วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

Q09 นอนปิดเปลือกตา แต่กลับเห็นภาพในห้องนอนชัด

ดังตฤณ : จิต สามารถที่จะอยู่กับการรับรู้ทางหูตา 

แล้วก็ไม่เชื่อว่ามีการรับรู้อะไรได้มากกว่านี้ 

เรียกว่าถูกขังอยู่ในกรง แล้วก็ยินยอม.. ยอมจำนน 

ใครมาบอกว่าถอดจิตได้ หัวเราะเยาะหาว่าเขาบ้า

 

แต่ถ้าเกิดขึ้นกับเราเอง อย่างเช่น ที่รู้ว่าห้องเรานี่มีอะไรอยู่ในห้องบ้าง แล้วหลับตาอยู่ ปิดเปลือกตาอยู่ แต่ก็เห็น แล้วก็เห็นตรงตามจริง นี่เรียกว่าเป็นการที่ จิตพ้นจากประสาทตาออกมานะครับ

 

คือก็เรียกไปสารพัดแหละ ถ้าเป็นฝรั่งเดี๋ยวนี้ก็จะเรียกว่าเป็น third eye หรือว่าตาที่สามนะ คนไทยนิยมกันมากเลยตอนนี้ คืออยากฝึกเปิดตาใน จะได้รู้เห็นอะไร ที่คนทั่วไปมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า 

 

ทีนี้คือ ถ้าอยู่ๆ ไปเปิดตาในแล้วเห็นอะไรขึ้นมาจริงๆ ไม่ดีนะ เพราะว่าไม่มีอะไรคุ้มตัว อาจไปเจออะไรที่ มืดๆ เป็นของมืดได้

 

แต่ถ้าเราไม่ได้ตั้งใจจะเปิดตาใน เราแค่ตั้งใจว่าจะดูกายนี้ จะดูใจนี้ แล้วทำสมาธิ เพื่อเห็นแค่กายและใจ

 

แต่แล้วมีเหตุปัจจัยพอเหมาะ ที่จะทำให้เปิดออกไปรู้ เปิดออกไปเห็นได้เอง อย่างนี้มีสิ่งคุ้มตัวแล้ว มีปัญญาแบบพุทธ มีศีลแบบพุทธเป็นเครื่องคุ้มครอง

 

และจิต ถ้ามีความสว่างแบบพุทธ ถ้าหากว่าจะไปรู้ไปเห็นอะไรภายนอกได้ ก็มักจะมีลักษณะของแม่เหล็กดึงดูดเทวดาสัมมาทิฏฐิมาก่อน พวกที่มืดๆ  ที่อยู่ต่ำๆ.. ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ก็จะเข้าไม่ถึง 

 

เพราะว่า รัศมีเมตตา รัศมีศีล รัศมีของปัญญาแบบพุทธ จะเป็นเกราะแก้วคุ้มกันไว้นะครับ

 

ก็รู้ไว้แล้วกันว่า เป็นตาในชนิดหนึ่ง เป็นอาการของจิตที่เริ่มเป็นอิสระ จากประสาทหูประสาทตา 

 

ถ้ารู้ก็ดี จะได้ชัวร์ว่า ที่ทำๆ ไป ไม่ใช่ของหลอก

และอะไรที่ อยู่นอกเหนือจากกายมนุษย์นี่ มีอยู่จริงๆ 

ไม่ต้องไปรอให้ คนเห็นผี มาบอก แต่เอาตัวเราเป็นเครื่องประจักษ์ 

 

แล้วก็สามารถรู้ได้ด้วยตัวเองว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้า

แค่เราศึกษา แค่เรารู้ ว่าจะปฏิบัติอย่างไร

ทำให้เกิดความก้าวหน้าอย่างไร จะไปถึงจุดหมายปลายทางอย่างไร

แค่นี้ ดีกว่าเห็นผี ดีกว่าเห็นอะไรด้วยตาในไม่รู้กี่ล้านเท่า

เพราะเห็นอะไรด้วยตาในนี่ เราเห็นกันมาไม่รู้กี่ล้านชาติ 

 

ตอนเป็นฤาษีชีไพร ตอนที่เราฝึกทำสมาธิ มีครูบาอาจารย์สอนเปิดตาใน

ก็เห็นมาไม่รู้กี่ครั้งกี่หน และครั้งนี้ก็เป็นการเห็นอีกครั้ง

เป็นการเห็นออกมาจากมุมมองว่า นี่เพิ่งเราเพิ่งเห็น

 

แต่จริงๆ นี่ เห็นมาไม่รู้เท่าไรแล้ว

เห็นมากระทั่งโดยอยู่ในสภาพของเทวดาด้วยตัวเอง เราก็เคยเห็น

เห็นแม้กระทั่งสภาพที่ เราอยู่ในสภาพเปรต ในสภาพสัตว์นรก ก็เคยเห็น

แต่ตอนนี้กลับมาเห็นอีกครั้ง ด้วยสภาพของมนุษย์ 

ด้วยข้อจำกัดแบบมนุษย์ ด้วยกำแพงกั้น ของภพมนุษย์ 

เราเห็นอีกครั้ง แล้วแปลกใจว่าเห็นได้อย่างไร ทำไมถึงเห็น 

 

เกิดข้อสงสัยขึ้นมาอีก

แล้วก็จะต้องเกิดข้อสงสัยแบบนี้ไปอีกไม่รู้กี่ล้านครั้ง

ถ้าหากว่าเรายังไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางแบบพุทธ 

 

สรุปก็คือ เห็นน่ะ ดี ทำให้เรามั่นใจว่า

สิ่งที่เราปฏิบัติมานี่ ทำให้จิต พ้นประสาทหูประสาทตาได้ 

 

แต่สิ่งที่ดียิ่งกว่านั้นคือ เมื่อเกิดกำลังใจแล้ว เมื่อเกิดฉันทะแล้ว

เราค่อยๆปรับ ค่อยๆแอดวานซ์ไปเรื่อยๆ

จนกระทั่งสติ เจริญขึ้นถึงที่สุด

จนกระทั่งสามารถรู้ได้ว่า

จะเห็นด้วยตา ฟังด้วยหู หรือว่าจะเห็นด้วยจิตก็ตาม

เหล่านี้เป็นความปรุงแต่งชั่วคราว ไม่ใช่ของเรา

เกิดขึ้นแล้วก็หายไป แล้วก็ลืมว่าเราเคยทำได้มาแล้ว

มาทำได้อีกก็รู้สึกแปลกใจอีก 

 

คราวนี้เลิกแปลกใจ แต่มามีความเข้าใจแบบพุทธว่า

ความปรุงแต่งจิตแบบนี้ เป็นของชั่วคราว 

 

ทุกครั้งที่เกิดขึ้น จะเป็นทุกครั้ง ที่เราบอกตัวเองว่า

นี่ก็แค่ความปรุงจิตอีกครั้งหนึ่ง 

ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้น ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอีกต่อไป 

____________________

คำถามเต็ม : ถ้าขณะหลับอยู่ รู้สึกตัวขึ้น แต่ยังหลับตาอยู่ รู้ตัวว่าปิดเปลือกตาแน่ๆ แต่กลับเห็นภาพในห้องนอน เห็นลักษณะทุกอย่างในห้อง ในขณะปิดไฟอยู่ปกติ เกิดจากสภาวะอะไรได้บ้างคะ?

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ร่วมบรรจุมหาสมุทรเมตตาถวายแด่องค์พระ

วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๔

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=LixgSRcye1A

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น