วันเสาร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2560

กรรมพยากรณ์ ตอนชนะกรรม (ตอนที่ ๑๒. ความขัดแย้ง)

ตอนที่ ๑๒. รู้ตัว


นนทกานต์เดินแบบใจเต้นไม่เป็นส่ำ เนื้อตัวเกร็งแน่นเยี่ยงหนุ่มกลัดมันที่รู้ว่าวิมานฉิมพลีรออยู่ข้างหน้า ด้วยลมหายใจฟืดฟาดยามนี้ ต่อให้ช้างสารมาฉุดก็คงหยุดเขาไม่ไหวแล้ว เผลอๆช้างนั่นแหละจะโดนลากถูลู่ถูกังไปจนถึงบังกะโลโน่น

พอเข้าเขตที่พักอันเป็นจุดนัดหมายยิ่งจ้ำอ้าวแทบขาขวิด ตระเวนเยี่ยมหา สอดตาเล็งรถของตนว่าไปจอดอยู่ตรงไหนมุมใด เยี่ยมซ้ายเยี่ยมขวามาจนถึงบริเวณลึกสุดของสถานที่จึงพบ เขาระบายลมหายใจโล่งอก อย่างน้อยก็สบายใจไปเปลาะหนึ่ง คือนางฟ้าไม่เหาะหนีกลับกรุงเทพฯดื้อๆอย่างที่เมื่อครู่เริ่มวิตกเพราะหารถไม่เจอสักที

มายืนหน้าประตูบังกะโล เป็นอีกนาทีแห่งสุดยอดความรู้สึก เขาต้องหายใจแรงๆเหมือนคนเป็นโรคหอบหืดครู่หนึ่งก่อนยกมือขึ้นเคาะเรียก

“จ๊ะ… นี่โจ๊กเอง”

สำเนียงออดอ้อนและติดสั่น รอนานร่วมครึ่งนาที กว่าประตูจะแง้มเปิด ชายหนุ่มพยายามปั้นมาดเชื่อมั่นขณะก้าวเท้าล่วงเข้าไปข้างในและหับประตูกดล็อกด้วยมือสั่นเทา ห้องเย็นฉ่ำชื่นราวกับถ้ำครึ้ม แสงสว่างกระจายเพียงครึ่งเดียวเพราะม่านปิดหมดทุกด้าน

ลานดาวเดินมาเปิดประตูให้แล้วก็กลับไปที่เตียงเพื่อเอนลงปิดตานอนหันข้าง สมดังหล่อนบอกไว้ว่าจะของีบ ชายหนุ่มเม้มปากแน่น เพิ่งมีโอกาสเห็นร่างงามทอดยาวบนเตียงนอนเป็นครั้งแรก หากเชื่อว่าหล่อนมาที่นี่เพียงอยากขอพักหลับครู่เดียวจริงๆ เขาก็ควรเอาร่างโค่งๆกลับไปนั่งเรียนหนังสือกับพวกเด็กอนุบาลดีกว่า

ก้าวมานั่งขอบเตียงติดกับร่างตะแคงนอนของหญิงสาว แม้ผ่านสนามกามกรีฑามาพอคุ้น ก็ไม่ใช่ระดับคล่องแคล่วอาชาไนย โดยเฉพาะเมื่อตรงหน้าคือเรือนกายอันเป็นที่ปรารถนาของชายทั้งโลก หากเป็นสมัยพันปีก่อนก็ต้องเรียกว่าค่าควรเมือง แถมหล่อนยังเป็นหญิงที่เขารักและปรารถนาด้วยหัวใจมาแรมปี เพียงปล่อยให้สัมผัสมือหน่อยเดียวเขายังเก็บไปฝันหวานแทบลืมกินลืมนอน แต่นี่ถึงขั้นทอดร่างให้เชยชม จะให้เก็บซ่อนอาการหลุกหลิกใจเต้นรัวได้อย่างไรไหว

เริ่มนับหนึ่งท่าไหนดีหว่า? เม้มปากกลืนน้ำลายถามตนเอง จะชวนคุยเพื่อสร้างบรรยากาศสนิทสนม แกล้งนอนแล้วค่อยๆกระแซะ หรือรอเวลาให้สุกงอมกว่านี้หน่อย เฮ้อ! เหมือนมือใหม่หัดขับไม่มีผิด หากเลือกชวนคุย ก็รับประกันว่าเสียงเขาคงปร่าพร่าฟังไม่จืด อาจน่าขบขันชวนรำคาญขนาดเจอลานดาวตวาดแว้ดให้หุบปากก็ได้ หรือถ้าแกล้งนอนเบียดชิมลางทีละน้อย ก็เกรงจะช้า สายป่านอารมณ์รอของลานดาวหมดเสียก่อน อาจชวดเอาง่ายๆ

ปลงใจกับตนเองว่าชักช้าจะเสียการแบบไก่อ่อนสอนขัน นนทกานต์เลือกที่จะเริ่มด้วยการลูบศีรษะอย่างถนอม พักหนึ่งเห็นไม่ว่าอะไรก็ก้มลงจูบหน้าผาก ตามด้วยการหอมแก้ม แล้วฝังจมูกลงกับซอกคอ ซึ่งบัดนั้นเองลานดาวจึงลืมตาดึงตัวขึ้นนั่งหันหนีไปอีกทาง และก้มหน้าส่งเสียงถามเขาแผ่วเบา

“บอกซิว่าจ๊ะมีเหตุผลอะไร”

นอกจากเสียงเบาแล้ว ตัวคำถามยังมีความกำกวมแบบที่ต้องฉลาดหาความหมายเอาเอง กับทั้งต้องคิดเร็วๆให้ได้คำตอบเหมาะสม ป้องกันความอับอายของหล่อนได้ด้วย

“เอ้อ…”

นนทกานต์เปล่งเสียงคล้ายกับอาบังกินข้าวอิ่มแล้วเรอดังๆ พอเป็นการขัดตาทัพระหว่างงงติ้วเพราะเร่งคิดหาคำตอบ เดิมใจเต้นรัวอยู่แล้ว มาพบคำถามชิงไหวชิงพริบเอารางวัลใหญ่เข้าให้อีก ชายหนุ่มถึงกับต้องลอบทำตาเหลือก

“อาจจะ… เป็นเพราะจ๊ะรู้ว่าจะได้ฟังเหตุผลที่ดีจากโจ๊กก่อนเราจะ… เอ้อ… เราจะมีความสุขด้วยกัน แท้จริงแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเก็บไปคิดในภายหลังว่าควรแล้วแน่หรือ แต่คือเรื่องทางธรรมชาติระหว่างจ๊ะกับคนที่เป็นเพื่อน คนที่เข้าใจเหตุผลของจ๊ะ คนที่มองจ๊ะในทางดีเสมอ”

หญิงสาวส่ายหน้าให้คำตอบลิ้นไก่สั่นคล้ายคนเมาของเขา

“ฉันว่าไม่ใช่นะ”

ชายหนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อกอย่างคนเสียความมั่นใจ แต่ยังดีที่เมื่อสตาร์ทเครื่องติด ก็สามารถเดินเครื่องต่อได้ง่ายกว่าเดิม

“จ๊ะรู้ว่าโจ๊กไม่ใช่พวกหื่นที่มาคบด้วยเพราะจ้องตะครุบจ๊ะท่าเดียว เราเป็นเพื่อนกัน และนั่นก็จะไม่ทำให้รู้สึกว่าจ๊ะเป็นฝ่ายสูญเสีย อีกอย่างโจ๊กไม่เคยจีบจ๊ะแบบชิงชัยกับใคร หรือพยายามเอาชนะจ๊ะเพื่อพิสูจน์ความเจ๋ง ฉะนั้นถ้าเรามีความสุขร่วมกัน ก็ไม่ใช่เรื่องเสียฟอร์มของจ๊ะ ว่าที่สุดก็แพ้ทางคนมีเสน่ห์เหนือกว่า จ๊ะเพียงได้สิ่งที่จ๊ะต้องการจากคนเสมอกันต่างหาก”

“ก็มีส่วน แต่ยังไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริงอยู่ดี”

นนทกานต์เงยหน้ามองฝ้าเพดาน ฉีกปากแยกเขี้ยว นึกด่าในใจว่ามันจะเหตุผลบ้าบออะไรล่ะเว้ย! ให้บอกตรงๆไหมล่ะว่าพอคนเราอยาก มันก็ต้องหาทางระบายให้หายอยาก จะมีเบื้องหลังอะไรมากมายกว่านั้นนักเล่า?

แต่การแสดงบทโอ้โลมปฏิโลมต้องดำเนินต่อไป นนทกานต์พยายามแต่งเสียงกลมกล่อมสุดชีวิตชนิดต้องเกร็งตัวแขม่วพุงบิดก้นไปด้วย

“งั้นเพราะ… จ๊ะรู้ว่าโจ๊กมีใจจริง โจ๊กพิสูจน์ตัวมามากพอว่าที่แท้ก็รักจ๊ะเหนือสิ่งอื่นใด จ๊ะเห็นแล้วว่าจะไม่มีวันทอดทิ้งจ๊ะเด็ดขาด”

ลานดาวหัวเราะหึหึและส่ายหน้า ซึ่งนั่นทำให้นนทกานต์ชักหงุดหงิดแบบเหลืออดขึ้นมารำไร เพราะนอกจากทีท่าที่เหมือนดูถูกเขาแล้ว ยังส่องให้เห็นว่าหล่อนไม่มีวันคิดเอาหน้าอย่างเขามาเป็นเครื่องประดับชีวิตถาวรอย่างเด็ดขาด

ชายหนุ่มนั่งมองเพื่อนสาวนิ่งอย่างเริ่มอับจน ร่ำๆจะปลุกปล้ำเสียเลยสิ้นเรื่องสิ้นราว แต่คำนวณแล้วบรรยากาศดีๆอาจล่มสลายแบบกลับบ้านมือเปล่า จึงนั่งกัดริมฝีปากขบคิดต่ออย่างอดทน ทบทวนนับแต่เมื่อหล่อนชวนเขากินข้าวเที่ยง จำเพาะเจาะจงต้องเป็นชายหาดบางแสน ซึ่งมาถึงบัดนี้เป็นที่แน่นอนว่าต้องวางแผนไว้ก่อนแล้วล่วงหน้า

อยู่ในรถคุยเรื่องอะไรบ้าง… เรื่องกรรมเวร เรื่องหมอดูอุปการะ เรื่อง… ตายโหง! หรือว่า…

“จ๊ะอยากพิสูจน์ใช่ไหมว่าตัวเองชอบผู้ชายได้หรือเปล่า?”

พูดจบก็รอผลด้วยความระทึก คิดว่าคราวนี้เขาปาลูกดอกเข้าเป้าเสียที เพราะลานดาวนั่งนิ่งขึง และไม่ตอบอะไรมาแม้แต่คำเดียว

นนทกานต์ค่อยๆเคลื่อนเข้าประชิด โน้มตัวเข้าหอมแก้มนวล ที่ทั้งนิ่ม ทั้งรวยรินกลิ่นละมุนก่อจินตนาการฝันลึกซึ้ง หากเป็นเวลาปกติเขาคงปรารถนาเพียงนั่งจับมือหล่อนดูพระอาทิตย์ตกน้ำด้วยกัน แต่ยามนี้มีแต่คิดว่าทำอย่างไรจะกำจัดเสื้อผ้าทิ้งไปพ้นๆ

ยกฝ่ามือเสยผมหล่อน ยื่นหน้าเข้าประกบจูบ กลีบปากนิ่มอุ่นและเสน่ห์น่ารักน่าใคร่ในเรือนกายของเพื่อนสาวทำให้รู้สึกเหมือนศีรษะกำลังจะถูกเป่าให้ระเบิด พยายามเหนี่ยวไหล่หล่อนลงทอดนอน ลานดาวก็โอนอ่อนผ่อนตามโดยดี เมื่อย่ามใจลากฝ่ามือไล้ไปทั่วเรือนร่าง เฟ้นฟอนจากภายนอก หล่อนก็ไม่ว่าอะไรอีก แต่พอจะปลดกระดุมกางเกงยีน คราวนี้ลานดาวกัดปาก และดึงตัวลุกขึ้นพ้นเขตเตียง ก้าวไปยืนเต็มสัดส่วนกลางห้อง

“พอแล้ว”

นนทกานต์ถอนใจเฮือก นึกๆอยู่ว่าต้องมาท่านี้ ในที่สุดก็เอาเข้าจริงๆ เขาส่ายหน้าเหลือบตามองพื้นเป็นครู่ ก่อนพยายามปรุงบรรยากาศให้ดีขึ้น

“จ๊ะ… เราอาจจมูกโตไปหน่อย ทำให้หล่อสู้แฟนๆเธอไม่ได้ แล้วก็อาจทำให้เธอรำคาญตอนจูบ เพราะฉะนั้นเอามีดไปเลย เรายอมให้เธอเฉือนจมูกทิ้ง!”

ลานดาวไม่ขำถ้อยคำติดตลก แต่ยังคงยืนปักหลักนิ่งไม่โต้ตอบ อย่างน้อยเขาก็พอมีหวัง ตราบใดยังอยู่ด้วยกันในห้อง นนทกานต์ลุกขึ้นคว้าเอวหล่อน และค่อยๆดึงกลับมานั่งที่ขอบเตียงด้วยกันอย่างทะนุถนอม ความจริงแค่มีโอกาสโอบกอดและจับโน่นนิดนี่หน่อยก็ถือเป็นพระคุณอย่างสูงแล้ว เขาพบว่าเมื่อสัมผัสของตนไม่ส่อแววรุกรานเกินไป ลานดาวก็ยอมนั่งเฉยให้อ้อนต่อ

“เอ่อ… จ๊ะจ๋า… จ๊ะต้องการคำตอบ แต่เสื้อผ้าบดบังคำตอบอยู่นี่หน่า”

“โจ๊ก… ขอโทษนะ แต่ดูเหมือนจ๊ะได้คำตอบแล้ว จ๊ะรังเกียจทุกสัมผัสจากมือโจ๊ก และเพิ่งระลึกได้ว่าความหื่นกระหายที่ลอยออกมาจากหน้าตาและอากัปกิริยาของผู้ชายนี่เอง ที่ทำให้จ๊ะรักใครไม่ลงสักราย กายเราอยู่ในห้องเดียวกัน แต่ใจเหมือนอยู่คนละโลก ขณะที่โจ๊กสนุกมือเต็มที่ จ๊ะกลับรู้สึกขมเหมือนใกล้ตกนรกเข้าไปทุกที!”

ลานดาวพูดตรงไปตรงมาแบบคนมีสติเต็มตื่น เปล่งคำชัด จังหวะจะโคนถูกต้อง สะท้อนสภาพจิตใจภายในที่ยังคงเป็นปกติทุกประการ ปราศจากอารมณ์ใคร่ ปราศจากความสะเทิ้นอายของอิสตรี ต่างจากนนทกานต์ที่พูดเสียงกระเส่า สะท้อนอารมณ์กระสันแทบระเบิด

“คงผิดพลาดที่ไหนสักแห่ง โจ๊กขอแก้ตัวหน่อยเถอะ”

ชายหนุ่มพยายามเข้าคลอเคลีย ลานดาวขืนตัว แต่ไม่ขนาดถอยหนีเสียทีเดียว

“ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอกโจ๊ก แต่ขอหยุดแค่นี้ก่อนได้ไหม?”

“เถอะน่า ลองอยู่เฉยๆซักแป๊บเดียว”

พอนนทกานต์มันเขี้ยวจะดันไหล่หล่อนลงนอนอีก คราวนี้เหมือนหนังจบจริง หล่อนส่ายหน้าและปัดมือเขาทิ้งอย่างสุภาพ

“ขอโทษนะโจ๊ก… จ๊ะไม่รู้สึกอะไรเลย”

“โธ่! จ๊ะ… ทำใจสบายๆหน่อยไม่ได้หรือ?”

ชายหนุ่มชักหัวเสียและออกอาการงุ่นง่าน คันไม้คันมือชนิดที่ขาดความยับยั้งอีกนิดเดียวคงไม่สนแล้วว่าหล่อนจะยอมดีๆหรือต่อต้านขัดขืน

“จ๊ะพยายามแล้ว แต่มันขยะแขยง เพิ่งรู้ตัวว่ารังเกียจสัมผัสของผู้ชายขนาดนี้ พอเธอจะถอดเสื้อผ้าฉัน มันสุดทนเหมือนยกรังกิ้งกือไส้เดือนมาใส่ จะบอกเหตุผลให้ว่าทำไมถึงเลือกเธอเป็นคนแรก เพราะฉันจะมีอารมณ์บ้างก็เฉพาะเมื่ออยู่กับเธอเท่านั้น คนอื่นอาจมีวูบวาบ แต่ไม่ถึงขนาดอยากลอง… จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามแต่ ฉันรู้แค่เธอไม่ใช่คนรัก แต่แปลกตรงเกือบๆเป็นคนเดียวที่ทำให้เกิดความเรียกร้องพรรค์นี้ เพราะฉะนั้นถ้าจะพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นผู้หญิงเต็มร้อยหรือเปล่า ก็คงต้องอาศัยเธอ และที่เลือกวันนี้ ก็เพราะประจำเดือนเพิ่งหมด โอกาสท้องไม่มี”

ลานดาวหันกลับมาเผชิญหน้าเพื่อนชาย มองเขาเต็มสายตาตรง

“ฉันอยู่ในช่วงเวลาของการค้นหาตัวเองด้วยความทุกข์ทรมานใจ ถ้าหากเธอเป็นมิตรแท้ ก็ขอให้เห็นแก่ความเป็นเพื่อนที่มีน้ำใจคิดช่วยเหลือ ไม่ถือโอกาสฝืนใจกัน รู้ว่าเธออารมณ์ค้างและอยากใช้กำลัง ฉันคงสู้ไม่ได้และไม่รอด เธอจะเอามันไปก็ได้ พรหมจารีไร้ค่านี่น่ะ ไม่โทษกันหรอก เพราะฉันเป็นฝ่ายเสนอเอง แต่หลังจากนี้เราจบความเป็นเพื่อนกัน ไม่ต้องคุยกันอีก!”

“เฮ้อ!…” นนทกานต์นิ่วหน้าร้องดังๆ “ไม่ต้องใช้จิตวิทยาหรอกน่าจ๊ะ ขอดีๆก็ได้ เราอาจรวบรัดรวดเร็วกันเกินเหตุ จ๊ะเลยเสียความรู้สึกไป ยอมรับว่าอยากฟัดเธอใจจะขาดทุกครั้งที่อยู่ใกล้ ตอนนี้ก็ร่อแร่แทบระเบิดปุ้งอยู่แล้ว แต่เพื่อพิสูจน์ความเป็นเพื่อนแท้ เพื่อทำให้เธอเห็นความเป็นสุภาพบุรุษผู้มีจิตวิญญาณสูงส่งอันหาได้ยากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร เราจะไม่แตะต้องเธอแม้แต่ปลายเล็บ สาบานถ้าผิดคำพูดขอให้วิ่งเล่นตามระเบียงอยู่ดีๆสะดุดขาตัวเองพลัดตกจากตึกลงมากระแทกรถดูดส้วมตาย ง่า… แต่ขอโอบนิดโอบหน่อยก็ไม่เลวเหมือนกัน เพราะกำลังจะลงแดงเต็มแก่”

นนทกานต์พูดด้วยอาการขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เหมือนนึกอะไรได้ก็พูดแบบคนสติเลอะเลือน ฟังไม่ค่อยปะติดปะต่อเท่าไหร่ เพราะจำเป็นต้องรักษาความเพียรต้านอารมณ์แรงๆที่ยังคงพลุ่งพล่านขึ้นมาระลอกแล้วระลอกเล่า ยิ่งคิดถึงความนิ่มแน่นและกลิ่นเนื้อสาวแล้วยิ่งมันเขี้ยว ความดันแทบทะลุปรอทแตก

“มามะ! ขอกอดหน่อย”

ชายหนุ่มลุกขึ้นจะคว้าเอวหล่อนอีก แต่คราวนี้ลานดาวปล่อยให้มือเขาจ้วงอากาศวืดด้วยการเบี่ยงตัวหลบได้ไวกว่า แล้วหลีกไปนั่งไขว่ห้างที่มุมอื่นของห้อง

“ห่างๆเถอะ ถ้ายังอยากอยู่ในนี้ด้วยกันต่อ”

“อุ๊บ๊ะ! ก็บอกแล้วจะไม่ทำอะไรไง”

“ขนาดพูดจายังขัดกันเอง เพิ่งบอกแหม็บๆว่าจะไม่แตะต้องแม้ปลายเล็บ ประโยคต่อมาขอโอบ ล่าสุดเพิ่มเป็นขอกอดแล้ว ถ้ายอมนิดเดียวคงต้องเกินกว่านั้น และลามยิ่งขึ้นไปเรื่อย”

“โว้ย!!”

นนทกานต์ร้องดังๆแล้วหงายหลังฟาดเตียงอย่างแรงแทนการลุกขึ้นถีบโต๊ะเตะเก้าอี้อย่างใจบงการขึ้นมาชั่ววูบ ลานดาวผงะกะพริบตาทีหนึ่งกับโว้ยดังราวกับฟ้าร้องของเพื่อน ก่อนเอาน้ำเย็นเข้าลูบในอึดใจต่อมา

“โจ๊ก… ฉันขอโทษ ฉันจะถือเป็นบุญคุณสำหรับความช่วยเหลือ ถ้ามีโอกาสจะทดแทนสุดกำลัง”

ชายหนุ่มฟังแล้วแทนที่จะรู้สึกปลื้ม กลับทำท่าคล้ายชักดิ้นชักงอ ราวกับลมบ้าหมูกำเริบ สิ้นสุดความอดทนฝืนสุภาพนิ่มนวล ความในใจพรั่งพรูออกมาจากหลังอัดอั้นไว้เนิ่นนานแรมปี

“เธอนี่มันนังแม่มดในคราบนางฟ้าจริงๆ ฉันคงมีเวรมีกรรมกับเธอมาเยอะ อยู่ใกล้แล้วทรมานเหมือนถูกย่างในนรก นี่เจอกันชาติไหนอีกก็คงต้องชดใช้หนี้จนกว่าจะหมดมั้ง”

“เอาเถอะ ไว้ถ้าเจอกันใหม่ชาติหน้า อะไรๆอาจดีขึ้น”

ความจริงหล่อนแค่ตั้งใจพูดให้เอออวยไปกับเขา แต่นนทกานต์โมโหจี๊ดยิ่งกว่าเดิมราวกับเอาเข็มแหลมมาไชหู

“รู้ไว้เถอะจ๊ะ เธอน่ะทำเลวๆโดยไม่รู้สึกตัวไว้มาก โดยเฉพาะแกล้งให้คนอื่นเขาเจ็บช้ำน้ำใจ เหมือนหลอกล่อจะดึงขึ้นเรือ ให้ความหวัง ให้ความยินดีปรีดา เสร็จแล้วถีบหัวส่งกลับลงน้ำต่อ เห็นเป็นเรื่องสนุก เห็นเป็นช่วงเวลาบริหารเสน่ห์ วันหนึ่งเถอะจะต้องชดใช้!”

เขาพ่นอย่างมีอารมณ์ ลานดาวรับฟังด้วยอาการสงบ ไม่นึกโกรธนนทกานต์แม้แต่นิดเดียว

“ฉันอาจกำลังชดใช้อยู่ก็ได้นะโจ๊ก…”

น้ำตาหล่อนเริ่มเอ่อขึ้นคลอเบ้า ชายหนุ่มเพ่งจ้องเพดานอยู่ครู่ ก่อนสะบัดหน้ามามองเพื่อนสาวเมื่อได้ยินเสียงสะอื้น เป็นครั้งแรกที่เห็น และนั่นก็ทำให้ใจอ่อนยวบลง ประกายตาทอแววอาทรของเพื่อนอีกครั้ง

ถอนใจเฮือก แม้ใจยังโกรธ แต่อีกภาคก็ทำงานเป็นอัตโนมัติ ลุกขึ้นและก้าวเข้าหา วางมือบนไหล่มนฉันมิตรที่พร้อมยืนเคียงข้างยามอีกฝ่ายเกิดทุกข์ร้อน

“ขอโทษนะ โจ๊กพูดแบบไม่ทันคิด”

ลานดาวข่มสะอื้นและกรีดน้ำตาทิ้ง

“ด่าฉันเถอะ ชดใช้ด้วยการถูกด่าเจ็บๆเสียบ้าง กรรมเวรอาจหมดไวขึ้น”

“ไม่มีเวรไหนล้างได้ด้วยเวรหรอก จ๊ะ”

เขาลดมือแล้วลงนั่งด้านข้าง อยู่ๆก็นึกถึงคำพูดของหมอดูขึ้นมา

“หมออุปการะคงพูดถูกอีกแล้ว”

“พูดอะไร?”

“เอาตรงๆไม่อ้อมค้อมเลยนะ”

ลานดาวพยักหน้า

“ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉันไปดูหมอเรื่องเธอ หมออุปการะบอกว่าฉันกับเธอเคยเป็นคู่กันมาก่อน เจอกันถึงมีความรู้สึกผูกพัน… แต่เอ้อ… ท่าทางจะหนักไปทางเซ็กซ์”

“เพราะอะไร?”

“เพราะชาติใกล้ที่เป็นคู่ เราไม่ได้เป็นมนุษย์น่ะซี นึกออกไหม พอเจอกันถึงมีแต่สัญชาตญาณเก่าๆทำหน้าที่ หมออุปการะบอกทำนองว่าถ้าเคยเป็นคู่ครองกันแบบมนุษย์ จะมีสายใยละเอียดอ่อนกว่านั้น ยกระดับความผูกพันขึ้นสูงกว่าสัญชาตญาณชั้นต่ำ นี่เพิ่งรู้วันนี้จากปากเธอเองนะว่าเธอก็มีฟีลลิ่งแบบนั้นกับฉันเหมือนกัน นึกว่าเป็นอยู่คนเดียวเสียอีก แต่สำหรับเธอคงมีความขัดแย้งซับซ้อนมั้ง อุตส่าห์เลือกฉันมาเปิดโลกทัศน์ให้แล้ว ยังเปลี่ยนใจจนได้ แบบหมออุปการะทำนายว่าฉันไม่มีวันได้แอ้มนั่นแหละ”

หญิงสาวย่นคิ้ว แวบแรกคือฉุนขึ้นมาทันทีที่โดนหมอดูคู่อาฆาตหาว่าเคยเป็นสัตว์ แต่อึดใจเดียวก็สลดลง เพราะปฏิเสธยากกับความรู้สึกตกต่ำไร้ค่าในบังกะโล บรรยากาศยามนี้ว่ายเวียนอยู่แถวๆเตียงกับเจตนาเสพสม ปราศจากพิธียกระดับความรู้สึกให้สมเกียรติตามธรรมเนียมสังคมอารยะเยี่ยงมนุษย์ สัมพันธภาพเก่าๆระหว่างหล่อนกับนนทกานต์กระมัง ที่เป็นตัวชักจูงมาสู่ภิรมย์สถานแห่งนี้ หล่อนไม่ได้รักเขา เขาไม่ได้จัดพิธีสู่ขอ ไม่มีการตระเตรียมงานวิวาห์ ไม่มีสัญญาแห่งอนาคตเรืองรองใดๆ มีแต่เนื้อหนังและกลิ่นกามที่ชวนให้นึกดูถูกตัวเอง

“ขอบใจที่บอก ทำให้จ๊ะเข้าใจภาวะความเป็นมนุษย์เพิ่มขึ้นอีกนิด แม้แต่ลำดับก่อนหลังระหว่างรักก่อนใคร่ กับใคร่ก่อนรัก ก็เป็นเครื่องแบ่งชั้นจิตใจได้ว่าแบบไหนคือมนุษย์ แบบไหนใกล้เคียงสัตว์ คิดๆก็เข้าเค้านะ กรรมที่ผู้คนสมัยนี้สำส่อนไม่เลือกหน้ากันมาก ทำให้ขาดสำนึกแบบมนุษย์มากขึ้นทุกที”

นนทกานต์ทำตาปรอยยิ้มเซ็งโลก ไม่มีแก่ใจวิจารณ์มนุษย์อื่นร่วมไปกับหล่อน เพราะอารมณ์ยังค้างเติ่งอยู่กับความอนาถตัวเองมากกว่า

“แต่เราก็รักจ๊ะนะ ไม่ใช่แบบที่ตัณหาราคะเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันท่าเดียว เรารักจ๊ะแบบที่ทำให้เดินช้าลงและสังเกตตัวเองละเอียดขึ้น เพื่อยอมรับให้ได้ว่าความสุขไม่ใช่จะมาจากความสมหวังเสมอไป รักข้างเดียวถ้าเป็นรักจริงพอก็สุขอยู่กับตัวเองได้ ยังโชคดีกว่าคนที่เกิดมารักใครไม่เป็นตั้งเยอะ”

ลานดาวเหลือบตาลงต่ำหงอยๆ เพราะเหมือนประโยคสุดท้ายของนนทกานต์คือการด่ากระทบ

“ว่าจ๊ะเหรอ?”

“ฮึ้ย! เปล่าน่า” ชายหนุ่มรีบปฏิเสธ “เราพูดเหวี่ยงๆทั่วๆไปต่างหาก”

“แต่จ๊ะก็เป็นอย่างนั้น จ๊ะสับสนตัวเอง ทำไมจ๊ะรักผู้ชายไม่ลงซักคน ผู้ชายไม่ดีพอ หรือใจจ๊ะไม่พอดี ทำไงถึงจะรู้ได้ล่ะ?”

“อย่าเพิ่งตีโพยตีพายเหมือนเรื่องคอขาดบาดตายไปเลย จ๊ะอาจรังเกียจความรักความหลงเกินงาม หรือสายตาหื่นกระหายไม่ปิดบังของบรรดาแมงหวี่แมงวันที่เข้ามารุมตอมก็ได้ วันหนึ่งเจอคนดีพอ จ๊ะคงรักเขาแบบที่หญิงรักชายเป็น”

นนทกานต์ทอดเสียงด้วยความแสบหัวใจที่ตระหนักว่าเขาจะไม่มีวันใช่คนนั้นของหล่อน

ขณะนั้นเป็นนาทีแรกที่ลานดาวร่วมรับรู้ความทุกข์และความน้อยเนื้อต่ำใจของนนทกานต์ รวมทั้งบังเกิดความสงสารเขาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่มากที่สุดก็คือสงสารเยี่ยงเพื่อนผู้มีความไยดีต่อกันเท่านั้น

“สรุปว่าถ้าจะมีเซ็กซ์กันด้วยจิตสำนึกแบบมนุษย์ อย่างน้อยต้องเป็นสุขในรักด้วยกันทั้งสองฝ่ายนำหน้าเสียก่อนจริงไหม?”

ลานดาวเบนประเด็นแบบปลอบไปในตัว นนทกานต์ยกมือลูบหน้า

“งั้นมั้ง… ยิ่งถ้าสู่ขอเสียก่อนฟัน ก็คงได้ชื่อว่าเป็นผู้รักษาศีล แบ่งวรรณะให้สูงขึ้นไปอีก คือเป็นจิตสำนึกแบบเทวดาไปเลย ส่วนพวกชอบฟันลูกเมียชาวบ้านดะ ก็กลายเป็นพวกทุศีล ได้วรรณะใหม่เป็นสัตว์… ฮ่ะๆ”

“เมื่อกี้เพิ่งรู้สึกเหมือนกันแหละว่ายังไม่มีสิทธิ์เป็นตัวของตัวเองเต็มที่ ถึงแม้บรรลุนิติภาวะ เป็นผู้ใหญ่ตามกฎหมาย แต่ฉันก็ยังเป็นลูกมีพ่อมีแม่ มีผู้ปกครองเลี้ยงดู จึงยังเป็นสิทธิ์ของท่านอยู่”

“ขึ้นอยู่กับพ่อแม่หวงด้วยหรือเปล่า?”

“พ่อแม่ที่ไหนไม่หวงลูกสาวล่ะ”

“โอ๊ย! ขายกินก็มี!”

“เอาเป็นว่าพ่อแม่จ๊ะหวงก็แล้วกัน และหวงมากด้วย กว่าจะไว้เนื้อเชื่อใจปล่อยให้ไปไหนต่อไหนก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองนาน นี่คงเสียใจ อยากตีจ๊ะให้ตายถ้ารู้ว่ามาทำตัวเหลวแหลกแบบนี้”

“สมัยนี้เขาเห็นเป็นเรื่องธรรมดากันแล้ว แลกคู่สวิงกิ้งกันสนุกสุดเดชยังเห็นเป็นเรื่องธรรมดาด้วยซ้ำ ถ้าเรามีความสุขกันตามปกติอย่างมากท่านคงปลงๆ”

“ไม่หรอก จ๊ะรู้จักพ่อแม่ตัวเองดี พวกท่านยังหัวโบราณ และมองของพรรค์นี้เป็นเรื่องสำส่อน พ่อเคยให้เหตุผลว่าเซ็กซ์ก่อนแต่งมักนำไปสู่ความติดใจทดลองแสวงหาความแปลกใหม่อีกเรื่อยๆ สำคัญคือความรู้สึกดีๆที่จะ มอบกาย ให้กับคนพิเศษต้องหายไปอย่างไม่มีทางเรียกคืนจนวันตาย”

ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนัก ประสานสองมือรองท้ายทอยหัวเราะหึหึกับแนวคิดแนวเชื่อเก่าๆของผู้ใหญ่

“ถ้าการเวียนว่ายตายเกิดเป็นเรื่องจริง เราจะต้องไปแคร์ทำไมเนาะ ในเมื่อเกิดตายแต่ละทีต้องผลัดเปลี่ยนเวียนคู่ไปเรื่อย ซึ่งก็เท่ากับพวกเรามีความสำส่อนทางวิญญาณกันอยู่แล้ว คงไม่มีใครติดตามกันเป็นปาท่องโก๋ไปทุกภพทุกชาติหรอก”

“อย่างน้อยเกิดใหม่เราก็ลืมชาติเก่าไง เหมือนเพิ่งมีตัวเราแค่หนึ่งเดียว ตนเดียว ธรรมชาติกำหนดให้ลืมอดีตก็เพื่อจะได้ไม่ต้องเอาของเก่ามาตีกับของใหม่ให้เปรอะ”

นนทกานต์มีอารมณ์พอจะพยักหน้าเออออไปด้วย

“อือ… ไม่ต้องรู้ตัว ไม่ต้องรู้ความจริงว่าแต่ละคนเป็นวิญญาณนักเดินทางผู้โดดเดี่ยว ถ้าชาติต่อๆไปเราเกิดเป็นนกถึดทือด้วยกัน โจ๊กค่อยมีสิทธิ์แอ้มจ๊ะมั้ง เฮ้อ! สรุปแล้วอุปาทานทั้งนั้น ถึงชาติภพเป็นเรื่องจริง เราก็ไม่ได้มีเนื้อคู่ตุนาหงันตายตัวกันเล้ย ฉันกับเธอเคยมีอะไรกันมา ชาตินี้จะขอแตะก็หวงเนื้อหวงตัวเสียแล้ว”

ลานดาวคิดตาม แล้วขณะหนึ่งของการหยั่งจิตเข้าไปในความไม่รู้ หล่อนก็ยะเยือกขึ้นมาเฉยๆ

“ถ้าภพชาติเป็นเรื่องจริง ต้องเวียนว่ายไปเกิดเป็นสัตว์ เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา แล้วแปรสภาพจากความเป็นเช่นนั้น ตายทีก็ลืมทีสลับสับเปลี่ยนไปที… งั้นพวกเราเป็นอะไรกันแน่?”

นนทกานต์เหลือบตามองประตูด้วยอาการครุ่นคิดอยู่ครู่ แล้วจู่ๆก็สยองเกล้าขึ้นมาเหมือนกัน

ไม่ใช่อะไรเลย แต่ก็ติดอยู่ในความไม่ใช่อะไรเลยนี่เอง!

“ช่างมันเถอะจ๊ะ เอาเป็นว่าตอนนี้เราเป็นมนุษย์ก็แล้วกัน”

กล่าวทั้งยังขนลุกอยู่กับแขนขาเนื้อตัวแห่งความเป็นมนุษย์ร่างปัจจุบัน

“แต่โตมาป่านนี้ เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำนะว่าเป็นมนุษย์ควรทำอะไรบ้าง บางทีต้องทำบาปแล้วสำนึกผิดเสียก่อน หรือปล่อยให้อะไรเลยตามเลยไปแล้ว ถึงค่อยรู้ตัวว่าเราเป็นปกติหรือผิดปกติจากภาวะมนุษย์”

ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆ ชั่วโมงก่อนยังนึกว่าจะได้ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น ตอนนี้กลายเป็นถูกต้อนมานั่งเกาหัวงุนงงกับธรรมชาติชวนฉงนเสียแล้ว คิดไปคิดมาอับตันเข้าก็หาทางออกจากห้วงแห่งความฟุ้งซ่านด้วยการช่วยเพื่อนสาววิเคราะห์ปัญหาที่ยังค้างคาใจ

“จ๊ะรู้ตัวเมื่อไหร่ว่าชอบผู้หญิงด้วยกัน?”

“เร็วๆนี้เอง…”

“ถึงป่านนี้คงไว้ใจเล่าให้เราฟังได้ใช่ไหม? ถ้าเป็นเพื่อนที่เรารู้จักก็ไม่เป็นไรนะ เก็บเป็นความลับต่อไป”

“ไม่ได้อยู่ในแวดวงใกล้ตัวหรอก คนอื่นน่ะ… ฉันคลำพบก้อนเนื้อในอก วิตกว่าจะเป็นมะเร็ง เลยพยายามหาหมอผู้หญิง…”

เล่าสั้นๆเพียงเท่านั้นนนทกานต์ก็เข้าใจ

“เป็นอารมณ์ที่ตามมาจากการถูกสัมผัสครั้งแรกหรือเปล่า?”

ลานดาวหน้าแดงเรื่อขึ้นมานิดหนึ่งแล้วกลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

“คงไม่ใช่หรอก ฉันเคยอาบน้ำกับยายเอ๋ย ตอนนั้นที่พักต่างจังหวัดตัดน้ำอุ่นสี่ทุ่ม กำลังจวนเจียนเลยต้องทำเวลา โดนมันแกล้งจับยิ่งกว่านั้นอีก ยังตีมือแทบหัก แล้วก็ไม่รู้สึกติดค้างคาใจอะไรเลยจนนิดเดียว เห็นเป็นเรื่องตลกคะนอง บัดสีบัดเถลิงเท่านั้น”

“งั้นเอ่อ… โทษนะ… สมัยเด็กเคยถูกทำร้ายมาหรือเปล่า จากคนในบ้านหรือญาติที่ใกล้ชิด?”

“ไม่มีทาง! ตอนอายุสิบสี่ ขนาดฉันจะขอนอนเตียงเดียวกับพ่อแม่เหมือนยังเล็ก พ่อเองเป็นคนห้ามขาด บอกว่าเป็นสาวแล้วก็ต้องอยู่อย่างสาว อีกอย่างฉันถูกเลี้ยงมาแบบมดไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม ประคบประหงมกันยิ่งกว่าไข่ในหิน เรื่องอัปยศพรรค์นั้นลืมไปได้ จะจากมือใครก็เถอะ”

“อือม์… หรือว่าจะเพราะขาดฮอร์โมนประจำเพศบางอย่าง เคมีในสมองไม่สมดุล ระบบประสาทบกพร่อง… เคยอ่านๆมาน่ะ”

“อย่างที่ยอมสารภาพไง ว่าฉันก็มีความรู้สึกทางนั้นกับเธออยู่… มีกับผู้ชายอื่นๆด้วย แต่ไม่มากเท่า เพราะงั้นเคมีหรือประสาททั้งหลายคงยังทำงานตามปกติ”

“ว้า! อย่างนั้นอะไรเป็นเหตุล่ะ เธอเคยเป็นคู่ครองของพี่หมอคนนั้นมั้ง ผิดจากเขาก็อาจไม่มีปัญหาหรอก”

“ถ้าจะว่ากันเรื่องเหตุผลที่เร้นลับชาติก่อนชาติหลัง ก็คงเกินความสามารถของฉันจะล่วงรู้ คุยแล้วป่วยการเปล่า ฉันลองถามหมอดู… ไม่ใช่หมออุปการะหรอกนะ… เขาบอกถ้าอยากรู้ว่าใครมีสิทธิ์ชอบเพศเดียวกันหรือเปล่า ต้องดูว่ามี ๙ หรือ ๐ อยู่ร่วมภพเดียวกันกับดาวจิตใจไหม อยู่ในราศีเมถุนไหม มีดาวส่งกระแสให้เจ้าชะตาอาภัพคู่ครองที่เป็นเพศตรงข้ามไหม ดาวบังคับให้รักชอบเพศเดียวกันไหม หรือดาวส่งให้เป็นคนมีเสน่ห์ต่อคนเพศเดียวกันไหม… พอลองตรวจดู ฉันก็ไม่ได้ร่วมเกณฑ์เข้าเค้าเอาเลย”

นนทกานต์ยิ้มเผล่

“เข้าซี… เธอมีเสน่ห์ต่อทุกเพศนั่นแหละจ๊ะ ดวงดาว ณ องศาฟ้าใดจะส่งอิทธิพลท่าไหนเราไม่รู้ รู้แต่รูปโฉมเธอน่ะส่งทุกท่าแน่ๆ โดนน้ำมันพรายป้ายเปลือกตายังอาจจะแย่น้อยกว่าเจอเธอพรมมนต์เสน่ห์ อย่างสายตางี้ มีแรงดึงดูดให้วาบหวามที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมา เนื้อตัวทรวดทรงองค์เอวก็… ฮื้อ! อย่าบรรยายให้น้ำลายหกเลย เอาเป็นว่าผู้หญิงด้วยกันจ้องตาวาวก็ไม่น่าประหลาดใจ”

“ฉันก็ไม่เห็นพี่เขาหลงเสน่ห์อะไรฉันนี่ น่าจะเห็นเป็นน้องสาวที่คอยรบตามเคล้าแข้งเคล้าขามากกว่าอย่างอื่น”

“แน่ใจเหรอว่าเธอรู้ใจเขาจริง?”

ลานดาวอ้ำอึ้ง

“ทำไงจะรู้ล่ะ?”

“ต้องให้สอนตะเข้ว่ายน้ำด้วย?” แล้วเขาก็ปลอบเมื่อนึกถึงข้อมูลบางอย่างขึ้นได้ “เอาเป็นว่าจ๊ะอย่าเป็นทุกข์เพราะสงสัยว่าตัวเองเป็นหญิงรักหญิงเลย องค์การอนามัยโลกแยกรักร่วมเพศออกจากกลุ่มผู้มีความผิดปกติทางจิตนานแล้ว และถือว่าเป็นเพียงความชอบใจเฉพาะตัวเท่านั้น เพราะอัตราส่วนค่อนข้างโตถึงหนึ่งในสิบของคนทั่วไป บางแหล่งก็บอกแบบโคมลอยว่าอาจจะถึงหนึ่งในสี่ด้วยซ้ำ ประเภทมีอาการแฝงอยู่อ่อนๆน่ะ หลายคนมีความสุขดี และแทบไม่เคยเห็นตัวเองผิดปกติที่ชอบเพศเดียวกัน”

หญิงสาวก้มหน้ากุมขมับ

“ฉันไม่แคร์สังคม ขณะเดียวกันก็อาจไม่สนด้วยว่าองค์การอนามัยโลกจะรับรองว่ารักร่วมเพศเป็นเรื่องปกติยังไง ในเมื่อใจฉันรู้สึกว่ามันผิดปกติ ฉันก็เป็นทุกข์ของฉัน ไม่ต้องให้ใครกะเกณฑ์ว่าควรทุกข์หรือไม่ควรทุกข์… ฉันเป็นคนช่างฝันนะโจ๊ก อยากเจอเจ้าชาย อยากมีความรักที่สมบูรณ์แบบ อยากใช้ชีวิตปกติเหมือนแม่ของลูกทั้งหลาย ถ้าความผิดปกติทางจิตใจของฉันจะเกิดขึ้นตลอดชีวิต ก็คงอยากขอตายมากกว่าอยู่ต่อ”

“อย่าเพิ่งพูดเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตไปขนาดนั้น ลองปรึกษาจิตแพทย์ดูก่อนไหมล่ะ?”

“นึกว่ามียารักษาหรือ? หรือให้เขานั่งซักฉันเหมือนที่เธอกำลังทำ ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันจ่ายค่าปรึกษาให้เธอแทนดีกว่า ไม่ต้องอายคนแปลกหน้าเปล่าๆ”

เม้มปากครู่ใหญ่ ก่อนตัดสินใจเผยความลับอีกข้อ

“ที่น่ากลุ้มและทำให้เครียดไม่แพ้เรื่องหญิงรักหญิง คือเรื่องที่พี่เขา… แต่งงานแล้วด้วยน่ะซี”

นนทกานต์ลืมตาโพลง เผลออุทานดังๆ

“มีผัวแล้วด้วย?”

ลานดาวทำหน้าเศร้าก้มมองพื้น ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักอย่างพลอยหมดแรงตาม ภาพหญิงสาวตรงหน้าแปลกเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ที่เคยมองแล้วเห็นแต่ความพรั่งพร้อมก็กลายเป็นสิ้นไร้ ที่เคยมองแล้วเห็นโดดเด่นด้วยรัศมีจรัสก็กลายเป็นคนอมทุกข์ดาษๆ ที่เคยมองแล้วเห็นเป็นนางสาวถูกตลอดกาลก็กลายเป็นยายเพี้ยนผิดถนัด เออหนอ… คนเรามีหลายจังหวะ หลายมิติให้ดูเป็นตรงข้ามสุดขั้วได้ขนาดนี้

แต่แล้วนนทกานต์ก็ตาใสโพล่งออกมา

“เออ! ถามหมออุปการะสิ ว่ากรรมอะไรทำให้เป็นอย่างนี้ แก้ยังไงถึงหาย”

ลานดาวนึกถึงใบหน้าอิ่มเอิบของชายกลางคน และพลอยเบิกตากว้างอย่างระลึกขึ้นได้

“หมออุปการะเคยบอกจ๊ะว่าต้องเจ็บจากรักสองครั้ง สำหรับครั้งแรก เป็นเพราะไป… เอ้อ… หลอกผู้ชายให้เจ็บช้ำไว้มาก”

นนทกานต์ตบเข่าฉาด

“นั่นไง!”

ร้องหนักๆแล้วก็แหกปากหัวเราะก๊ากแบบไม่กลัวเพื่อนสาวเสียใจ ลานดาวหน้าเจื่อนลงด้วยความสำนึก

“ตอนนั้นจ๊ะฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปเฉยๆ ไม่เชื่อเอาเลย”

“มันก็สมเหตุสมผล มีน้ำหนักสมน้ำสมเนื้อกันดีแล้ว ความจริงเธออาจไม่มีความผิดปกติทางเพศหรอก แต่เรื่องของเรื่องคือต้องใช้กรรม ต้องเจ็บปวดคืนบ้าง หลังจากสนุกบนความทุกข์ของผู้อื่นมานาน”

“ฉันยังไม่เข้าใจว่าการทำให้คนอื่นเจ็บใจแล้วทำไมต้องชดใช้ด้วยการรักผู้หญิงด้วยกัน”

“มันเป็นแค่รูปแบบของการชดใช้ ลองมองให้ละเอียดแบบจิตวิทยาก็ได้ กรรมที่เธอดูถูกผู้ชายอย่างแรง เห็นมีแต่ใครต่อใครมาหลง เลยมองว่ามันโง่กันทั้งโลก การดูถูกคนนั้น สั่งสมมากเข้าก็กลายเป็นความเหยียด กลายเป็นเกลียดชัง พอเห็น พอแตะต้องก็รังเกียจ ทั้งที่อารมณ์เพศก็ปะปนอยู่ในส่วนลึกนั่นแหละ”

ชายหนุ่มยกมือลูบคางคิดเรียบเรียงคำครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ

“แล้วความหยิ่งลำพองในรูปสมบัติกับคุณสมบัติ หรือพูดง่ายๆว่าความหลงตัวก็มีส่วนสำคัญด้วย คนเราหลงตัวมากๆเข้าก็หลุดโลก เหมือนไปลอยเท้งเต้งอยู่คนเดียวในอวกาศ หัวคนอื่นถูกมองเป็นใบไม้ใบหญ้าบนดินไป สรุปคือใจเธอกันเอาผู้ชายทั้งปวงออกไปเป็นสิ่งมีชีวิตคลาสต่ำกว่า ทีนี้พอถึงจังหวะกรรมให้ผล ถึงเวลาเสวยวิบาก พอกรรมหาผู้ชายเจ๋งๆไม่ทัน เลยจัดสรรผู้หญิงด้วยกันมาแทน นี่แสดงชัดว่าเวลากรรมทำงาน ไม่จำเป็นต้องกระทำเราจากภายนอกเท่านั้น แต่บางทีก็ทำจากภายใน อย่างเช่นบีบคั้นให้จ๊ะหลงรักคนที่ไม่ควรจะรัก เหมือนเธอพูดตอนอยู่ในรถจริงๆนั่นแหละ”

ลานดาวเริ่มเห็นคล้อยตาม ใจหนึ่งรู้สึกเศร้ากับช่วงเวลาของการเสวยวิบาก แต่อีกใจก็นึกโล่งไปที ถ้าเป็นตามคำอธิบายของนนทกานต์ ก็แปลว่าหล่อนไม่ใช่พวกหญิงรักหญิงจริงแท้ ก็แค่ช่วงหนึ่งที่จะผ่านไป พอหมดวาระแล้วกลับใจใหม่ได้

“แล้วฉันจะต้องชดใช้กรรมอีกนานแค่ไหน?”

“ก็คงจนกว่ากระแสกรรมชุดนี้ส่งผลหมดมั้ง คงคำนวณเป็นเวลาที่ใช้ในการเสวยทุกข์นั่นแหละ เคยได้ยินว่าบางทีทำให้คนอื่นทุกข์หนักหลายราย พอสำนึกผิด ถูกตีหัวเลือดอาบโดยไม่โต้ตอบ ยินยอมโดยดุษณี ด้วยความสำนึกผิดที่ทำไว้กับหลายๆคน แค่นั้นก็เป็นการชดใช้กรรมแล้ว ไม่ต้องจ่ายหนี้ในนรกแล้ว… หากจ๊ะเป็นทุกข์แล้วสำนึกผิดย้อนหลัง ไม่ก่อกรรมใหม่ขึ้นอีก โจ๊กว่าพักเดียวทุกอย่างจะกลับสู่สภาพปกติ”

ลานดาวระบายยิ้ม แลมองเพื่อนชายด้วยความนิยมยอมรับนับถือมากขึ้น

“สงสัยเพราะเธอไปหาหมออุปการะบ่อยๆ กลายเป็นใครอีกคนไปแล้วมั้ง รู้รอบตอบจะแจ้งราวกับเป็นหมออุปการะเสียเอง”

“ฮะๆ นั่นซี สงสัยตัวเองเหมือนกัน ตูพูดออกไปได้ไงเนี่ย… คงลอกหมออุปการะมานั่นแหละ”

“ขอบใจมากนะโจ๊ก ที่ช่วยขจัดปมขัดแย้งให้หลายๆเรื่อง จ๊ะรู้สึกโล่งขึ้นเยอะเลย”

กล่าวคำขอบคุณจากหัวใจ นนทกานต์เบะปากยิ้ม เอานิ้วชี้ของมืออีกข้างเขี่ยหว่างคิ้วตนเองด้วยความภูมิใจที่มีส่วนช่วยหญิงที่เขารักได้

“ไม่เป็นไร”

แล้วเขาก็ลุกขึ้น ก้าวมายืนจังก้าค้ำหัวหล่อน รู้สึกดีเสียจนเป็นฝ่ายชวน

“งั้นกลับกรุงเทพฯกันเถอะ อยู่อย่างนี้เดี๋ยวฉันเปลี่ยนใจ อดไม่ได้ต้องปลุกปล้ำเธอเข้าให้”

ลานดาวเหลือบตาขึ้นสบกับเขา มือจับแขนเก้าอี้แน่นขึ้นเล็กน้อยอย่างตั้งท่าระวัง

“ดีเหมือนกัน… ถอยสิ จะได้ลุก”

“ถ้าออกจากห้องนี้ ฉันคงไม่มีวันได้แตะต้องเธออีกแล้วใช่ไหม?”

“ก็เราเป็นเพื่อนกัน”

หญิงสาวตอบเบาหวิวอย่างเห็นท่า

“ได้… งั้นทำบุญทำทานอีกหนเถอะ แล้วรับรองจะไม่รบกวนอีก”

พูดจบก็หย่อนตัวลงนั่งตักหล่อนเป็นการทับไว้ไม่ให้หนี สองมือประคองใบหน้างามที่พยายามเบือนหลบให้ตั้งตรงและรับประทับจูบจากเขาโดยดี

นนทกานต์ใช่จะมีฝีไม้ลายมือขนาดทำให้ลานดาวยอมโอนอ่อน แต่เมื่อหญิงสาวทราบผ่านภาษากายว่านั่นเป็นเพียงการขอจิบน้ำแก้กระหาย มิใช่การตะกรุมตะกรามซดด้วยความละโมบโลภมาก เลยลดอาการแข็งขืนลง ถือว่ายอมเสียน้อยดีกว่าต่อต้านแล้วยิ่งเสียมากขึ้น

แต่ธรรมชาติของชายแท้นั้น ได้หนึ่งต้องเอาสอง ครองคืบจะกระดืบต่อให้ครบศอก นนทกานต์ลิ้มความหวานจากริมฝีปากเพื่อนสาวแล้วอารมณ์ไม่จบ จะลดใบหน้าลงฝังจมูกกับซอกคอเป็นลำดับต่อไป ลานดาวจึงผลักไหล่เขาแรงๆและทำเสียงแข็งแบบผู้เคยชินกับการเป็นนาย

“พอเถอะโจ๊ก!”

นนทกานต์ชะงักกึก จุปากจั๊กหนึ่งเคืองๆที่ถูกขัดจังหวะ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าตนไม่มีเจตนากล้ำกรายเกินการหอมปากหอมคอ แต่พอเงยหน้าขึ้นเห็นลานดาวกำลังขึงตาดุ ก็ทราบว่าถ้าฝืนใจต่ออาจเจอหล่อนต้านจริงจัง ซึ่งเป็นบรรยากาศปิดฉากที่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่นัก

มองใบหน้างามงอนที่ตนรักแสนรักมาช้านาน อารมณ์ฝ่ายต่ำค่อยๆถูกแทรกแซงด้วยกระแสใจละเอียดอ่อน กระทั่งรู้สึกเป็นปกติในที่สุด จึงพยักหน้าลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีจำนน แต่ไม่วายถาม

“แค่นี้ก็รังเกียจเหรอ?”

“รังเกียจ!”

ลานดาวตอบหนักแน่น นนทกานต์พยักหน้าอีกครั้งอย่างเงียบเชียบ แต่คราวนี้หญิงสาวสกัดกั้นความสงสาร ใจแข็งบอก

“ไปกันเถอะ ขอฉันขับรถออกไปก่อน เดี๋ยวคืนกุญแจแล้วจะรอเธอทางซ้ายมือห่างจากรั้วไม่เกินร้อยเมตร เดินตามไปได้เลย”

ชายหนุ่มก้มหน้าล้วงกระเป๋า ระบายลมหายใจยาวยืดด้วยความสมเพชตนเอง หล่อนมีสิทธิ์เลือกและออกคำสั่งอยู่คนเดียวเสมอ

“โอเค”

หญิงสาวลุกขึ้นยืน นัยน์ตาทอแววอ่อนโยนลง

“ขอบใจมากนะโจ๊ก สัญญาว่าต่อแต่นี้จะไม่ทำร้ายจิตใจเธออีก และจะนับเธอเป็นเพื่อนที่จ๊ะวางใจสนิท ถ้ามีอะไรตอบแทนโจ๊กได้ จ๊ะจะไม่ลังเลเลย”

นนทกานต์เบะปากหัวเราะขื่นๆ

“ขอบคุณนะครับเจ้านาย!”

ลานดาวฟังคำประชดนั้นแล้วคอแข็งหน่อยๆ แต่ในที่สุดก็เชิดคางรับหน้าตาเฉย

“อือม์… ไม่เป็นไร!”


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น