วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ดังตฤณวิสัชนา On Air ครั้งที่ ๕๘ / วันที่ ๑ มิ.ย. ๕๕

« กลับสู่สารบัญเรียงตามครั้งที่ออกอากาศ

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้วันศุกร์ที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้ฤกษ์เปิดประเดิมเดือนใหม่ นี่คือรายการดังตฤณวิสัชนา ผมดังตฤณมาตอบคำถามให้คุณเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง ทุกคืนวันจันทร์ พุธ และศุกร์ เวลาสามทุ่มตรง เพื่อจะทักทายไถ่ถามเข้ามาในรายการนะครับ ให้เข้าไปที่เฟสบุ๊ค http://www.facebook.com/HowfarBooks

วันนี้แจ้งข่าวดีก่อน สำหรับคนที่รอคอย ‘ไดอารี่สีขาว’ ที่ผมแจ้งไว้ตั้งแต่เมื่อปีก่อนว่าจะเขียนให้อ่านว่าเหตุการณ์หลังจากจบเรื่อง ‘จิตจักรพรรดิ’ จะเป็นอย่างไร ตอนนี้พร้อมให้อ่านแล้ว ผมแจ้งลิงค์ไว้ที่สเตตัสปัจจุบันของ AskDungtrin ให้เข้าไปที่ http://www.facebook.com/AskDungtrin นะครับ ก็จะเห็นเลย แล้วก็มีคำเตือนใหญ่ๆตัวโตๆเลยนะว่า ‘ควรจะอ่านจิตจักรพรรดิให้จบเสียก่อน เพราะว่าเรื่องที่เป็นภาคผนวกที่เรียกว่าไดอารี่สีขาวนี้ จะเปิดเผยเนื้อหาสำคัญที่จะทำให้เสียอรรถรส อ่านไม่สนุกไปเลย ถ้าหากจะไปอ่านจิตจักรพรรดิย้อนหลัง’

นอกจากนั้น ก็มีข่าวฝากประชาสัมพันธ์ เป็นแอพพลิเคชันชื่อ ‘ธรรมทัศน์’ บนแอนดรอยด์ (Android) จัดทำโดยบริษัท ซอฟต์สแควร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (Soft Square International Co., Ltd.) ซึ่งผมเคยนำมาแนะนำแล้วในช่วงที่เพิ่งออกมาเป็นแอพพลิเคชันของ iPhone กับ iPad เป็นแอพที่รวบรวมเนื้อหาหนังสือที่เกี่ยวข้องกับความรัก การใช้ชีวิต มีหนังสือธรรมะหลายเล่มรวมอยู่ด้วยกัน รวมทั้งของดังตฤณด้วยนะครับ



๑) มีลางสังหรณ์มาตั้งแต่ยังเด็ก แต่ไม่ทราบและไม่เคยสนใจ มีมาตลอดจนอายุ ๓๐ ปี เริ่มมีมากขึ้น จนถึงปัจจุบันก็ ๓๙ ปีแล้ว พยายามไม่อยากรับรู้ ไม่เชื่อ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง คนรอบตัว หรือแม้แต่กับคนทั้งประเทศล้วนแต่เป็นจริงเสมอ พยายามเจริญสติมุ่งหน้าในทางพุทธศาสนา ไม่สนใจสิ่งนี้ แต่มันก็เหมือนจะมารบกวนตลอดเวลา ทั้งที่เป็นคนที่รู้จิตตัวเองและจิตคนอื่น โดยที่ไม่อยากรับรู้และไม่อยากฟุ้งซ่าน อยากทราบว่าจะทำอย่างไรให้สิ่งนี้ไม่มารบกวนจิตใจ?

อะไรก็แล้วแต่ที่มันปรากฏขึ้นเป็นปกติ อะไรก็แล้วแต่ที่มันเกิดขึ้นเองโดยที่เราไม่ได้ต้องการ ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ฝึกหัด ขอให้จำไว้เป็นคีย์เวิร์ดเลยนะ นั่นคือตัวเรา นั่นคือสิ่งที่มันปรุงประกอบขึ้นเป็นตัวเรา ทำให้เราเชื่อว่านั่นคือตัวของเรา ถ้าหากว่าเราอยากจะเอาภาวะที่เกิดขึ้นเป็นปกติมาใช้ประโยชน์ ก็อย่าพยายามไปฝืนมัน อย่าพยายามไปเออออห่อหมกตามมัน แล้วก็อย่าไปพยายามที่จะทำให้มันผิดเพี้ยนผิดปกติ ไปห้าม ไปส่งเสริมอะไรทั้งนั้น คือทั้ง ไม่ต้อนรับและไม่ขับไล่ แต่ให้เห็นว่ามันปรุงแต่งขึ้นเอง เป็นสิ่งปรุงแต่งจิตเหมือนๆกันหมดนั้นแหละ ไม่ว่าจะวิเศษ ไม่ว่าจะดูดี ดูเด่น หรือเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไปอย่างไร มีความเหมือนกับคนธรรมดาอย่างหนึ่งก็คือ สิ่งนั้นมันล่อให้เราหลง ติด ยึด ว่าเป็นตัวของเรา เมื่อไรที่เราเข้าไปหลง เข้าไปยึดว่าภาวะใดภาวะหนึ่งที่มันปรุงประกอบจิตเป็นตัวเป็นตนเข้าแล้ว ก็อยู่ในวังวนทุกข์เท่ากันหมด

การที่เราจะไปพยายามปฏิเสธ แล้วมันก็ยังมาอีก ก็แสดงว่าการปฏิเสธนั้นสูญเปล่า ไม่มีค่าไม่มีความหมายอะไรเลย แต่ถ้าหากว่าเรายอมรับตามจริงว่ามันเกิดขึ้น ในทางโลกอาจจะใช้ประโยชน์ เอาไปบอกใคร เอาไปแนะนำใคร หรือว่าเอาไปทำให้ใครเกิดความรู้สึกขึ้นว่า เออ! เรื่องของการสื่อทางจิต เรื่องการเห็น เรื่องอะไรนี่ มันเป็นของจริง มันมีจริง ก็ดีเหมือนกัน

แต่ในส่วนตัวของเราเพื่อจะทำประโยชน์ให้กับตนเองก็คือ ให้พิจารณาว่า สิ่งปรุงประกอบจิตเหล่านั้นมันเป็นของที่ไม่ได้เชื้อเชิญก็มาเอง แล้วก็ไปเองด้วย สังเกตไหมมันไม่ใช่ทุกครั้งนะที่เราจะรู้อะไร บางทีตั้งใจรู้มันก็ไม่รู้ ถ้าหากว่าวิบากกรรมเขาวางแผนมาให้เราได้รู้อะไร ต่อให้ไม่อยากรู้มันก็รู้ แต่ถ้าวิบากกรรมเขาวางแผนปิดกั้นไม่ให้ได้รู้ ต่อให้พยายามที่จะรู้ ต่อให้พยายามที่จะเจาะกำแพงความไม่รู้ มันก็รู้ไม่ได้ นี่แหละที่เรียกว่า อนัตตา จะเอาให้ได้อย่างใจ บังคับให้ได้อย่างใจ ไม่ว่าจะให้มาหรือให้ไปนี่ มันไม่สำเร็จหรอก

แต่เราดูให้เป็นอนัตตาน่ะมันได้ เราดูให้เป็นของที่มีพฤติกรรมเหมือนกับสภาวะทั้งหลายคือไม่เที่ยง เอาแน่เอานอนไม่ได้ อย่างนี้ได้ ดูโดยความเป็นของไม่เที่ยงดูโดยความเป็นอนัตตานี่ จะเกิดประโยชน์กับเราเอง และหากว่าเราดูเป็น ก็สามารถเอาไปแนะนำต่อให้คนอื่น ที่เขาเกิดความทึ่งในตัวเรา หรือว่าเกิดความรู้สึกดีกับตัวเรา ได้พลอยรู้ตาม ได้พลอยมีความเลื่อมใสว่าสิ่งที่พระพุทธศาสนากล่าวไว้นี่เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ของหลอก

สมัยพุทธกาลนี่ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า เผยแผ่พระสัทธรรมให้พระพุทธเจ้า ได้ก็ง่ายๆโดยอาศัยการมีความสามารถในการดักใจคน ดักได้จริงๆนะ เรียกว่าดักได้เป็นคำๆในหัว ไม่ใช่คำเฉพาะที่กำลังปรากฏอยู่ในหัวขณะนี้ที่กำลังพูดคุยกัน คำที่เคยผ่านเลยมาแล้วเป็นสิบๆปี เจ้าตัวลืมไปแล้ว ยังอุตสาห์ดักเอามาทักได้อีก นี่เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าและพระสาวกทำให้คนเข้ามาเลื่อมใส เข้ามาศรัทธาในพุทธศาสนา เข้ามาฟังหลักการที่จะรู้ความจริงทางกายทางใจได้ในเวลาอันรวดเร็วนะครับ แต่ก่อนอื่นคือ ต้องไม่ลืมที่จะทำประโยชน์ตนให้ได้ก่อนใครเพื่อนเลย ก่อนที่จะหยิบยื่นประโยชน์ให้กับคนในโลก เราจะต้องเป็นคนแรกที่ได้ประโยชน์นั้นก่อน จึงจะเอาประโยชน์ไปมอบให้คนอื่นได้จริงๆ



๒) ทุกๆเดือน ลูกๆจะให้เงินไว้ใช้ ทั้งๆที่ดิฉันไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน แต่รับไว้เพื่อให้ลูกๆได้รับบุญที่ได้กตเวทิตาต่อแม่ ทุกครั้งที่เราซื้อของใส่บาตร ทำบุญปล่อยสัตว์ ไถ่ชีวิตสัตว์ใหญ่ ดิฉันจะนำเงินที่ลูกให้ ไปรวมกับเงินของดิฉัน โดยนำเงินของลูกประมาณ ๑๐% ของราคาที่ซื้อ ลูกๆจะได้บุญจากการทำบุญดังกล่าวด้วยหรือไม่? เวลาไปทำสปาตัวหรือออกกำลังกายนวดไทยแต่ละครั้ง ดิฉันจะนำเงินที่ลูกๆให้ ร่วมจ่ายประมาณ ๑๐% เช่นกัน

อันนี้ดีเลย เป็นความตั้งใจที่ดีเลย แล้วมันเป็นอย่างนั้นจริงๆนะ ไม่ใช่ว่าการรับนี่จะเป็นเรื่องของผู้ที่ไปขออย่างเดียว มันเป็นผู้ที่มีบุญ ทำให้ผู้ให้นี่เกิดกองบุญ เกิดการสะสมบุญได้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคนเป็นพ่อเป็นแม่ ลูกๆเขามีแก่ใจ มีความเต็มใจที่จะตอบแทนบุญคุณ แล้วเรารับการตอบแทนนั้น ไม่เกี่ยงงอน ด้วยความมีเมตตาปราณี ลูกๆจะได้บุญอย่างยิ่งใหญ่เลย

คือไม่ใช่ว่าเหมือนกับพ่อแม่บางคนไปทวงบุญคุณ ไปลำเลิกบุญคุณ จะเอา จะเอาแบบนี้ ลูกเกิดความอึดอัด เกิดความรำคาญ บางทีไม่มีให้ก็จะรีดไถ บอกว่าดิฉันเป็นพ่อ ดิฉันเป็นแม่ แบบนั้นน่ะลูกได้บาปไปนะครับ ทั้งอึดอัด ทั้งเกิดความรู้สึกนึกคิดที่มันไม่ดีกับพ่อแม่ รู้ๆกันอยู่ว่าจะคิดอย่างไรเวลาที่เราโดนรีดไถมากเกินไป แต่หากว่าเราเคยให้ลูกมามากแล้วถึงจุดนึงลูกอยากตอบแทนบุญคุณ เราก็รับมา โดยไม่ได้ไปขอ ไม่ได้ไปลำเลิกบุญคุณอะไรทั้งสิ้น อย่างนี้ได้บุญใหญ่กันทั้งผู้ให้และผู้รับ ผู้รับทำตัวเป็นกองบุญ ทำตัวเป็นนาบุญของลูก หว่านลงมาที่พ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นอะไร มันงอกเงยออกมาสมบูรณ์ อุดมสมบูรณ์หมดแหละ กลายเป็นพันธุ์ไม้ใหญ่ ที่มีความเจริญรุ่งเรือง

พ่อแม่นี่เป็นรากของลูก ลูกทำกับรากอย่างไร บำรุงรากของชีวิตอย่างไร ชีวิตก็เจริญงอกงามขึ้นตามนั้น แต่ถ้าหากว่าทำลายราก อย่างนี้ชีวิตมันก็จะไม่มีทางเจริญหรอก ถึงแม้ว่าจะมีบุญเก่ามาช่วยให้ดูเหมือนเจริญ แต่จิตใจจะเสื่อมลงๆ แล้วถ้าจิตใจเสื่อมลงเสียอย่างเดียว ชีวิตไม่มีทางที่จะสว่าง ที่จะสดใสได้

ส่วนเรื่องที่ลูกจะได้บุญหรือไม่นั้น ก็เล่าให้ลูกฟัง คือไม่ต้องไปคิดว่าเป็นกี่เปอร์เซ็นต์หรอก บอกว่าเอาเงินส่วนหนึ่งที่ลูกให้แม่มาไปทำบุญนะ แล้วรู้สึกชื่นใจมากเลย นี่เป็นเงินของลูกนะ เราคลอดลูกมานี่ แล้ววันหนึ่งเด็กที่เคยเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา ตัวเล็กๆตีนเท่าฝาหอย วันหนึ่งเขาสามารถหาเงินมาให้เราได้ และเราก็เอาเงินนี้ส่วนหนึ่งไปทำบุญทำกุศล เล่าให้เขาฟัง เอาความปลื้มที่อยู่ในใจของเราไปฝากเขา ให้เขาได้รับรู้ ให้เขาได้สัมผัส ให้เขาได้ยิน เขาจะเกิดความปีติปราโมทย์ เกิดความรู้สึกปลื้มปรีดา ที่ตัวเองเลี้ยงตัวรอดไม่พอ ยังสามารถที่จะเจียดเอาส่วนหนึ่งมาให้แม่ได้ทำบุญ มาให้แม่ได้มีความสว่าง มาให้แม่ได้สร้างที่พึ่งที่แท้จริงของตัวเองไว้ด้วย

ถ้าหากว่าลูกได้รับรู้นี่ มันไม่ใช่เรื่อง ๑๐% หรือกี่เท่าไหร่หรอก มันเป็นเรื่องที่ว่าใจเขานี่บางทีจะเกินเราเสียอีก เพราะว่าพอเขารู้ว่านั่นเป็นเงินของเขา เขามีส่วนที่จะทำให้แม่ได้ทำบุญตามประสงค์ แล้วก็มีส่วนที่ทำให้แม่ได้สร้างที่พึ่งที่แท้จริงให้กับตัวเอง ไม่มีลูกคนไหนหรอกที่จะไม่ปลื้ม แล้วความปลื้มนั่นแหละ มันยิ่งกว่าที่เราทำบุญเสียอีกนะครับ

ส่วนเรื่องการทำสปา นั่นแหละเป็นการทำกุศล ที่ทำให้ลูกเขารู้สึกว่าได้ตอบแทน เรื่องเงินเรื่องทอง เรื่องความสบายกายสบายใจของพ่อแม่นี่มันเป็นกุศล คืออย่าไปตีประมาณว่ามันเป็นเท่าไหร่ ขอให้ประมาณเอาอย่างงี้ก็แล้วกัน พ่อแม่คือรากของลูก ลูกบำรุงพ่อแม่ไว้อย่างไร ชีวิตของลูกก็จะโตขึ้นไปในทิศทางแบบนั้นนะครับ มันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่คุณคิดมาก ไปตีเป็นเรื่องเงินนี่มันไม่ได้เลย ตีเป็นเรื่องของใจก็แล้วกัน ตีเป็นเรื่องของความสุขก็แล้วกัน ที่ได้ตอบแทนกันมา ที่ได้เลี้ยงลูกคนหนึ่งให้เป็นคนดี มีความกตัญญูกตเวทิตาต่อคุณได้ นั่นมันเกินกว่าเรื่องของเงินเรื่องทองไปเยอะนะครับ



๓) เป้าหมายของการสวดมนต์ที่แท้จริงคือเพื่ออะไรคะ? การสวดมนต์เป็นการฝึกสมาธิได้ด้วยหรือเปล่า? บางทีถ้านอนไม่ดึกก็จะสวดเกือบชั่วโมง การที่เราสวดมนต์แล้วขอพร เช่น เรื่องขอให้สอบได้หรือเรื่องของอนาคตนี่ ถือว่าสมควรหรือเปล่า?

การสวดมนต์ที่แท้จริง คือการที่ทำให้จิตใจของเราเป็นไปตามคำที่เราสวด การสวดมนต์มีหลายแบบ สวดแบบอ้อนวอนก็มี สวดแบบขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยเหลือก็มี แต่การสวดแบบพุทธ คือการสวดแบบจาระไนธรรม มีการสรรเสริญว่าเทวดาไปเป็นเทวดาบนชั้นฟ้า เสวยทิพยสุขด้วยกรรมอันใด พระพุทธเจ้ามีคุณอันวิเศษยิ่งใหญ่อย่างไร พระธรรมมีคุณวิเศษยิ่งใหญ่อย่างไร พระสงฆ์ปฏิบัติตัวเช่นไรจึงควรแก่การสรรเสริญ ควรแก่การนบไหว้ ควรแก่การนอบน้อมให้ ควรแก่การยอมเอาศีรษะก้มกราบลงกับพื้น หรือควรแก่การเป็นเนื้อนาบุญให้เราทำบุญ มีการจาระไนธรรมแบบนี้เรียกว่าเป็นพุทธ หรือการแผ่เมตตา การเจริญพุทธมนต์ บางทีมีเรื่องของการผูกมิตร ขอให้เป็นมิตรกัน ขอให้มีความเมตตาต่อกัน ขอให้คุณธรรมที่ท่านได้แล้วจงมีความแก่กล้ายิ่งๆขึ้นไป อะไรแบบนี้เรียกว่าเป็นพุทธ คือไม่ได้ไปขอ

ของพุทธนะไม่มีการอ้อนวอนขอ มีแต่การสรรเสริญ มีแต่การแผ่เมตตา หรือมีแต่การจาระไนคุณ ถ้าหากพบบทสวดไหนที่มีการอ้อนวอนขอ หรือมีการเรียกร้องให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาปกป้อง อันนั้นไม่ใช่แนวทางของพุทธ เป็นแนวทางของพราหมณ์ เป็นแนวทางของศาสนาที่นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นใหญ่ เข้าใจว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์สามารถดลบันดาลอะไรให้เราได้ แต่ของเราจะเน้นเรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับกรรมและการพ้นทุกข์ เพราะฉะนั้นอะไรที่เกี่ยวข้องกับการจาระไนกรรมได้ พุทธศาสนาเอาหมด

เมื่อเราสวดสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์อยู่ โดยทางตรงจิตจะเกิดความปีติ จะเกิดความรู้สึกว่าเข้าใจ มันเป็นการรีเฟรชความทรงจำและจิตให้สอดคล้องกับแนวทางของพุทธศาสนา แต่ในทางที่ลึกลับไปกว่านั้น การที่จิตของเราจูนติดเข้ากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพุทธศาสนาก็จะมีพลังพุทธคุณ พลังธรรมคุณ และพลังสังฆคุณมาปกป้องเราด้วย คำว่าปกป้องในที่นี้ เอาชัดที่สุดคือทำให้จิตเราเองเป็นกุศล ไม่ไปแปดเปื้อน ไม่ไปเกี่ยวข้อง ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับอะไรที่เป็นอกุศลง่ายๆ

การที่เราถูกปกป้องไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับอกุศลได้ง่ายๆไม่ว่าจะด้วยคำพูด ความคิด การกระทำนั่นแหละคือการปกป้องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เพราะอะไร? เพราะว่าทำให้ชีวิตที่กำลังมีลมหายใจอยู่อย่างนี้เป็นชีวิตที่ดี เป็นชีวิตที่สว่าง เป็นชีวิตที่ไม่เกลือกกลั้วอยู่กับคูถ มูตร สิ่งสกปรก แล้วต่อไปก็ประกันได้ว่าจะไม่ไหลลงไปสู่ทุคติภูมิ บางทีนะคนอุตส่าห์ไปหาเกจิอาจารย์ ได้ไสยคุณมาปกป้องกระสุน ไม่ให้ทะลุอกได้ มีจริง หนังเหนียวจริง อันนี้ยืนยัน มีจริงไม่ใช่ไม่มีจริง แต่ว่าปกป้องไม่ให้จิตถลำลงไปสู่ความเป็นผู้หลงผิด คิดทำบาปทำชั่ว อันนี้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนก็ปกป้องไม่ได้ โดยเฉพาะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกเรียกเข้ามาปกป้องกระสุนนี่ มักจะได้แต่ดูด้วยความสมเพชเวทนาว่าเราปกป้องเขาได้แต่เนื้อหนัง แต่ว่าปกป้องจิตของเขาไม่ให้ไหลลงสู่อบายนี่ไม่ได้ มันเป็นเรื่องที่จะต้องมีแก่ใจที่จะเข้าใจเรื่องของกรรม เรื่องของวิบากเอาเอง ซึ่งวิธีที่ง่ายที่โบราณได้ให้ไว้ คือให้เป็นบทสวด ถ้าเราเข้าใจบทสวดว่าแปลว่าอะไร ท่องได้ขึ้นใจ จะมีทั้งความรู้สึกของปีติที่ได้ท่องบาลี และก็มีทั้งความเข้าใจ มีทั้งปัญญาที่ถูกรีเฟรชทุกวัน ดังนั้น เป้าหมายของการสวดมนต์ที่แท้จริงก็จะจำแนกไปตามเนื้อหาของการสวดนั่นแหละ

ที่ถามว่าการสวดมนต์เป็นการฝึกสมาธิได้ด้วยหรือเปล่า ถ้าหากคุณสวดมนต์ ด้วยความตั้งใจจะเปล่งเสียงเต็มปากเต็มคำนะครับ ‘อิติปิโส ภควา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ…’ สวดด้วยใจอาจหาญ สวดด้วยใจที่หนักแน่นเป็นกุศล มันเป็นสมาธิได้แน่

แต่ประเภทที่สวดงึมงำๆ สวดไปฟุ้งซ่านไป นอกจากจะไม่ได้สมาธิแล้ว เผลอๆยังทำลายสมาธิอีกด้วย ระวังนะพวกชอบสวดมนต์นะ สวดลวกๆนี่มันทำให้จิตเบลอได้นะครับ ผมสังเกตมาหลายคนแล้ว ประเภทที่กะจะมาเอาบุญตอนสวดมนต์ กลายเป็นมาสร้างต้นตอของบาปลองสังเกต เราสวดมนต์ด้วยอาการอย่างไร จิตของเราก็เป็นไปตามอาการแบบนั้นนั่นแหละ อย่างถ้าสวดมนต์ไปแล้วก็ฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อยไปด้วยนี่นะ เวลาทำงานก็จะออกแนวเดียวกัน หรือแม้กระทั่งกำลังคุยกับใครอยู่ กำลังคุยเรื่องสำคัญอยู่ มันก็จะคอยคิดเลื่อนเปื้อนเลอะเทอะ ไปที่โน่นที่นี่ กระโดดไปเป็นจิงโจ้เลยนะ ไม่สามารถที่จะหยุดอยู่กับที่ได้ นี่ก็เพราะว่า เราทำบุญด้วยอาการของใจอย่างไร ชีวิตและใจโดยรวมนี่มันก็จะเป็นไปตามนั้น

สำคัญนะตอนทำบุญ อาการของใจนี่ ถ้าไม่สำรวม ถ้าไม่ระวัง ถ้าหากว่าเรามีความหนักแน่น มีความคิดที่ตั้งใจจะถวายแก้วเสียงเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา โอกาสที่จะเกิดสมาธิขึ้นมานี่ สูงมาก คนที่ตั้งใจสวดมนต์หลายๆรอบด้วยความเคารพในพระรัตนตรัยจริงๆเวลานั่งลงทำสมาธิ จะดูลมหายใจหรืออยากจะสวดพุทโธอะไรก็แล้วแต่ มันมีความรู้สึกเหมือนกับว่าลงได้ง่าย มีความสว่าง ก็เพราะว่าตอนสวดมนต์จิตใจมันนุ่มนวลลงอยู่แล้ว มีความสว่างนำอยู่แล้ว พอเอาความนุ่มนวล เอาความสว่างของจิตมารู้มาดูลมหายใจหรือคำบริกรรมพุทโธเข้านี่มันก็เหมือนกับกลมกลืน เหมือนกับมีความชอบใจ เหมือนกับมีความรู้สึกว่าอยู่เรียบง่ายกับลมหายใจหรือคำบริกรรมพุทโธนี่สบายดีอยู่แล้ว มีความสุขดีอยู่แล้ว ไม่ต้องกระโดดไปหาอะไรอย่างอื่นก็ได้ นี่มันจะรู้สึกแบบนี้ แล้วก็เลยได้กลายเป็นสมาธิขึ้นมา

ระยะเวลาของการสวด ถ้าวัดเป็นชั่วโมงวัดเป็นนาทีนี่นะ บางทีไม่ได้เท่ากับวัดเป็นคุณภาพของจิต ถ้าหากคุณภาพของเสียง คุณภาพของจิตที่ใช้ในการสวดมนต์เป็นไปอย่างดี เป็นไปอย่างประณีต ๕ นาที ๑๐ นาที บางทีได้ผล ได้บุญ ได้สมาธิยิ่งกว่าคนที่สวด ๓ ชั่วโมง ๔ ชั่วโมงเสียอีก

ผมเคยเห็นนะคนสวด ๓ ชั่วโมง ๔ ชั่วโมงนี่ นึกว่าได้บุญ ไปเชื่อคำโฆษณาว่า บทสวดบางบทนี่จะทำให้เกิดเป็นเทวดานางฟ้า จะทำให้รวยยิ่งใหญ่ จะทำให้ไปเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอะไรต่อมิอะไร แต่ขณะสวดจิตเต็มไปด้วยความโลภ จิตเต็มไปด้วยความฟุ้งซ่านอยากจะเลิกสวด แต่สวดไปเพราะนึกว่าสวดไปแล้วจะได้รางวัล ไปเอาความคิดแบบที่ลงทุนน้อยแต่ได้กำไรมากมาเป็นตัวตั้งนี่ การสวดมนต์แทบจะไม่ได้อะไรเลยนะ มันได้แต่ความโลภ

คือลองนึกภาพดูนะครับ คนนั่งอยู่ ๓ ชั่วโมง ๔ ชั่วโมงด้วยความตั้งใจว่าฉันจะเอาความเป็นเทวดา ฉันจะเอาความเป็นนางฟ้า ฉันจะเอาเงินล้าน ถามหน่อย ความรู้สึกมันมืดหรือว่าสว่าง ถามหน่อยความรู้สึกมันแคบหรือว่าเปิดกว้างสบาย ถ้าหากคุณเอาความรู้สึกของตัวเองเป็นตัวตั้งได้ สำรวจเข้ามาที่ใจ แล้วใจรู้สึกอย่างไร เปิดกว้างหรือปิดแคบ ตัวนี้แหละ มันยิ่งกว่าจะไปกะเกณฑ์เอาว่าต้องสวดให้ได้กี่ชั่วโมงหรือกี่นาที

การที่เราเอาจิตเป็นตัวตั้ง เราจะรู้สึกเพลิดเพลิน บางทีชั่วโมงนาทีผ่านไปนี่ ไม่รู้สึกตัวหรอก ในสมัยพุทธกาล มีหญิงชาวบ้านคนหนึ่ง มีความเคารพเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มาก และระลึกถึงพระพุทธเจ้าด้วยอาการประมาณว่าเราบริกรรมพุทโธ พุทโธประมาณนั้นแหละ จนจิตเกิดสมาธิ ประจวบกับนางมีอภิญญาติดตัวมาแต่ก่อนด้วย ถึงขั้นที่ว่าพอเกิดปีตินี่ตัวเบาเหาะได้เลย เหาะจากบ้านที่ตัวเองถูกพ่อแม่กักไว้ เป็นลูกสาวอายุยังน้อย ลอยไปทำการบูชา กราบพระพุทธเจ้าได้ถึงที่วัดเชตวันฯเลย อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในตำนานของพุทธนะครับ ไม่ใช่เรื่องเกินวิสัยที่คนมีอภิญญาจะทำได้จริงๆไม่ใช่แค่เรื่องเล่าเล่นๆ

ทุกวันนี้ก็มีนะครับ ที่เขาไปฝึกสมาธิในแบบจะทำให้ตัวเบา มีการแข่งกระโดดกบกันด้วยซ้ำ คือนั่งขัดสมาธิกันอยู่ แล้วก็กระโดดลอยขึ้นมา ใครจะลอยไปได้ไกลกว่ากัน ก็มีพวกที่เขาฝึกสมาธิกันเพื่อฤทธิ์เพื่อเดชกันโดยเฉพาะ

ที่ผมพูดถึงคำถามเกี่ยวกับเรื่องสวดมนต์นี้ยาวหน่อยเพราะว่า มันเป็นต้นทาง ก็ขอใช้เวลาไปเยอะนิดนึง มันตรงกับความสงสัยของคนหลายๆคนที่จะสวดมนต์ ถ้าสวดมนต์เป็นนี่นะ มันจะได้อานิสงส์ยิ่งใหญ่มหาศาลเลยจริงๆแล้วก็เป็นทางลัดที่จะช่วยให้คนธรรมดาคนหนึ่งได้เกิดสมาธิได้อย่างยิ่งใหญ่ทีเดียวยิ่งใหญ่ในที่นี้ก็คือ สามารถมาเจริญสติ รู้ตามจริง เห็นตามจริงต่อได้นะครับ

เรื่องสวดมนต์แล้วขอพร ก็ไม่เป็นไรถ้าหากว่าเราเพิ่งเริ่มต้น จะขอพรบ้างมันก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการสวดมนต์ไม่ใช่การขอพร พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัสนะ เวลาไปขอพรท่าน ท่านบอกว่า เราตถาคตเลิกให้พรนานแล้ว พรเป็นสิ่งที่ทำให้คนลุ่มหลงงมงาย นึกว่าจะได้อะไรดีๆจากใครได้เพียงด้วยวาจา

จริงๆพระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องของกรรมที่ให้ช่วยตัวเอง ไม่ใช่ไปขอให้คนอื่นช่วย ถ้าหากว่าท่านช่วยได้ขึ้นมา คนก็ไปหลงติดว่า เออ! ท่านเป็นผู้วิเศษแล้วก็ไปขอท่าน ไม่ทำกรรมกันเอาเอง ฉะนั้นการที่เราขอพรโอเคไม่เป็นไร แต่ขอพรให้ถูกหลักก็แล้วกัน คือขอให้จิตของเราเป็นสมาธิ ขอให้จิตของเรามีกำลัง มีความกระตือรือร้นที่จะไปอ่านหนังสือ ขอให้สมองของเราในเวลาทำสอบมีความปลอดโปร่งมากพอ แต่อย่าขอให้สอบได้นะ ขออะไรก็ได้ ขอเกี่ยวกับจิต แต่อย่าขอให้สอบได้ การขอให้สอบได้ ขอจากตัวเอง ขอให้อ่านหนังสือเถิด ขอให้ทำความเข้าใจดีๆเถิด แล้วในที่สุดนะครับน้องจะเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของกรรมอย่างชัดเจน


เอาละครับคืนนี้ คงหมดเวลาเพียงเท่านี้ ราตรีสวัสดิ์ ขอให้เจริญในธรรมด้วยกันทุกท่านครับ


« กลับสู่สารบัญเรียงตามครั้งที่ออกอากาศ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น