างที่เราสามารถรับรู้ได้ ว่า .. เหมือนเราเขวี้ยงบอลไปปะทะกำแพง แล้วบอลนั้นก็เด้งกลับมา เป็นลักษณะเดียวกันนะครับ

 

คือเดี๋ยวจะคุ้นเอง เวลาที่เราแผ่เมตตา หรือว่ามีการอุทิศส่วนกุศล มีสายลมเกิดขึ้น จะเป็นสายลมวน หรือว่าสายลมเข้ามาปะทะ หรือว่ามีสายลมขึ้นมาจากด้านล่าง ขึ้นข้างบนอะไรแบบนี้

 

หรือบางทีจากข้างบนมาข้างล่าง จะเป็นแสงเป็นสายลมก็ตาม จะเป็นลักษณะปรากฏของความปรุงแต่งในเชิงกุศลธรรมนะครับ ที่ทำให้เรารับรู้ว่ามี movement อะไรบางอย่าง ความเคลื่อนไหวอะไรบางอย่าง

 

ถ้าหากว่าเราไม่ได้ไปปรุงแต่งเพิ่ม ไม่ไปกลัว ไม่สนใจอะไรมาก ด้วยจิตที่เป็นอุเบกขามากขึ้นๆ และสัมผัสอะไรแบบนี้บ่อยๆ จะแยกออกด้วยตัวเอง จะมีสัญชาติญาณทางจิตที่รู้ สัญชาติญาณทางสมาธิที่ไปเห็นว่าสิ่งที่เข้ามาคืออะไร

 

แต่อย่างที่ผมยกตัวอย่างไปว่า ขว้างบอลปะทะกำแพง บอลก็เด้งกลับมา ถ้าบอลนั้นเป็นบอลสว่าง ขว้างไปแล้วสะท้อนกลับมาก็ต้องเป็นความสว่างเช่นกัน อะไรดีๆ ที่เราให้ไป เวลาสะท้อนกลับมาก็ต้องเป็นอะไรที่ดีๆ เช่นกัน

 

ก็เป็นความเข้าใจแบบเบสิคนะ

 

*

*

 

27 ไม่กล้ามองภาพ

 

ดังตฤณ : เข้าใจได้นะ ถ้าเกิดความปรุงแต่ง เกิดความกลัว แต่จริงๆ อย่างที่เพื่อนๆของเราทุกท่าน ที่ทำมาตามลำดับ จะพบตรงกันว่า ภาพสว่างขึ้น และไม่ได้มีความน่ากลัวอะไรเลย

 

ทุกอย่าง ใจเป็นใหญ่ใจเป็นประธาน อะไรๆ ไหลมาแต่ใจ ถ้าหากว่าใจของเราสว่าง ส่งไปที่ไหน ก็ได้รับความสว่างสะท้อนกลับมาเสมอนะครับ

 

อย่างหลายๆคนบอกว่า เหมือนมีแสง มีออร่า มีอะไรที่เจิดจรัสขึ้นมาจากภาพ จริงๆ แล้วก็คือการสะท้อนจากจิตของเราเองนะ ว่าจิตของเรามีออร่ามากขึ้น แล้วก็จักษุวิญญาณของเราสว่างขึ้น

 

แต่พอยต์คือเมื่อเราเห็นอย่างนั้น เราจะสามารถแยกได้ว่า ความสว่าง มีทั้งความสว่างฝั่งของเรา และความสว่างฝั่งของเราที่เรามอบให้

 

เมื่อเกิดการแชร์ความสว่างนี้บ่อยเข้า จนกระทั่งจิตมีความตั้งมั่น จะเกิดสัญชาติญาณรู้ขึ้นมาเลยว่า สิ่งที่เรามองทั้งโลก โลกทั้งใบ จะขึ้นอยู่กับว่าใจเราเห็นความสว่างของตัวเองออกมาก่อนหรือเปล่า

 

ถ้ามีความกลัว ถ้ามีความปรุงแต่งแบบเก่าๆ แบบยึดติดว่า แบบนี้น่ากลัว คนตายไปแล้ว ลักษณะการปรุงแต่งแบบนี้จะทำให้เห็นภาพ น่ากลัวขึ้นมา

 

ถ้าคุณมองเห็นภาพคุณชู โดยที่ไม่มีการมาบอกไว้ก่อนว่า คนนี้เสียชีวิตไปแล้ว คุณก็จะ .. ทำไมล่ะ ก็ภาพคนคนหนึ่ง

 

แต่พอบอกว่า คนนี้ตายไปแล้ว แล้วเราจะมาแผ่เมตตาให้ ถ้าความปรุงแต่งทางใจของคุณยังไม่สว่างมากพอ ก็จะเกิดความปรุงแต่งไปอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นขั้วตรงข้าม เกิดความกลัว หรือเกิดความรู้สึกไม่ดีอะไรขึ้นมา ระแวง อะไรขึ้นมา

 

ตรงนี้ ถือว่าเป็นความเข้าใจร่วมกันในคืนนี้ด้วยนะครับ

 

*

*

 

28 เห็นว่าเหมือนหน้าสว่างขึ้น แต่ไม่รู้สึกฝั่งเชา แค่เห็นว่าเราเห็นหน้าเขาเหมือนนวลขึ้นค่ะ

 

ดังตฤณ : ก็เป็นประสบการณ์ร่วมกัน สำหรับส่วนใหญ่นะครับ ที่ได้รู้สึกถึงเมตตาในตัวเองก่อน

 

*

*

 

29 สว่างขึ้นจริงๆ เพราะตอนนี้ รูปไม่สว่างเท่าตอนแรก

 

ดังตฤณ : จริงๆ นี่นะ ที่จะวัดได้ว่า สว่างหรือไม่สว่าง วัดขึ้นได้จากใจเรา เป็นอันดับแรก ถ้าหลับตาแล้วรู้สึกถึงรูปได้ แล้วรู้สึกสว่างขึ้น อันนี้มีการแผ่เมตตา หรือว่าแผ่ความสว่างไปถึงเจ้าตัวเสมอ

 

*

*

 

30 เสียงสติจำเป็นต้องฟังในที่เงียบสงบไหมคะ ตอนที่ลองฟัง ฟังในที่

ที่มีเสียงรอบข้างดังนิดหน่อย หูก็จะไปฟังเสียงอื่นแทน ไม่มีสมาธิฟังเลยค่ะ ตัวเองเป็นโรค PSDด้วย ที่ได้ยินเสียงดังนิดหน่อยจะตกใจค่ะ

 

ดังตฤณ : รายละเอียดในการนั่งฟังมีผลเสมอนะ อย่างผมเอง ถ้านั่งที่หนึ่ง กับมานั่งตรงนี้ ฟังเสียงสติก็แตกต่างกันนะ

 

ความปรุงแต่งทางกาย ความปรุงแต่งของสภาพแวดล้อมมีผลนะครับ ต่อให้พระ ครูบาอาจารย์ที่ท่านชำนาญสมาธิแล้ว ท่านก็ยังบอกเลยว่า ไปนั่งในถ้ำ มีความรู้สึกว่าสงบเร็วกว่า อะไรแบบนี้

 

จะมีรายละเอียดแต่ว่า ถ้ามัวแต่เกี่ยงอยู่ว่าจะต้องเอาที่ๆ เหมาะทุกอย่าง มีความพร้อม บางทีก็อาจเรื่องมากไป แล้วก็ทำให้หลายๆ ท่านรู้สึกว่าตัวเองไม่พร้อมเสียที

 

ทีนี้ อย่างถ้าหากว่า นั่งในที่มีเสียง แล้วเกิดผลที่เป็นลบอะไรขึ้นมา ก็อาจรอสักนิดหนึ่ง หาที่สงบให้ตัวเอง สังเกตตัวเองไปเรื่อยๆ นะครับว่า นั่งที่ไหน แล้วดีที่สุด เกิดผลดีที่สุด อันนั้นแหละคือที่ที่ใช่ สำหรับเรา

 

*

*

 

31 กราบขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะที่อธิบายให้ฟังชัดเจน ปกติจิตจะ

สวดอิติปิโสอยู่เกือบทุกขณะ ตื่นนอนมาด็กๆก็สวดอิติปิโส แล้วหลับ

 

ดังตฤณ : อนุโมทนาครับ

 

*

*

 

32 ถ้าเอาเครื่องดนตรี (เชลโล) ไปใส่ใu binaural beats จะสามารถช่วย

ให้คนคลายเครียดได้ไหมคะ? อยากช่วยเหลือจากความสามารถ

ที่ทำได้ค่ะ

 

ดังตฤณ : ได้แน่ๆ แหละนะ ดีแน่ๆ แต่ทีนี้ ต้องอธิบายนิดหนึ่ง Binaural beats นี่ ของเดิมที่เป็นไปตามทฤษฎีนี่นะ จะทำด้วยวิธีแบบหนึ่ง อัลกอริธึมแบบหนึ่ง วิธีการมิกซ์เสียงแบบหนึ่ง

 

แต่เสียงสติ วิธีมิกซ์เสียง จะคนละเรื่องกับไบเนอรัลบีทส์นะ

 

ถ้าจะเล่าก็ตั้งแต่วันแรกเลย ที่ผมศึกษาวิธีการทำไบเนอรัลบีทส์ ผมไปมิกซ์เสียงผิดวิธี จากที่เขาทำๆ กัน แต่กลายมาเป็นว่าได้ค้นพบการเข้าเสียงแบบใหม่ การมิกซ์เสียงแบบใหม่ ที่แตกต่างไปจากเดิม

 

หลักการ จะคล้ายๆ กัน คือคลื่นแยกกัน เข้าหูซ้ายหูขวา แต่วิธีการมิกซ์ คนละเรื่องเลย

 

ทีนี้ อย่างปัจจุบัน จะมีการเอาไบเนอรัลบีทส์ ไปผสมกับเสียงดนตรี มีชื่อเรียกอะไรไปต่างๆ แต่ผมเคยลองเอาเครื่องดนตรีมาอยู่ด้วยกันกับเสียงสติ .. ไปด้วยกันไม่ได้ ฟังแล้ว โอกาสที่จะปวดหัว จะสูงขึ้นกว่าที่ฟังปกตินะ

 

ก็เลยตรงนี้แยกเอามาดีกว่าว่า ตอนช่วงเริ่มต้นเป็นเสียงดนตรี เพื่อที่จะให้การทำงานของสมองส่วนหน้าลดลง แล้วก็ไปเพิ่มการทำงานของสมองส่วนหลังขึ้นมาแทนที่

 

พูดง่ายๆ ดนตรีมีหน้าที่ทำให้ Relax ทำให้สมองมีความเปิดพร้อมที่จะรับกับเสียงสติ ไม่ใช่เอามาอยู่ด้วยกัน

 

นี้เป็นคำอธิบายแบบง่ายๆ นะครับ

___________________

 

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ร่วมอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับ

- ช่วงคำถามและฟีดแบ็คท้ายรายการ

วันที่ 11 กรกฎาคม 2564

ถอดคำ : เอ้


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น