วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

เกมกรรม บทที่ ๘ - ความฉลาดในเกมกรรม (ดังตฤณ)

ความฉลาดจะช่วยให้คุณลงทุนน้อยแต่ได้กำไรมาก


โบนัสในเกมกรรม


โบนัสหรือคะแนนพิเศษที่ให้กันในเกมทั่วไปนั้น อาจต้องผ่านด่าน ผ่านขั้นตอนหลายชั้น จึงจะไปถึงจุดที่ได้โบนัสมา หรือถึงจุดที่เล่นเพื่อเอาโบนัสโดยเฉพาะ เป็นการทวีคะแนนให้ถีบตัวสูงขึ้นแบบพรวดพราด เพื่อสร้างพลังขับดันให้หูตาตื่น เล่นเกมต่อด้วยความฮึกเหิมและรู้สึกพรักพร้อมเต็มพิกัด

และเช่นเดียวกับโบนัสปลายปีที่บริษัทสมนาคุณแก่พนักงานซึ่งตั้งใจทำงาน ยิ่งได้โบนัสมากเดือนขึ้นเท่าไหร่ พนักงานย่อมเกิดความรู้สึกผูกพันและจงรักภักดีอยากทำกำไรให้กับบริษัทมากขึ้นเท่านั้น

โบนัสในเกมกรรมจะทำให้คุณทั้งฮึกเหิม และทั้งติดใจอยากเล่นเกมกรรมต่อไปอีกตราบนานเท่านาน เพราะจะมาในรูปของการเพิ่มคะแนนสะสมแบบล้นหลาม ชนิดทำให้คุณมีแต้มต่อเหนือกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อไม่รู้ตัวว่ากำลังเล่นเกม อย่าว่าแต่จะแสวงหาโบนัส แค่ใครบอกให้พยายามใส่ใจเก็บสะสมแต้มก็ยากที่จะฟังแล้ว ในทางตรงข้าม หากรู้ตัวว่ากำลังเล่นเกม คุณจะแสวงหาโบนัสอย่างเอาเป็นเอาตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ารู้ว่าโบนัสจะเพิ่มสีสันให้เกมของคุณ ไม่หลงเหลือความเอื่อยเฉื่อยน่าเบื่ออีกต่อไป

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างโบนัสหลักๆที่จะทำให้คุณรู้สึกถึงคะแนนบวกที่เพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัดและรวดเร็วทันใจ



๑) กราบพระปฏิมา

การกราบไหว้คือการน้อมกายน้อมจิตลงสู่อาการเคารพสูงสุด หมายความว่าขณะแห่งการกราบแต่ละครั้ง หากทำด้วยใจจริงแล้ว จิตของคุณจะไม่มีมานะ ไม่มีความถือตัวถือตน

การกราบคือการยอมรับว่ามีใครบางคนเหนือกว่าคุณ มีพระคุณเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมของคุณ และขณะที่แสดงความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือชีวิตนั่นเอง นอกจากจิตจะเป็นมหากุศลด้วยความรู้คุณแล้ว ยังเปิดรับกระแสความศักดิ์สิทธิ์เข้ามาเป็นส่วนประกอบของรัศมีจิตอีกด้วย ความรู้สึกภายในที่ยืนยันความจริงดังกล่าว คือกายยิ่งค้อมลงต่ำต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพียงใด ใจยิ่งผ่องแผ้วไร้มลทินมากขึ้นเท่านั้น ความผ่องแผ้วไร้มลทินเป็นลักษณะหนึ่งของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูง ยิ่งรู้สึกชัด ก็แปลว่ากระแสความเป็นเช่นนั้นเข้าถึงจิตคุณเต็มที่มากขึ้น

การนำอาหารหรือเครื่องยัญไปบูชาเทพเจ้าตลอดปีหนึ่งนั้น ทั้งหมดก็ไม่เท่าหนึ่งในสี่ของการการอภิวาทท่านผู้ดำเนินไปอย่างถูกต้องตรงทางทั้งหลาย ซึ่งก็ได้แก่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ผู้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสทั้งหลาย แต่เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์แล้ว ก็จำเป็นต้องนำรูปแทนหรือพระปฏิมามาเป็นสัญลักษณ์แทนกัน

ความเจริญแก่ผู้มีการอภิวาทเป็นปกติ ได้แก่เป็นผู้มีอายุยืน คือไม่ตายเสียแต่ต้นวัย เป็นผู้มีตระกูลสูง คือไม่ไปเกิดกับตระกูลต่ำ เป็นผู้มีความสุข คือใจไม่เร่าร้อนฟุ้งซ่านเพราะความกระด้าง และเป็นผู้มีอำนาจในตัว คือไม่มีใครข่มเหงได้โดยง่าย

ลองคิดดู คุณลงทุนแค่กราบ เอาแค่ก่อนออกจากบ้านกราบสามครั้งก็พอ เพียงเท่านั้นเท่ากับคุณเอามงคลอันมองเห็นง่ายติดตัวออกจากบ้านไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้นถ้าบุคคลที่คุณกราบคือครูที่รู้จริงที่สุดในโลก ก็แปลว่าใจคุณยอมรับบุคคลเช่นนี้ไว้เป็นครู จึงเป็นประกันว่าแม้ต้องเล่นเกมกรรมอีกกี่ครั้ง คุณก็จะได้พบครูที่ดีที่สุดเช่นนี้อีกจนได้

ส่วนใหญ่ที่กราบแล้วไม่ค่อยได้แต้ม ไม่ค่อยโกยโบนัสกัน ก็เพราะกราบด้วยใจที่แห้งแล้ง กราบแบบกระโดกกระเดก ไม่นุ่มนวลสละสลวย เพราะกราบตามๆกันโดยไม่ทราบความหมายของการกราบอย่างแท้จริง ใจคุณจำเป็นต้องรู้อยู่ก่อนว่าบุคคลที่คุณกราบนั้น ทำประโยชน์กับโลกไว้เพียงใด ถ้ายิ่งคุณได้ประโยชน์จากคำสอนของท่าน ชีวิตเจริญรุ่งเรืองขึ้น นั่นแหละการกราบจะเป็นการกราบออกมาจากใจที่นอบน้อมเคารพ แล้วกิริยาก็จะประณีต เงยขึ้นสุด ก้มลงกราบสุดอย่างเนิบช้า หน้าผาก ฝ่ามือ และศอกแตะพื้นสนิทไม่ห่างกัน

ขอให้จำคำสำคัญนี้ไว้ดีๆ คือ ใจต้องนอบน้อมเคารพ ตัววัดง่ายๆคือกราบแล้วเกิดความรู้สึกว่าตัวคุณเล็กลง จิตใจอ่อนโยนเยือกเย็น หรือกระทั่งเกิดความซาบซึ้งโสมนัสแบบไม่แกล้ง นั่นแหละผลของการกราบด้วยความนอบน้อมเคารพ

ผลของการกราบพระปฏิมาด้วยใจนอบน้อมเคารพอย่างต่อเนื่องเพียงเดือนเดียว จะทำให้คุณมีพลังกุศลสูงขึ้น ขนาดที่ชะล้างความสกปรกทางจิตได้ระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นความฟุ้งซ่าน ความคิดอยากทำเรื่องชั่วร้าย และพลังกุศลอันเกิดจากจิตอ่อนน้อมนั้นเอง จะกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดความคิดดีๆเข้าตัว ซึ่งก็เท่ากับก่อร่างสร้างอนาคตที่ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตาไว้ด้วย



๒) สัจจาธิษฐาน

สัจจาธิษฐานเป็นคำสนธิระหว่าง ‘สัจจะ’ และ ‘อธิษฐาน’ หมายถึงการเอาความจริงเป็นที่ตั้งในการอธิษฐานสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เกมกรรมจะให้โอกาสตรงนี้ คือถ้าคุณอ้างถึงความจริงใดๆ ก็สามารถใช้อธิษฐานขออะไรได้ตามขอบเขตที่ไม่เกินตัว ไม่เกินบุญ

หลังกราบพระ ขณะแห่งความอ่อนโยนและรู้สึกสว่างกระจ่างออกมาจากภายในนั้น เป็นสภาวะของจิตที่เป็นกุศล ตัวบุญที่เกิดขึ้นอาจมาในรูปของความรู้สึกอบอุ่นที่ห่อหุ้มกายให้สบายพอดี ยิ่งกราบด้วยอาการนอบน้อมบ่อยเท่าไร ใจคุณจะสัมผัสถึงความอบอุ่นนั้นชัดยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกราบครบเดือน ก็ลองเปล่งวาจาต่อหน้าพระปฏิมา อาศัยความจริงอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นตัวตั้ง เช่น ข้าพเจ้ามีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆจากการกราบไหว้พระปฏิมาอย่างถูกต้อง ขอความจริงนี้จงทำให้ความฟุ้งซ่านลดลง (หรือให้เป็นคนขี้โมโหน้อยลง หรืออะไรก็ได้ที่เคยเป็นความเสียหายทางจิต)

จากนั้นขอให้คอยสังเกตดูว่าจะเกิดปรากฏการณ์ใดขึ้นกับจิตใจและความรู้สึกนึกคิดของคุณ ตลอดจนเหตุการณ์ภายนอกที่จะเข้ามาส่งเสริมสนับสนุน คุณจะพบกับความมหัศจรรย์อย่างรวดเร็ว และคงเส้นคงวาตราบเท่าที่ยังสามารถกราบพระปฏิมาด้วยความเคารพ และอธิษฐานซ้ำๆอยู่เช่นนั้นทุกเมื่อเชื่อวัน

ขอให้จำไว้ว่าการอธิษฐานที่ได้ผลที่สุดมักเป็นการอธิษฐานขอให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งทางใจ ไม่ใช่ขอให้เกิดผลทางกาย ถ้ากราบพระหวังรวยทางลัด ขอให้ถูกหวย ขอให้รวยชั่วข้ามเดือน คุณอาจไม่พบผลใดๆเลย นั่นเพราะคุณสร้างผลไม่ตรงกับเหตุ ถ้าอยากรวยต้องฉลาดทำงานหาเงิน ไม่ใช่กราบพระขอพร แต่ถ้ากราบพระหวังพัฒนาจิตใจ คุณจะสมหวังทันใจ เพราะสร้างเหตุไว้ตรงกับผล เมื่ออ่อนโยนรับกระแสศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่จิตได้ จิตที่ศักดิ์สิทธิ์ย่อมพัฒนาไปแค่ไหนก็ได้เช่นกัน

การฝึกตั้งสัจจาธิษฐานนั้น จะทำให้จิตใจคุณมั่นคง และถ้าผลบังเกิดตามคำอธิษฐาน ก็จะเป็นชนวนให้เกิดปีติยิ่งใหญ่ เชื่อมั่นในคุณของพระพุทธเจ้า คุณคิดดูว่าถ้าจิตสะอาดขึ้น ตั้งมั่นในกุศลมากขึ้น เปิดรับเรื่องดีๆทั้งนอกกายและภายในใจมากขึ้น จะเป็นเหตุบันดาลความสว่างความรุ่งเรืองได้ใหญ่หลวงปานใด

นอกจากนั้น จากความจริงที่คุณประจักษ์ก็จะทำให้ตระหนักว่าการอธิษฐานมีจริงได้หลายแบบ หากอธิษฐานโดยอ้างอิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกตัว แนวโน้มคือจะไม่พึ่งพาตัวเอง แต่ทำให้อ่อนแอหวังพึ่งพาคนอื่น ซึ่งก็มีคนอื่นให้พึ่งอยู่จริงๆ มีพลังยิ่งใหญ่อันเกิดจากการบำเพ็ญคุณงามความดีของพวกท่านอยู่จริงๆ เมื่ออธิษฐานแล้วได้ผลบ้างเล็กๆน้อยๆ คุณจะเริ่มเชื่อแบบงมงาย ว่าท่านต้องช่วยได้ทุกเรื่อง พอช่วยไม่ได้ทุกเรื่องก็น้อยใจ เห็นท่านไม่ศักดิ์สิทธิ์จริง แล้วคิดทิ้งไปหาศาสดาอื่นแทน



๓) เปลี่ยนนิสัยที่เสียที่สุด

กฎของเกมกรรมประการหนึ่ง คือมีนิสัยเสียใดติดตัว ก็จะนำบุคคลหรือเหตุการณ์ที่สอดคล้องกับนิสัยนั้นมาเข้าตัว ทุกคนมีนิสัยเสียอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งก็แปลว่าเส้นทางชีวิตจะต้องเผชิญกับผลเสียของนิสัยนั้นๆเสมอ ลองคิดดูว่าถ้าคุณเปลี่ยนนิสัยที่เสียที่สุดได้ เส้นทางชีวิตจะหักเหสักปานใด คุณจะรู้จักโบนัสของเกมกรรมอย่างแท้จริงก็เมื่อสามารถทำได้สำเร็จในข้อนี้ เพราะกฎข้อหนึ่งของเกมคือเมื่อกำจัดอุปสรรคยากได้ คะแนนจะยิ่งมาก ผลลัพธ์จะยิ่งรวดเร็วทันตา

พฤติกรรมและนิสัยทั้งหมดมีรากมาจากความคิด ฉะนั้นเมื่อปลงใจเลือกนิสัยเสียๆเช่นชอบด่าคน ก็ขอให้เฝ้าสังเกตความคิด เวลาคิดอยากด่าคนขึ้นมา ให้รู้ว่านั่นไม่ดี ตั้งใจว่าไม่เอา แค่นั้นพอ อย่าไปกลัดกลุ้มหาทางขับไล่ ขณะเดียวกันก็ไม่หลงตามกิเลสตัวเอง สติรู้ทันแบบไม่ถอยและไม่สู้ เพียงดูอยู่เฉยๆนั้นเอง นานไปจะเป็นสติชนิดตั้งมั่นแข็งแรง ทำให้จิตฉลาด และเห็นนิสัยเสียๆเหือดแห้งไปจากจิตเองดุจพยับแดดที่ไม่เคยมีอยู่จริง

เหมือนทุกเกมในโลก คุณไม่ได้มีเวลาเล่นมากนัก คิดเสียว่าคุณเลือกนิสัยเสียที่สุดขึ้นมาเอาไว้แข่งกับความตาย ก่อนตายคุณอยากเปลี่ยนให้ได้ เพราะถ้าเปลี่ยนได้ก็เท่ากับใช้ชีวิตมนุษย์นี้เป็นเดิมพันในการหักเหเส้นทางทั้งหมด

สำหรับบางคน ต้องยอมรับว่าการชะล้างความคิดเสียๆไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างไรก็ตาม แม้ความคิดไม่ดีอาจวนเวียนอยู่ในหัวคุณไปอีกสิบปี แต่ตลอดสิบปีนั้นคุณไม่จำเป็นต้องเป็นทุกข์เพียงเพราะการมีความคิดที่ห้ามไม่ได้นั้น แค่คุณไม่ยินดีกับมัน ไม่ใส่ใจมัน ไม่เหนื่อยฝืนต้านมัน เดี๋ยวมันก็หายไปเอง เพราะในขอบเขตของเกมกรรม จะไม่มีอะไรตั้งอยู่ได้อย่างถาวรโดยปราศจากอาหารหล่อเลี้ยง และสำหรับความคิดไม่ดีทุกชนิดนั้น อาหารก็คือความยินดี ความใส่ใจ และกระทั่งการออกแรงต้านบ่อยๆนั่นเอง

หากกำจัดนิสัยเสียได้สักข้อ คุณจะใจชื้น และเพิ่มความเชื่อมั่นในตนเองเพิ่มขึ้นอีก ให้รุกคืบต่อไป ขอให้เลือกนิสัยเสียอื่นๆมาฟอกอีก แล้วคุณจะพบความจริง ว่าเมื่อนิสัยร้ายๆของคุณเปลี่ยนไปแต่ละอย่างนั้น ชะตาร้ายๆจะค่อยๆหายไปด้วยทีละอย่างสองอย่าง หรือหลายอย่างพร้อมกันในคราวเดียว

อย่าหวังว่าคุณจะดีอย่างสมบูรณแบบในเวลาอันสั้น แต่จงหวังว่าคุณจะดีขึ้นทีละข้อแบบไม่ต้องรอนาน แล้วคุณจะเห็นเองว่าเกิดอะไรขึ้นจริงได้บ้าง

ผลพวงของความสำเร็จในการเปลี่ยนนิสัยนั้นมีมาก แต่ที่น่าสนใจคงเป็นเรื่องของเสน่ห์ หลังจากคุณเปลี่ยนนิสัยบางอย่างสำเร็จ เสน่ห์จะเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด เพราะคนเราชอบความเชื่อมั่น ความคมคาย และการเปลี่ยนแปลงจากร้ายเป็นดีทันตาเห็น พลังของผู้ชนะมีแรงดึงดูดตาดึงดูดใจเสมอ คุณนิยมภาพการปรากฏตัวของผู้ชนะในเกมกีฬาอย่างไร ก็จะนิยมภาพการปรากฏตัวของผู้ชนะในเกมเปลี่ยนนิสัยอย่างนั้น



๔) วิชาดูดบุญ

บุญนั้นเหมือนแสงสว่างของเปลวเทียน ขอเพียงมีเทียนไปรับต่อเปลวไฟ แสงสว่างก็เพิ่มขึ้นได้ไม่จำกัด

หลักการทำบุญด้วยวิธีอนุโมทนานั้น ก็คือมีใจยินดีร่วมกับบุญของผู้อื่น ใจที่ยินดีในบุญนั่นแหละคือแม่เหล็กดึงดูดบุญเข้าหาตัว ถ้ามีความเข้าใจในกิริยาและค่าของวัตถุอันเป็นตัวบุญของคนอื่น อีกทั้งร่วมปลื้มไปกับเขา คือใจประกอบด้วยโสมนัส ชุ่มชื่นเบิกบานอย่างแท้จริง ก็เรียกว่าได้ส่วนบุญนั้นเต็มเม็ดเต็มหน่วยในฝ่ายเราแล้ว ส่วนจะได้เท่าเขาหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าใจเรา ‘เต็มที่’ อย่างเขาหรือเปล่า วัดง่ายๆ คือคิดอยากทำให้เท่าเขาด้วยตัวเราเองไหม หรืออย่างน้อยอยากทุ่มแรงกายแรงใจกับกำลังทรัพย์ร่วมไปกับเขาไหม

การอนุโมทนาบุญเต็มรูปแบบ คือใจยินดีมีโสมนัสนำ กับทั้งมีแก่ใจใช้แก้วเสียงเปล่งวาจาให้ผู้อื่นรับรู้ว่าจิตเราเป็นกุศลร่วมกับเขาด้วย ยิ่งธรรมเนียมคนไทยมีการพนมมือไหว้ตัวบุญ ถ้าอ่อนช้อยน้อมจิตตนจิตท่านให้เจริญในภาพเย็นตาเย็นใจเสริมเข้าไปอีก ก็เรียกว่าได้ทั้งกุศลจากมโนกรรม วจีกรรม รวมทั้งกายกรรมครบสูตร คุณจะเป็นนักอนุโมทนาตัวยงในเร็ววันด้วยอาการครบพร้อมดังกล่าวนั้น

ผลของการแสดงออกทางวจีกรรมและกายกรรม จะทำให้เป็นผู้อาจหาญในการประกาศบุญมากกว่าเก็บเงียบ สุ้มเสียงของคุณจะน่าฟังสำหรับเจ้าของบุญ มีส่วนทำให้เกิดความรื่นเริงบันเทิงใจ กระชับมิตรกัน และเป็นการปรับจิตให้ตรงกันยิ่งๆขึ้นไป

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีผลข้างเคียงในทางบวกที่ควรพึงใจแบบโลกๆ กล่าวคือถ้าถึงเวลาให้ผลของบุญนั้นแล้ว หากเหล่าเจ้าของบุญได้โคจรมาทำกิจการหรือธุรกิจร่วมกัน เป็นหุ้นส่วนกัน ผลกำไรก็จะเบ่งบานอย่างรวดเร็วน่าอัศจรรย์ ทั้งที่เมื่อจับคู่เข้าหุ้นกับผู้อื่นก็ไม่เห็นออกดอกออกผลเช่นนั้นเลย

อย่างไรก็ตาม คุณจะอนุโมทนาไม่เป็น ถ้าทำบุญไม่เป็น ไม่รู้จักปีติโสมนัสอันเกิดจากบุญ พูดง่ายๆคุณต้องมีทุนเดิมอยู่ก่อนระดับหนึ่ง จิตจึงจะมีความสามารถรับรู้ เข้าใจ และเข้าถึงบุญคนอื่นแบบเต็มๆ

แต่ฝึกอนุโมทนาไว้ก็ไม่เสียหลาย คิดเสียว่าของฟรีดีกว่าทิ้งเปล่า อย่างน้อยที่สุดคุณประกันตัวเองว่าไม่นึกดูถูก ไม่นึกอิจฉา ตลอดจนไม่นึกขัดขวางทางบุญของใคร



๕) ธรรมทาน

เกมกรรมเปิดโอกาสให้คุณทำทานเอาบุญได้หลายแบบ เช่น

- ทานคือทรัพย์ หมายถึงบริจาคทรัพย์ส่วนเกินเป็นประโยชน์แก่ผู้สมควรจะได้รับ

- ทานคืออภัย หมายถึงสละความผูกใจพยาบาทเพื่อตัดเวรระหว่างคุณกับคู่เวร

- ทานคือเวลา หมายถึงสละเวลาให้ความอบอุ่นใจแก่ผู้เหงาหงอย

- ทานคือแรงงาน หมายถึงสละแรงงานช่วยเหลือผู้ต้องการทำกิจที่ต้องลงแรง

- ทานคืออวัยวะ หมายถึงสละเลือด หรือบริจาคอวัยวะใดๆในศพของคุณให้เป็นประโยชน์แก่ผู้รอคอย

- ทานคือคำแนะนำ หมายถึงการชี้ทางออก หรือใช้สมองช่วยคิดแก้ปัญหาที่ผู้อื่นคิดไม่ตก

- ทานคือความรู้ หมายถึงเนื้อหาเชิงวิชาการหรือศาสตร์อันทำให้ประกอบอาชีพเอาตัวรอดได้

- ทานคือธรรมะ หมายถึงความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสัจจะ ทั้งเรื่องของกรรมวิบากและวิธีแก้ทุกข์



ในบรรดาทานทั้งปวง ทานคือธรรมะชนะหมด คือคุณให้อะไรก็ไม่เท่าให้ธรรมะ เนื่องจากธรรมะคือความจริง เมื่อคนรู้ความจริงก็หูตาสว่าง รอดจากนรก รอดจากความเป็นเดรัจฉาน รอดจากความเป็นเปรต กับทั้งสามารถแสวงสวรรค์นิพพานตามอัธยาศัยและกำลังใจ

หากคุณให้ธรรมทานที่ถูกต้องตรงจริง และเป็นความจริงที่สามารถเปลี่ยนชีวิตผู้รับให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น คุณจะรู้สึกสว่างทั่ว และเกิดเรื่องดีๆมากมายตามมาอย่างรวดเร็ว ชีวิตคนๆหนึ่งที่เปลี่ยนไปด้วยธรรมะ จะสะท้อนกลับมาเป็นแรงส่งให้ชีวิตคุณเปลี่ยนไปในทุกๆด้านอย่างเป็นธรรมเช่นกัน

ธรรมทานอาจเป็นการพูดชักชวน โน้มน้าว หรือชี้ทางสว่างให้แก่ผู้หลงติดอยู่ในวังวนทุกข์แบบของเขาโดยตรง แต่ก็อาจใช้วิธีมอบสื่อธรรมะอื่นๆ เช่นปัจจุบันมีทั้งเทป ซีดี และหนังสือให้เลือกมากมาย หากเป็นสื่อธรรมะที่คุณใช้กับตัวเองได้ผลแล้ว คุณมีความอิ่มใจและอยากมอบให้ใครๆแล้ว ก็จะปรุงแต่งจิตให้เกิดโสมนัสแรงได้

เพื่อประกันว่าคุณไม่ได้ให้ธรรมทานแบบด้นเดา ควรศึกษาหาความรู้จากพระพุทธเจ้าให้ดี คำสอนที่น่าเชื่อถือที่สุดว่าเป็นของพระพุทธเจ้าบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก และหากคุณพบว่าพระไตรปิฎกฉบับเต็มมีความหนาเกินกำลัง ก็ลองหาอ่านพระไตรปิฎกฉบับย่อของอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพดูได้



นิสัยช่างสังเกตความจริงทางจิต

องค์ประกอบที่สำคัญของความฉลาดมีอยู่หลายประการ ในหัวข้อนี้จะยกมา ๒ ประการ หนึ่งคือมีสติเท่าทันตามจริง สองคือความช่างสังเกตเปรียบเทียบ

หากคุณมีสติและช่างสังเกตตัวเลข ในที่สุดคุณจะฉลาดเรื่องเลข ทำนองเดียวกัน หากคุณมีสติและช่างสังเกตเข้ามาที่จิตและกรรม ในที่สุดคุณจะฉลาดเรื่องจิตและกรรม คือทำอะไรแล้วจิตได้รับผลเดี๋ยวนั้นอย่างไร

เพื่อเป็นแนวทางสังเกตง่ายๆเบื้องต้น ขอให้ถือตามแนวของทานและศีลก่อน ดังนี้

๑) เมื่อคิดสละทรัพย์หรือสิ่งของอันเป็นส่วนเกินให้ผู้อื่น สังเกตดูความจริงเกี่ยวกับจิตขณะนั้น จะพบว่าใจเบาลง นั่นเพราะอำนาจของทรัพยทานไปละลายก้อนตระหนี่เหนียวๆกลางหัวอกลงเสียได้

๒) เมื่อคิดสละความพยาบาท ให้อภัยผู้อื่นที่เขาทำผิดกับเรา หรือผูกเวรกับเราได้ สังเกตดูความจริงเกี่ยวกับจิตขณะนั้น จะพบว่ามีความโปร่งโล่งเยือกเย็น นั่นเพราะอำนาจของอภัยทานไปดับไฟโกรธร้อนๆกลางหัวอกเสียได้

๓) เมื่อยับยั้งใจ ไม่ฆ่าแม้สัตว์เล็กสัตว์น้อยที่ทำความรำคาญแก่เรา เช่นแทนการฆ่ามดที่ขึ้นจานชามด้วยวิธีเอาน้ำล่างง่ายๆ แต่เป่าหรือเคาะไล่เสียก่อน สังเกตดูความจริงเกี่ยวกับจิตขณะนั้น จะพบว่าแต่ละวินาทีของความพยายามไล่จะไม่สูญเปล่า คุณจะเห็นความเมตตาที่ค่อยๆเอ่อขึ้น เห็นกระแสต้านทานความคิดในเชิงฆ่าสัตว์ หรืออีกนัยหนึ่งเห็นภูมิคุ้มกันโรคภัยไข้เจ็บอันเกิดจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

๔) เมื่อระงับความโลภ ไม่ขโมย ไม่โกง ไม่พูดฉ้อฉลเพื่อนำสิ่งที่ไม่ใช่สิทธิ์ของคุณมาครอบครอง สังเกตดูความจริงเกี่ยวกับจิตขณะนั้น จะพบว่ามโนภาพหน้าตาโกงๆของคุณเหือดหายไป แทนที่ด้วยใจที่ใสซื่อตรงไปตรงมา เมื่อเปลี่ยนนิสัยขี้โกงเป็นนิสัยซื่อได้ถาวร ลองส่องกระจกแล้วถามตัวเองว่ากรรมตกแต่งหน้าตาได้จริงไหม จากคนขี้โลภมาเป็นคนชนะความโลภผิดๆได้ ทุกอย่างดูดีขึ้นหรือเปล่า

๕) เมื่อห้ามราคะผิดๆ ไม่คิดคบชู้ ไม่คิดเอาลูกสาวที่ยังมีพ่อแม่เลี้ยงดูมาทำมิดีมิร้าย ตลอดจนกระทั่งหักห้ามใจไม่แตะต้องหญิงซึ่งมิใช่คู่ของคุณ สังเกตดูความจริงเกี่ยวกับจิตขณะนั้น จะพบว่ามีความหนักแน่น เข้มแข็ง และเป็นตัวของตัวเองอย่างยิ่ง ไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของราคะอันทรงอิทธิพลเหนือมนุษย์ธรรมดา คุณอาจถูกประณามว่าโง่ในหมู่โลกียชนผู้เล็งเป้าไปที่ของดีๆภายนอก แต่คุณจะภูมิใจในตนเองว่าเริ่มเป็นหนึ่งในผู้ฉลาดเล่นเกมกรรมที่เล็งเป้ากลับมายังจิตของตน ลองเฝ้ามองเอาเองว่าการเป็นผู้กำชัยเหนือราคะได้นั้น รสชาติเหนือกว่าชัยชนะในเกมกีฬาที่ต้องเหยียบบ่าผู้อื่นเพียงใด

๖) เมื่อหยุดคำโกหกไว้ได้แค่ที่ปลายลิ้น ไม่ปล่อยให้มันผ่านออกไปเป็นเสียงพูดดังใจอยาก สังเกตดูความจริงเกี่ยวกับจิตขณะนั้น จะพบว่าจิตคุณมีความตรง เห็นทุกสิ่งตามจริง อยู่ข้างความจริง ไม่บิดเบี้ยว ไม่เห็นทุกสิ่งพร่ามัว ไม่อยู่ข้างความเท็จ คุณจะรู้สึกเหมือนม่านหมอกที่ปกคลุมจิตเลือนสลายหายหน มีแต่ความกระจ่างใส อยากเห็นอะไร อยากเข้าใจอะไร จะดูเหมือนฟ้าเปิด รู้เห็นและเข้าใจจะแจ้งไปหมด กับทั้งผ่านคนอื่นแล้วรู้ ว่าการกล่าวคำโกหกเป็นคลื่นรบกวนความจริง เมื่อรบกวนความจริง เกมกรรมก็จะรบกวนความจริงของเขาเช่นกัน อาจจะมาในรูปของคนใส่ไคล้ ตีไข่ใส่สี บิดเบือนภาพของเขาให้เบี้ยวบิดผิดรูปไปมาก

๗) เมื่อเก็บคำส่อเสียดที่เสียดแทงใจผู้อื่นไว้ได้ สังเกตดูความจริงเกี่ยวกับจิตขณะนั้น จะพบว่ามีเมตตาอ่อนๆเกิดขึ้นแทนที่ หากคำเสียดแทงนั้นยังก้องอยู่ในหัวคุณ คุณอาจมีโอกาสเห็นเป็นครั้งแรก ว่าคำเสียดแทงนั้นเหมือนเข็มแหลมๆ ยิ่งเสียดแทงเท่าไหร่ยิ่งแหลมเท่านั้น การมีคำเสียดแทงอยู่ในจิตก็เหมือนเอาเข็มแหลมมาทิ่มตำตัวเอง เมื่อระงับเสียได้กระทั่งในระดับความคิด คือไม่อยากแม้คิดร้ายกับใคร จิตของคุณจะสบายขึ้น เป็นสุขกับตนเองมากขึ้นที่เห็นอาการโต้ตอบกับโลกในทางเย็น

๘) เมื่อเปลี่ยนคำหยาบเป็นคำสุภาพได้ สังเกตดูความจริงเกี่ยวกับจิตขณะนั้น จะพบว่าแรงอัดหนักๆหายไป ความสกปรกของจิตเปลี่ยนเป็นความสะอาดแทน เมื่อเห็นความต่างอย่างแท้จริง คุณจะพบว่าการพ่นคำหยาบก็ไม่ต่างจากการเอาค้อนหนักๆทุบโป้งเข้ากลางหน้าผากตนเอง จิตตัวเองได้รับความบอบช้ำทันทีนั้นเอง อาการฟกช้ำดำเขียวของจิตจะมาในรูปของความมึนงงไปชั่ววูบ หรือรู้สึกคล้ายเอาม่านมืดมาคลุมหน้าทันทีทันใด โดยเฉพาะถ้าคำหยาบนั้นเกิดจากเจตนาประทุษร้ายผู้อื่น มิใช่คำหยาบที่เกิดจากเจตนาพูดหยอกเล่นหัวกับเพื่อน เพียงเลิกพ่นคำหยาบพร่ำเพรื่อเสียได้ ใจคุณจะเหมือนผิวที่เปล่งปลั่ง ไม่ฟกช้ำดังเคย

๙) เมื่อไม่พล่ามเพ้อเจ้อ หรือวิจารณ์ใครๆอย่างไร้สาระไร้เหตุผลเสียได้ทั้งที่ใจอยาก สังเกตดูความจริงเกี่ยวกับจิตขณะนั้น จะพบว่าคุณมีสติดีขึ้น ฟุ้งซ่านน้อยลง ยิ่งคุณเข้าข้างเหตุผล ยิ่งคุณพูดแต่คำที่มีประโยชน์ จะหยอกล้อเล่นหัวก็ให้พอดี คุณจะยิ่งพบว่าสาเหตุหลักที่คนเราฟุ้งซ่านจนยากจะห้ามนั้น ก็มาจากการพูดไม่รู้จักหยุด ขุดเรื่องคนอื่นแบบไม่รู้จักคิดนั่นเอง ผลของการหยุดพล่ามเพ้อเจ้อจะลดพายุความฟุ้งในสมองได้กว่าครึ่ง

๑๐) เมื่อห้ามปากไม่ให้เปิดรับเหล้า หรือห้ามจมูก ห้ามเนื้อหนังไม่ให้รับยาเสพติดสร้างความมึนเมาขาดสติใดๆ สังเกตดูความจริงเกี่ยวกับจิตขณะนั้น จะพบว่าคุณมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ยังครองสำนึกแบบมนุษย์คือรู้จักผิดชอบชั่วดีได้ครบถ้วน เปรียบเทียบแล้วคุณจะเห็นถนัดว่าถ้าตายไประหว่างไม่เมา มีสติสมบูรณ์ จิตของคุณจะยังสมควรแก่ความเป็นมนุษย์อยู่ แต่หากสมองมึนชา จิตใจมัวมน ก็จะไม่มีทางเป็นที่พึ่งของตนเอง ไม่มีทางแข็งแรงพอจะก้าวไปสู่เกมกรรมครั้งหน้าที่เสมอกันกับเกมกรรมรอบนี้ได้เลย



หากเห็นความจริงเกี่ยวกับจิตและกรรมอันเป็นปัจจุบันไประยะหนึ่ง จุดรวบยอดคือคุณจะสามารถแยกแยะได้ว่ากรรมใดทำแล้วเป็นคุณประโยชน์ นำมาซึ่งความสุข กรรมใดทำแล้วเป็นโทษ นำมาซึ่งความทุกข์

คุณจะจำแนกแยกแยะได้ตามจริง ว่าแม้บางทีอาจต้องเดือดร้อนกายตอนนี้ แต่จะสบายใจในระยะยาว ก็นับว่าคุ้มกัน คุณจะเลือกกรรมที่เป็นประโยชน์มากกว่าโทษ หรือถึงแม้ไม่อาจละกรรมที่เป็นโทษได้เด็ดขาด จิตก็จะไม่ถลำลงไปหมกโคลนบาปทั้งดวง

จากนั้นคุณจะมีความสามารถสังเกตสังกาความจริงได้ละเอียดอ่อนมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นทั้งเหตุผลที่สุข เหตุผลที่ทุกข์ เหตุผลที่สงบ เหตุผลที่ฟุ้งซ่าน เหล่านี้จะทำให้คุณเข้าใจว่ากรรมแต่ละอย่างทำแล้วให้ผลกับจิตใจเสมอ นานไปคุณจะเห็นเหมือนจิตใจแบบต่างๆมีแรงดึงดูดเหตุการณ์เฉพาะตัว กล่าวคือถ้าจิตสว่าง ก็จะดึงดูดเหตุการณ์ดีๆเข้ามา แต่ถ้าจิตมืด ก็จะดึงดูดเหตุการณ์ร้ายๆไม่เลิก และนั่นเองจะทำให้คุณเริ่มเชื่อว่ากฎของเกมกรรมมีอยู่จริง คุณจะไม่เชื่อเพียงเพราะฟังใครอีกต่อไป เพราะใจเห็นประจักษ์ด้วยตนเองอย่างถ่องแท้เสียแล้ว

พฤติกรรมทางจิตของคุณจะแปลกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คุณจะสังเกตได้ละเอียดกระทั่งจิตที่คิดทำร้ายเพียงนิดเดียวแม้ด้วยคำพูดประชดเล็กๆ ยิ่งหากพลั้งปากหลุดคำกระทบกระแทกใจใครก็อาจรู้สึกผิดได้มาก แต่ถ้าระงับทันก็จะเป็นสุข และเหมือนได้พัฒนาตัวเองขึ้นมาอีกขั้น

และที่สุดคุณจะรู้สึกเหมือนดั้งเดิมนั้น ในหัวเต็มไปด้วยปฏิกูลและสิ่งอุดตัน จำเป็นต้องทะลวงผ่านด่านอุดตันไปทีละเปลาะ การให้ทานและการรักษาศีลทีละข้อเท่าที่ทำได้ คือการเคาะ การเจาะทะลวงสิ่งอุดตันที่ว่านั้น




บทต่อๆไปจะแสดงให้คุณเห็นว่าความยากที่สุดของเกมกรรมไม่ใช่เล่นอย่างไรให้ดี แต่เล่นอย่างไรจึงยุติเกมเสียได้

อ่านต่อบทที่ ๙ >>

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น