วันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2560

กรรมพยากรณ์ ตอนชนะกรรม (ตอนที่ ๔๒. เคล็ดวิชาพยากรณ์กรรม)

ตอนที่ ๔๒. เคล็ดวิชาพยากรณ์กรรม


หลังจากสนทนาสารพัดข้อจิปาถะอีกครู่ใหญ่ อุปการะก็ขอให้ลานดาวกลับ เพราะมีนัดกับแขกสำคัญรายหนึ่ง ทีแรกลานดาวค่อนข้างแปลกใจ เพราะแต่ไหนแต่ไรไม่เคยได้ยินอาจารย์เรียกใครว่า ‘แขกสำคัญ’ สักที แต่แล้วเมื่อกราบลาอาจารย์เดินออกจากตัวบ้าน มาถึงโรงรถก็ได้ทราบว่าวีไอพีของอาจารย์คือใคร

“เฮ้! โจ๊ก!”

เห็นเขาแต่ไกล ไม่พบกันนาน หน้าตาท่าทางนนทกานต์เปลี่ยนไปมาก ชายหนุ่มเดินยิ้มเข้ามาหาและโบกมือทักทายเพื่อนเก่า

“ว่าไง! จ๊ะ”

“โอ้โห! อาจารย์บอกว่ามีนัดกับแขกสำคัญ นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเธอ”

ชายหนุ่มเบิกตาเล็กน้อย เมื่อทราบว่าอุปการะยกย่องตนเป็นคนสำคัญก็มีท่าทีภาคภูมิใจ

“อาจารย์ประชดด้วยการกลับดำให้เป็นขาวมั้ง ช่วงหลังนี้โจ๊กมารบกวนท่านบ่อย”

“จ๊ะว่าอาจารย์ไม่พูดเล่นหรอก เพิ่งเอ่ยปากไล่แขกกระจอกอย่างจ๊ะกลับ บอกว่าต้องเตรียมต้อนรับแขกสำคัญ กำลังจะน้อยใจอยู่ทีเดียวนะเนี่ย” แล้วหล่อนก็ทำตาวาว“หลายเดือนก่อนพี่เอินเล่าให้ฟังว่าเจอเธอที่นี่ ยังบอกเลยว่าหน้าตาอิ่มบุญขึ้น จ๊ะไม่นึกว่าจะเข้าขั้นผ่องใสราวกับพระอย่างนี้ เอ๊ะ! หรือว่า…”

ด้วยความเป็นคนมีสังหรณ์แม่น ทำให้ลานดาวค่อนข้างมั่นใจที่จะทัก

“เธอกำลังจะบวช?”

นนทกานต์กะพริบตาสองสามทีแล้วเบนหน้าไปทางอื่น

“จ๊ะสบายดีหรือ?”

“ก็เรื่อยๆ ถ้าวัดกันแล้ว จ๊ะคงสุขได้ซักแค่ครึ่งเดียวของโจ๊กมั้ง”

หญิงสาวหมายความตามนั้น เดี๋ยวนี้หล่อนชั่งน้ำหนักความสุขเก่ง นนทกานต์ผ่อนลมหายใจแช่มช้าสม่ำเสมอเยี่ยงผู้ที่หายใจเป็น และมีความสุขอยู่กับลมหายใจของตนเองตลอดเวลา

“ตอนนี้จ๊ะดังระดับประเทศแล้ว ก็น่าจะมีความสุขระดับประเทศนี่ มาบอกว่าสุขแค่ครึ่งหนึ่งของคนต๊อกต๋อยอย่างโจ๊กได้ยังไง”

ลานดาวหัวเราะ มองเพื่อนหนุ่มด้วยความรักสนิทลึกซึ้ง

“โจ๊กคะ จ๊ะอยากขอบคุณโจ๊กมานานแล้ว”

หล่อนพนมมือไหว้เพื่อนชายวัยเดียวกันด้วยใจระลึกถึงบุญคุณจากก้นบึ้ง ประกอบกับความอ่อนน้อมที่ฝึกเป็นนิสัยในระยะหลังจนสามารถไหว้ใครก็ได้ ส่วนนนทกานต์เมื่อเห็นแล้วงุนงงจนรับไหว้ไม่ถูก

“เรื่องอะไรกัน?”

ริมฝีปากหญิงสาวคลี่ออกเป็นยิ้มเย็น หล่อนผินหน้าชำเลืองแลไปรอบด้านที่ปรากฏเป็นตึกรามบ้านช่องกลางแสงอาทิตย์ พลางเอ่ย

“เดี๋ยวนี้จ๊ะเห็นโลกต่างไป เหมือนเรากำลังยืนอยู่ในเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ที่ทุกคนและทุกสิ่งเป็นองค์ประกอบละครกรรมวิบากของกันและกัน กรรมเป็นใหญ่ เป็นประธานในการสร้างเหตุการณ์สารพัด แม้ปราศจากเมฆฝน ฟ้าก็ผ่าลงมาตรงที่จ๊ะยืนได้เดี๋ยวนี้ถ้ามีกรรมอันสมควรให้โดน”

นนทกานต์หัวเราะมองฟ้า

“เอาล่ะซี พูดซะเราหนาวๆร้อนๆเลยเนี่ย”

“ถ้าไม่มีโจ๊ก จ๊ะก็คงไม่ได้มาพบกับอาจารย์ การมีอาจารย์ที่สามารถชี้ทางถูกทางชอบให้เราได้ ก็คือรุ่งอรุณของความเจริญ ข้างหน้าจะได้ดีมีสุขก็เพราะประกอบกรรมอันเป็นกุศลอย่างถูกต้อง ชีวิตนี้ถือว่าจ๊ะติดหนี้โจ๊กครั้งหนึ่งแล้วนะ”

ชายหนุ่มยิ้มกว้าง ส่ายหน้าเล็กน้อย

“เราพาจ๊ะไปพบอาจารย์คราวนั้นก็ด้วยเจตนาแอบแฝง คือแค่หวังควงจ๊ะเที่ยวก็หาอุบายล่อใจด้วยการพาไปดูหมอ ไม่ใช่เจตนาพาไปพบกับทางสว่างแต่อย่างใดเลย เพราะฉะนั้นขออย่าได้ถือเป็นบุญคุณอะไร โจ๊กมีแต่ต้องขอแสดงความยินดีกับการเลือกเดินอยู่บนทางมงคลของจ๊ะเท่านั้น”

ลานดาวยิ้มหวาน

“เอาเป็นว่าจ๊ะขอขอบคุณโจ๊กสุดหัวใจนะคะ… ว่าแต่ถามจริงๆ โจ๊กกำลังตั้งใจจะบวชหรือ?”

เพื่อนหนุ่มกระแอมเล็กน้อย ก่อนใช้ภาษากายตอบด้วยการพยักหน้ารับเหมือนไม่ใคร่เต็มใจเอ่ยผ่านปากผ่านคำเท่าใดนัก

“อนุโมทนาค่ะ”

หล่อนยกมือไหว้ท่วมศีรษะ กิริยาที่เจือด้วยการแสดงความเคารพของลานดาวทำเอาชายหนุ่มยืนเก้อๆชอบกล ไม่ทราบควรโต้ตอบอย่างไรถูกก็อ้อมแอ้ม

“เอ้อ… ขอบใจ”

“ตั้งใจจะบวชนานแค่ไหน?”

“ก็คง… ไม่รู้ซี คงบวชไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมดบุญในผ้าเหลืองมั้ง”

“นึกแล้วเชียว… จ๊ะขอไปร่วมงานบวชด้วยคนนะคะ”

คาดหมายว่าฝ่ายนั้นจะรับคำง่ายๆ ตั้งใจว่าให้เขาบวชไกลแค่ไหน หล่อนติดธุระสำคัญปานใด ก็จะดั้นด้นติดตามไปในวันบวชให้จงได้โดยไม่เห็นความสำคัญของสิ่งใดอื่น

“อย่าเลย”

เขาปฏิเสธด้วยเสียงสงบ ทำให้ลานดาวผงะเล็กๆ

“ทำไมล่ะ?”

นนทกานต์ถอนใจ ก้มหน้าผายมือทั้งสองข้างอย่างจะสารภาพ

“เพิ่งรู้ตัวว่าทุกวันนี้โจ๊กยังทำใจตัดจ๊ะไม่ได้เด็ดขาดเสียที ทั้งที่เหมือนลืมๆมาตั้งนานแล้ว จ๊ะคงไม่เข้าใจหรอก เห็นจ๊ะแล้วยังเหมือนถูกเข็มแทงตามเดิม โจ๊กอยากบวชด้วยความรู้สึกสงบนิ่ง ไม่อยากฟุ้งซ่านซัดส่ายเพราะเจอรูปเสียงของจ๊ะอีก เราควรทำตัวเหมือนตายจากกันไปเลยดีกว่า”

ลานดาวรับฟังด้วยความเสียใจยิ่งในวูบแรก แต่แล้วเมื่อหยั่งซึ้งถึงเจตจำนงแน่วแน่ที่จะเป็นภิกษุสงฆ์ผู้บริสุทธิ์ ปราศจากเยื่อใย ปราศจากความอาลัยไยดีในโลกแม้น้อยเท่าน้อย หล่อนก็เปลี่ยนจากความน้อยใจเป็นเข้าใจได้แทน

ยืนกัดมุมปากล่างข้างหนึ่ง สำรวจตนเอง เห็นในช่องอกยังถูกบีบคั้นจากแรงแห่งความเศร้าสร้อยอาลัย แม้เขาก้มหน้ากล่าวคล้ายคนหมดท่า แต่ทุกถ้อยคำกลับเปล่งออกมาด้วยน้ำหนักสติของคนที่รู้ว่ากำลังทำอะไร ต้องการสิ่งใด และปฏิเสธคำขอใครๆด้วยเหตุผลส่วนตัวข้อไหน นั่นทำให้เกิดความรู้สึกชื่นชม ขณะเดียวกันก็เสียดายที่ชาตินี้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายเดียว ไม่เคยมีโอกาสช่วยเหลือเกื้อกูลเขาบ้างเลย และคงไม่แม้กระทั่งจะได้ไปใส่บาตรสักครั้ง…

โอกาสเดียวที่อาจมีบ้าง คือเมื่อเขาขอบวชอย่างสงบ ไม่อยากพบเจอหล่อนอีก หล่อนก็จะช่วยเขาด้วยความบริสุทธิ์ใจเสียเดี๋ยวนี้

“ก็ได้ค่ะ เราจะไม่เห็นหน้ากันอีก ขอให้หลวงพี่ปฏิบัติธรรมโดยปราศจากอุปสรรค และจงพบพระนิพพานในกาลปัจจุบันด้วยเถิด”

ยกมือไหว้เขาอย่างสวยที่สุดเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเบี่ยงกายก้าวเดินด้วยจังหวะที่มั่นคงจากไป นนทกานต์กลับหลังหันมองตามเพื่อนสาว เกือบพลั้งปากเรียกรั้งไว้ก่อนเพื่อเอ่ยขอโทษที่อาจทำให้หล่อนขุ่นข้อง แต่เมื่อเห็นลานดาวเปิดประตูรั้วก้าวผ่านเขตบ้านไปโดยสงบก็ยั้งปาก ทำใจตามวาจาที่ลั่นไว้

ทำตัวเหมือนตายจากกัน…

ภาพลานดาวหันหลังเดินห่างไปเรื่อยๆจนลับตาเป็นสิ่งงดงามละมุน และควรเป็นภาพสุดท้ายที่เขาจะได้เห็นหล่อนในชาตินี้


ภายในห้องรับแขกของบ้านโหราจารย์ผู้ทรงฤทธิ์ ชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้นด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย เมื่อเห็นผู้อาวุโสนั่งรออยู่ก็พนมมือไหว้

“สวัสดีครับอาจารย์”

“อือ… สวัสดี ทำไมทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อย่างนั้นล่ะ?”

อุปการะถามทั้งที่รู้ดีอยู่แล้ว นนทกานต์ฝืนยิ้มแห้งแล้งอย่างจะขอกำลังใจ และเอ่ยตอบแบบเปิดอกไม่อำพราง เพราะทราบดีว่าต่อให้โกหกเก่งเท่านักจารกรรมระดับโลกก็หลอกอาจารย์ของตนไม่สำเร็จ

“เมื่อกี้ตอนเข้ามาเดินสวนกับจ๊ะ เพิ่งรู้ตัวว่ายังอาลัยอาวรณ์เขาอยู่มากครับ”

ผู้เป็นอาจารย์ยิ้มนิดหนึ่ง

“จะบวชอยู่แล้ว เจอเครื่องทดสอบใจหน่อยเดียวยกธงขาวเลยเหรอะ?”

“เปล่าครับ แต่… ตอนนี้ผมไม่ทราบจะทำอย่างไร เหมือนคนถูกเข็มแทง สะดุ้งจนเบลอ ไม่ทราบควรเลือกยาขวดไหน”

อุปการะหัวเราะเอื่อยๆ

“รูปเหมือนเข็มแทงตา เสียงเหมือนเข็มแทงหู อันนั้นก็จริงอยู่ แต่ใจที่คิดถึงผู้หญิงน่ะ ไม่เหมือนเข็มแทงตัวเองหรอก มันแค่ออกอาการแด่วดิ้นทุรนทุรายไปเองโดยไม่จำเป็น ผู้หญิงเขาไปตั้งไกลแล้วยังดิ้นปั้ดๆอยู่นั่น นี่แหละ… ฉันถึงว่าพอความรักโผล่ ความโง่ก็แพลม เห็นจากจิตเลยนะว่าความโง่เป็นเงาตามความรักมาจริงๆ”

นนทกานต์ยังก้มหน้านิ่งด้วยความสลดและเห็นจริง

“ครับ”

“สตรีคือศัตรูของพรหมจรรย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าสำหรับผู้ถือบวช ไม่เจอสตรีเลยดีที่สุด อันที่จริงฉันไล่เขากลับก่อนเวลานัดกับเธอตั้งครึ่งชั่วโมง เธอก็ดันมาก่อนเวลาครึ่งชั่วโมงเสียนี่!”

ชายหนุ่มหัวเราะแผ่ว

“คงเป็นดวงผมที่ต้องเจอบทพิสูจน์น่ะครับ อันที่จริงผมลืมๆเลือนๆจ๊ะมาพักใหญ่ ยิ่งพอมาใฝ่ใจคิดเอาดีทางนี้ ก็ยิ่งเหมือนตัดขาดได้หมด ถึงรู้ว่าเขาดัง ถึงทราบว่าเขาออกรายการทีวีวิทยุไหนๆก็ไม่ติดตาม ไม่สนใจอยากดูเลย… แต่พอเจอตัวจริงทีเดียว พิษความอาลัยไหลย้อนกลับเข้าหัวใจหมด”

“อย่างนี้แหละ เป็นธรรมดา คนเราอยากทวนกระแส ตั้งใจทำอะไรดีๆ จะมีบทพิสูจน์มาลองใจว่าผ่านไหวหรือไม่ไหว ถ้าตั้งใจทำอะไรแล้วทุกอย่างสำเร็จง่ายดายทันทีโดยไม่มีข้อสอบ ทุกคนคงผ่านขึ้นสวรรค์และเข้านิพพานกันหมด แต่เพราะเจอข้อสอบแล้วไม่ผ่าน ถึงมีมนุษย์ที่ตายไปสู่สุคติได้น้อยเต็มทน”

ชายหนุ่มยิ้มซึม

“ครับ ผมจำได้ดี อาจารย์เคยสอนว่าคนเราเกิดมาเพื่อสอบไล่ไปเรื่อยๆ”

“ถ้าเธอบวชด้วยความตั้งใจปฏิบัติจริงไม่ย่อท้อ คราวนี้อาจหมายถึงการสอบไล่ครั้งสุดท้าย”

นนทกานต์ได้ยินเช่นนั้นก็ใจชื้นขึ้น และนึกถึงวันบวชด้วยใจปรีดา แต่อีกทางหนึ่งเหมือนรู้สึกถึงรูโหว่อันเป็นภายใน ยอมรับกับตนเองด้วยความทรมานใจว่าการพบลานดาววันนี้อาจมีผลให้ฟุ้งซ่านยืดเยื้อขึ้นมาอีก หล่อนมีรัศมีฉายจับตาจับใจกว่าเดิมหลายเท่า เขาคงเก็บไปฝันอีกนาน ในที่สุดก็ยอมหมดท่า เอ่ยถามผู้เป็นอาจารย์ตรงๆโดยไม่เกรงจะถูกหาว่าจนป่านนี้ยังเหมือนไก่อ่อนสอนขัน

“อาจารย์ครับ ผมเพิ่งรู้ว่าตัวเองยังไม่น่าไว้ใจเลย ถ้าคิดถึงจ๊ะขึ้นมาอีกแล้วสลัดเขาออกจากหัวไม่ได้ ควรทำอย่างไรดีครับ ผมอยากปล่อยวางเขาให้ได้เร็วๆ?”

อุปการะมองลูกศิษย์หนุ่มด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“เธอต้องแม่นหลักปฏิบัติกว่านี้อีกนิดหนึ่ง ตราบใดยังอยาก ตราบนั้นเธอยังไม่เริ่มปฏิบัติหรอก แม้จะเป็นความ ‘อยากปล่อยวาง’ ก็ตาม”

คำตอบของอาจารย์ทำให้นนทกานต์รู้สึกตัวว่ากำลังทุรนทุราย หาได้มีเหตุปัจจัยอันถูกต้องให้เกิดความปล่อยวางไม่ พอเห็นอาการดิ้นรนคันอกคันใจชัดโดยไม่เพิ่มอัตราความอยากเข้าไปอีก จิตก็เหมือนสงบลงราบคาบได้อย่างน่าประหลาด

ได้ข้อสรุปประจักษ์ชัดอีกครั้ง ความอยากคือต้นเค้า ต้นเงื่อน ต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง แม้ความอยากนั้นจะเป็นอยากสงบ อยากปล่อยวาง หรืออยากได้ดีได้เป็นใดๆก็ตาม ต่อเมื่อหยุดเอาใจไปผสมโรงกับความอยาก เมื่อนั้นจิตจึงสงบลงเอง เลิกกระวนกระวายเอง ปราศจากทุกข์ไปเอง

ชายหนุ่มถอนใจด้วยความโล่งอกผสมสังเวชตนเอง

“เรื่องตื้นๆแค่นี้ผมยังจับจุดไม่ถูกอยู่เลยนะครับ โง่เหลือเกิน”

“คนเราไม่ฉลาดเรื่องจิตของตัวเองกันง่ายๆหรอก” อุปการะปลอบอย่างมีเมตตา “จำไว้เถอะว่าการพยายามปล่อยวางวัตถุหรือบุคคลนอกตัวนั้น เป็นได้เพียงอาการแกล้งมอง แกล้งคิด ไม่ทำให้วางเฉยจริง ต่อเมื่อดูเข้ามาที่ใจ เห็นอาการทางใจที่ยื่นออกไปหาเรื่องข้างนอก แล้วทราบชัดว่าความหลงรักเป็นแค่อาการของจิต ไม่มีอะไรมากกว่ามายาของจิต ก็จะวางเฉยเสียได้”

นนทกานต์พยักหน้ารับทราบอย่างเต็มตื้น การรู้เข้ามาภายใน เห็นชัดว่าอาการยื่นออกไป อาการทะยานอยากแห่งใจนี้เองเป็นต้นตอที่แท้จริงของทุกข์ เมื่อวางเฉยกับอาการทางใจเสียได้ ก็ไม่ต้องดิ้นรนปล่อยวางสรรพสิ่งนอกตัวอีก เรื่องเหมือนง่ายเท่าเส้นผมบังภูเขา เรื่องยากคือทำอย่างไรจะเตือนตัวเองให้เห็นเข้ามาเช่นนี้ได้อย่างสม่ำเสมอเท่านั้น

“คิดแล้วชีวิตผมนี่ก็พลิกได้อย่างนึกไม่ถึงเลยนะครับ” เว้นวรรคหัวเราะเอื่อยอย่างผ่อนคลาย “เริ่มต้นจากการดูหมอโดยไม่นึกว่าจะเจอคนที่เป็นยิ่งกว่าหมอดู ตามมาด้วยการช่วยให้ผู้หญิงที่ตัวเองหลงรักเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนละคนโดยไม่ได้ตั้งใจ สุดท้ายคืออยากได้เคล็ดวิชาพยากรณ์กรรมของอาจารย์ อยากเอาดีเป็นหมอดูกรรมพยากรณ์เพื่อช่วยคนอื่นอย่างอาจารย์บ้าง ไปๆมาๆพอรู้ซึ้งว่าเคล็ดวิชาพยากรณ์กรรมก็คือเคล็ดวิชาดับทุกข์ของพระพุทธเจ้า เลยตกลงปลงใจบวชพระซะ นี่ปีก่อนต่อให้เป็นอาจารย์มาทำนายว่าผมจะอยากบวช ผมยังไม่เชื่อเลยนะครับ”

เขายังจำได้ดีถึงวันที่ขอวิชาจากหมอดูอุปการะแบบกล้าๆกลัวๆ ด้วยนึกในใจว่าวิชาของท่านอาจลี้ลับเป็นที่ปกปิดหวงแหนยิ่งยวด ประเภทไปเรียนมาจากเขมรหรือทิเบตซึ่งถ่ายทอดกันแบบหลบๆซ่อนๆตามซอกเขา และเหมือนศาสตร์ลับทั้งหลายที่มักสาบสูญไปพร้อมกับการตายของผู้สืบทอดที่รู้จริงเพียงหยิบมือเดียว เพราะกว่าจะคัดตัวผู้สืบทอดได้แต่ละคน ต้องรักและไว้ใจกันจริง พิสูจน์ความพร้อมเช่นพรสวรรค์ ฝีไม้ลายมือ ตลอดจนความอดทนแบบที่เห็นในนิยายจีนกำลังภายใน ที่สุดพอไร้ผู้สามารถสืบทอด วิชาก็มลายเลือนไปจากโลก

แต่ปรากฏว่านอกจากอุปการะจะไม่ปกปิดหวงแหนวิชาแล้ว ยังมีความกระตือรือร้น สอนเขาเดี๋ยวนั้นโดยไม่ต้องมีพิธีรีตองใดๆอีกด้วย เริ่มต้นตั้งแต่การให้ความรู้ว่า ‘ผลกรรม’ นั้นปรากฏแสดงอยู่ที่คุณภาพกาย ปรากฏแสดงอยู่ที่คุณภาพจิต ตลอดจนปรากฏแสดงอยู่ที่สิ่งแวดล้อมและเหตุการณ์รอบตัว ดังนั้นถ้าตั้งต้นเอาสติเข้ามาดูกาย เอาสติเข้ามาดูจิต เอาสติเข้ามารู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน ไม่ปล่อยให้ความอยากครอบงำความรู้สึกนึกคิด ก็ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้สั่งสมความรู้ความเห็นเรื่องกรรมและวิบากเพิ่มขึ้นทีละน้อยไปเอง

การดูกายนั้น อุปการะสอนเขาให้รู้จักเหตุผลทางกายในวินาทีนี้ เช่นถ้าเหตุคือลมหายใจยาว ลากเข้าและระบายออกแช่มช้า เนื้อตัวจะสงบไม่กวัดแกว่ง ระงับความกระสับกระส่ายทั้งปวงได้ และมีไออุ่นเป็นที่สบายพอดี พูดง่ายๆคือธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมจะเกิดสมดุล เป็นสุขทางกายอยู่ในปัจจุบันด้วยสติรู้การหายใจอย่างถูกต้องเท่านั้น

ส่วนการดูจิต เขาได้รับการชี้แนะให้เห็นว่าเมื่อกายสงบนิ่งอยู่ในดุลเหมาะ จิตก็จะสงบระงับตาม และเมื่อจิตสงบระงับไม่กระสับกระส่าย กายก็ยิ่งนิ่งสบายไม่ไหวติงยิ่งๆขึ้น นี่ก็นับเป็นปรากฏการณ์ทางกรรมและวิบากที่เห็นได้เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอชาติหน้าหรือปีอื่น

ฝึกอย่างเข้มงวดอยู่ในการควบคุมและประกันความถูกต้องจากอุปการะประมาณ ๔ เดือน ทั้งนั่งสมาธิแบบหลับตา ทั้งกำหนดสติดูเหตุดูผลของกายใจในระหว่างวัน นนทกานต์ก็เริ่มแยกออกว่าคิดอย่างไรเป็นเหตุให้เกิดกุศลจิต คิดอย่างไรเป็นเหตุให้เกิดอกุศลจิต รวมทั้งเริ่มประมาณได้ถูกว่ากุศลก็มีน้ำหนักแตกต่างกันตามเหตุปัจจัยนานา โดยคร่าวคือยิ่งแช่มชื่นเบิกบานสว่างไสวนานเพียงใด ก็ยิ่งส่งผลกระทบหนักหน่วงมากขึ้นเพียงนั้น เริ่มจากคุณภาพของจิตที่คิดอ่านฉับไวและสว่างเป็นสุขมากขึ้นเรื่อยๆ ไปจนกระทั่งสุขภาพกายที่โปร่งเบาคล่องแคล่วไม่ติดขัดคับข้อง

เมื่อเริ่มดูเหตุดูผลของรูปนามขั้นพื้นฐานเป็น อุปการะก็เริ่มสอนให้เขาดูกายดูจิตคนอื่นเหมือนกับที่สัมผัสรู้จากกายและจิตตนเอง นนทกานต์พบด้วยความประหลาดใจว่าใครๆในโลกช่างหมั่นเอาจิตไปแช่อยู่ในหนองน้ำแห่งความเศร้า หรือเอาจิตไปซุกอยู่ในป่ารกแห่งความเครียด โดยมีเหตุผลเพียงไม่รู้ว่าจะเอาจิตออกมาจากหนองน้ำแห่งความเศร้าหรือป่ารกแห่งความเครียดได้อย่างไรเท่านั้นเอง

เกือบทุกคนในโลกเป็นเหมือนกับที่อาจารย์เขาชี้ให้ดู คืออยากจะหายทุกข์หายโศก แต่กลับติดใจชอบสร้างเหตุแห่งความทุกข์โศกไม่เลิกรา แปลกแต่จริง เหลือเชื่อแต่เป็นไปแล้ว และเป็นมานานมากๆเสียด้วย

เมื่อเฝ้าสังเกตเหตุผลของรูปนามในตนและคนอื่นชำนาญขึ้น จิตของเขาก็เริ่มอยู่ในภาวะอุเบกขาได้เป็นปกติ เพราะเห็นว่าทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นไปตามเหตุผลที่สมควรอยู่แล้ว

เมื่อเขาทำสมาธิได้นิ่งนานกว่าเคย อุปการะก็ชี้ให้ดูสิ่งที่เห็นได้ยากขึ้น นั่นคือ ‘ภาพรวมของดวงจิต’ ในแต่ละคนมีน้ำหนักของกุศลหรืออกุศลอ่อนแก่กว่ากันอย่างไร และความสว่างความมืดอันเป็นปกติในจิตนั่นเอง ดลให้บุคคลคิดเรื่องดีบ่อยๆหรือเรื่องร้ายบ่อยๆ บันดาลให้เกิดความอบอุ่นใจหรือมีจิตแห้งผาก ตรงนั้นเองเขาจึงสามารถเห็นคนเป็นสองมิติได้ในเวลาเดียวกัน คือร่างข้างนอกที่แสดงโครงสร้างกรรมเก่า กับจิตใจภายในที่กำลังก่อร่างสร้างกรรมใหม่ๆ บางคนสอดคล้องกับของเดิม แต่ก็มีมากที่ขัดแย้งเป็นคนละเรื่อง เห็นชัดในคนรูปร่างหน้าตาดีๆ แต่มีจิตวิญญาณเหมือนปีศาจ

อุปการะสอนพื้นฐานต่างๆ เช่นให้เขาสัมผัสว่าคนไหนมีแนวโน้มคิดพูดชั่วๆใส่หูคนอื่นเป็นประจำ จะเห็นดวงจิตภายในของผู้นั้นปรากฏเป็นร่างหยาบ มืดมน และเต็มไปด้วยกระแสความวุ่นวาย สอดคล้องกับภพที่มากด้วยเหตุการณ์วุ่นวายทำร้ายจิตใจกันและกัน แล้วเปรียบเทียบกับคนที่มีแนวโน้มคิดพูดดีๆประโลมคนอื่นให้รู้สึกเย็น จะเห็นดวงจิตภายในของผู้นั้นปรากฏเป็นร่างละเอียด สว่างไสว และแผ่ความเย็นซ่าน สอดคล้องกับภพที่เปี่ยมด้วยไมตรีจิต

จากนั้นอุปการะช่วยป้อนกำลังหนุนให้จิตของเขาตั้งมั่นแน่วนิ่งถึงระดับหนึ่งชั่วคราว เพียงพอจะรู้เห็นทะลุเข้าไปว่าจิตแบบหนึ่งๆนั้น เหมือนมีสิ่งแวดล้อมอันเป็นภพเป็นภูมิสมตัวแสดงให้เห็นอยู่แล้ว ทำนายได้ทันทีว่าถ้าตายเดี๋ยวนั้นจะไปอยู่ไหน หรืออย่างน้อยประมาณถูกว่าช่องชั้นที่สมตัวควรต่ำหรือสูง ใกล้ชิดหรือห่างไกลมนุษยภูมิเพียงใด

นาทีที่เห็นดังนั้น นนทกานต์จึงตระหนักว่าภพมนุษย์ไม่ใช่ที่ตั้งของวิญญาณเพียงหนึ่งเดียว แม้ภาวะความเป็นสัตว์ที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าก็เป็นภพที่ตั้งของวิญญาณนับอนันต์ อัตภาพของแต่ละภพภูมิเป็นเกณฑ์จำแนกกรรมระดับใหญ่สุด มนุษย์มีความละอายบาปอกุศลเป็นพื้นยืน มีความกระตือรือร้นในงานกุศลเติมเต็มความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์พร้อม ส่วนสัตว์ร้ายจะปราศจากความสะดุ้งกลัวหรือสะทกสะท้านกับกรรมชั่วทั้งปวง ชนิดฆ่าได้โดยไม่กะพริบ มีความเกียจคร้าน ปล่อยใจเหม่อลอย ไม่ยินดีกับความก้าวหน้าในกุศลทั้งปวงเป็นสิ่งหน่วงเหนี่ยวพวกมันไว้ในอบายภูมิ

แม้ในภูมิมนุษย์และภูมิสัตว์เองก็มีการจำแนกกรรมแยกย่อยละเอียดยิบ วิญญาณมนุษย์บางคนเข้าใกล้สัตว์หรือเลวกว่าสัตว์ ในขณะที่วิญญาณสัตว์บางตัวเข้าใกล้มนุษย์หรือดีกว่ามนุษย์ น้ำหนักของกรรมทางความคิด การเปล่งเสียงสื่อความ รวมทั้งการกระทำต่างๆนานานั่นเอง ก่อให้เกิดผลรวมเป็นความโน้มเอียงเข้าใกล้ภาวะความเป็นเช่นใด

จากการเห็นระดับพื้นฐาน นนทกานต์เริ่มได้แนวทางส่องสำรวจผลกรรมหลักๆเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นประสาคนธรรมดาคนหนึ่ง ว่าทำกรรมขาวอย่างนั้นหรือกรรมดำอย่างนี้ได้ผลอย่างไร ทำกรรมขาวระคนกรรมดำจะออกหัวออกก้อยท่าไหน กระทั่งถึงจุดหนึ่งย้อนกลับมาเห็นชัดว่าตนก็เป็นผู้หนึ่งที่กำลังเล่นเกมแห่งความไม่รู้ เกมแห่งความเสี่ยงผิดเสี่ยงถูก ยากจะพยากรณ์ว่าชาติไหนภพใดจะเคราะห์หามยามร้าย ก่อกรรมดำอันเป็นเหตุให้ต้องร่วงหล่นลงสู่อบายภูมิเข้าให้บ้าง เพราะกรรมดำส่วนใหญ่ไม่มีเครื่องหมายหรือป้ายบอกว่านี่ต้องห้าม กระทำแล้วจะเกิดความเสื่อม ความตกต่ำ หรือกระทั่งโศกนาฏกรรมทางวิญญาณ เกิดในภพไหนๆก็มีกิเลสคอยยั่วยุผลักดันให้ทำบาปทำกรรม นี่สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าถ้ามาดหมายจะเดินทางเกิดตายไปเรื่อยๆ ก็ไม่ใช่วิสัยเลยที่จะพ้นนรกได้ตลอดรอดฝั่ง

เมื่อตระหนักว่านรกมีจริง และไม่ใช่เพียงอุปมาอุปไมยเช่นสวรรค์ในอกนรกในใจ ความหวาดกลัวก็ดลให้นนทกานต์เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับกรรมแซงหน้าผู้อื่น นั่นคือคำถามว่าด้วยกรรมอย่างไรจึงดับกรรมทั้งปวงเสียได้ และคำตอบที่พระพุทธเจ้าประทานไว้นานนับพันปีมาแล้วก็คือ ‘กรรมไม่ดำไม่ขาว’ หรือปฏิบัติธรรมภาวนาจนจิตใสเหนือความขาวของกุศลและความดำของอกุศล

และวิถีทางของผู้ตั้งใจทำกรรมไม่ดำไม่ขาวก็คือวิถีทางของนักบวชในพุทธศาสนา…

เมื่อตกลงปลงใจแน่นอน รวมทั้งขออนุญาตพ่อแม่แล้วว่าจะบวช นนทกานต์ก็ได้รับคำแนะนำจากอุปการะให้ถอนการรู้เห็นกรรมของคนและสัตว์อื่นเสีย แล้วกลับเข้ามารู้เห็นความไม่เที่ยง ไม่น่าติดใจยินดีของกายใจเขาเอง ซึ่งเขาก็อุทิศเลือดเนื้อและวิญญาณทั้งหมดให้กับการฝึกรู้ฝึกดูตามแนวที่เรียกว่า ‘สติปัฏฐาน ๔’ นั้นเต็มกำลัง

เขาดำรงชีวิตในอีกแบบหนึ่ง เห็นโลกและตนเองในอีกมุมมองหนึ่ง สุขสงบและปราศจากเยื่อใยกระสันอยากประการต่างๆมาระยะหนึ่ง จนเริ่มชะล่าว่าเป็นผู้ห่างไกลจากกิเลสแล้ว กระทั่งถึงวันนี้เอง จึงเพิ่งรู้ว่ากามไม่เคยทอดสายตาปรานีใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ประกาศตนอย่างอาจหาญว่าจะพยายามหนีให้พ้นเงื้อมมือเกาะกุมของมัน นักโทษที่เริ่มวิ่งหนีได้ไกลจะปรากฏเด่นเป็นพิเศษ และลากเอาผู้คุมขังมาไล่จับกลับด้วยเงื่อนไขพิสดารเกินคาด

ยกตัวอย่างเช่นวันนี้มาหาอาจารย์ด้วยความตั้งใจดี นึกว่ามาสู่เขตปลอดภัยจากการติดตามของกาม กลับกลายเป็นเจอของแข็งสุดยอดเข้าให้ในเขตบ้านอาจารย์นี่เอง!

เดี๋ยวนี้จิตของลานดาวปรากฏเป็นดวงวิญญาณโสภิตอาภาสมร่าง จึงบาดจิตยิ่งกว่าเดิมหลายขุม ยิ่งบวกเข้ากับความปฏิพัทธ์เดิมของเขาที่เคยรุนแรงอยู่แต่ก่อน ตบะบารมีธรรมจึงร่อแร่ว่าจะพังทลาย กระทั่งมานั่งแสดงอาการหมดท่าให้อาจารย์เห็นในนาทีแรก

แต่ก็ดีเหมือนกัน ตระหนักเสียแต่เนิ่นๆว่ายังไปไม่ถึงไหนไกล จะได้ไม่ทะนงตนผิดความเป็นจริง หลงนึกว่าแน่แล้ว แก่กล้าแล้ว เขาพบว่าการภาวนาเพื่อพ้นทุกข์นั้น นอกจากรู้หลัก นอกจากมีกุญแจสำคัญ นอกจากสั่งสมประสบการณ์มาช้านาน ยังต้องแม่นในวิธีกำหนดรู้เมื่อเผชิญปัญหาต่างๆอีกด้วย

นนทกานต์สำรวจใจตนเองว่ายังอ้อยอิ่งอาวรณ์ลานดาวอยู่แค่ไหน เขาพบว่าพอมีบ้าง แต่เหลือน้อยอย่างน่าประหลาดใจ เพียงเพราะเขาไม่ได้ทุ่มจิตใจผสมโรงเข้ากับความอาลัยหล่อน ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอยากขจัดความคิดถึงหล่อนทิ้ง แค่ยอมรับว่าคิดถึง แล้ววางเฉยเสียได้ว่านั่นแค่อาการหนึ่งของจิต ก็ไม่มีความกระสับกระส่ายติดตามมามากกว่านั้น คิดเมื่อใดก็รู้และวางเฉยเมื่อนั้น ไม่ว่ายืดเยื้อกี่ร้อยกี่พันหนก็ตาม

การระลึกถึงลานดาวขณะอยู่ต่อหน้าอุปการะทำให้นนทกานต์อดสงสัยไม่ได้

“อาจารย์ครับ วิถีชีวิตของจ๊ะเปลี่ยนไปอย่างมากก็ด้วยคำทำนายของอาจารย์ อย่างนี้เอ้อ… ไม่ถือว่าคำทำนายรบกวนระบบกรรมของจ๊ะหรือครับ?”

“ฉันแค่บอกเขาว่าทำกรรมแล้วต้องรับผลกรรม อย่างเช่นเขาลวงให้คนอื่นมามีความหวังกับความรักที่เป็นไปไม่ได้ ก็ต้องประสบกับความรักที่เป็นไปไม่ได้คืนเข้าให้บ้าง หากฉันไม่บอก เขาก็จะไม่อาจโยงเองได้ถูกว่านั่นเป็นการสนองกรรมทันตาในชาติปัจจุบัน เมื่อผลกรรมแสดงตัวย่อมสูญเปล่า แต่นี่เพราะฉันพูดดักไว้ก่อน เมื่อผลกรรมแสดงตัวเขาถึงเริ่มเชื่อ และไม่ใช่เชื่อคำพูดของฉัน แต่เชื่อว่าวิบากกรรมมีจริง”

นนทกานต์พยักหน้าอย่างเข้าใจ อาจารย์ของเขาทำอาชีพพยากรณ์กรรมโดยไม่ล่วงละเมิดหรือก้าวก่ายกฎแห่งกรรม ไม่เคยบอกลานดาวตรงๆว่าจงระวังจะไปตกหลุมรักผู้หญิงด้วยกัน โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอาชีพเป็นหมอ แต่บอกเป็นนัยเพียงว่ากำลังจะเสวยกรรมที่ไปหลอกคนอื่น และใบ้เพียงลักษณะว่าผมยาว สูงไล่เลี่ยกัน ซึ่งก็ทำให้ลานดาวไพล่นึกไปว่าเป็นหนุ่มใกล้บ้านเท่านั้น ชะตาชีวิตของหล่อนไม่ได้พลิกผันไปเพราะมีใครมาสับทางให้แต่อย่างใด หล่อนเดินมาตามทาง และพยายามเปลี่ยนทางด้วยกำลังใจอันเป็นกุศลของหล่อนเอง

“ขอเพียงรู้กฎแห่งกรรม ดวงดาวก็ทำอะไรเราไม่ได้เลยใช่ไหมครับ?”

“ก็ทำได้ในแง่ส่งอิทธิพลคุมรูปชะตา แต่ละคนมาตกอยู่ในร่องชะตาอย่างนั้นอย่างนี้ก็ด้วยกรรมเก่า ถ้าเราเรียนรู้ว่าเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นแต่ละอย่าง เป็นผลจากกรรมดำประเภทไหน ก็เพียงเปลี่ยนนิสัย เปลี่ยนความเคยชินที่จะก่อกรรมดำนั้นเป็นกรรมขาวขั้วตรงข้าม ในที่สุดก็เกิดภาวะกรรมชนะกรรมให้เห็นเอง”

นนทกานต์แย้มยิ้มแจ่มแจ้ง

“เข้าใจแล้วครับ”

อุปการะยิ้มตอบ

“ดวงดาวน่ะ เก็บไว้เป็นของสวยของงามไว้ดูเล่นตอนกลางคืนก็พอแล้ว กรรมเรานี่แหละ ที่ควรเอาไว้สำรวจดูจริงจังตลอดวันตลอดคืน ว่ากำลังเป็นดำหรือเป็นขาว เรารู้จักกรรมอันเป็นประโยชน์สูงสุด คือกรรมไม่ดำไม่ขาว เพื่อความสุขในปัจจุบัน เพื่ออยู่เหนือกรรม เพื่อชนะกรรมทั้งปวง เพื่อพ้นจากทุกข์ในโลกนี้และโลกอื่นกันแล้วหรือยัง”



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น