วันเสาร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2560

กรรมพยากรณ์ ตอนชนะกรรม (ตอนที่ ๑๖. อัตวินิบาตกรรม)

ตอนที่ ๑๖. อัตวินิบาตกรรม


อาทิตย์ลาเหลี่ยมโลก ความมืดเคลื่อนเข้าปกคลุมฟ้าดิน ลานดาวลืมตาตื่นขึ้นด้วยเสียงช้อนส้อมและจานชามกระทบกัน หญิงสาวกวาดมองรอบตัวอย่างมึนงงเพราะร่างกายเริ่มคล้ายท่อนไม้ตายซากไส้กลวงเข้าไปทุกทีจากการไร้สารอาหารหล่อเลี้ยง กะพริบตาถี่ๆเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ฝัน บัดนี้ตัวหล่อนมาอยู่ต่างจังหวัดกับบุคคลอันเป็นที่รักจริงๆ

“ตื่นแล้วเหรอ?”

มาวันทาปรากฏกายในอีกชุดหนึ่ง ต่างจากเมื่อแรก หล่อนคงลงไปซื้อข้าวของเครื่องใช้จากตลาด โต๊ะเล็กกับเก้าอี้ที่ถูกลากมาตั้งกลางห้องถูกแปลงสภาพเป็นโต๊ะอาหารชั่วคราว กลิ่นไก่ย่าง ทอดมันปลากราย ต้มยำกุ้ง กับปูนึ่ง ชวนให้น้ำลายไหลสอดีแท้สำหรับคนอดอาหารมาหลายวัน น่ากินทั้งนั้น ชิวหาประสาทถูกปลุกให้ตื่นเพริดอย่างช่วยไม่ได้

ลานดาวแปรสายตาจากหมู่อาหารไปจับจ้องมาวันทา เห็นยิ้มของพี่สาวแล้วบอกตนเองว่ารักจับใจ เสียแต่ว่าดวงหน้าอันเป็นที่รักนั้นไม่ใช่สมบัติของหล่อน ความหวานดุจน้ำผึ้งเลยเหมือนเจือความขมแห่งสภาพต้องห้ามเข้าไว้ด้วย

“ไปตลาดทำไมไม่บอก จะได้แลกชุดกัน”

“ช่างเถอะ ลงไปแค่นี้เอง… พรุ่งนี้เราไปเที่ยวไหนกันดีล่ะ น้ำตกป่าละอู วังไกลกังวล หรือว่าเขาตะเกียบ?”

“จ๊ะไม่ไป บอกแล้วว่าอยากอยู่ดูทะเลจนกว่าจะหมดแรง”

“ทำผิดอะไรนักหนาถึงต้องกักบริเวณตัวเองหือ?”

“ประมาณรักคนมีเจ้าของมั้ง สมควรถูกลงโทษให้สำนึกเข็ดหลาบ แล้วสงบเสงี่ยมเจียมตนลงบ้างในชาติหน้า”

“พรุ่งนี้ไม่ไปเที่ยวแน่นะ?”

“ค่ะ… ไม่ไป”

“ก็ได้… งั้นทานข้าวกันเถอะ อุตส่าห์ซื้อของที่เธอชอบมาทั้งนั้นเลย”

ลานดาวดึงกายขึ้นนั่งเต็มตัว ทำทีชะโงกมองอาหารบนโต๊ะ

“ใส่ยาพิษหรือเปล่าคะ?”

“เปล่า”

“ถ้ามื้อหน้าใส่ค่อยเรียกก็แล้วกัน”

มาวันทายิ้มใจเย็น พยักหน้ารับสบายๆ ดูเปลี่ยนท่าทีเป็นอีกแบบ เหมือนไม่อีนังขังขอบ เลิกกระโตกกระตากโวยวายอย่างสิ้นเชิง หล่อนหย่อนตัวนั่งและเริ่มลงมือรับประทานด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย ยั่วน้ำลายคนมองชะงัด

“นาฬิกาชีวิตเธอนับถอยหลังลงมาถึงไหนแล้วก็ไม่รู้เนาะ”

ลานดาวยักไหล่

“ใครจะรู้คะ มันให้อยู่แค่ไหนก็เอาแค่นั้น”

มาวันทาพยักหน้า

“ตายเมื่อไหร่มาเข้าฝันพี่ด้วย มื้อไหนอยากกินอะไรจะได้ใส่บาตรพระส่งไปให้”

ลานดาวยิ้มเฉื่อย มองมาวันทาด้วยแววรู้ทัน ว่าพี่สาวกำลังมามุขเพิกเฉยไม่สนใจไยดี จึงทำตาเชื่อมลากเสียงหวานตัดพ้อ

“พี่เอินเลิกใส่ใจความเป็นความตายของจ๊ะแล้วเหรอค้า?”

“ชีวิตคนเปราะบาง ถึงเวลาแตกพังก็สุดที่ใครจะห่วงหรือหวงไว้… เมื่อกี้เธอนอนอ้าปากค้างด้วยล่ะ ดูไม่เป็นกุลสตรีเอาเลย คืนนี้ถ้าทำน่าเกลียดอย่างนั้นอีก อาจมีตุ๊กแกตกใส่ปาก ติดคอตายตอนหลับก็ได้”

“อ๊าย! ไม่จริ๊ง เอาอะไรมาพูด จ๊ะไม่เคยนอนปากหวอซักหน่อย”

“รู้ได้ไง ลืมตาขึ้นมาดูปากตัวเองตอนหลับเหรอ?”

ลานดาวครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง

“เกิดมาไม่เคยเสียกิริยานางเอกค่ะ นอนอ้าปากหลงลืมสติอย่างนั้นมันอาการบ่าวไพร่”

“ดูละครมากไปแล้ว ใครๆก็มีสิทธิ์นอนอ้าปากกันทั้งนั้นแหละถ้าเพลียจัดๆ อีกอย่างพี่ยังไม่เคยเห็นนิยามที่ไหนบอกเลยว่านางเอกคือผู้หญิงแสนดื้อ ขาดเหตุผล ทำให้พ่อแม่กับพี่เชื้อเสียใจ กรรมที่เธอก่ออยู่มันส่อแววนางร้ายมากกว่า ทีหลังส่องกระจกเลิกคิดเองเออเองเสียทีนะว่านั่นคือเงาของนางเอก”

“เอ้า! ก็นางเอกจริงๆง่ะ” ยืดคอทำตาโตเถียงเสียงสูง ราวกับฉงนฉงายเต็มประดาที่อีกฝ่ายไม่ยอมรับ “คิดดูซิทั้งสวยทั้งหวานขนาดนี้ ไปสมัครแสดงละครที่ไหนใครเขาจะให้เล่นบทอื่นนอกจากนางเอก?”

แพทย์สาวช่วยพยักหน้ารับหงึกหนึ่ง

“ควานหาบทที่ไม่ต้องขยับปากพูดหน่อยก็แล้วกัน”

นางเอกอดหัวเราะไม่ได้ หัวเราะเสร็จก็ยืดตัวตรงสำรวมกิริยาเสงี่ยมหงิม เอียงคออ่อนช้อยจีบปากอธิบายเสียงเนียนนุ่มน่าพิสมัย

“จริตจะก้านจ๊ะมีค่ะ พูดจาเหมือนเจ้าหญิงในนิทานก็เป็น”

“เนิบนาบยังไงก็ไม่แนบเนียนพอหรอก พี่เห็นตั้งแต่ที่เจอกันในห้องตรวจวันแรกแล้ว ถึงมาในมาดเจรจาสุภาพอ่อนหวาน พอเผลอตัวเธอจะชอบเลิกคิ้วข้างเดียวปรายตาชำเลืองแลทางโน้นทีทางนี้ที หน้าตาเจ้าเล่ห์มากเลย”

ลานดาวอมยิ้มตาวาว

“ไปเอาที่ไหนมาพูดฮึ ติดนิสัยเลิกคิ้วข้างเดียวแปลว่าเจ้าเล่ห์?”

“เธอไม่ได้เลิกคิ้วอย่างเดียว ส่วนใหญ่ยิ้มพรายทั้งปากทั้งตาแฝงเลศนัยไปด้วย”

“โธ่เอ๊ย! แบบนั้นเค้าเรียกประกายซุกซนเยี่ยงดรุณีวัยกำดัดหรอกน่า หัดมองคนในแง่ดีมั่ง”

“แง่ดี? ไม่รู้จะมองยังไงเลย กิริยาตอนนอนก็ไร้สติไม่สมเป็นกุลสตรี ตื่นขึ้นมาก็ดื้อตาใสหาเหตุหาผลไม่ได้อย่างนี้”

สาธยายจบก็ส่ายหน้าดิกประกอบนิดๆ ลานดาวแค่นหัวเราะ เล็งแลพี่สาวด้วยสายตามาดหมาย

“ไม่รู้ล่ะ เดี๋ยวคืนนี้จ๊ะจะลองถ่างตาเฝ้าสังเกตพี่เอิน ถ้าปากแง้มออกมานิดเดียวพรุ่งนี้เช้าจะล้อให้สนุก คอยดู!”

มาวันทาวางสีหน้าเรียบเฉย เคี้ยวข้าวเนิบๆมองไปทางอื่น ลานดาวเห็นแล้วเอียงคอยิ้มถามเสียงอ้อน

“ไม่ตื๊อจ๊ะทานข้าวแล้วจริงๆอ้ะ?”

“คนกำลังอยากตาย ต่อให้ง้างปากจับกรอกก็คงบ้วนออกมา พี่ไม่อยากเหนื่อยฟรี”

“ดีนะ เลิกห่วงใย เปลี่ยนมาใจดีปล่อยให้จ๊ะตายตามยถากรรมแล้ว เกิดปัญญาสว่างไสวอย่างไรขึ้นมาเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมเอ่ย?”

“อ๋อ… ไม่มีอะไรหรอก เผอิญตอนอยู่ที่ตลาดเห็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นลงข่าวผู้หญิงโดนฟ้าผ่าตายแล้วฉุกใจคิดได้ คนเราตายง่าย เขาไม่อยากตายยังต้องตาย เธออยากตายน่าจะมีภาษียิ่งกว่า… จ๊ะรู้ไหมมนุษย์ในโลกเราโดนฟ้าผ่าไปเฉลี่ยวันละเกือบสามคน พี่เคยรับอยู่เคสหนึ่งด้วย ต้องไปชันสูตรศพเพราะโดนอยู่ใกล้ๆโรงพยาบาล เห็นแล้วอนาถ และก็ได้แง่คิดเป็นคติมา คนเราตายเมื่อไหร่ไม่อาจรู้ อยู่ดีๆอาจโดนฟ้าผ่าตาย เรียกว่าตายไวเป็นสายฟ้าแลบนี่มีจริง ของจริง ถ้าหากจ๊ะกำหนดว่าจะตายท่าไหนเมื่อไหร่เอาเองได้ก็ไม่เลวนักหรอก ถือเป็นการสร้างสิทธิ์พิเศษเหนือคนอื่นนิดนึง”

นอกจากเลิกเซ้าซี้แล้วยังเหมือนยุส่งเล็กๆ ลานดาวหัวเราะเสียงแหลมเป็นกังวาน ด้วยความขำที่มาวันทานึกว่าไม้นี้จะใช้กับหล่อนได้ผล

“แหม!… ชักเสียใจแล้วสิ นี่แหละน้า พอรำคาญเราจัดๆก็หมดรักหมดอาลัย ไม่มีใครยอมเสียเวลาหน้ามืดตามัวกับเราสักกี่น้ำหรอก เกิดใหม่จะหาคนรักเราจริงได้สักคนหรือเปล่ายังไม่รู้เลย กว่าจะซ้อมหว่านเสน่ห์จนชำนาญล่อคนมาติดกับง่ายเหมือนเดี๋ยวนี้ คงต้องใช้เวลาหลายปีดีดักด้วย เฮ้อ!”

“เอาแค่ให้แน่ใจว่าจะเกิดเป็นคนเถอะ”

“แช่งอีกแล้วนะพี่เอิน! เชอะ! ฆ่าตัวตายด้วยความเสียสละบูชารัก ถ้าต้องไปอยู่ภูมิต่ำกว่าคนก็ให้มันรู้ไป”

“เธอไม่ได้เสียสละบูชารักบูชาเริ้กอะไรเลย จ๊ะฆ่าตัวตายด้วยความเห็นแก่ตัว เพราะไม่ได้กามที่ใคร่ต่างหาก เธอไปด้วยอกุศลนะ ไม่ใช่ด้วยกุศล มโนสำนึกของจิตที่สูงเต็มภูมิมนุษย์น่าจะอยู่เหนือกาม แต่ถ้ายังหลงมืดบอดเพราะกามได้ ทำความเดือดร้อนให้ตนเองและคนอื่นได้ พี่ว่าธรรมชาติกฎแห่งกรรมคงให้แต้มเธอต่ำกว่าภูมิมนุษย์ที่ควรมีปัญญายับยั้งชั่งใจเยอะ”

เจอขู่รอบสองหลังนอนเต็มตื่น ก็ชักทำให้ลานดาวชะงักคิดตาม สัญชาตญาณประจำภูมิสูงเยี่ยงมนุษย์ในปัจจุบันสะกิดหล่อนว่ามาวันทาอาจพูดถูกจริงๆ แต่ให้อ่อนข้อง่ายๆคงไม่ใช่ลานดาวคนเดิมแน่ จึงแสดงบท ‘ฉันไม่กลัวซะอย่าง’ ดังเคย

“ไม่เป็นไร เที่ยวเป็นสัตว์บ้างก็ดี ถือว่าเปิดหูเปิดตา จ๊ะว่าจ๊ะคงเป็นนางฟ้าสลับกับเป็นมนุษย์มาจนเบื่อ เกิดสว่าง ไปสว่างมาหลายครั้ง หนนี้ถึงคิวอยากไปแบบมืดๆมั่ง”

มาวันทาส่ายหน้าให้กับเมฆหมอกความหลงตัวของลานดาว

“เท่าที่พี่อ่านหนังสือธรรมะของพระป่าที่ท่านระลึกชาติได้มาบ้าง ถ้าถอยหลังเข้าคลองแล้วก็มักกลับขึ้นมาเป็นมนุษย์ลำบากนะ พระท่านว่าบางทีเป็นสัตว์นานก็เพราะติดกามแบบสัตว์นั่นแหละ ซึ่งถ้าอาศัยความรู้ในปัจจุบันประกอบก็เข้าเค้า เธอรู้ไหม สิงโตบางตัวสมสู่ได้ ๕๐ ครั้งต่อวัน แล้วพวกหมูก็ถึงสุดยอดได้นานตั้ง ๓๐ นาที ธรรมชาติมีเครื่องล่อใจให้อยู่ในภพภูมิต่ำๆได้สารพัดอย่างนี้เอง”

ลานดาวยิ้มเยาะ

“แต่เห็นนักวิทยาศาสตร์บอกว่ามนุษย์กับปลาโลมาเท่านั้นนี่คะ ที่มีเซ็กซ์เพื่อความบันเทิงไม่เลือกฤดู”

“นั่นไม่ได้แปลว่าพวกสัตว์อื่นไม่สนุกเวลามีเซ็กซ์นี่ อย่างหมาแมวตอนถึงฤดูติดสัด พวกตัวผู้ก็หน้าตาเหมือนชายหื่นทั้งหลาย ลองสังเกตดูสิ”

“อุ๊ย! พี่เอินสนใจเรื่องพรรค์นี้ด้วย”

ลานดาวทำตาล้อ

“ก็ไม่ได้สนใจ ออกจะเกลียดด้วยซ้ำ แต่พี่เป็นหมอ ถ้าตื้นเขินในความรู้จำพวกนี้จะรักษาคนไข้ได้ไง”

“รูปร่างหน้าตาพี่เอินไม่ค่อยเหมือนหมอนี่คะ เหมือนนางในวรรณคดีขี้อายมากกว่า”

“รูปร่างหน้าตาจ๊ะตอนดื้อไม่ทานข้าวก็ไม่ค่อยเหมือนคนเพิ่งเรียนจบปริญญาตรีเลยนะ เหมือนเด็กอมมือสิ้นคิดมากกว่า”

โดนว่าเป็นเด็กสิ้นคิดถึงกับสะอึกตาลุกวาบหน่อยๆ แต่แล้วก็กลับเปลี่ยนเป็นประกายยิ้มกริ่มตามเดิม

“จ๊ะสงสัยมานานแล้ว ทำไมหลายศาสนาถึงปลูกฝังกันนักว่าเซ็กซ์เป็นเรื่องต่ำช้า เป็นเรื่องโสมมของอกุศลจิต ทั้งที่น่าจะบอกว่าของมันธรรมดา ธรรมชาติ แค่อาจต้องควบคุมหน่อยเช่นภาวะมีเด็กก่อนพร้อมเท่านั้น”

ทีแรกมาวันทาคิดจะเงียบก้มหน้าก้มตาทานอาหารเฉย แต่พอนึกออกว่าสามารถเชื่อมโยงมาถึงเรื่องใกล้ตัวได้ก็ตอบไป

“ธรรมชาติพยายามบอกเราว่าเซ็กซ์เป็นเรื่องต่ำผ่านความจริงหลายๆอย่าง อย่างแรกคือเป็นของทิ่มแทงใจให้เกิดแผลใหญ่ได้ เช่นกรณีนอกใจกันถ้าเห็นตำตาขณะอยู่บนเตียง คนเห็นอาจบันดาลโทสะหยิบอาวุธขึ้นฆ่าแกงกัน แม้แต่ศาลยังยกให้เป็นเหตุควรปรานีลดหย่อนโทษ อย่างที่สองคือเซ็กซ์เป็นสิ่งที่เสพมากแล้วสุขภาพเสื่อมโทรม ยิ่งหมกมุ่นเท่าไหร่จิตใจยิ่งหม่นมืดลงเท่านั้น ลองคิดอะไรตอนนั้นจะเห็นเป็นอกุศลไปหมด อย่างที่สามคือเซ็กซ์เต็มไปด้วยข้อแม้ เราทุกคนรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณหรือสามัญสำนึก เช่นเป็นของต้องห้ามระหว่างสายเลือดเดียวกัน หากฝ่าฝืน ธรรมชาติจะทำโทษด้วยกำเนิดเด็กปัญญาอ่อนมาให้เรารับผิดชอบเลี้ยงดู… จุดสรุปรวบยอดคือเมื่อเรายอมเป็นทาสของเซ็กซ์ ใจเราก็เริ่มตกต่ำ มีแนวโน้มจะทำอะไรต่ำๆเพื่อรับใช้มันได้ทั้งนั้น จนในที่สุดสำนึกแบบมนุษย์ก็เลือนลง นั่นแหละคือการลดภูมิจิตไปอยู่ในภพที่ต่ำกว่ามนุษย์”

พูดด้วยเสียงเรียบเรื่อย ระวังไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกถูกกระทบกระแทกนัก แต่ก็ให้ผลพอสมควร อย่างน้อยลานดาวก็ซึมลงสองสามวินาทีก่อนทำตาใสขึ้นมาใหม่

“อย่างนี้ถ้าพี่อ๋องทำให้พี่เอินติดใจเซ็กซ์ วันๆหมกมุ่นครุ่นคิดถึงแต่เรื่องบนเตียง แปลว่าพี่อ๋องทำให้จิตใจพี่เอินลดภูมิลงมาอยู่ต่ำกว่ามนุษย์หรือเปล่า?”

“ตราบใดไม่ผิดศีลข้อกาเม พี่ก็ว่ายังเสมอตัวอยู่นะ หมกมุ่นมากๆอาจทำให้จิตใจหมองหน่อย แต่ถ้าพอมีกุศลกรรมอื่นๆเป็นน้ำหนักให้ความชุ่มชื่นถ่วงดุลคุ้มกัน หรือทำความดีสว่างแรงเกินความมืดเทือกนี้ ก็เสมอตัวอยู่ในความเป็นมนุษย์ หรือกระทั่งมีแนวโน้มจะไปเกิดในวรรณะสูงกว่ามนุษย์ ธรรมชาติของกำเนิดตามภพภูมินี่มองง่ายๆได้อย่างหนึ่ง คือจิตถูกดูดติดอยู่กับเรื่องพรรค์ไหนมากหน่อย ก็มักไปเกิดในภพภูมิพรรค์นั้น อย่างภพที่ข้องติดกับเซ็กซ์โดยเฉพาะน่ะเยอะ วันๆไม่ต้องทำอะไร มีหน้าที่สมสู่อย่างเดียว จินตนาการดูคงเดาได้นะว่าไม่ใช่ครองอัตภาพดีๆ มีสิ่งแวดล้อมสบายๆอย่างพวกเราหรอก ในเมื่อเอาแต่หมกมุ่นเรื่องต่ำ จิตก็ไหลลงต่ำ มีความมืดตื้อ หมดกำลังทวนกระแสขึ้นสูงเป็นธรรมดา”

“งั้นถามดีๆ อันนี้อยากรู้จริงๆนะ พี่อ๋องทำให้พี่เอินติดใจเขาตอนอยู่บนเตียงได้ไหม?”

มาวันทากะพริบตาคิดตรองอยู่ครู่ก่อนตอบ

“บางทีพี่อ๋องก็เปลี่ยนพี่จากหญิงไร้เดียงสาให้กลายเป็นคนมีความต้องการสูงตามเขาได้ แต่มีหลายครั้งพี่อึดอัดทรมาน ทั้งทางกายและทางใจ ถ้าหากเราเป็นทาสในเรือนเบี้ยหรือนางในฮาเร็มก็อาจก้มหน้าก้มตายอมไป แต่นี่เราเกิดในยุคที่ผู้หญิงเป็นไท เลี้ยงตัวได้ และมีความคิดอ่านทัดเทียมกันกับผู้ชาย ก็เกิดความรู้สึกต้านขึ้นมาบ่อยๆ พี่เคยวิเคราะห์ตัวเอง เห็นว่านั่นอาจเป็นเหตุให้เผลอสติ ร้องหาเพศสัมพันธ์ที่นุ่มนวลชนิดไม่กดขี่กัน แต่คิดอีกทีถ้าพี่ยอมๆตามสัญชาตญาณดั้งเดิม เป็นฝ่ายถูกกระทำไปเรื่อย ปัญหาก็คงไม่เกิด ไม่ต้องคิดอะไรล่อแหลมต่อการผิดศีลธรรมเหมือน… ที่ผ่านมากับเธอ”

ลานดาวตั้งตาฟังสนใจ ทีแรกไม่นึกว่ามาวันทาจะยอมลงรายละเอียด แต่แล้วก็ทราบว่าเพราะเนื้อหามีส่วนพาดพิงเกี่ยวข้องกับตนด้วยนั่นเอง คงอยากประกาศกระมัง ว่ามีใจกับหล่อนก็ด้วยความบีบคั้นจากสามี หาใช่เพราะจิตใจเบี่ยงเบนอยู่ก่อน

“เป็น ‘ทาสในเรือนเบี้ย’ หรือ ‘ท่านผู้หญิงในเรือนหอ’ เขาวัดกันตรงไหนคะ?”

“การหยิบยื่นความสุขให้กันด้วยจิตสำนึกของคนรักมั้ง ถ้าเอาแต่กอบโกยและใช้สอยด้วยอารมณ์ดิบ นั่นคือภาษากายของเจ้านาย แต่ถ้ายอมเสียเวลาตามใจและทะนุถนอมนิ่มนวล อันนั้นคือภาษาใจของคนรัก”

ลานดาวยิ้มแฉ่ง

“แล้วพี่อ๋องเป็นเจ้านายหรือคนรักมากกว่ากัน?”

แพทย์สาวถอนใจตอบกำกวม

“ขึ้นอยู่กับสิ่งเร้า ปัจจัยแวดล้อม มากกว่าจะเป็นแบบใดแบบหนึ่งตายตัว”

“สิ่งเร้าเช่นอะไรคะ?”

มาวันทาส่ายหน้าน้อยๆ เพราะสายป่านแห่งอารมณ์เปิดเผยฉากลับเริ่มตึง

“คุยเรื่องอื่นได้ไหม?”

หากลานดาวเป็นเพียงหญิงสาวที่รักกับหล่อนฉันพี่น้องบริสุทธิ์ หล่อนคงอยากระบายให้ผู้หญิงด้วยกันฟังชนิดลงลึกถึงแก่น แต่นี่ปรายตาดูหน้าแล้วรู้ว่าลานดาวกำลังอาศัยเรื่องลับแลส่วนตัวของหล่อนในการสำเร็จความใคร่ทางวาจา มาวันทาจึงตะขิดตะขวงเกินทน แม้อยากให้มีเรื่องเสวนาไปเรื่อยๆขจัดความเงียบก็ตาม

“พี่เอินว่าเป็นอย่างที่เขาพูดๆกันไหม ชีวิตสมรสนี่ ถ้าอิ่มหมีพีมันในเรื่องเซ็กซ์อย่างเดียว เรื่องอื่นแค่ไหนก็ยอมได้หมด”

ลานดาวยังติดใจอยู่กับเรื่องในห้องนอน เพียงแต่พูดให้ผ่อนระยะออกมาห่างตัวมาวันทาเสียหน่อย

“พี่ว่ามันขึ้นอยู่กับระดับจิตใจของทั้งสองคน คือระหว่างความรักกับเซ็กซ์ สองใจอยู่ตรงไหนก่อน ความสำคัญหลักก็อยู่ที่ตรงนั้น เรื่องอื่นมาทีหลัง และถ้าระดับจิตใจเสมอกัน ปัญหาไหนๆก็ไม่เกิด ทั้งบนเตียงและนอกเตียง”

“แหม๊!… ตอบได้ดีจริง ฟังแล้วอยากอยู่กับคนที่มีใจเสมอกันมั่ง”

“อีกหน่อยก็ได้อยู่ รอพบคู่ของเธอเถอะ”

มาวันทาพยายามหยอดด้วยเหยื่อล่อที่เห็นว่าลานดาวกำลังสนใจ

“พบแล้วค่ะ คู่ของจ๊ะน่ะ”

ตาตรงที่เล็งมาหมายความตามนั้น มาวันทาเหลือบขึ้นสบแวบหนึ่งก่อนหลบไป

“การเข้าคู่ที่ถูกต้องควรมาเดี่ยวแล้วเกี่ยวก้อยผูกสัญญากัน พี่มีคู่ของพี่แล้ว และแน่ใจว่าเป็นคู่แท้ด้วย อะไรที่มากกว่าสองคงไม่เรียก ‘คู่’ ใช่ไหม? แล้วอะไรที่ธรรมชาติไม่ได้สร้างมาเพื่อให้ ‘เข้าคู่’ กัน ก็ไม่น่าเป็นคู่แท้ไปได้ ที่ผ่านมาทั้งพี่และจ๊ะคงหลงติดอยู่กับมนต์สะกดของกรรมบางอย่าง เลยทำให้เข้าใจไขว้เขวไปชั่วคราว วิบากกรรมอะไรก็ตามที่ดลใจเราให้รู้สึกต่อกันอย่างนี้ คงไม่ใช่มาจากกรรมดีที่เกื้อให้คู่เคียงกันแน่นอน”

เมฆหมอกความหดหู่เคลื่อนเข้าครอบงำใจลานดาวอีก ครั้งนี้เศร้าแรงเพราะคำพูดของมาวันทาเป็นจริงเกินโต้แย้ง ทว่าม่านความรักความหลงใหลที่บังอยู่ชั้นหน้าก็หนาเกินกว่าจะถูกกระชากหลุด แม้เห็นสัจจะ เห็นแสงแห่งความจริงรำไร ม่านความหลงก็ถูกกระชากกลับมาปิดบังแสงอีกอยู่ดี

และเมื่อแสงแห่งสติปัญญาถูกบดบัง ใบหน้าคนเรามักคล้ำหมองทันตาเห็น ลานดาวยกสองมืออุดหูแล้วค่อยๆเอนตัวล้มลงนอนตามเดิม มาวันทาชำเลืองแลความปรวนแปรฉับพลันนั้นด้วยใจวางเป็นอุเบกขา และยังคงรับประทานอาหารเย็นต่อจนหมด คุยกับลานดาวนั้น จะเอาประกันอันใดได้ ว่าคำพูดไหนถูกหูหรือผิดหู

พอเห็นว่าน้องจะไม่ทานข้าวเย็นแน่แล้ว มาวันทาก็เก็บกวาดและล้างจานตามหน้าที่

นักอดข้าวแอบออกไปนั่งชมทะเลมืดตามลำพัง มาวันทาล้างจานเสร็จก็เลื่อนประตูกระจกตามออกมายืนกอดอกที่เบื้องหลังเงียบเชียบ ฟ้าราตรีปรากฏพันจุดดาวราวหิ่งห้อยมหัศจรรย์ในห้วงจักรวาลไพศาล แพทย์สาวเงยหน้ายลแนวบางรางเลือนแห่งทางช้างเผือกด้วยลักษณาการซึมซับ จิตใจสงัดจากความคิดสิ้นเชิง

ครู่ใหญ่แห่งดุษณีภาพระหว่างกัน มาวันทาเป็นฝ่ายเคลื่อนกายหลีกกลับเข้าห้องไป ทิ้งน้องให้ชมดาวต่อคนเดียวเหมือนก่อนหน้ามีหล่อนมา ลานดาวไม่ได้เหลียวตาม และไม่ได้เอ่ยท้วงให้อยู่ต่อเช่นกัน ปล่อยพี่สาวเข้าห้องโดยดี เพียงน้อยใจและขุ่นขึ้งแบบดื้อเงียบ เชิดหน้าคอแข็งที่พี่สาวไม่ยอมพูดง้อต่อ ทั้งที่นึกว่าจะออกมาให้ความรักความอบอุ่นกับหล่อนดังเคย

คอยดูเถอะ พรุ่งนี้เช้าจะแกล้งงอนให้เข็ด พูดมาจะไม่ยอมพูดตอบเลยหนึ่งวันเต็มๆ!

ท่ามกลางความเงียบงันเดียวดาย นอกเหนือไปจากทะเลดาวบนโคมฟ้า เหลือบมองทางไหนดูยิบๆยับๆคล้ายปรากฏสะเก็ดดาวเพิ่มรอบด้าน หญิงสาวจึงเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติของร่างกายว่าชักเข้าขั้นหนัก ลองขยับแขนขาก็อืดอาดลงราวกับหุ่นกระป๋องใกล้หมดลาน ความรู้สึกนึกคิดเริ่มชืดชาจนบางขณะคล้ายจะวูบดับรำไร เพียงแต่ยังไม่ถึงขนาดโคลงเคลงเคว้งงงแบบใกล้เป็นลมเท่านั้น

ชักเหนื่อยกับฤทธิ์ดื้อของตัวเอง อันที่จริงความเพียรพยายามงอนง้อและเอาอกเอาใจของมาวันทาใช่ว่าเป็นหมันเสียทีเดียว อย่างน้อยที่สุดความคิดอยากตายๆไปให้พ้นจากโลกนี้ก็ลดระดับลง เหลือแต่ใจดื้อดึงไม่อยากยอมแพ้ ไม่อยากมีภาพเด็กเหลาะแหละที่ทนหิวไม่ไหวก็หันหน้าเข้าหาจานข้าวโดยดี ขืนเป็นเช่นนั้นคราวหลังเรียกร้องความสนใจใครที่ไหนจะเชื่อ

เสียดาย ถ้ามาวันทาไม่กลับเข้าไปเสียก่อน ชวนพูดคุยอีกสักหน่อยเดียว หล่อนอาจใช้ชั้นเชิงอ่อยเหยื่อด้วยการตั้งข้อแม้ที่ปฏิบัติตามง่ายขึ้นก็ได้ เพราะซึ้งใจเต็มทรวงแล้วว่ามาวันทารักและห่วงใยหล่อนปานใด

ขณะกำลังหน้านิ่วคิ้วขมวด หมกมุ่นครุ่นคิดว่าทำอย่างไรจึงจะกลับไปกินข้าวได้โดยไม่เสียหน้ามากนัก พลันหูก็แว่วเสียงขลุ่ยเพียงออ ทีแรกนึกว่าลอยลมมาจากไหน แต่เงี่ยฟังอึดใจเดียวก็รู้ว่ามาจากในห้องพัก และเป็นฝีมือของมาวันทานั่นเอง ฝ่ายนั้นคงซื้อขลุ่ยจากตลาดขึ้นมาเป่าเล่นแก้เหงา

ในห้องดนตรีที่บ้านของมาวันทามีทั้งขลุ่ยเพียงออ ขลุ่ยพล ขลุ่ยหลิบ ขลุ่ยอู้ ขลุ่ยกรวด พี่สาวของหล่อนไม่ใช่แค่นักเป่าฟลุต แต่เป็นผู้มีพรสวรรค์ มีความเป็นเอตทัคคะทางด้านเครื่องลมอย่างแท้จริง หล่อนเคยฟังมาวันทาเล่นขลุ่ยไทยในลีลาต่างๆ แต่ไม่ค่อยสนใจนัก ฟังแบบหูทวนลมเสียมาก เพราะเห็นเป็นเครื่องดนตรีราคาถูก สร้างเสียงและลูกเล่นได้จำกัด ไหนจะสู้ฟลุตราคาเรือนแสนที่ดูมีรสนิยมและเล่นเป็นสากลได้กว้างขวางกว่ากันเยอะ

แต่ในบรรยากาศกลางลมทะเลดึกที่ส่งให้สดับอย่างตั้งใจเช่นนี้ ลานดาวก็เริ่มเข้าถึงอารมณ์ขลุ่ยว่ามีเสน่ห์แตกต่างจากบรรดาเครื่องดนตรีสากลอย่างไร มาวันทาเป่าเพลงอะไรอยู่ก็ไม่ทราบ ทำนองเศร้าสร้อย ลากยาวโหยหาแล้วหยุดเงียบสั้นเป็นระยะ ก่อคลื่นเสียงแล้วสลายตัวสลับกันกลมกลืนไปกับห้วงมืดไพศาลเบื้องหน้า สำเนียงขลุ่ยวิเวกหวานจับจิตชนิดที่เกิดมาไม่เคยรู้สึกเลยว่าพลังเสียงเครื่องลมไทยสามารถสะเทือนเข้าไปถึงวิญญาณได้ขนาดนี้ ยิ่งเงี่ยฟังนานขึ้น น้ำตาก็แทบจะไหลลงมาให้ได้ รู้สึกคิดถึงมาวันทามากมายยิ่งกว่าทุกครั้ง ทั้งที่อยู่ห่างไปเพียงสิบก้าวเท่านี้

เพิ่งเข้าใจว่าเสียงขลุ่ยที่แท้จริงพร้อมจะกลมเกลียวเป็นอันเดียวกับความเงียบ การเอื้อนในแต่ละวรรคแต่ละตอนที่ลากหายไปในความสงัดแห่งราตรีฟังเสมือนภาษาธรรมชาติชั้นสูง ที่อาจจูงจิตไปสู่ความอ้อยอิ่งอาลัย ความพิสมัยใคร่เงี่ยฟังลำนำถัดมา หรือกลับรู้สึกถึงความดื่มลึกเข้ามาสู่ความสงบราบคาบภายใน

ความคิดอ่านด้านร้ายโรยตัวดับลงไม่เหลือแม้เท่าสายควันเทียน ลานดาวกลับตาตื่นราวกับมีพลังกฤตยามนต์ประหลาดเข้าช่วยปลุกสติ และเมื่อดวงจิตย่างเข้าสู่กระแสสงัดเท่าห้วงฟ้าสงบลึก ก็ทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น กำแพงทิฐิมานะทลายลงแทบราบกับพื้น ลานดาวอ่อนลงขนาดยอมลุกขึ้น หันไปเลื่อนประตูกระจกที่มาวันทาแง้มไว้หน่อยๆออกกว้าง

“พี่เอิน…” ขานเรียกพี่สาวด้วยสำเนียงขอญาติดี แต่ก็ยังเชิดหน้าไว้ทีเล็กน้อย “ออกมานั่งเป่าข้างนอกเถอะ ลมพัดสบายกว่าในห้องเยอะ”

เพลงขลุ่ยชะงักลง นักดนตรีมองเฉยอยู่ครู่ ก่อนทำตัวของ่าย คนฟังเรียกร้องอย่างไรก็ตามใจให้อย่างนั้น ลุกจากเตียงเยื้องย่างมาเลื่อนประตูมุ้งลวด แล้วก้าวมายืนกลางหน้ามุข เผชิญกันในระยะใกล้กับฝ่ายที่ยืนรออยู่ก่อน

ตาประสานตา ลานดาวเอ่ยถามเอื่อยอ่อยเกือบไม่หลงเหลือแววงอน

“ซื้อมาจากตลาดเหรอ?”

“อือม์”

มาวันทาตอบแผ่ว ต่างเงียบกันไปครู่หนึ่ง ก่อนลานดาวจะรำพึงรำพัน

“เสียงเอื้อนของขลุ่ยไทยนี่เหมือนคมเคียวที่เกี่ยวส่วนหนึ่งจากหัวใจเราไปให้คนเป่าเลยเนอะ”

แพทย์หญิงหัวเราะขำลวดลายวิลิศมาหราของคำน้อง และแล้วสองสาวก็ขยับกายสวมกอดกันและกันด้วยความปรองดองดังเดิม เป็นสัมผัสทางกายที่บริสุทธิ์ แนบนิ่ง เนิ่นนาน

“ทานข้าวซะนะ”

มาวันทากระซิบที่ข้างหู ลานดาวแกล้งถ่วงเวลาอยู่อึดใจก่อนกระซิบตอบ

“ก็ด้ะ”

พี่สาวระบายลมหายใจยาวด้วยความโล่งอกไปถึงไหนๆ ถึงกับกระชับกอดแน่นกว่าเดิม

“พี่รักจ๊ะนะ”

“จ๊ะก็รักพี่เอินค่ะ” พูดแล้วแตะริมฝีปากจุมพิตแก้มพี่สาวแบบไร้มลทิน “สงสัยพี่เอินเคยเป็นพระอภัยมณีเป่าปี่กล่อมโลกมาก่อนแน่ๆ คนอะไรเก่งขนาดนี้ก็ไม่รู้ ทำเอาจ๊ะหายบ้าไปเลย”

“หายบ้าก็ไปทานข้าวซะ ไป”

ชวนพร้อมดึงแขนเบาๆ

“วันนี้พี่เอินพูดซ้ำไปซ้ำมาอยู่เรื่องเดียวเลยนะ นับหรือเปล่าว่าชวนทานข้าวกี่ครั้งแล้ว กลัวจ๊ะตายมากเหรอ?”

“เธอตายแล้วพี่จะเล่นฟลุตคู่กับใครล่ะ หาคู่เล่นง่ายๆเสียที่ไหน”

“ต่อไปจะหัดเป่าขลุ่ยให้ได้อย่างพี่เอินด้วยล่ะ… ก่อนทานข้าวขอฟังอีกหน่อยเถอะค่ะ ไม่เคยนึกว่าเสียงขลุ่ยจะเพราะได้ขนาดนี้เลยนะเนี่ย เหมือนมันพูดกับหัวใจจ๊ะตรงๆ เมื่อกี้กำลังจะหมดแรง พอฟังแล้วกลับมีพลังขึ้นอย่างประหลาด”

“เอาสิ”

“ขอหนุนตักด้วย”

ดึงมือลงนั่งกันบนพื้นระเบียง มาวันทาอุทิศตักให้น้องสาวหนุนขณะบรรเลงท่วงทำนองขลุ่ยไทยเพลินใจ ลานดาวนอนตะแคง ปิดตาพริ้มระบายยิ้มอิ่มสุข สดับเสียงจากหลอดไม้ยาวกลมกลวงด้วยดวงจิตที่ปลอดโปร่งขึ้นเป็นคนละคน ลมหายใจของมาวันทาเนียนแน่นสม่ำเสมอ ผ่านท่อไม้กลายเป็นลำนำกลมกล่อม แช่มชัด ปัดเป่าอารมณ์ร้ายให้หายไปจากใจได้เป็นปลิดทิ้ง

กระทั่งเพลงจบ ลานดาวก็ดึงตัวขึ้นนั่งเขย่าแขนมาวันทาเบาๆ

“พรุ่งนี้ไปเที่ยวน้ำตกกันนะคะ”

แพทย์สาวยิ้ม เห็นน้องสาวดีขึ้นแล้ว จึงวางใจพอจะปฏิเสธนุ่มนวล

“ขอเป็นวันหยุดก่อนได้ไหม ขี้เกียจต้องใช้เวร อีกอย่างป่านนี้พ่อแม่จ๊ะคงห่วงแย่แล้ว”

ลานดาวยิ้มหุบ นิ่วหน้านิดหนึ่ง

“เอ๊ะ! ตอนแรกพี่เอินชวนเองไม่ใช่หรือคะ?”

“ก็เธอบอกปัดไปแล้วนี่ ถือว่าหมดสิทธิ์แล้ว”

“แหม!” ร้องพลางสะบัดไหล่กระเง้ากระงอดทีหนึ่ง “ทำไมเบี้ยวอย่างนี้ล่ะ?”

“ไม่ได้เบี้ยว แต่ขอติดไว้ก่อน พี่ต้องทำงาน แล้วเราทั้งคู่ก็มีคนห่วงคอยอยู่ ต้องเห็นใจพวกเขาบ้าง”

ลานดาวคอแข็ง ร่างนิ่งขึงกับที่ มาวันทาจึงเพิ่งไหวทันว่าตนพลาดไปถนัดใจเสียแล้ว

“น่าอิจฉาพี่อ๋องจริงๆเลย” สุ้มเสียงกลับเป็นเด็กดื้อไม่รู้คิดคนเดิม “จ๊ะจะเป็นจะตายยังไม่มีใครเห็นใจเท่า!”

มาวันทาขมวดคิ้ว บรรยากาศตึงเครียดขึ้นอีก

“พี่อ๋องไม่ห่วงพี่เท่าไหร่หรอก แต่พ่อแม่ของจ๊ะกำลังรอด้วยความกระวนกระวายทุกนาทีนะ กลับไปทำให้พวกท่านดีใจหน่อยเถอะ เรื่องเที่ยวของพวกเราเมื่อไหร่ก็ได้”

“นักบินอารมณ์เปลี่ยวน่าจะกระวนกระวายกว่าคนอื่นนะคะ จ๊ะนี่แย่จัง แย่งเมียเขามาเสียไกล ทำให้เที่ยวนี้ชวด ป่านนี้กำลังเครียดจุกอก นอนคว่ำหน้ากำหมัดทุบเตียงสาปแช่งจ๊ะอยู่คนเดียวมั้ง!”

ริมฝีปากมาวันทาเผยอขึ้นอย่างใจหาย เรื่องอุตส่าห์กลับร้ายกลายเป็นดีแล้ว มาพลิกพังลงในพริบตาด้วยคำพูดแค่สองสามคำ ลานดาวทำหน้าเป็นยักษ์เป็นมารรอบนี้ถึงกับทำให้หล่อนหมดแรงชนิดทอดอาลัยตายอยาก ร้องไม่ออก บอกไม่ถูก ราวกับถูกจับกดน้ำซ้ำเติมขณะใกล้สิ้นลม

“เชิญพี่เอินกลับไปเร็วๆเลยนะ บ้านที่มีพี่อ๋องรออยู่น่ะ ไปได้เดี๋ยวนี้ยิ่งดี! ไป๊!!”

กรีดเสียงไล่เกรี้ยวกราดแล้วก็ลุกพรวดพราด เลื่อนประตูกระจกออกกว้าง ผลุนผลันไปทุ่มตัวลงนอนเตียงดังตุ้บใหญ่

มาวันทาก้มหน้าเศร้าหงอย เริ่มตระหนักว่าเรื่องจะไม่ลงเอยด้วยสุขนาฏกรรม จะไม่มีอะไรดีขึ้นจริง และจะไม่มีใครพ้นทุกข์พ้นร้อน หญิงสาวกัดปากตนเองอย่างแรง แม้กายภายนอกยังนิ่ง แต่ภายในช่องอกรู้สึกคล้ายหัวใจกำลังถูกบีบเคล้นให้เลือดหลั่งลงมาเป็นสาย

ฝ่ายลานดาว เมื่อทุ่มตัวลงบนเตียงก็นอนคว่ำหน้าเหมือนจะอุดจมูกตัวเองให้ขาดใจ คาดหวังว่ามาวันทาจะตามเข้ามาง้อ ปลอบประโลม และโอบกอดด้วยไออุ่นพร้อมคำยินยอมตามอกตามใจดังเคย แต่สองนาทีผ่านไปยังรอหายก็เริ่มออกอาการหงุดหงิด ดิ้นตีแปลงให้เกิดเสียงตุบตับเรียกร้องความสนใจไปทีหนึ่ง

เพลงขลุ่ยท่วงทำนองแช่มช้าดังขึ้นอีก

ฮึ! จะกล่อมให้หายบ้าอีกรอบล่ะสิ เสียใจ! ดนตรีเป็นยาได้หนเดียว ใช้ซ้ำติดกันไม่สำเร็จหรอก ดื้อยาเสียแล้ว ตอนนี้ต้องตามมาพูดดี ยอมไปเที่ยวด้วยเท่านั้นถึงจะยอม!

แต่เสียงขลุ่ยของมาวันทาคราวนี้แผ่วอ่อน เยือกเย็นชวนหนาวสันหลังชอบกล สงสัยคงเพราะเป่าในอารมณ์อยากร้องไห้ หางเสียงที่ลากยาวแต่ละครั้งจึงบาดลึกนัก ใจหนึ่งลานดาวชักสงสาร แต่อีกใจก็อยากแกล้งให้เข็ด อยากไม่ตามใจเราทำไม!

เพลงไทยเดิมมีลีลาเหมาะกับอารมณ์หลากหลายนัก มาวันทากำลังเล่นเพลงอะไรอยู่ก็ไม่ทราบ รู้แต่ว่ายิ่งฟังยิ่งเหมือนคนร้องไห้มากขึ้นทุกที เอ! หรือว่านี่หล่อนกำลังได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นจากจิตของพี่สาวอยู่กันแน่??

ไม่อยากคิดในทางอัปมงคล แต่หล่อนว่าสำเนียงเพลงนั้นราวกับเพรียกแห่งปีศาจที่มาวันทาไม่ได้เป็นคนเล่น!

เสียงขลุ่ยครวญบาดจิตอยู่เกือบห้านาที ทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบ เป็นความเงียบฉับพลันชวนฉงน เพราะเอื้อนสุดท้ายคล้ายสะพานเชื่อมต่อ ล่อให้รอฟังเสียงถัดมามากกว่าจะถึงบทยุติ ลานดาวลืมตาแล้วกะพริบปริบๆ ถามตนเองว่าอุปาทานไปหรือเปล่า ที่ใจเห็นความเงียบนั้นมาพร้อมกับเงาดำมืดน่าขนพองสยองเกล้า

ลมทะเลเย็นเฉียบเป่าผ่านประตูที่เปิดค้างเข้ามาปะทะร่าง รู้สึกขลาดจนต้องใช้ความกล้าเป็นพิเศษ กว่าที่จะพลิกตัวไปมองทางหน้ามุขอันเป็นจุดเริ่มและจุดสิ้นสุดของเสียงขลุ่ย แล้วลานดาวก็เบิกตาโพลงด้วยภาพที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต ร่างของมาวันทากำลังเคลื่อนไหวอยู่ในเงาสลัวราง เริ่มจากยกโต๊ะกระจกมาวางประชิดแนวกั้นของระเบียง แล้วก้าวขึ้นยืนบนโต๊ะอย่างปวกเปียกอ้อยสร้อย ก้มหน้ามองต่ำลงสู่พื้นเบื้องล่าง!

ในคลองจักษุของลานดาวที่กำลังตกตะลึงพรึงเพริดจนลืมหายใจขณะนี้ ร่างระหงของมาวันทาตัดกับฟ้ามืดราวกับภาพวิญญาณคนตาย นี่ไม่ใช่ฝัน แต่ความจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นมันยิ่งกว่าฝันร้ายทั้งหมดในชีวิตรวมกัน!

เสี้ยววินาทีเป็นตาย ไม่ทราบเรี่ยวแรงและความรวดเร็วมาจากไหน ส่งให้ลานดาวถลันพุ่งเข้าสู่ภาพเป้าหมายอันน่าสยดสยองพร้อมกับแผดเสียง

“พี่เอิน อย่า!!”

เส้นยาแดงผ่าแปดแท้ๆ มาวันทากำลังจะทิ้งดิ่งพอดีขณะหล่อนมารวบขาไว้ทัน แต่ก็ทันชนิดเฉียดฉิวแบบที่ต้องใจหายใจคว่ำไปอีกนับปี ลานดาวมือไม้สั่นระริก ดีใจยิ่งกว่าตายแล้วเกิดใหม่ในสรวงสวรรค์ กอดยึดท่อนขามาวันทาไว้แน่นชนิดถ้าร่วง ก็แปลว่าหล่อนต้องร่วงตามไปด้วย

“ทำไมทำอย่างนี้คะ?”

ตะเบ็งถามเสียงแหบแห้ง เหนื่อยหอบราวกับวิ่งมาไกลหลายร้อยเมตร มาวันทายังคงปักหลักยืนเฉยเมยกับที่ราวกับวิญญาณหลุดจากร่างไปแล้ว

“พี่เอิน!?!” ลานดาวชักหายใจไม่ทั่วท้อง “ลงมาค่ะ”

คนคิดทิ้งชีวิตเริ่มแปรอารมณ์มาสู่สภาพเจรจาได้

“พี่เข้าใจเธอแล้ว เราทุกข์เท่ากัน แต่พี่ไม่อยากอยู่รับรู้ว่าเป็นต้นเหตุการตายของเธอ”

กระแสเสียงนั้นฟังยะเยียบจนลานดาวตัวสั่นงันงก

“จ๊ะเลิกคิดแล้วพี่เอิน ไม่เอาค่ะ”

มาวันทาเม้มปาก น้ำตาหยาดลงมาหยดหนึ่ง

“เธอไม่เคยสงสาร ไม่เคยคิดเห็นใจพี่เลย”

“ทำไมจะไม่สงสาร จ๊ะ… จ๊ะสำนึกแล้ว เชื่อเถอะ!”

ลานดาวละล่ำละลัก

“เธอเห็นพี่เป็นลูกไล่เสมอ หลายเดือนที่ผ่านมาพี่รู้สึกเหมือนถูกเธอทุบตีอยู่ทุกวัน ถ้าอยากตามมาก็ได้นะ แล้วพี่จะเป็นทาสอารมณ์เธออีกในปรโลก!”

ในอ้อมแขนที่กอดรัด ลานดาวรู้สึกถึงแรงที่พยายามออกก้าวของมาวันทา และความพยายามนั้นก็มิใช่ของหลอกอย่างแน่นอน เล่นเอาหัวใจหล่อนหล่นลิ่วลงไปล่วงหน้า วาบเสียวท้องน้อยจนต้องออกแรงรัดแน่นขึ้นราวกับจะพยายามแปะติดเป็นเนื้อเดียวกัน หลับหูหลับตาวิงวอน

“จ๊ะจะไม่ทำเลวๆกับพี่เอินอีก จ๊ะสาบาน!”

มาวันทาเบือนหน้าช้าๆ เหลียวมองข้ามไหล่ลงมาแลเงาร่างน้องสาวด้วยแววเย็นชา เยี่ยงผู้ที่ปล่อยให้จิตหลงม้วนเข้าสู่อุโมงค์ลัดข้ามภพอันมืดมิด หล่อนยังคงเงียบกระทั่งลานดาวเร่งซ้ำ

“พี่เอิน… นะคะ… ลงมา”

ความสั่นสะท้านราวกับลูกนกต้องฝนของลานดาวค่อยๆปลุกสำนึกคิดอ่านของมาวันทากลับคืนมาทีละน้อย คล้ายเดิมเป็นคนละเมอที่ลืมตาแต่ไม่เห็น ค่อยๆแปรกลับมาเห็นสิ่งที่สายตากำลังจับจ้อง วินาทีนั้นมาวันทารู้สึกราวกับนิ่งยืนร่ำไห้อยู่ตรงจุดหนาวเย็นที่สุดเหนือขั้วโลกมานานแสนนาน

“จ๊ะ…”

“ขา…”

“เธอลองยื่นหน้าออกไปดูให้พี่หน่อย ว่าเห็นอะไรข้างล่างบ้าง”

ลานดาวงงงัน แต่ก็ปฏิบัติตามคำสั่ง ชะโงกหน้าพ้นแนวกั้นแล้วมองลงไปข้างล่าง แต่สองแขนยังกอดรัดขาของมาวันทาอย่างไม่ประมาท กลัวถูกหลอกให้สนใจอย่างอื่นแล้วพี่สาวจะทิ้งตัวหนี แต่อีกใจก็รู้สึกว่าฝ่ายนั้นพูดจาเป็นปกติพอสมควรแล้ว และคงไหว้วานให้ช่วยดูอะไรด้วยเหตุผลบางประการจริงๆ

“ให้ดูอะไรคะ? ไม่เห็นมีอะไรนอกจากพื้นโล่งๆ”

“แน่ใจนะ?”

“ค่ะ”

“ไม่มีผู้ชายยืนกวักมือเรียกอยู่เหรอ?”

คนฟังขนลุกเกรียว ไล่ตั้งแต่แข้งขาซ่านขึ้นมาถึงหนังหัว ราวกับศีรษะโตขึ้นเป็นลูกโป่งโดนอัดแก๊สจากเบื้องล่าง

“อย่าล้อเล่นอย่างนี้สิพี่เอิน”

มาวันทาเม้มปากแน่น เบี่ยงกายมาทางลานดาว ส่งมือให้น้องสาวจับก่อนแล้วค่อยๆก้าวลงจากโต๊ะกระจกอย่างระมัดระวัง เมื่อมายืนที่พื้นโดยสวัสดิภาพแล้วจึงเกาะราวระเบียงชะโงกมองเบื้องล่าง เห็นเป็นพื้นโล่งว่างเปล่าดังลานดาวบอกไม่ผิด

“พี่ไม่ได้ล้อเล่น แต่ทันทีที่พี่ก้าวยืนบนโต๊ะกระจกแล้วก้มมองข้างล่างในวินาทีแรก พี่ก็เห็นเขาจริงๆ แต่งชุดเหมือนบ๋อยโรงแรม กวักมือเรียกเหมือนเป็นคนรู้จักและคอยพี่อยู่”

ลานดาวกลืนน้ำลายแทบไม่ลง

“อะ… เอ่อ… ตาฝาดมั้ง”

คนคิดสั้นเมื่อนาทีก่อนส่ายหน้า

“พี่แน่ใจว่าเห็นเขา แล้วก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวอะไร เพราะเมื่อกี้สมองชาและเห็นทุกอย่างเหมือนความฝันไปหมด ตอนตัดสินใจตายและยืนอยู่หน้าแท่นประหาร สายตาคนเราคงวาดภาพหลอน หรือไม่ก็เห็นข้ามมิติไปเจออะไรบางอย่างเข้าจริงๆ”

สมาชิกชมรมกลัวผีหัวเราะทั้งมือสั่นระริกจนต้องจับราวเป็นการหาที่ยึด

“แปลว่าเมื่อกี้พี่เอินเกือบได้ไปเป็นเพื่อน หรือผลัดเวรรับช่วงยืนกวักมือเรียกคนอื่นต่อแล้วสิคะ”

“ก็คงอย่างนั้น” มาวันทารับเสียงเศร้า เงียบไปนานก่อนทวงสัญญา “เธอรับปากพี่ว่าจะไม่ทำเลวร้ายกับพี่อีก จำได้ใช่ไหม?”

เมื่อเจอคนจริงกว่า ลานดาวก็รับแบบติดอ่าง

“จะ… จำได้ค่ะ”

“รู้ใช่ไหมพี่จะขออะไรจ๊ะเป็นคำแรก?”

ลานดาวยิ้มแหย

“ค่ะ… จ๊ะจะเข้าไปทานข้าวเดี๋ยวนี้”



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น