วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ใช้อุบายชวนพ่อทำบุญ แต่พ่อจับได้ อยากให้พ่อเต็มใจทำเอง

ผู้ถาม : คุณพ่อไม่ค่อยชอบทำบุญค่ะ แต่ก็ไม่ได้คิดเบียดเบียนใคร แต่ชอบกินเบียร์ประจำ รักษาศีลข้อที่ 5 ไม่ค่อยได้ ทีนี้เวลาอยากให้คุณพ่อทำบุญ ที่ผ่านมาก็จะใช้เทคนิค ขอเงินคุณพ่อก่อน แล้วค่อยบอกว่าจะเอาเงินนี้ไปทำบุญอะไร

พอใช้เทคนิคนี้บ่อยครั้ง พ่อจะเริ่มรู้แกว และไม่ค่อยให้แล้ว ใจเราอยากให้คุณพ่อคิดอยากทำบุญด้วยตัวเองบ้าง อยากขอคำแนะนำจากพี่ตุลย์ค่ะ

 

ดังตฤณ : เรื่องของการที่เราจะเอาตัวเป็นเครื่องกระทบ หรือว่าเป็นแรงบันดาลใจให้คนใกล้ตัวนี่

 

ประการแรกเลย เราต้องทำด้วยการที่ อย่างที่เราว่ามานี่แหละ อย่าให้เขารู้ตัว อย่าให้เขารู้แกว

 

เพราะว่า ถ้าคนเรารู้ตัวแล้วว่าบุคคลอันเป็นที่รัก ที่อยู่ใกล้ตัว จะมาพยายาม เปลี่ยนแปลงใจเขา หรือว่า มาทำให้เขารู้สึกว่า มีมุมมองอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม ที่เขาไม่ได้เต็มใจอยู่ก่อนนี่ จะมีความรู้สึกเหมือนกับฝืดๆ จะมีความรู้สึกเหมือนกับไม่อยากยอมแพ้

 

คือคนเราจะมีตัวของตัวเอง ตัวตนน่ะ เป็นหลักของความรู้สึกอยู่ แล้วไม่อยากเปลี่ยนแปลงความรู้สึก ที่เป็นใจกลาง ศูนย์กลางตรงนี้ มีความยึดมั่นเหนียวแน่นอยู่ไม่ว่าจะเชื่ออะไรก็ตามนะ จะเป็นความรู้สึกว่าไม่อยากสูญเสียตัวตนนี้ไป

 

พอเราอยากให้ท่านทำบุญ แล้วออกอุบาย คืออุบายนี่ใช้ครั้งเดียวนี่ ดีนะ ก็อาจจะทำให้เป็นเรื่องขำๆ เรื่องที่ท่านเกิดความรู้สึกดีไปด้วยได้ แต่ถ้าทำบ่อยๆ กลายเป็นว่าท่านไม่ได้เต็มใจ ทำไมมาใช้วิธีนี้ เหมือนกับหลอกล่อ เหมือนกับ ทำให้ท่านติดกับ

 

แทนที่จะเป็นกุศล เลยกลายเป็นอกุศลขึ้นมา หรือว่ากลายเป็นการไม่อยากยอมแพ้ขึ้นมา

 

ทีนี้ เรื่องที่จะทำให้บุคคลใกล้ตัวมีใจ ยินดีในบุญร่วมไปกับเรานี่ ต้องแผ่รัศมีความสุขออกมาให้เห็นบ่อยๆ ออกมาให้เห็นชัดๆ เวลากลับจากงานบุญ หรือว่าเพิ่งได้ทำบุญเสร็จ สวดมนต์ก็ตาม หรือว่าได้เจริญสติจนกระทั่งเรารู้สึกถึงจิตที่เปิดๆ กว้างๆ ให้เอาตัวแบบนั้น รีบเข้าไปหาท่าน

 

ไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องบุญเรื่องกุศลก็ได้ เอาแค่พูดอะไรดีๆ เกี่ยวกับตัวท่าน เอาแค่พูดอะไรที่ทำให้ท่านนึกถึงเรื่องดีงามของท่าน พอมาบวกกันกับกระแสรัศมี ที่เป็นมหากุศลในจิตของเราอยู่ ณ บัดนั้นนี่ ก็จะเกิดการกระตุ้น ตามธรรมชาติกลไกของจิตนะ ว่า พอมีใครมาทำให้ย้อนนึกถึงเรื่องดีๆ ของตัวเอง แล้วมีส่วนส่งเสริม เป็นความรู้สึกที่มีความสุข ที่เปิดกว้าง ที่มาจากจิตที่เป็นกระแสกุศล

 

ก็จะยกระดับ จิตของท่านให้สูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่ อยู่ๆ นี่นะอยู่ดีๆ ไม่ต้องมีใครบอก ไม่ต้องมีเราไปกระตุ้น แต่จะเกิดความรู้สึกนึกถึงเรื่องดีๆ อยากทำอะไรดีๆ อยากทำบุญ อยากทำกุศลขึ้นมาเอง

 

ผู้ถาม : ปกติ ก็จะสวดมนต์อยู่แล้ว แล้วจะคอยส่งบุญนี้ให้คุณพ่อคุณแม่มีความสุข แต่ไม่เคยบอกด้วยตัวเอง แค่สวดมนต์แล้วแผ่เมตตา

 

ดังตฤณ : ช่วงหลังๆ นี่เราสวดมนต์ได้ดีขึ้นนะ คือมีความวุ่นวายในจิตใจ ในขณะสวดมนต์น้อยลง จิตใจสบายขึ้นในการสวด อันนี้ดีนะ

 

แต่ไม่ต้องอธิษฐาน ณ ขณะสวด หรือว่าแม้กระทั่งหลังการสวดก็ตาม อย่าจ้องไว้ว่าเราจะอธิษฐานว่า จะให้คุณพ่อคุณแม่ได้มีส่วนด้วย คือตรงนั้นยังไม่พร้อมใช้

 

ตอนที่เราสวดมนต์เสร็จ แล้วเกิดความรู้สึกสว่าง เกิดความรู้สึกเบิกบาน เกิดความรู้สึกว่า ตอนนั้นแทบจะไม่มีความคิดเหลือแล้ว ตรงนั้นแหละที่พร้อมจริงๆนะ

 

คือเวลาเราอธิษฐานนี่ คิดนิดเดียว คิดถึงใบหน้าของพวกท่าน คือไม่ต้องมาคิดเป็นคำๆ ว่าอยากให้ความสุขตรงนี้ หรือว่ากุศลตรงนี้ได้กับพวกท่านด้วย แค่คิดถึงใบหน้าของท่าน ด้วยใจที่เบิกบานอยู่เต็มๆ นี่ แค่นั้นมีประโยชน์มากกว่า จะคิดเป็นคำๆ

 

เพราะอะไร เพราะว่าจิตนะ จำไว้นะเวลาที่เต็มดวงอยู่ จะมีอานุภาพ มีพลังมากกว่าจิตที่กำลังคิดๆ

 

ตอนที่จิตของเราเต็มดวงอยู่ เปิดอยู่แผ่อยู่ มีความเป็นกุศลอยู่แรงๆ โดยไม่มีความคิดประกอบ

ตอนนั้นแค่น้อมนึกถึงใคร ด้วยการนึกถึงภาพใบหน้าของท่าน หรือว่าสัมผัสที่เวลาเราอยู่ใกล้ท่านนี่ กระแสตรงนั้น จะไปถึงท่านจริงเลย ณ บัดนั้นเลย

 

คือ แทนที่เราจะคิดเอา คิดอธิษฐานเอาเป็นคำๆ เราแค่ใช้จิตที่เต็มๆ อยู่นี่ไปน้อมนึกถึงใบหน้าท่าน แค่นั้นนี่ อยู่ๆ ท่านจะรู้สึกดีกับเรา หรือนึกถึงเราขึ้นมาโดยไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆ นึกถึงขึ้นมา

 

อันนี้เป็นเพราะว่า จิตของคนที่อยู่บ้านเดียวกัน อยู่ใกล้ชิดกันเป็นพ่อแม่ลูกกันนี่ มีสื่อที่พร้อมจะเข้าถึงกันอยู่แล้ว แค่เราทำจิตของเราให้เต็มดวง แล้วน้อมนึกถึงใบหน้าท่านนิดเดียวนี่ มีประโยชน์กว่าที่จะอธิษฐานเป็นคำๆ

 

เพราะอย่างเรา (ผู้ถาม) พออธิษฐานเป็นคำๆ จิตของเราจะไปดึงเอาลักษณะการคิดมาก หรือว่าไม่แน่ใจในตัวเอง หรือว่าไม่ชัวร์ว่าจะไปถึง หรือไปถึงอะไรแบบนี้เข้ามา

 

แล้วตรงนั้นแหละ ลักษณะความคิดแบบนั้น จะลดกำลัง ลดทอนกำลังของจิตลง ลดทอนความสว่างของจิตลง

 

ผู้ถาม : เข้าใจแล้วค่ะ คือเปลี่ยนจากที่เราอธิษฐานเป็นคำ ไปนึกถึงภาพของคุณพ่อคุณแม่ หลังจากที่เรารู้สึกว่า เรามีความสุข แล้วเราอยากจะแผ่ความสุขนี้ไปยังพวกท่าน

 

ดังตฤณ : ถูกต้อง แล้วนี่จะมีผล เวลาที่เราไปเจอหน้าพวกท่านจริงๆ แล้วอยากจะให้ตัวเองเป็นที่ตั้งแห่งแรงบันดาลใจ ให้พวกท่าน ให้จิตของท่านน้อมมาในทางบุญบ้าง จะไม่พูดมาก จะไม่คิดมาก ไม่คิดอะไรซับซ้อน แต่จะคิดอะไรแบบตรงไปตรงมา ว่านี่จิตของเราดีอยู่ ก็ขอให้จิตดีๆ นี่มีเอฟเฟค (effect) กับจิตของท่านด้วย

 

แล้วก็จะรู้สึกเลยว่า แค่ตั้งจิตให้ถูกต้องนี่ มีเอฟเฟคเกิดขึ้นทันที กับจิตของพวกท่าน ให้รู้สึกสัมผัสได้เลย

 

แล้วเวลาที่เราชวนท่านคุย ไม่ต้องชวนคุยเรื่องบุญเรื่องกุศล เพราะเป็นเรื่องที่ท่านนึกไม่ออก แต่ให้คุยเรื่องดีๆ เกี่ยวกับตัวพวกท่านเอง

 

ด้วยจิตของเราที่ยังมีกำลังเป็นกุศลอยู่นั่นแหละ จะมาปรุงแต่งจิตให้พวกท่าน รับกระแสความเป็นกุศลจากจิตของเรา เข้าตัวท่านได้แบบไม่ต้องลงทุนลงแรง ไม่ต้องใช้ความพยายาม แล้วก็ไม่ต้องใช้อุบายหลอกล่อใดๆทั้งสิ้น

______________

คำถาม : พ่อไม่ชอบทำบุญ แต่ก็ไม่เบียดเบียนใคร และชอบทานเหล้า อยากให้พ่อทำบุญจึงขอเงินพ่อ พอเอาไปทำบุญแล้วจึงบอกพ่อ อยากให้พ่อเต็มใจทำบุญด้วยตนเอง ควรทำอย่างไรคะ?

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน คลับเฮาส์ ตอน ความคืบหน้าเกี่ยวกับเครื่องช่วยชีวิต

วันที่ 1 พฤษภาคม 2564

ถอดคำ : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=P_VR9y9JTUE

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น