วันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2564

ต้องผ่าตัด ตั้งสติ ไม่เจอตัวรู้เจอแต่ตัวเอง

ผู้ถาม : ขอถามว่า พอวันนี้ เข้าผ่าตัดจริงๆ พยายามมองตัวรู้ 

แต่ไม่ค่อยเจอค่ะ เจอแต่ตัวเองเลยค่ะ


ดังตฤณ : ก็จริงๆ พอเกิดสถานการณ์จวนตัว หรือว่า มีเรื่องมีราวที่จะต้องใช้สตินะ 

เราก็ได้รู้กันจริงๆ แหละว่า เรามีสติ หรือ ฝึกสติมาได้นานแค่ไหน 


อย่างพอเราเกิดเหตุจวนตัว หรือว่าจะต้องเข้าห้องผ่าตัด อะไรแบบนี้

อยากจะมีสติ อยากจะอยู่กับเนื้อกับตัว 

อยากจะเห็นว่า กายใจนี้เป็นรูปนาม .. เห็นว่า เออ นี่มันไม่ใช่ตัวเรา

 

แต่ที่ไหนได้นะ พอถึงเวลาขึ้นมาจริงๆ เกิดความรู้สึกว่า

มีแต่ตัวเรา มีแต่ความกลัว มีแต่ความรู้สึกโน่น มีแต่ความรู้สึกนี่

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเภทที่เคยหวาดกลัวอยู่แล้ว 

 

หรือว่า จะอยู่ในสถานการณ์ที่เฉียดเป็นเฉียดตาย อะไรอย่างนี้นะ 

ก็มักจะทำให้เห็น มักจะเป็นเครื่องชี้นะครับว่า เราสามารถที่จะมารู้สึกถึงความเป็นกาย รู้สึกถึงความเป็นใจ โดยความไม่ใช่เป็นตัวเราหรือเปล่า


ถ้าหากว่าเห็นแต่ความกลัว อย่าไปมอง อย่าไปตั้งความรู้สึกว่า อันนี้ใช้ไม่ได้ อันนี้ยังไม่ดีพอนะ เพราะว่าการที่เรามาตัดสินตัวเองนะว่า .. เห็นแต่ตัวตน ยังใช้ไม่ได้ .. นี่คือพลาดสภาวะความเป็นจริงไปแล้วนะครับ

 

อย่างเห็น ความเป็นตัวตน เห็นความกลัว หรือว่าเห็นความรู้สึกหมกมุ่นครุ่นคิด อะไรก็ตาม ภาวะนั้นกำลังเป็นภาวะเด่น ซึ่งเรามองข้ามไป

 

นี่! แบบนี้วัดได้อย่างหนึ่งนะว่า เราทำความเข้าใจเกี่ยวกับการมองกายใจไม่ตรงประเด็นนะครับ




การมองกายใจอย่างตรงประเด็น  ตามแบบที่พระพุทธเจ้าให้เจริญสติ ก็คือว่า ’ภาวะไหนกำลังปรากฏเด่นอยู่ ให้มองภาวะนั้นก่อน


อย่างเช่น รู้สึกว่ามีแต่ตัวตน เต็มไปด้วยตัวตน เต็มไปด้วยความฟุ้งซ่าน 

หรือเกิดความหวาดกลัว เกิดความรู้สึกว่าไม่พร้อมขึ้นมา ความรู้สึกนั้นแหละเป็น ทุกขเวทนา ที่กำลังเกิดขึ้น


ที่ผ่านมา เราไม่เกิดความกลัว ไม่เกิดทุกขเวทนา ก็นึกว่าภาวนาได้ดีแล้ว ..ที่ไหนได้นะ เราไปมองแต่ภาวะดีๆ

 

ไปมองภาวะที่ เป็นสุข 

ไปมองภาวะที่ นิ่งเป็นสมาธิ

 

แต่ไม่ค่อยได้ฝึกมองภาวะที่เป็นด้านลบ เป็นด้านมืด เป็นอกุศลธรรม นะครับ


ซึ่งถ้าไม่ฝึกมองไว้ ก็หมายความว่า เราเจอสถานการณ์จริงขึ้นมา ก็ดูไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกที่กระจุกเข้ามา อึดอัด มีความรู้สึกว่าผ่าตัดครั้งนี้ ฉันจะรอดไหม หรือมีความฟุ้งซ่านปั่นป่วน กลัวหลับสลบไปแล้วไม่ตื่น อะไรแบบนี้ เป็นภาวะของสิ่งที่เรียกว่า ทุกขเวทนา


ซึ่งถ้าฝึกดูไว้ก่อน ก็จะเกิดความคุ้นเคย หรือว่าชิน เห็นว่า ภาวะที่เกิดขึ้นตรงตามจริง ณ บัดนี้ เป็นภาวะไม่สบาย เป็นภาวะของอกุศล

 

และนักภาวนา นักเจริญสติที่มีสติจริงๆ นี่ แม้ภาวะอกุศลจะปรากฏขึ้นมา ก็ไม่ไปตัดสินว่า นี่เป็นแต้มลบ นี่เป็นความไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวของเรา แต่จะมองว่า ภาวะอกุศลนั้น เกิดขึ้นนานกี่ลมหายใจ

 

ถ้าเกิดขึ้นเป็นชั่วโมงๆ ก็ยอมรับตามจริงว่า มันเกิดขึ้นเป็นชั่วโมงๆ พอ 1 ชั่วโมงผ่านไป ก็ต้องมีความไม่เหมือนเดิมให้เห็นแน่นอนนะครับ


หรือถ้าเอาคนส่วนใหญ่ที่เจริญสติมาจริงๆ เวลาเกิดอกุศลธรรม เวลาเกิดความรู้สึกไม่ดี เกิดความรู้สึกเป็นทุกข์ .. แค่ 2-3 ลมหายใจนี่ จะเห็นเลยนะ ว่าคล้ายๆ กับเมฆหมอกที่เข้ามากระจุกตัวอยู่ แล้วก็สลายตัว หรือบางที อาจจะมีความกระจุกหนาแน่น อะไรที่ดำมืดเหมือนยางมะตอย

 

ซึ่ง (ภาวะ) แบบนี้ ถ้าหากว่าเป็นคนธรรมดาทั่วไป ก็จะกระจุกอยู่เป็นวันๆ แต่ถ้าคนเคยดูเวทนา โดยความเป็นของไม่เที่ยงมาก่อน ดูความทุกข์ โดยความเป็นของไม่เที่ยงมาก่อน .. นับลมหายใจไป แค่ 2-3 ลมหายใจ จะรู้เลยว่า ที่กระจุกอยู่ 

 

.. ไม่ว่าจะหนาแน่นขนาดไหน ..

.. ไม่ว่าจะมีความดำมืดเพียงใด ..

 

ในที่สุด สติที่รู้ความไม่เที่ยง ก็จะค่อยๆ เห็นว่า ความมืดนั้นค่อยๆ สลายตัวไปในที่สุด และพอเห็น ความมืด หรือว่า ความเหนียว ของอะไรที่เป็นอกุศล สลายตัวไปได้ กลายเป็นจิตที่สว่างขึ้นมา ก็จะเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า ประสบความสำเร็จในการเจริญสติ เห็นความไม่เที่ยง


ไม่อย่างนั้น พอเห็นความกลัว เห็นตัวตนอะไรขึ้นมา ว่า โอ้ย เรายังใช้ไม่ได้ แล้วก็บ่นอยู่อย่างนั้น แล้วก็เห็นว่า มันยังกระจุกตัวอยู่อย่างนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นความกลัว หรือตัวตน


อันนี้เลยเป็นเครื่องวัดนะครับ ถือเป็นเครื่องวัดว่าที่ผ่านมาทั้งหมดนี่ เราตั้งมุมมองไว้ตรงตามจริงแล้วหรือยัง


ถ้าหากว่าตั้งมุมมองไว้ถูกต้อง ตรงตามจริงนะครับ ทุกสภาวะนี่ ใช้ได้หมด เอามาใช้ได้หมดนะครับ มีประโยชน์หมด

__________

 

คำถามที่ ๑

รายการปฏิบัติธรรมที่บ้าน ตอน ไลฟ์คลับเฮาส์และเฟสบุ๊ค ครั้งที่ 3

วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔

ถอดคำ : นกไดโนสคูล

ตรวจทาน : เอ้

ชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=JgW8buHCH0A


** IG **

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น