วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564

เวลาติดสุขจะขี้เกียจ ขออุบายแก้ไข

ผู้ถาม : เป็นคนขี้เกียจ

ฟังของที่อาจารย์พูดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เรื่องของการไม่สวดมนต์

ก็คือ จริงตามนั้น เพราะว่าเราติดสุข เราเสพย์อยู่กับสุข

พอติดสุข ก็จะขี้เกียจ ก็จะเฉื่อยๆ 

ใจก็เหมือนกับ เออ เราก็ชอบในอารมณ์อันนี้อยู่แล้ว

เราก็เหมือนไม่ได้ทำอะไรจริงๆ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ดีเท่าไหร่ค่ะ

 

เราจะมีอุบายอย่างไร  ..เราควรจะได้พัฒนาจิตขึ้นไปเพิ่มขึ้นอย่างไร

 

ดังตฤณ : ตรงนี้นะ ใช้ความคิดไม่ได้ ใช้อุบายไม่ได้ 

ต้องใช้การเปรียบเทียบอย่างเดียวนะครับ

 

ซึ่งการเปรียบเทียบ นี่ หมายความว่า

เราต้องไปให้ถึงภาวะที่แตกต่างไป 

 

อย่างเช่น.. 

พอสวดมนต์ แล้วเกิดสมาธิ ..สำรวจเข้ามา 

เอ้อ แบบนี้ มีความตื่นมากกว่า แบบนี้ มีสติมากกว่า

แบบนี้ รู้สึกดีกว่า 

 

แล้วเราก็จำไว้

พอเราอยู่ในอารมณ์ขี้เกียจ แล้วรู้สึกว่าดีอยู่แล้ว

 

ที่ดีอยู่แล้วนี่ ไม่มีสติแบบที่คม

ไม่มีคุณภาพของจิต แบบตอนที่เป็นสมาธินะครับ

 

ค่อยๆ เปรียบเทียบ คือ พูดง่ายๆ จะต้องมีจังหวะที่เราขยัน

แล้วก็เอาภาวะผลลัพธ์ ที่ได้จากความขยันนั้น

มาเป็นตัวตั้ง ในการเปรียบเทียบบ่อยๆ 

 

ยิ่งบ่อยเท่าไหร่ ยิ่งถอนความขี้เกียจได้มากขึ้นเท่านั้น

 

จำไว้เลยนะ ความขี้เกียจ ไม่หายไปได้ด้วยการที่เราคิดเอา 

หรือ ใช้อุบายสอนตัวเอง ว่า จงเลิกขี้เกียจเถอะ

เดี๋ยวจะมีสิ่งที่ดีกว่า อะไรอย่างนี้

 

จิตไม่เชื่อ เพราะจิตมนุษย์ทุกคน ถูกห่อหุ้มด้วย โมหะ

แล้วกักขังเราไว้ อยู่กับความรู้สึกพอใจ ..แบบสบายๆ นะ

 

อะไรที่สบายที่สุด โมหะ จะชอบที่สุด

แล้วก็กักขังเราไว้ให้อยู่กับความชอบนั้น

โดยไม่เปิดโอกาสให้เราอยากลองของใหม่

 

ต่อเมื่อ เราพิจารณาแล้วว่า ความติดสุข

เป็นเพียงภาวะอกุศลชนิดหนึ่ง

คือ ถึงแม้ว่าจิตของเราจะเป็นกุศล คิดดีอยู่ก็ตาม 

 

การที่เรารู้ทางว่า ถ้าเราพัฒนาไปกว่านี้ แล้วจะได้ดีกว่านี้

เสร็จแล้ว ดูดาย ไม่ทำ นี่ ก็จัดเป็นอกุศลชนิดหนึ่ง

 

คือ เป็นอกุศลที่ยังไม่ได้ปรุงแต่งให้จิตเกิดบาป เกิดความดำมืดอะไร

แต่เป็นอกุศล ในแบบที่ปิดกั้น

ไม่ให้เรา ได้ความสว่าง ได้ความเจริญยิ่งไปกว่านี้

 

พอเราพิจารณา ..นี่ เป็นอกุศลชนิดหนึ่ง

เป็นของกั้นขวาง ไม่ให้ไม่ได้ดิบได้ดีมากไปกว่านี้

 

เหมือนกับ .. เรามีสิทธิ์ที่จะได้เงินเป็นร้อยล้าน

แต่ว่าเรามามีความพอใจอยู่แค่เงินหมื่นนะครับ

อันนี้ เปรียบแบบโลกๆ ที่จะให้เข้าใจได้ง่ายๆ 

 

ทีนี้ พอเราได้ฝ่าด่านความขี้เกียจ

ออกไปสวดมนต์ หรือว่า นั่งสมาธิ หรือทำอะไร

แล้วเกิดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ก็ให้เอาคุณภาพนั้นเป็นตัวตั้ง

 

จำไว้เลย.. จำแม่นๆ ว่า ที่เรานึกว่าดีแล้ว ตอนไม่ทำอะไร

จริงๆ มีอะไรที่ดีกว่า

แล้วพอเราเห็นเป็นภาวะของจริงๆ มากขึ้นๆ นี่

ความฉลาดที่จะเอาชนะความขี้เกียจ จะเพิ่มขึ้นเอง

 

ไม่ใช่..ไม่ใช่ความฉลาดแบบไอคิวสูง

ไม่ใช่ฉลาดคิด

ไม่ใช่ฉลาดพูดเป็นวาทะ

 

แต่ว่าเป็นความฉลาดที่จะเลือก

เห็นอย่างแจ่มแจ้ง

ว่าแบบนี้ดีกว่า ควรเลือกมากกว่า

 

แล้วแบบนั้น ควรทิ้งไว้ข้างหลัง

ไม่ควรจะเอาตามตัวเรามา

ตัวนี้นะ จะทำให้ชีวิตของเราเจริญขึ้นอย่างแท้จริงครับ

________________

คำถามเต็ม : เวลาติดสุขจะขี้เกียจ เฉื่อย ควรมีอุบายอย่างไรเพื่อให้พัฒนาขึ้น?

รายการปฎิบัติธรรมที่บ้าน คลับเฮ้าส์

วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๔

ถอดคำ : นกไดโนสคูล

ตรวจทาน : เอ้

รับชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=2VNI5zGRlrg





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น