วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564

จิตลบหลู่ รู้ว่าเป็นอนิจจัง อนัตตา แต่ก็กวนใจ?

ดังตฤณ : ชีวิตพาคุณมาถึงธรรมะได้อย่างไรครับ?

 

ผู้ถาม : ผมมีความสนใจมาตั้งแต่เด็ก แต่จุดที่หักเหชีวิตให้จริงจังในทางธรรม เป็นตอนปี 2558 ตอนนั้นน้องชายประสบอุบัติเหตุขั้นร้ายแรง 

 

ผมรักและเป็นห่วงน้องชายมากที่สุด เลยศึกษาวิธีทำบุญให้น้อง ก็พบว่ามีเรื่องทาน ศีล ภาวนา ก็เลยมาจริงจังเรื่องการภาวนา ซึ่งก็ประดับด้วยโลภะเจตนา ด้วยความตั้งใจอยากทำให้น้อง

 

ตอนนั้นที่ถูกจริต คือ ปฏิบัติตามแนวทางของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช จากที่ว่าตั้งใจทำเพื่อมอบให้คนที่เรารัก เราก็ได้รับผลลัพธ์ที่ได้จากการปฏิบัติ คือ เห็นว่าทุกข์สั้นลงจริงๆ เห็นประโยชน์จากการปฏิบัติด้วยตัวเอง ซึ่งอธิบายเป็นคำพูดได้ยากเหมือนกัน

 

วิธีการที่ผมปฏิบัติ ทุกวันทำในรูปแบบ ผมจะกันเวลาไว้เลยเช้า-เย็น

 

ดังตฤณ : ในรูปแบบ คือ ทำอย่างไร

 

ผู้ถาม : เริ่มจากการไหว้พระสวดมนต์ นะโม ตัสสะ - อิติปิโส แล้วสวดบทที่เราอยากสวด พอสวดมนต์เสร็จ ถ้าวันนั้นมีเวลาพอก็จะนั่งสมาธิต่อ ใช้วิธีดูลมหายใจแล้วก็กำหนดคำบริกรรมไปด้วย

 

พอบริกรรมหมดเซ็ตที่เรากำหนดไว้ ถ้าจิตสงบและมีเวลาอยู่ ก็จะดูลมหายใจไป จนจิตเริ่มเห็นกาย เห็นรูปกับนามแยกกัน ก็ดูสภาวะไปเรื่อยๆ จากนั้นก็แผ่เมตตา ก็เห็นความเปลี่ยนแปลง จากที่เราพยายามเจาะจงให้น้อง ก็เริ่มแผ่กว้าง 

 

จนถึงทุกวันนี้ รู้สึกว่าเราแผ่ให้ทุกคนที่อนุโมทนาบุญได้ และสัตว์ทั้งหลาย ประมาณนี้ครับ ผมจะวางใจแบบนั้นเลย



ดังตฤณ : คำถามคืนนี้มีว่าอย่างไรครับ

 

ผู้ถาม : เป็นคำถามที่ติดมาหลายปีแล้ว เรื่องของการมีคำพูดที่ไม่ดี หรือเสียงพากย์ที่ไม่ดีแทรกเข้ามา เวลาที่เราไหว้พระ จะมีเสียงที่ไม่ดี หรือภาพที่ไม่ดีเข้ามา

 

ถ้าตอนนั้น สติมีกำลังพอ ก็จะมองในลักษณะว่าเป็น อนิจจัง หรือ อนัตตา บังคับไม่ได้ ก็ดูมันเกิดดับไป ก็ชนมันตรงๆ 

 

แต่ถ้าบางครั้งกำลังไม่พอ ก็จะใช้คำสอนที่อาจารย์สอนว่า มันเหมือนปืนใหญ่ ..โลภ โกรธ หลง ถึงเวลาก็ยิงของมันเอง เราก็ดูมันเกิดเอง มันดับไปเอง

 

แต่ว่าเรื่องนี้ก็กวนใจมาเรื่อยๆ จนรู้สึกว่า บางครั้ง เราไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไหว้เทวดา เราไหว้ในมุมว่าท่านเป็นคนดี .. พอมีภาพที่ไม่ดี สิ่งที่ไม่ดีตรงนี้ขึ้นมา ก็กลัวจะมีผลที่ไม่ดีติดตามมา ก็เลยมีความรู้สึกว่ายังกวนใจอยู่ครับ



ดังตฤณ : ผมเข้าใจคำถามแล้วครับ

 

อย่างนี้นะครับ สิ่งที่ผมเห็นในตัวที่เป็นปัญหาจริงๆ ในจิตของคุณ ไม่ใช่คำหยาบแล้ว ไม่ใช่คำลบหลู่แล้ว .. แต่เป็นความคาดหวัง

 

ลองดูที่จิตของตัวเองนะครับ สิ่งที่เป็นปัญหาของคุณ ที่ทำให้ไม่สบายใจ คือ ความคาดหวังว่าวันหนึ่ง มันจะไม่กลับมาอีก วันหนึ่งมันจะหายไป 

ทีนี้ เรามองใหม่ตามแบบของนักเจริญสติดีกว่า ว่าคำด่า คำหยาบ หรือภาพไม่ดี สิ่งที่เป็นอกุศลธรรมที่เข้ามา จะไม่หมดไปจากชีวิตเราหรอก หากไม่มาในรูปแบบนี้ ก็มาในรูปแบบอื่น

 

แทนที่จะมองว่า นั่นเป็นศัตรู หรือ จะมาทำให้ชีวิตของเรา มีผลไม่ดีอย่างใดอย่างหนึ่ง



เรามองอย่างนี้ดีกว่า ว่ามันมาเป็นองค์ประกอบในการภาวนาให้กับเรา นั่นเป็นส่วนหนึ่งของการภาวนา เป็นสิ่งที่เราจะต้องเห็น ถึงจะรู้ว่าอะไรๆ ภายในขอบเขตกายใจนี้ ไม่เที่ยง และ ไม่ใช่ตัวตน

 

สรุปนะครับ ว่าดูที่ความคาดหวังของตัวเอง ความคาดหวังของตัวเองนั่นแหละ คือ ตัวปัญหา ไม่ใช่คำลบหลู่ ไม่ใช่ภาพไม่ดี ไม่ใช่อะไรที่มันเป็นอกุศลธรรม แต่เป็น ความคาดหวัง ที่เป็นตัวปัญหา

ถ้าเราเจาะจง ตั้งโจทย์ได้อย่างถูกต้อง แล้วก็ตรงเป้านะครับ เราก็จะบริหารมันได้อย่างถูกต้องเช่นกัน

 

คือ เมื่อความคาดหวังเกิดขึ้นในจิต และเราสามารถมองเห็นได้ว่า นี่เราถามตัวเองอยู่ว่า เมื่อไหร่จะหายไปสักที ทำไมยังกลับมาอีก หรือว่า ทำอย่างไรมันจะไม่กลับมาอีกเลย 

เสร็จแล้ว ก็ตามมาด้วยความกลัว หรือตามมาด้วยความหวาดระแวงว่า เราก็ยังไม่ได้หลุดพ้น เดี๋ยวอาจก็ต้องมีวิบากของกรรมตามมาเล่นงานเรา


ตัวนี้แหละ ความคาดหวัง ที่ตามหลังมาด้วยความกลัว ทำให้เราปฏิบัติแบบไม่เป็นสุข

 

ถ้าจะปฏิบัติแบบเป็นสุขต่อไป มองเห็นความคาดหวังที่เกิดขึ้นให้ทันเท่านั้นจบเลย ปัญหาของคุณจะจบเลย ณ จุดที่เราสามารถเห็นความคาดหวังของตัวเองได้

 

แต่พอความคาดหวังมันถูก 'เห็น' ว่ามันเป็นตัวปัญหา ตัวปัญหานั้น ก็จะปรากฏความไม่เที่ยงแสดงให้ดูเช่นกัน แล้วหลังจากนั้น คำด่า คำลบหลู่ หรือ ภาพอะไรไม่ดีปรากฏขึ้นมา ก็จะกลายเป็นเครื่องมือการปฏิบัติทั้งหมด ผมตอบคำถามครบไหม 

 

ผู้ถาม : ใช่เลยครับ ผมมองข้ามการคาดหวังไป ว่าใจผมคาดหวังไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก

 

ผมเห็นความกลัวผลที่จะตามมา ทำให้ทุกครั้งเวลาเกิด ก็ต้องพูดว่า จิตของข้าพเจ้าไม่ได้ลบหลู่นะ แล้วก็ขอโทษขอขมา

 

ดังตฤณ : แล้วก็ต้องทำไปเรื่อยๆ

 

ผู้ถาม : ใช่ครับ จนผมรู้สึกว่าผมงมงายหรือยัง วิตกจริตหรือยัง ซึ่งตรงนี้ ผมเห็นเลยว่า มันผุดจากกลางอกขึ้นมาเลย

ผมก็รู้ว่า ผมไม่ได้เจตนา แต่เราก็กลัวผลที่จะตามมาถึงเรา หรือคนที่เรารัก ก็เลยต้องตามขอขมาเรื่อยๆ



ดังตฤณ : ต่อไปสบายใจได้นะครับ นอกจากจะไม่เป็นโทษแล้ว จริงๆ แล้วเขามา เพื่อให้เราได้ตระหนักว่า ที่เรานึกๆว่าเป็นของเรา ที่เรานึกๆว่าเราคิด จริงๆ แล้วเป็นเพียงสภาวะธรรม  ..สภาวะธรรม มีทั้งดี มีทั้งร้าย 

 

ผู้ถาม : ผมมองว่า มันเป็นสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นเอง เป็นอนัตตา ตรงนั้น แล้วปล่อยผ่านได้เลยใช่ไหมครับอาจารย์ 

 

ดังตฤณ : ที่ผ่านมานี้ คุณเข้าใจอะไรหมดแล้ว ติดอยู่เรื่องเดียว คือความคาดหวัง .. ไปมองที่ความคาดหวัง นะ

________________

 

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ถ่ายทอดจากคลับเฮาส์ ครั้งที่ 1

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2564

ถอดคำ : นกไดโนสคูล

ตรวจทาน : เอ้

คลิป : https://www.youtube.com/watch?v=ELdhtdeq_GE

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น