วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ดังตฤณวิสัชนา On Air ครั้งที่ ๗๘ / วันที่ ๑๘ ก.ค. ๕๕

« กลับสู่สารบัญเรียงตามครั้งที่ออกอากาศ

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้วันพุธที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๕ นี่คือรายการดังตฤณวิสัชนา ผมดังตฤณมาตอบคำถามให้คุณเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง ทุกคืนวันจันทร์ พุธ และศุกร์ เวลาสามทุ่มตรง

ตอนนี้ก็ทดลองนะครับ วันจันทร์เป็น ๕ โมงเย็น เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่บ่นกันมานาน ว่าสามทุ่มไม่มีโอกาสที่จะเข้ามาไถ่ถามกันสดๆนะครับ ไม่มีโอกาสที่จะฟังกันสดๆเพราะว่าอาจจะอยู่บนเส้นทางกลับบ้านบ้าง หรือว่าอาจจะมีธุระปะปังอะไรนะครับ ต้องกินข้าวช่วงนั้น หรือว่าต้องทำงานอะไรต่างๆ คือผมเคยต้องจัด ๕ โมงครั้งหนึ่ง แล้วก็มีคนบอกว่า เออ ช่วงเวลานี้แหละที่สะดวก ก็ทดลองดูนะครับ ถ้าหากว่าจะอยากให้เป็นวันจันทร์ เวลา ๕ โมงเย็นตลอดไป ก็ลองคอมเมนต์กันเข้ามานะครับ เอาล่ะครับ ก็เพื่อที่จะทักทายไถ่ถามเข้ามาในรายการนะครับ ให้เข้าไปที่เฟสบุ๊ค http://www.facebook.com/HowfarBooks



๑) เพื่อนเป็นคนกลัวเสียงเวลากลางคืน กลัวคนที่ชอบมาเดินรอบๆบ้าน แจ้งความแล้วก็ยังวิตกกังวล ทั้งที่รอบบ้านก็มีกล้องวงจรปิด แต่ยิ่งดูยิ่งกลัว สอนให้เขารู้จักฝึกเจริญสติ สวดมนต์ตามที่พี่บอก ฟังคำสอนของหลวงพ่อชา เขาก็ดีขึ้น แต่พอเหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นอีกก็จะเป็นอีก มันจะเกิดตอนเขาอยู่คนเดียว ฝากถามว่าเขาทำกรรมอะไรมา? และควรจะทำอย่างไร?

เอาอย่างนี้ พูดเป็นกลางๆว่าการที่เราประสบกับเหตุการณ์ เห็นภาพทางตา ได้ยินเสียงทางหูแล้วเกิดความกลัวนี่ มันไม่ใช่เรื่องที่เป็นความผิดปกติ หรือว่าไปก่อกรรมทำเข็ญอะไรมาเสมอไปนะครับ

ก็อยากให้มองตามที่มันเกิดขึ้นตามกลไกธรรมชาติว่า อะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นภาพที่ทำให้เรารู้สึกหวั่นไหว หรือว่าเสียงที่ทำให้เราจินตนาการไปต่างๆนานา เกิดความวิตกอะไรนี่ ก็ก่อให้เกิดความกลัวเป็นธรรมดา ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องคิดว่าเคยไปทำกรรมอะไรมาเสมอไป

ทุกคนนี่นะครับ มีความกลัวด้วยกันทั้งนั้น แต่ความกลัวมันจะปรากฏขึ้นมาตอนไหนล่ะ? ก็ตอนที่ได้ยินเสียง หรือว่าเห็นภาพอะไรที่มันชวนผวานั่นเองนะครับ อะไรก็แล้วแต่ที่มันชวนให้นึกจินตนาการไปว่าสวัสดิภาพของชีวิตเรานี่ไม่ปลอดภัยแล้ว มันก็เกิดความหวั่นไหวเป็นธรรมดา

ทีนี้ถ้าพิจารณาดูในแง่แบบโลกๆ เราก็ได้ติดกล้องวงจรปิดไปแล้วนะครับ ถือว่าได้ทำการป้องกันตัว เตรียมที่จะสอดส่องสำรวจว่าความปลอดภัยของเรานี่ มันยังโอเคหรือเปล่า? เราจัดการไปแล้วในทางโลก

ทีนี้ ในทางธรรม เราก็มาพิจารณาว่า สิ่งที่เรากลัวจริงๆมันอาจจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งโอเคถ้าเป็นผู้หญิงนี่นะ มันก็น่าหวั่นไหวจริงๆเพราะว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ตาม พยายามปกป้องตัวเองไว้แค่ไหนก็ตามนะครับ ปัจจุบันนี่มันก็ไม่สามารถจะประกันได้ว่าปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าเราไปได้ยินขึ้นมา หรือว่าไปเห็นภาพอะไร แล้วชวนให้ระทึกจริงๆว่า เออ นี่กล้องมันช่วยเราดูได้เท่านั้นนะ แต่ว่าตาเราอยู่กับกล้องตลอดไม่ได้ แล้วก็กล้องนี่ มันดูอย่างเดียว มันชักปืนมายิงโจรไม่ได้ มาต่อสู้โจรไม่ได้ อันนี้มันก็ทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นมาเป็นธรรมดาว่า เรายังไม่ได้มีสิ่งใดที่ปกป้องตัวเองได้จริงๆ

ถ้าหากว่ามองตามทางโลกแล้ว เราละไว้ครึ่งหนึ่งนะครับ ครึ่งของความรับผิดชอบ ไอ้ที่เป็นส่วนของเรื่องกรรมเรื่องอะไรต่างๆนี่ เราละไว้ก่อน เรามาพูดกันเรื่องว่าเราเตรียมการไว้โอเคแล้ว เรารับผิดชอบตรงที่จะมาสร้างรั้ว จะมาติดตั้งกล้องวงจรปิดอะไรต่างๆนี่นะครับ มันครึ่งหนึ่งนี่ เราจัดการไปเรียบร้อยแล้ว อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ ที่เขาว่า มันต้องเป็นไปตามยถากรรม มันต้องเป็นไปตามโชคที่วิบากกรรม เขาจะออกแบบ เขาจะดีไซน์ไว้ให้ การที่เราได้ป้องกันตัวในทางโลกไว้ดีแล้วนี่ ก็มาคิดต่ออีกชั้นหนึ่งว่าเราจะป้องกันตัวด้วยธรรมะอย่างไร?

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม ในความหมาย เชิงลึกก็คือว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนะครับ ต่อให้ถูกโจรฆ่าตาย ธรรมก็จะคุ้มครองเราไม่ให้ไปอบาย ไม่ให้ตกต่ำ อดีตชาติของพระพุทธเจ้า เคยถูกตัดมือตัดเท้านะครับ แล้วก็ธรรมะของท่านคือ เมตตาธรรม นี่คุ้มครองท่าน ถึงแม้จะมีสภาพตายอเนจอนาถในโลกมนุษย์ แต่จิตวิญญาณของท่านก็ได้ไปเสวยพรหมภูมิ ขึ้นไปอยู่บนชั้นพรหม เพราะว่ากระทั่งถูกฆ่าตายนี่ก็ยังมีเมตตา

ทีนี้เราเป็นผู้หญิง อาจจะเมตตาไม่ออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนสมัยนี้นี่มันน่ากลัว ไอ้ความจิตหดนี่มันก็ทำให้เปิดจิตออกเป็นเมตตาไม่ออก ก็ต้องฝึก ฝึกตอนที่ยังไม่ได้เอาตาไปดูเอาหูไปฟัง ฝึกตอนที่ใจมัน กำลังยังมีสติ มีกำลังมากพอที่จะแผ่เมตตาได้ มันต้องฝึกกันทุกวันด้วยนะ เพราะว่าจิตมนุษย์โดยเดิมนี่ มันมีธรรมชาติที่พร้อมจะไหลลงต่ำ พร้อมที่จะปิดแคบ ปิดแคบด้วยความตระหนี่ มืดมนด้วยความกลัว ร้อนรุ่มด้วยความโกรธนะครับ

ทั้งหลายทั้งปวง สิ่งที่อยู่ในโลกมนุษย์นี่ มันคอยจะ เบียดเบียนจิตให้มีความเป็นอกุศลมากกว่าจะมาเป็นกุศลได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำก็คือฝึกที่จะเปิดจิตเปิดใจเป็นเมตตา ตั้งแต่ก่อนที่จะมีอะไรมารบกวนให้แผ่เมตตาไม่ออก

เริ่มจากการที่ตั้งใจไว้เลย สวดมนต์นี่ ไม่ใช่สวดขอพร เพื่อที่จะให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาคุ้มครองเราจากโจรนะ แต่เป็นการเอาจิตของเราไปผูกกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยตรงเลย เสมือนกับว่าจิตของเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กับพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ วิธีง่ายๆที่คนสมัยโบราณครั้งพุทธกาลท่านทำกันก็คือว่า ประกาศสรรเสริญคุณงามความดี ของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ อย่างเช่นที่เราสวดกันทุกวันนี่ อิติปิโส คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ความ ไม่ค่อยรู้ความหมายว่าสวดกันไปทำอะไร? สวดกันนะครับ เอาง่ายๆแบบที่จะว่ากันสั้นๆตรงนี้เลยก็คือว่า เพื่อจูนจิตของเราให้เข้ากันกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จนจิตของเราเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยตัวเอง

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพุทธศาสนานะครับ มีความเมตตาไม่มีประมาณ ไม่มีขีดจำกัด จิตของเราถ้าหากไปผูกกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นแล้วนี่นะครับ ผูกกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็จะพลอยมีความเบิกบานและเปิดกว้าง มีความสว่างเป็นกุศลตามเหล่าท่านไปด้วย นี่คือพอยต์จริงๆที่สวดอิติปิโสกัน ระลึกถึงพระคุณท่านด้วย แล้วก็ทำให้จิตของเราผูกพันกับพวกท่านด้วย ไม่ใช่ขอแรงท่านมาช่วยปกป้องจากโจรนะครับ หรือว่าขอให้พวกท่านมาสอดส่องดูแลอย่าให้โจรเข้าบ้าน มันไม่ใช่แบบนั้น แต่เอาจิตของเราทั้งดวงเลยเป็นกำแพงขวาง ไม่ให้อะไรที่เป็นมลทิน อะไรที่เป็นภยันตราย เข้ามาเบียดเบียนได้

ถ้าจิตของเราแกร่งพอ ผูกพันกับพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ อย่างมีความแข็งแรงนะครับ แล้วก็มีความสม่ำเสมอทุกวันมากพอ คุณจะรู้สึกเลยว่า คลื่นรบกวนจากโลกภายนอก เข้ามา เบียดเบียน เราได้น้อยลง มันจะเหมือนมีความสว่างอย่างใหญ่ จะมีความสว่างที่ศักดิ์สิทธิ์ปกป้องคุ้มครองตัวเองอยู่ คุณจะรู้สึกไม่กลัว เพราะอะไร? เพราะว่าจิตที่เป็นกุศล จิตที่ผูกพันกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จิตที่มีความสว่างตามสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วนี่นะครับ มันหดแคบยาก พอจิตไม่มีอาการหดแคบนี่ มันก็มีแต่ความรู้สึกเฉยๆ หรือเกิดความรู้สึกที่ดี เกิดความรู้สึกที่เบ่งบาน เป็นตรงกันข้ามกับความกลัว

ขอให้ลองดูนะครับ ลองดูตรงนี้ว่าถ้าหากเราจะกำจัดความกลัวกันจริงๆเราไปตั้งต้นกันที่นี่เลย ที่จิตที่ใจหาเครื่องอยู่ของจิตใจให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้เป็นความสว่าง แล้วดูซิมันจะยังกลัวอยู่ไหม? ถ้าเราทำได้ทุกวันจริงๆนะครับ สวดอิติปิโสเต็มปากเต็มคำเอาแก้วเสียงของเรานี่เป็นเครื่องบูชาสวดวันละหลายๆรอบ จนกว่าจิตจะมีความรู้สึกว่า เออ เรามีความสว่าง เรามีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำอย่างนั้นได้นี่ใจจะมีเมตตา และใจที่มีเมตตานี่ ในทางลึกลับนี่นะ ถ้ามันกว้างมากๆ แล้วนี่ มันเปลี่ยนใจคนได้นะ อย่างสมมุติว่าถ้าโจรเขาจะเล็งเข้าบ้านเรานี่ คืนนี้ เออ บ้านหลังนี้ เอาสักหน่อยดีไหม มันเกิดเปลี่ยนใจได้นะ มันเกิดความรู้สึกว่าไม่อยากเข้า คือพอมองเข้ามาแล้ว มันมีความรู้สึกเหมือนกับบ้านนี้ไม่น่าเบียดเบียน เพราะว่ากระแสจิตที่ปรุงแต่งด้วยความสว่างแบบไม่เบียดเบียนกันนี่มันมี ความเข้มข้นจนกระทั่งทำให้จิตใจของโจรเกิดความรู้สึกเหมือนกับ ถ้าเข้าไปแล้วมันจะผิด เคยไหมที่คุณรู้สึกกะจะทำอะไรที่มันอยากทำเหลือเกิน แต่พอจะเอาเข้าจริงๆนี่ ใจมันเหมือนถอนออกมา ใจมันเหมือนยังไม่อยากเอาแบบไม่มีเหตุผล ซึ่งในทางลึกลับแล้วนี่ มันอาจจะมีพลังอะไรบางอย่างบันดาลใจเรา ดลใจเรา

ก็ยกเว้นนะครับว่า คือถ้าสมมุติว่า จะต้องใช้เวรใช้กรรมกันจริงๆนี่ อันนั้นเราก็ค่อยเตรียมใจไว้หลังจากแผ่เมตตาดีแล้วว่า จะขอใช้เวร ใช้กรรม ถ้าหากว่าจะต้องมีอันเป็นไป เพราะเหตุคือมนุษย์ด้วยกันจริงๆ เราจะถือว่าชาตินี้นี่ ก็ให้มันเป็นไปตามที่ อำนาจกรรม เขาคุมจักรวาลนี้ไว้อยู่

อำนาจกรรมไม่ใช่กุมเฉพาะชะตากรรมของมนุษย์นะครับ มันกุมได้กระทั่งว่าจะให้ดาวดวงไหนไปเรียงกันอยู่ในแบบที่จะก่อให้เกิดดาวเคราะห์บริวารที่มีมนุษย์เกิดขึ้นได้ หรือว่าจะเอาเฉพาะพวกที่เป็นสัตว์เดรัจฉาน มันคุมได้หมดเลยทุกอย่าง ถ้าเราจะต้องเจออะไรแบบที่มันแย่จริงๆนี่ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าเตรียมใจไว้นี่ อันนี้เขาเรียกว่าเผื่อใจไว้สำหรับเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ถ้าเผื่อใจไว้หลายๆครั้ง เตรียมใจไว้ หลายๆครั้ง ว่าถ้าเราตายร้ายแต่จิตดีนี่ก็ได้ไปดี ได้ไปสุขคติ คิดไว้อย่างนี้บ่อยๆในที่สุดความกลัวมันหายไปเอง แล้วในที่สุดนะครับ จะมีปราการแก้ว ที่เราสามารถรู้สึกได้ว่าเราอยู่ในที่ปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา มีความพอใจกับการที่จิตของเราผูกอยู่กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์

และถ้าหากว่าจะให้จิตของเราผูกอยู่กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์แน่นแฟ้นจริงๆ ต้องทำตามที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์บอกแนวทางไว้ นั่นก็คือ หมั่นให้ทาน เลิกซะความตระหนี่ เลิกซะการผูกใจเจ็บ หมั่นให้อภัยทาน หมั่นให้ความรู้สึกดีๆ ความช่วยเหลือกับเพื่อนมนุษย์และสัตว์นะครับ แล้วก็รักษาศีลให้สะอาดบริสุทธิ์ที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ นี่ตรงนี้นะครับ เราก็จะรู้สึกเหมือนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองได้เอง ณ ที่นั่นนี่ ต่อให้โจรมาจริงๆ ก็ไม่กลัว คือกลัวไม่ใช่ไม่กลัวนะครับ แต่ว่าจะไม่กลัวตายขนาดปอดเลย หรือว่าขวัญหนีดีฝ่อ กระทั่งแค่ว่าเห็นเงา หรือว่าได้ยินเสียงอะไรตุ๊บๆตั๊บๆนี่ก็จินตนาการ จะไม่จินตนาการไปล่วงหน้าไกลเกินตัวนะครับ



๒) พอเวลาที่เราชอบใคร ถึงเขาคนนั้นจะมีใจให้เราด้วย แต่กลับรู้สึกอึดอัดใจทุกที ทั้งๆที่มันก็ไม่ได้มีเรื่องร้ายอะไรเกิดขึ้น ที่เป็นแบบนี้เป็นผลจากกรรมเก่าหรือเปล่า? ถ้าไม่ใช่ มีเหตุอะไรที่ทำให้เป็นเช่นนี้ได้บ้าง? อยากแก้ไขทำอย่างไรดี?

อันนี้ก็เป็นกันเยอะนะครับ ประเภทที่ว่าคิดถึงเวลาที่ห่างกัน แต่พออยู่ใกล้กันแล้วมันเหมือนมีแรงผลัก นี่เขาเรียกว่าเป็น แรงดึงดูดและแรงผลัก อันเกิดจากการอยู่กับใครคนหนึ่งนะครับ

ถ้าหากว่าอยู่ห่างกันแล้วมีแต่จินตนาการดีๆมีแต่จินตนาการที่เหมือนกับจะส่งแรงดึงดูดเข้าหา ทำให้เกิดความถวิลถึง ทำให้เกิดความรู้สึก เออ! ได้ยินเสียงสักนิดก็ดี เห็นหน้าเห็นตาสักหน่อยก็จะแจ๋วเลย คล้ายๆกับว่ากระแสความเป็นตัวเขานี่มีพลัง มีความเป็นแม่เหล็กที่ดึงใจเราเข้าไปติดอยู่ได้ แต่ปรากฏว่าพอกายเนื้อ พอตัวเป็นๆนี่มาอยู่ใกล้ มันกลับคล้ายมีแรงผลัก มันกลับคล้ายมีกระแสที่ทำให้ไม่รู้สึกอยากอยู่ใกล้กัน

อันนี้มีหลายสาเหตุ ถ้าทางจิตวิทยาจะบอกว่า เราเป็นโรคกลัวการครองคู่ หรือว่าโรคกลัวความเอาจริงเอาจังกับเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างตนกับคนรัก แต่ถ้าหากว่าอธิบายในมุมกว้างนะครับ ถ้าหากว่าเราพิจารณา เราเล็งกันเรื่องของกรรมและวิบาก ก็เป็นไปได้ครับที่ ในอดีตเราอาจจะเคยอยู่มาด้วยกัน มีความสุขมาด้วยกันแบบโลกๆแต่ไปทำบาปทำกรรมร่วมกันไว้ อันนี้ก็มีนะครับ มันมีได้หลายกรณีนะครับ

อันนี้จะยกเป็นกรณีแรกก่อนคือว่า เคยครองคู่กันแต่ระหว่างครองคู่กันนั้นก็ร่วมมือกันทำบาปทำกรรมตั้งแต่ไปนินทาว่าร้ายชาวบ้าน หรือว่าไปยุยงให้ชาวบ้านเขาแตกคอกัน ยุให้คู่อื่นเขาระหองระแหงกันด้วยความอิจฉาริษยา หรือว่าอาจจะนอกใจกัน หรือถ้าสมมุติว่ามีอำนาจปกครองบ้านเมือง ก็อาจจะร่วมมือกันฉ้อโกงแผ่นดินอะไรแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นบาปกรรมชนิดไหนก็ตาม ถ้าหากอยู่ร่วมกันแล้ว เราทำด้วยกันเป็นประจำนี่ อันนี้ก็จะกลายเป็นกระแสผลักได้

เมื่อใช้โทษ ต่างคนต่างไปใช้โทษกันตามโทษานุโทษแล้วนี่ แล้วก็มีโอกาส มีโชควาสนา มีวิบากดีที่ทำให้มาเจอกันมาคบกันและมาอยู่ด้วยกันอีก ก็จะรู้สึกดีๆเวลาที่จินตนาการถึงกัน แต่พอมาอยู่ร่วมกันจริงๆ เอาเข้าจริงๆแล้วมันเหมือนกับจะมีกระแสบาป กระแสอะไรบางอย่างร้อนๆ หรือกระแสที่ดันให้ตัวอยากอยู่ห่าง ไม่อยากเข้าใกล้ไม่อยากพูดด้วย เหมือนกับที่เตรียมไว้อยากจะพูดตั้งเยอะตั้งแยะ พอมาเจอตัว เห็นหน้าเข้าทีเดียวนี่หุบปากเลย ปากหุบเป็นไมยราบเลยนะครับ โดนกระทบ แล้วก็จิตใจนี่ มันเหมือนไม่เอาแล้ว ไม่อยากอยู่ใกล้ ไม่อยากพูดด้วย อันนี้มีจริงมีเยอะด้วยไม่ใช่น้อยๆนะครับ แล้วก็ที่สงสัยกันก็ไม่ต้องสงสัยหรอก เพราะว่าถึงสงสัยไป เราก็ระลึกชาติไม่ได้ว่าเคยไปร่วมก่อบาปก่อกรรมอะไรกับคนๆ นี้มา

แต่เอาเป็นว่า ก็ขอให้พิจารณาว่านั่นเป็นลางว่าเราควรจะมีเมตตา มีจิตใจที่คิดเป็นเพื่อนกับเขาจะดีกว่า เพราะว่าประเภทนี้นี่ พูดตรงๆอันนี้คือเข้าใจว่าคงไม่ได้ใช้นามจริงนะครับ ก็พูดไว้เป็นกลางๆนะครับว่า ประเภทที่อยู่ห่างแล้วคิดถึง แต่อยู่ใกล้แล้วอยากห่าง อยากออกห่าง คิดอยากออกห่างนี่ มันไม่ควรจะอยู่ด้วยกันหรอกนะครับ ควรจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมากกว่า เพราะว่ารายไหนรายนั้นเลย พอมาอยู่ด้วยกันปุ๊บ มันจะกลายเป็นความรู้สึกอึดอัด ความรู้สึกไม่อยากจะทน ความรู้สึกว่าอยากหาข้ออ้างที่จะเลิกรากัน

แต่ถ้าคุณทั้งสองมีใจใฝ่ธรรมด้วยกัน แล้วสามารถที่จะตกลงกันนะครับ อันนี้เป็นข้อยกเว้นนะครับ คือถ้าสามารถตกลงกันได้ว่าเราจะอยู่ร่วมกันเพื่อช่วยกันทำทาน ช่วยกันอนุเคราะห์มนุษย์ ช่วยกันอนุเคราะห์สัตว์ แล้วก็จะตั้งใจร่วมมือกันรักษาศีลยิ่งชีพ ให้การครองคู่ของเรานี่ ได้เป็นเครื่องช่วย เครื่องพยุงกันและกัน ให้อยู่ในร่องในรอยของศีล ของสัตย์ ถ้าจะตั้งใจแบบนี้ได้ โอเค ถ้าจะตั้งใจด้วยกันได้ว่า เออ ต่อให้โกรธแค่ไหน เราก็จะพูดกันดีๆ ต่อให้มีแรงดันอยากจะทะเลาะ อยากจะทุ่มเถียง อยากจะเอาชนะกันแค่ไหน เราจะมาคุยกันดีๆได้ อันนี้โอเค อันนี้คืออยู่ด้วยกันแล้ว ยิ่งอยู่ด้วยกันนานนะ จะยิ่งเปลี่ยนจากความรู้สึกอึดอัด เปลี่ยนจากความรู้สึกห่างเหินยามอยู่ใกล้กัน กลายเป็นความรู้สึกดึงดูดได้ แล้วก็จะยิ่งรู้สึกรักมากขึ้นทุกวันๆ

ที่พระพุทธเจ้าตรัสนี่ไม่ใช่เรื่องหลอกนะครับ เป็นของจริง ขอให้อยู่ด้วยกันดีๆ อยู่กันด้วยศีล ด้วยสัตย์ มีศรัทธา มีจาคะ มีศีล มีปัญญาเท่ากัน นี่นะครับ แล้วก็พูดดีต่อกัน เกื้อกูลกัน มันยิ่งรักกันทุกวันๆเพิ่มขึ้น อันนี้ก็คงตอบได้เพียงสั้นๆเท่านี้นะครับโดยสังเขป



๓) มีเรื่องอึดอัดใจมานานแล้วเกี่ยวกับการภาวนา มีการสอนให้ทรงฌานตลอดเวลา ความเห็นส่วนตัว ใครจะทรงฌานตลอดเวลาได้ทั้งวี่ทั้งวัน มันต้องเสื่อมไปตามกฎของไตรลักษณ์อยู่แล้ว ที่มีการให้ทรงฌานตลอดเวลา น่าจะเกิดจากจิตมันถอยจากฌาน

เอาล่ะ คงยาวนะครับ พี่ก็สนับสนุนความเห็นของน้องก็แล้วกันว่า มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะ อยู่ในฌาน ได้ตลอดเวลานะครับ

อยู่ในฌานนี่ เอาแค่ให้ถึงฌานนี่มันก็ยากแล้วนะ แล้วจะให้อยู่ในฌานตลอดเวลานี่ ถ้าหากจะมีเป็นไปได้บ้าง ก็คงจะพวกที่อยู่ป่า อยู่ไพรนะครับ อยู่ในที่ๆวิเวก ไม่ใช่อยู่ในเมืองแบบนี้ การที่จะทรงฌาน เป็นปกติ ได้นี่ เรียกว่าต้องทิ้งโลกกันจริงๆ คือไม่เอาแล้ว ไม่ข้องเกี่ยว ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอะไรที่มันเป็นผัสสะที่กระตุ้นเตือนราคะ ที่ทำให้พร้อมจะเกิดโทสะอะไรแบบนี้นะครับ จะต้องไปอยู่ในที่ๆ เรียกว่ามี ความวิเวกทางผัสสะ จริงๆ

วิเวกทางผัสสะ หมายถึงว่า ผัสสะที่เกิดขึ้นทางหู ทางตานี่ ไม่ได้รบกวนจิตใจให้มีความกระสับกระส่ายไปในทางราคะ ไปในทางยินดี ถ้าหากว่ามีคลื่นรบกวนนี่ จิตมันก็จะโยกเยก ขอให้คิดถึงตอนแรกที่เราจะ ตั้งไข่ขึ้นมา ถ้าหากว่าปล่อยนิ้วนิดเดียว มันก็จะล้มทันที นั่นแหละ แบบนั้น ฌานตั้งยากแบบนั้น มีอะไรมาแตะ มีอะไร ไม่ต้องแตะหรอก เราปล่อยจากอาการที่ดูแลจิตแค่นิดเดียวนี่ มันไปแล้วนะครับ



๔) อกหัก ๔ ปีก่อนได้รู้จักกับน้องผู้หญิงคนหนึ่ง รู้สึกดีต่อกัน เกื้อกูลกันด้วยธรรมะ โดยกระตุ้นให้ถือศีล ฝึกภาวนา และแบ่งปันสุขทุกข์เรื่อยมา แต่ไม่ได้ใช้คำว่าแฟน เพราะตัวอยู่ไกลกัน แต่แล้ววันหนึ่ง เธอตัดสินใจคบเป็นแฟนกับผู้ชายอีกคนที่เข้ามาจีบ เพราะเขาอยู่ใกล้กว่า เธอให้เหตุผลว่าเพราะเหงา และบอกอีกว่ารู้สึกตัดสินใจผิดพลาด ไม่อยากเสียผมไป หลังจากคุยกันก็ได้แนวทางว่า ถ้างั้นก็คบกันเป็นพี่น้องก็แล้วกัน เป็นกัลยาณมิตรในทางธรรมต่อกันได้ แต่ในทางปฏิบัติรู้สึกว่าทำได้ยาก เวลาเธอมีความทุกข์ก็โทรหาอยู่ ตัวเองก็เช่นกันยังทำความรู้สึกแบบพี่น้องเป๊ะๆไม่ได้ อยากเรียนถามว่าในสถานการณ์อย่างนี้ จะมีวิธีการวางตัว วางใจอย่างไร เพื่อไม่ให้ล่อแหลมที่จะผิดศีล และเป็นการสร้างภัยเวรต่อกัน?

เอาล่ะ อันนี้ตอบได้ง่ายมากนะครับ คือถ้าไม่อยากจะให้เกิดเรื่องเกิดราวอะไรที่มันเกินเลย หรือว่าแม้กระทั่งความไม่ซื่อทางใจอะไรแบบนี้นี่ ถ้าเรายังคุยอยู่ด้วยความรู้สึกว่ามีใจให้เลิกเลย ให้เลิกคุยเลย

คือธรรมะนี่ บางทีนะครับ เราไปอยู่ตรงกลางๆ ตรงเทาๆไม่ได้นะครับ ถ้าหากว่าอยากจะสบายใจจริงๆ นี่พูดเรื่องความสบายใจอย่างเดียวนะ ไอ้เรื่องอดไม่ได้ หรือว่าไอ้เรื่องความเหมาะสมอะไรที่จะเป็นข้ออ้างทั้งหลายนี่ อันนั้นยกไว้นะครับ แต่เราพูดกันเรื่อง ความสบายใจเกี่ยวกับศีลอย่างเดียวเลย

เอาอย่างนี้เลยนะครับ คือถ้าคุยอยู่แล้วรู้ว่ามีใจ เลิกคุยเลย คือยกเว้นแต่ว่าน้องเขาจะต้องขอรบกวน ไปโดนจับที่ไหนจะให้เราไปจ่ายค่าปรับให้ อะไรแบบนี้นี่ อันนี้ค่อยว่ากัน แต่ไอ้ที่มาคุย บอกว่าขอปรึกษาหน่อย กลุ้มใจเรื่องแฟนนี่ เห็นมาเยอะแล้วนะครับ คือคุยกันให้ชัดๆไปเลย จะเอาอย่างไร อยู่กับเราก็อยู่กับเรา อยู่กับคนโน้น ก็อยู่กับคนโน้น การตกลงกันอย่างเด็ดขาดนี่นะครับ จะทำให้เกิดความสบายใจ การที่มาปรึกษาเรา เห็นเราเป็นที่พึ่งทางใจเกี่ยวกับเรื่องที่ออกแนววาบหวามพิศวาสอะไรแบบนี้นี่ มันไม่พ้นความไม่สบายใจหรอก มันต้องมีความไม่สบายใจทั้งสองฝ่ายจนได้ ถ้าคุยแล้วไม่รู้สึกว่าใจมีความพิศวาสหรือว่าเกี่ยวพันอะไรเลย อันนั้นโอเค คลีน สะอาด ถือว่า เป็นพี่น้องกัน แต่ถ้าหากว่ารู้ๆอยู่ว่าเรายังมีความรู้สึกนะครับ ตรงนี้นี่ไม่มีทางเลยที่เราจะพ้นจากมลทินไปได้


เอาล่ะครับ ก็คิดว่าสมควรแก่เวลา คืนนี้ต้องกล่าวราตรีสวัสดิ์กัน ณ ที่ตรงนี้ ขอให้เจริญในธรรมด้วยกันทุกท่านนะครับ


« กลับสู่สารบัญเรียงตามครั้งที่ออกอากาศ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น