วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564

Q01รู้ลมหายใจ คือรู้อย่างไร

ดังตฤณ : เห็นไปได้ต่างๆ กันนั่นแหละ

 

อย่างถ้าเห็นเป็นสีขาวหรือว่าสว่าง อันนั้นก็แสดงให้เห็นว่า สมาธิของเรานี่เริ่มตั้งมั่น แล้วก็จิตอยู่ในภาวะละเอียดอ่อน ประณีต ก็เลยเห็นของที่ประณีตอย่างลมหายใจได้ แล้วก็เห็นโดยความเป็นของสว่าง

 

ที่ลมหายใจสว่างหรือเป็นสีขาว ก็เพราะว่าจิตเป็นสีขาวแล้วก็สว่างนั่นเอง

 

จิตที่มีความสว่างอยู่ ไปเห็นอะไรเข้า ก็สว่างตามไปแบบนั้น

 

และถ้าคุณสามารถเห็นลมหายใจสว่างได้ แม้กระทั่งลืมตา ก็จะเริ่มเห็นออร่าของตัวเอง เริ่มเห็นออร่าของคนอื่น แล้วก็ที่มีคอมเม้นต์มาบอกเรื่อยๆนะบอกว่า ตอนนี้ไม่ใช่แค่เห็นลมหายใจของตัวเองอย่างเดียว เห็นลมหายใจของคนอื่นด้วย เห็นความคิดของคนอื่นด้วย เห็นความคิดตัวเองด้วยนะแยกเป็นเลเยอร์ เป็นชั้นๆอย่างชัดเจน

 

นี่ก็คือความสามารถในการจับสัมผัสได้ของจิตนะครับ เป็นวิตักกะ วิจาระ

 

เห็นไหม ความเป็นวิตักกะ วิจาระนี่ พอเราเข้าใจแล้ว เราก็จะอธิบายได้นะว่าเรากำลังเห็นอะไรอยู่

 

ทีนี้ ที่คุณมาสงสัยว่า ตกลงจะให้เห็นเป็นสีขาว หรือว่าจะให้เห็นว่าสั้นยาว

 

ตอนแรกนี่ พระพุทธเจ้าท่านให้เห็นง่ายๆ เป็นไปได้จริงก่อน คือ รู้ว่าลมหายใจ มีเข้ามีออกนะครับ เดี๋ยวก็ยาว เดี๋ยวก็สั้น

 

และคนที่เริ่มรู้ใหม่ๆ ก็อาจจะรู้ในแบบที่ว่า รู้ลมหายใจเข้ามาครั้งหนึ่ง แล้วก็ยังมีความฟุ้งซ่านเจือปนอยู่ หรือบังลมหายใจอยู่  

 

แล้วก็อาจจะมีความปลอดโปร่งแป๊บหนึ่ง แล้วก็กลายเป็นมีความรู้สึกอึดอัดว่า ทำไมฉันต้องมานั่งดูลมหายใจอย่างนี้ ทำไมฉันไม่ไปทำอย่างอื่นที่สนุกกว่านี้ ก็จะมีความฟุ้งซ่านมาบดบังลมหายใจ เป็นระลอกๆ ไป

 

ทีนี้พอเราเริ่มมีความเคยชินที่จะอยู่กับลมหายใจ เครื่องบดบังทั้งหลายความฟุ้งซ่าน หรือโทสะความอึดอัดทั้งหลาย ก็จะหายไปเหลือแต่ลมหายใจสบายๆ ผ่านเข้าผ่านออก

 

เป็นสัมผัสของลมหายใจที่ ผ่านเข้าผ่านออก ไม่ใช่ไปจ้องอยู่ว่ากระทบที่ตรงไหนนะ แต่แค่รู้ว่า นี่เป็นลมหายใจ เป็นสายนะ สายเข้าสายออก สายเข้าสายออก ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจิตพัฒนา ปฏิรูปของมันเองกลายเป็นดวงสว่าง

 

ตรงนี้แหละ ถึงขั้นที่เราจะเห็นลมหายใจเป็นสีขาว หรือว่ามีความสว่างขึ้นมา เป็นขั้นเป็นตอนนะ

 

การตั้งโจทย์ที่ว่า เราจะต้องเห็นลมหายใจสว่างเป็นสีขาวเลยไหม นี่ตั้งโจทย์ผิดนะ เป็นการลัดขั้นตอน กระโดดข้ามขั้นนะครับ โดยที่เราไม่รู้และยังไม่เข้าใจกระบวนการ

 

แต่พอเข้าใจกระบวนการแล้ว เราเข้าใจแล้วว่า เห็นลมหายใจได้แป๊บหนึ่ง แล้วก็มีความฟุ้งซ่านมาบดบังลมหายใจ

 

ต่อมา เริ่มมีความสามารถที่จะเห็นลมหายใจได้ชัดขึ้น แล้วก็ความคิดดีๆ ผุดขึ้นมาแทน เป็นความฟุ้งซ่านแบบเอื่อยๆ หรือว่าเป็นความรู้สึกเฉื่อยชา เป็นความฟุ้งซ่าน แบบที่ตามความเคยชินแบบเดิมๆ แต่ไม่ได้อึดอัด ไม่ได้ฟุ้งซ่าน บดบังลมหายใจแป๊บหนึ่งเดี๋ยวก็คลี่คลาย หรือไม่ก็เกาะกลุ่ม กลายเป็นความฟุ้งซ่านไปยาวๆ นะ

 

เห็นไปแบบนี้นานๆ เข้าแล้วก็เกิดเป็นความชำนาญ เห็นลมหายใจ โดยปราศจากสิ่งกีดขวาง ไม่มีความฟุ้งซ่าน ไม่มีความอึดอัดเป็นโทสะ

 

และในที่สุดก็กลายเป็นความสว่าง กลายเป็นความรู้สึกว่า จิตใจของเรามีความปลอดโปร่ง มีความโล่ง มีความสามารถที่จะหยิบจับลมหายใจ เป็นเครื่องตั้ง เห็นลมหายใจสว่างได้ มีความเป็นหนึ่งเดียวกับลมหายใจ

 

นี่เรียกว่าวิตักกะ และ วิจาระเกิดขึ้นเต็ม

 

ส่วนที่ว่าจะเกิดปีติสุขตามมาไหม ก็ขึ้นอยู่กับว่าจิตของเรา อยู่กับตรงนั้นได้นานแค่ไหน

 

ถ้าหากว่าอยู่กับตรงนี้ได้นาน มีความสว่างได้นาน ก็เกิดจิตวิเวก ความวิเวกก็ก่อให้เกิดความรู้สึก ปีติจัง ชุ่มชื่นจัง เย็นจัง ฉ่ำเย็นจัง ซึ่งเข้ามาควบคู่กับความสุข

 

นี่ จะเป็นขั้นเป็นตอนอย่างนี้นะครับ

 

______________________

รู้ลมหายใจคือเห็นเป็นสีขาว หรือรู้ลมหายใจสั้นยาวรู้ว่ากำลังหายใจคะ?

รายการปฏบัติธรรมที่บ้าน ตอน ให้ขันธ์ 5 รู้ตัวว่าเป็นขันธ์ 5

ช่วงถาม-ตอบ

วันที่ 11 กันยายน 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=hrJgEFudc9E

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น