วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ดังตฤณวิสัชนา On Air ครั้งที่ ๑๐๑ / วันที่ ๑๑ ก.ย. ๕๕

« กลับสู่สารบัญเรียงตามครั้งที่ออกอากาศ

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้วันอังคารที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๕ นี่คือรายการดังตฤณวิสัชนา ผมดังตฤณมาตอบคำถามให้คุณเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง ทุกคืนวันจันทร์ พุธ และ ศุกร์ เวลาสามทุ่มตรงอย่างนี้ แต่วันนี้วันอังคาร ก็เป็นวันชดเชยจากที่เมื่อคืนขาดหายไป ก็ต้องขออภัยสำหรับการสลับวัน แล้วก็ต้องแจ้งตั้งแต่เช้าวันจันทร์นะครับ ขออภัยสำหรับท่านที่รอคอยในคืนวันจันทร์ด้วย ก็เข้ามาที่ http://www.facebook.com/dungtrin แล้วก็ตั้งคำถามได้นะครับในสเตตัสปัจจุบันที่ผมตั้งขึ้นมาในเวลาสามทุ่มจาก http://www.spreaker.com เป็นคนตั้งให้นะครับ


๑) อาชีพที่จะต้องเจอเรื่องกระทบบ่อยๆ เช่น ดารา นักร้อง วงการบันเทิง สามารถดูสติปัฏฐาน ๔ แล้วบรรลุธรรมได้ไหม แล้วถ้าตั้งใจ อยากพ้นทุกข์นี้ ควรหรือไม่ที่จะทำงานในสายอาชีพนี้คะ?

เอาเป็นว่าอย่างนี้ก็แล้วกัน ผมยกตัวอย่างแบบสุดโต่งเลยนะ ก็อย่างในสมัยพุทธกาล ไม่ใช่แค่อาชีพดารานักร้องนะ แต่เป็นอาชีพหญิงงามเมืองเลยทีเดียว หญิงงามเมืองก็คงทราบนะ ถ้าปัจจุบันก็คงนึกถึงโสเภณี แต่ว่าสมัยนั้นนี่ หญิงงามเมืองเป็นที่ยอมรับนะ ก็เล่าๆกันนะว่า ถ้าผู้หญิงคนไหนเกิดมามีความสวยงามมาก แล้วก็เป็นที่หมายปองถึงขั้นจะทะเลาะเบาะแว้งกัน หรือจะฆ่าแกงกันระหว่างผู้ชายที่มากมาย ที่ต้องการเจ้าหล่อน พระราชาก็จะแต่งตั้งเป็นหญิงงามเมืองเสีย เพื่อที่จะให้ชายเหล่านั้นได้สมใจพร้อมๆกัน หลายๆคนนะ ถ้าหากว่าใครมีเงินพอที่จะซื้อตัวนางตามที่พระราชาท่านตั้งอัตราไว้ ก็มีสิทธิที่จะได้นางไปครองเป็นเวลาที่กำหนด แล้วก็ห้ามไม่ให้มีใครจับจองเป็นเจ้าของ นางจะเป็นตัวของตัวเอง

คือพูดง่ายๆว่า อาชีพที่บอกว่าเป็นหญิงงามเมืองนี่ มีศักดิ์ศรีในสมัยหนึ่งนะครับ ในยุคหนึ่ง ในถิ่นหนึ่ง แล้วก็ในครั้งพุทธกาลก็มีหญิงงามเมือง อย่างเช่น นางสิริมา ที่สามารถบรรลุธรรมได้ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่มีปรากฏเป็นประจักษ์หลักฐานนะครับ อยู่ในชั้นพระไตรปิฎก บอกว่า หญิงงามเมือง มีนางสิริมา แล้วใครอีกคน ผมจำชื่อไม่ได้ถนัดนะ ก็สามารถที่จะบรรลุธรรมได้ ไม่ใช่แค่หนึ่งคน แต่เป็นสองคน หรืออาจจะมากกว่านั้นแต่ว่าไม่ได้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรนะครับ

ก็อยากจะบอกว่า แม้กระทั่งอาชีพที่คนนึกไม่ถึงว่าสามารถที่จะเจริญสติได้นี่ ถึงขั้นที่บรรลุมรรคผลเลยทีเดียว ไม่ใช่แค่เอาแค่การเจริญสติ นับกันแค่เจริญสติอย่างเดียว ฉะนั้นดารานักร้อง ถ้าหากว่าไม่ได้ทำอนันตริยกรรมไว้ คือไม่ได้ฆ่าพ่อฆ่าแม่ ไม่ได้ฆ่าพระอรหันต์ ไมได้เป็นสงฆ์ที่ทำให้เกิดการแตกแยกภายในอาวาสนะ แล้วก็ไม่ได้มีโอกาสทำพระพุทธเจ้าพระโลหิตห้อนะครับ เหล่านี้คือไม่ต้องห่วงแหละนะ กรรมอะไรๆก็สามารถที่จะลดหย่อนผ่อนโทษกันได้ สามารถตั้งจิตให้มีความมั่นคง แล้วก็มีความเที่ยงที่จะรับรู้ตามจริงบรรลุมรรคผลกันได้นะครับ นับตั้งแต่โสดาปัตติผล ขึ้นไป ถึง พระอรหัตผล ทีเดียว

แม้แต่พระองคุลีมาล ซึ่งสมัยนั้นถ้าใครเจอก่อนที่ท่านจะบวชเป็นพระอรหันต์นี่นะ ก็ต้องหลีกกระเด็นกันทุกราย เพราะว่าเป็นจอมโจรชื่อดัง ฆ่าไม่เลือกหน้า ฆ่าไม่ต้องดูว่ามีความแค้นต่อกันมาก่อนหรือเปล่า เพราะว่าจะเอานิ้วจากคนตายมาห้อยคอให้ครบหนึ่งพัน จะได้ร่ำเรียนศาสตร์วิชา ที่ครูบาอาจารย์ของท่านไปหลอกไว้ ไปหลอกลวงไว้นะครับว่า เดี๋ยวจะถ่ายทอดวิชาสูงสุดให้ถ้าหากว่าไปฆ่าคนได้ครบพัน โดยมีหลักฐานเป็นนิ้วของคนจำนวนพันนั้นห้อยคอ

ตอนแรกอาจารย์ก็เข้าใจว่ายังฆ่าไม่ถึงพัน ก็น่าจะโดนสวนกลับเสียก่อน ตายเสียก่อน แต่แท้ที่จริงก็คือสามารถทำได้นะ ท่านเก่งมาก มีตบะแก่กล้ามาก สามารถฆ่าคนได้เกือบครบพันคน แต่คนที่หนึ่งพันนี่เป็นพระพุทธเจ้า ฆ่าไม่ได้ และยังถูกฆ่ากลับ เป็นการฆ่าอุปาทาน ฆ่าความหลงผิด ความเห็นผิด ท่านไมได้บรรลุอรหันต์ทันทีนะ แต่ว่าก็บวชสักพักหนึ่งกว่าที่จะค่อยๆ ความมืดมนอนธการในจิตใจจะถูกขับไล่ด้วยแสงสว่างจากพระธรรมคำสอนนะครับ

อันนี้ก็อยากจะบอกไว้เลย คือพูดสุดโต่งเลย บางทีก็มีมาหลายกระแสนะ บอกว่าถ้าดูหมอนี่ไม่มีสิทธิบรรลุมรรคผลนะ ก็มีประจักษ์หลักฐานในชั้นพระไตรปิฎก อย่างเช่นพระอัญญาโกณฑัญญะนะครับ ท่านก็ดูในลักษณะที่ว่าทำนายทายทักลักษณะของบุคคล ว่าจะได้เป็นอะไร จะมีความเป็นใหญ่แค่ไหน หรือ กระทั่งดูได้ว่าเป็นมหาบุรุษ สามารถบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้หรือเปล่า ท่านก็ทายถูกมาแล้ว เรียกว่าเป็นนักดูโหงวเฮ้งชื่อดังในยุคพุทธกาลเลยทีเดียว และท่านก็ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันบุคคล เป็นรายแรกของพุทธศาสนานี้ด้วย ที่มีพระพุทธโคดมเป็นพระพุทธเจ้านะ เป็นพระศาสดาในพุทธศาสนาครั้งนี้ ท่านก็ นอกจากเป็นพระโสดาบันได้ง่ายๆแล้ว ในเวลาไม่นานท่านก็ยังบรรลุพระอรหัตผล เป็นคนแรกอีกด้วยนะ

ก็สรุป ไม่ว่าจะมีอาชีพไหน สาขาใด ถ้าหากว่าไม่ได้ไปพลังทำอนันตริยกรรม ซึ่งเป็นกรรมรุนแรงที่จะต้องได้รับผล ได้รับโทษเป็นนรกเท่านั้น สถานเดียวนะครับ ก็นอกนั้นนี่ก็สามารถที่จะบรรลุธรรมได้ทั้งนั้นแหละ

ทีนี้ มีเงื่อนไขอยู่นิดหนึ่งคือ การที่เราแสดง มีอาชีพเป็นดารา หรือว่านักร้อง ถ้าหากว่ารับงานมั่ว จนกระทั่งจิตมันหม่นมัว จิตมีความบิดเบี้ยว เกินกว่าที่จะรู้อะไรตามจริงได้ อย่างนี้ก็เรียกว่าปิดทางตัวเองเหมือนกัน คือไม่ว่าจะอาชีพสาขาไหน ถ้าหากว่าเราจะต้องโกหก เราจะต้องมีการทำบาปทำกรรม ผิดศีล ไปยั่วยุให้คนอื่นเขามีกิเลสแรงๆมากๆนี่ ไม่ว่าอาชีพไหน สาขาไหนนะ มันไม่สามารถที่จะยอมรับตามจริง สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าได้หรอก

ถ้าหากว่าจะสำรวจง่ายๆว่า คุณมีจิตบิดเบี้ยวเกินกว่าที่จะบรรลุมรรคผลได้หรือเปล่า มีวิธีสำรวจ ง่ายที่สุดเลย ถามตัวเองว่า สามารถที่จะยอมรับตามจริงได้ไหมว่า ขณะนี้หายใจเข้า ขณะนี้หายใจออก ขณะนี้ที่กำลังหายใจเข้า หายใจออกอยู่นี่ มันมียาว มันมีสั้นไม่เท่ากัน ถ้าดูไปเรื่อยๆ รู้ไปเรื่อยๆ แล้วมีความรู้สึกว่า เออ ลมหายใจ เดี๋ยวมันก็เข้า เดี๋ยวมันก็ออก เดี๋ยวมันก็ยาว เดี๋ยวมันก็สั้น ไม่เท่ากัน คนละชุดกัน รู้สึกว่ามีจิตเป็นผู้รู้ ผู้ดู อยู่ นิ่งๆ สบายๆ อันนั้นแหละเป็นหลักประกันได้ว่า สิ่งที่คุณทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพใด สาขาใด มันยังไม่รบกวนจิตใจให้บิดเบี้ยวมากเกินไป

ผมขอตั้งข้อสังเกต บางคน เป็นหมอด้วยซ้ำ แต่ว่าโกหกบ่อย จนกระทั่งจิตนี่ไม่สามารถที่จะยอมรับความจริงอะไรได้เลย เห็นเรื่องจริง หรือ เห็นความดีงามนี่ เป็นเรื่องตลกไปหมด แล้วก็ไปเข้าขบวนการประเภทผ่าตัด ลักไตบ้าง หรือว่าไปทำอยู่กับ ไปทำกับคนบาปน่ะ คนบาปคนชั่ว นะ คือ ปัจจุบัน มี... ขี้เกียจจาระไนนะ มันเยอะ อย่าไปพูดเลยแล้วกันว่ามันมีอะไรอยู่บ้าง แต่ก็จะบอกว่า คือแม้กระทั่งอาชีพที่มีฐานะ ซึ่งสังคมยอมรับนับถือว่าสูงส่ง ประเภทหมอ ประเภทครู ก็สามารถที่จะทำบาป ทำกรรม ถึงขั้นที่ว่าจิตไม่สามารถยอมรับความจริงตรงหน้า ที่กำลังปรากฏต่อหน้าต่อตาได้ ทุกอย่างเป็นเท็จไปหมด ทุกอย่างเป็นเรื่องเล่นไปหมด ทุกอย่างนะ

มันเหมือนกับเรื่องตลก คนอื่นเป็นตัวตลกไปหมด ตัวเองนี่ยิ่งใหญ่อยู่คนเดียว ตัวเองนี่ฉลาดอยู่คนเดียว เก่งอยู่คนเดียว หลอกลวงคนอื่นเขาได้ เอาเปรียบคนอื่นเขาได้ ทำร้ายคนอื่นเขาได้ โดยที่ไม่สามารถที่จะมีอะไร หรือว่าใครมาแตะต้องตัวเอง มันคิดเสียอย่างนี้ จิตใจถูกย้อม ถูกปรุงแต่งด้วยบาป ด้วยกรรม จนกระทั่งไม่สามารถที่จะไปมองเห็นอะไรที่มันดีๆได้ จิตมันมืดไปหมด ความสว่างในขั้นศีล ไม่มี ความสว่างในขั้นทาน ไม่มี แล้วจะไปเห็นความจริงขั้นสูงได้อย่างไร อันนั้น ความจริงขั้นสูงสุดนี่ต้องใช้ความสว่างจัดจ้ามากที่สุดในจักรวาล มาแหวกทาง มาเปิดทางให้ดู ให้รู้ ให้เห็น ความจริงขั้นสูงสุดนั้นก็คือ นิพพาน เวลาที่บรรลุมรรคผล ก็คือเวลาที่เห็นนิพพานนั่นแหละ

พระพุทธเจ้าตรัสไว้นะ ในชั้นอรรถกถาก็พูดไว้ว่า แสงสว่างที่ฆ่ากิเลส ที่จะบดบังนิพพานไม่ได้นี่ เป็นแสงที่ไม่มีอะไรเทียบอีกแล้วนะครับ นี้ คือถ้าเรามีอาชีพดารา นักร้องนะ แล้วอยากจะเจริญสติปัฏฐานนี่ ก่อนอื่นผมขอแนะนำนะ อย่าไปคิดว่าอาชีพแบบเรานี่ มันจะเจริญสติได้หรือเปล่า บรรลุมรรคผลได้หรือเปล่า แต่ให้คิดว่า ตอนนี้เราสามารถยอมรับความจริงอะไรได้บ้าง บางคนนะ ไม่ต้องเป็นดารา แต่ยอมรับความจริงอะไรไม่ได้เลย เนื่องจากเป็นคนมีนิสัยเอาแต่ใจตัวมากๆ อยากได้อะไรต้องได้อยากให้ใครตามใจตัวเองอย่างไร เขาจะต้องเป็นไป เหมือนกับเคยชินมาแต่ไหนแต่ไรว่า เราสามารถเป็นผู้ชี้นกให้เป็นไม้ ชี้ไม้ให้เป็นนก จิตแบบนี้ก็ไม่สามารถยอมรับความจริงได้เหมือนกัน และถ้าไม่สามารถยอมรับความจริงได้ มันไม่มีความอดทนหรอก สมาธิจะสั้น มีความฟุ้งซ่านจัด มีความอยากจะเอาอะไร อยากจะบงการให้โลกเป็นอย่างไร ตามใจตัวเองอยู่ตลอดเวลา

ถ้าหากว่าเราไม่ใช่คนที่ทำอนันตริยกรรม ไม่ใช่คนทุจริตคดโกงสังคม และก็ไม่ใช่คนเอาแต่ใจตัว มากเกินไป ประกันได้เลยว่าจิตของเรามีความปลอดโปร่งได้ เพียงพอกับการที่จะเจริญสตินะครับ เอาล่ะ ก็ขอพูดเพียงเท่านั้นในเรื่องเกี่ยวกับอาชีพสาขานะ ว่า ขวางมรรค ขวางผล หรือเปล่า



๒) หนูมีข้อไม่แน่ใจเรื่องการถือศีล ๘ ค่ะว่าสมควรหรือไม่ ในข้อของการห้ามประทินผิว คือตอนที่หนูถือศีล ๘ หนูจะใช้โฟมล้างหน้า สบู่ และยาสระผม ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้เรื่องกลิ่นหมอที่เขาผลิตออกมา โดยเฉพาะเรื่องโฟมล้างหน้านี่แหละ สงสัยมากเลย นอกนั้นก็ไม่ได้ใช้อะไรเพื่อความงามเลยค่ะ ทั้งหมดที่กล่าวมามีเจตนาเพียงเพื่อทำความสะอาดร่างกายเท่านั้น แต่ก็ไม่แน่ใจอยู่ดีว่าสมควรหรือไม่?

บอกว่าที่เคยดูตามกระทู้ต่างๆมา มันไม่ตรงกับประเด็นที่ว่าตัวเองสงสัย ก็เลยมาถามกันในครั้งนี้ เอาล่ะ ถ้าพิจารณาถึงเจตนา ที่ท่านไม่ให้ทำโน่น ไม่ให้ทำนี่ อย่างเอาเรื่องของศีลห้าก่อน ที่ท่านห้ามโน่น ห้ามนี่ ไม่ใช่เพราะว่านึกอยากจะห้ามก็ห้าม แต่ว่าห้ามไปแต่ละข้อมันกันเราจากโลกของการเบียดเบียนทั้งนั้นเลย นะ เรื่องฆ่าสัตว์ก็นี่ ไม่ต้องทำร้ายกัน ไม่ต้องเบียดเบียนกันเห็นๆเลยว่า ปลีกตัวออกมาจากโลกของการเบียดเบียนได้ ไม่ต้องลักทรัพย์ นี่ก็ปลกตัวออกมาจากากรไม่ต้องเบียดเบียนกัน ไม่ผิดประเวณีนะ นี่ก็คือไม่ต้องมีภัย ไม่ต้องมีเวร ไม่ต้องโกหกคนอื่น ไม่ต้องกินเหล้าเมายา บั่นทอนสติตัวเอง นี่ส่วนใหญ่คนจะไม่มองว่าทำไมถึงต้องมีศีลห้า ถ้าหากว่าเข้าใจเสียแล้วว่า ศีลห้าคือ มหาทาน

คือการที่เราเสียสละ ไม่ไปทำร้ายคนอื่น ไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น แม้จะมีเรื่องยั่วยุให้น่าทำ ก็เท่ากับว่าเราละเว้นที่จะก่อเรื่องร้ายทัง้ๆที่มีสิทธิก่อเรื่องร้ายได้ คนอื่นที่จะได้รับความเดือดร้อนจากเรา เขาก็รอดตัวไปนะ มีความปลอดภัย อยู่ได้ นี่คือจุดประสงค์ของศีลห้า

ทีนี้จุดประสงค์ของศีล ๘ คืออะไร คือการที่ คนคนหนึ่ง มีความเห็นค่าของการเจริญสติ หรือการทำสมาธิ ปลีกกาย ปลีกใจ ออกไปสู่ความวิเวก เมื่อมีความปรารถนาที่จะเอาดีทางจิตวิญญาณ มีความก้าวหน้ามีความสุขอันยิ่งใหญ่ มีใจที่เปิดกว้าง สว่าง สบาย มันสามารถทิ้งได้หมด มันจะมีความรู้สึกว่า อะไรๆไม่น่ายินดีเลย ถ้าหากว่า ขวางเราไว้จากความวิเวก วิเวกทางกาย วิเวกทางจิต อะไรก็ตามที่ยังทำให้เรามีความกระสับกระส่ายอยู่ได้ ทั้งทางกาย หรือทางจิต สิ่งเหล่านั้นเราสามารถทิ้งได้หมด เพราะเห็นแล้วว่า การลิ้มรสจิตที่มีความวิเวกนะ มันไม่มีสุขอื่นเสมอเหมือน เราเห็นอย่างนั้นก่อน แล้วเราจึงตั้งใจถือศีล ๘ ด้วยความเข้าใจว่า จะทิ้งเครื่องรบกวนจิตให้หมด

เมื่อเข้าใจอย่างนี้ เราถึง... (เสียงขาดหายไปประมาณ ๑๐ กว่านาที) …ลูบไล้เครื่องประทินผิว ทำให้เกิดความรู้สึกไป หลงไป อุปาทานไปว่า เนื้อหนังนี้ดี มีกลิ่นหอม เย้ายวนใจ ต่างๆเหล่านี้ ถ้าหากว่าเราพิจารณาแล้วว่า มันเป็นเครื่องรบกวนใจจริงๆ อย่างเช่น ฉีดน้ำหอม มันอยู่นาน จริงไหม แล้วเราก็ได้กลิ่นหอมจากตัวเองอยู่เรื่อยๆ มันก็เกิดความหลงยึดว่าตัวเรานี้หอม กายนี้หอม กายนี้ดี กายนี้เย้ายวน น่าสัมผัส น่าให้ใครสักคนมาหอม นี่ มันเกิดความรู้สึกปรุงแต่งขึ้นมา แล้วเป็นระยะเวลานาน นี่เขาถึงห้าม ท่านถึงห้ามว่า ไม่ให้มีการลูบไล้เครื่องประทินผิว แม้กระทั่งจะทำให้ผิวดูนุ่มนวลขึ้น ดูมีความลออองค์นะ ดูมีความน่าสัมผัสอะไรต่างๆ คือตัวเองนี่บางที คือไม่ได้อยากให้คนอื่นสัมผัสนะ แต่ตัวเองดูตัวเอง แล้วมีความรู้สึกว่า เออ มันเป็นอะไรที่นุ่มนิ่ม น่าจับต้องดี โดยเฉพาะผู้หญิงนะ หรือคนที่เริ่มจะออกอาการเบี่ยงเบนทางเพศก็จะเริ่มมาจากอะไรพวกนี้แหละ คือติดใจในความสวยความงาม ติดใจมากๆ มันกลายเป็นความโน้มไปทางการชอบแบบผู้หญิงได้นะ

หรือการที่เราไปนอนฟูกนุ่มนิ่ม มีความสบาย มันทำให้เกียจคร้าน มันทำให้จิตไม่วิเวก มันทำให้จิตกระสับกระส่าย ดิ้นรนที่จะนอนต่อ คือไม่ใช่ดิ้นรนที่จะลุกขึ้นมาทำงาน ลุกขึ้นมานั่งสมาธิอย่างมีความกระตือรือร้นนะ ต่างๆเหล่านี้เมื่อเราพิจารณาแล้วว่า อะไรบ้าง รบกวนจิตได้ ทำให้จิตเกิดอุปาทานได้ เราทิ้งหมด ถ้าโฟมล้างหน้า ในช่วงที่เราถือศีล ๘ อยู่นี่ มันเป็นความเคยชินที่เราจะใช้อุปกรณ์นั้น นะ แล้วเราเอามาล้างหน้านี่ โดยที่ไม่รู้สึกว่า กลิ่น หรือว่า ความสะอาดจากโฟมล้างหน้า หรือว่า ครีมบำรุงที่ผสมอยู่ในโฟมล้างหน้านี่ มันจะติดใจเราอยู่ได้นาน ก็ล้างไปเถอะ มันไม่ถึงกับผิดอะไร

แต่ถ้าหากรู้สึกถึงใจของตัวเองว่า นี่คือความพิเศษ นี่คืออะไรที่มันทำให้เราติดใจผิวหน้าของตัวเองได้ มันทำให้เรารู้สึกถึงความสวย ความงาม มันทำให้เราเกิดความรู้สึกไม่วิเวก อยากจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องของผิว ของความเป็นผู้หญิง แบบผู้หญิง นั้นก็สละเสีย คือ ใช้สบู่ธรรมดามันก็ไม่เสียหายหรอก แค่วัน สองวัน นะ หรือว่า ในช่วงเวลาที่เราถือศีล ๘ นี่ มันคงไม่ใช่นานอะไรมากมาย เนื่องจากต้องใช้ชีวิตปะปนอยู่กับคนในโลก ก็คิดเสียว่าเป็นการเสียสละความหวงแหนเนื้อหนังที่มันสวย ที่มันงาม ถ้าหากว่าเราเสียสละความหวงแหนตรงนี้ไม่ได้นี่ ก็ไม่สามารถจะขึ้น ยกขึ้นสู่การเจริญอสุภกรรมฐาน หรือว่า กรรมฐานเพื่อความปล่อยวางร่างกาย มันเป็นขั้นพื้นฐานนะ สละความหวงขั้นต้นไม่ได้ แล้วจะไปสละความหวงขั้นต่อๆไปได้อย่างไร

เอาล่ะ ก็พิจารณาที่ใจนะครับ ดูกันที่ใจว่าเรามีความยึด ความหลง อันเกิดจากการใช้โฟมล้างหน้าเพียงใด อันนั้นขอให้เป็นหลักตั้ง มันจะมีเรื่องคาบเกี่ยวกันอยู่แบบนี้แหละ ที่ว่า ไม่รู้ว่าผิดหรือไม่ผิด เพราะว่า โฟม ก็ถือว่าเป็นสิ่งทำความสะอาด แต่ถ้าสิ่งทำความสะอาดนั้นมันถึงขั้นที่ทำให้เกิดอุปาทานได้ เราก็ต้องพิจารณาละทิ้งนะครับ


มีบางคนก็ฝากเตือนทุกท่านว่าช่วงนี้หวัดระบาด ขอให้รักษาสุขภาพกันด้วย สงสัยจะเตือนช้าไป ผมเจอมาแล้วนะ เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน เป็นไข้หวัดอยู่สองสามวัน แต่ช่วงนี้สุขภาพดี ก็เลยไม่ได้เป็นนาน แล้วก็ไม่ได้เป็นหนักนะครับ


๓) จะต้องฝึกสมถะสมาธิถึงขึ้นไหน เราถึงจะเริ่มเจริญปัญญาได้ แล้วจำเป็นไหม ต้องทำให้ได้อัปปนาสมาธิให้ได้เสียก่อน ถึงจะเจริญปัญญา แล้วขณะทำ เราเกิดนิมิต เราจะทำอย่างไรกับมัน?

พระพุทธเจ้าท่านให้เจริญวิปัสสนา ด้วยการดูว่า เราสามารถรู้ได้ไหมตอนนี้ กำลังหายใจเข้าอยู่ ตอนนี้กำลังหายใจออกอยู่ ถ้ารู้ได้ นั่นแหละ เจริญวิปัสสนา ได้แล้ว มันไม่จำเป็นต้องถึง ฌาน เสียก่อนนะ พระพุทธเจ้า ท่านพูดถึงฌานจริง แต่ไม่มีนะ ที่ท่านมาแยกประเภทให้คนฟุ้งซ่านกันว่า นี่เราได้ขณิกสมาธิ เราได้อุปจารสมาธิ สมาธิขั้นนั้น ขั้นนี้ เพียงพอแล้วกับการเจริญวิปัสสนา ท่านไม่มาแยกนะ แต่ท่านบอกว่า ถ้าถึง ฌาน แล้วเนี่ย อันนั้นน่ะ เจ๋ง อันนั้นน่ะ คือมีความพร้อมที่จะบรรลุมรรคผล เพราะว่า ในขณะจิตที่บรรลุมรรค บรรลุผลนี่ ก็ต้องใช้กำลังของ ฌาน นะ จิตถ้าไม่เป็นฌานนี่ บรรลุมรรคผลไม่ได้ เพราะว่าขณะที่เป็นการบรรลุนะ มรรคจิต ผลจิตนี่ ก็คือ ฌาน นั่นแหละ ก็มีแสงสว่างขึ้นมา ฆ่ากิเลส ขึ้นมาประหารกิเลสนะ มาตัดสังโยชน์ ขั้นต่างๆ

แต่ว่าตอนที่เราจะเริ่มทำสมถะ และวิปัสสนา นี่ เอาตามคำสอน เอาตามวิธี เอาตามแบบที่พระพุทธเจ้าท่านประทานไว้นะ คือ อานาปานสตินี่ มันเริ่มต้นควบคู่กันไปได้เลย ในขั้นแรกนี่ พระพุทธเจ้าท่านให้สำรวจตัวเองก่อนว่า ศีลของเรามีพร้อมแล้วหรือยัง มีครบแล้วหรือยัง ถ้าหากว่า ศีลของเรามีพร้อมแล้ว มีครบแล้ว มันมีความสว่างนำ มันมีความรู้สึกที่ดี มันมีความรู้สึกที่ปลอดโปร่ง มีความรู้สึกว่า โล่ง ไม่มีอะไรคาใจ ความสว่างโล่งไม่มีอะไรคาใจ นั่นแหละ คือทุนที่แท้จริง ที่จะทำให้เจริญวิปัสสนา ได้

เพราะอะไร เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสนะ ว่า ผู้มีศีล ย่อมไม่มีความเดือดเนื้อร้อนใจ อยู่ในปัจจุบัน และศีลนั้น จะทำให้เกิดสมาธิได้ สมาธิที่เกิดขึ้น ความตั้งมั่นของจิตที่เกิดขึ้น จะทำให้สามารถรู้ตามจริงได้ คือมีความสามารถที่จะยอมรับตามจริงได้นานๆนั่นเอง แล้วการถือศีลนี่นะ ไม่ใช่ถือแค่ วัน สองวัน นะ อยากจะเจริญวิปัสสนาวันนี้ เอ้า ขอสมาทานศีล ต่อหน้าพระปฏิมา มันไม่ใช่อย่างนั้นนะ คือศีลต้องมีติดจิตติดใจเป็นประจำ เราต้องเป็นผู้ที่หนักแน่น ในการไม่ทำตามเครื่องยั่วยุ ให้ผิดศีลมานานพอ นานแค่ไหน ก็นานประมาณว่า จิตนี่ปฏิเสธเป็นอัตโนมัติเลย ไม่ว่าจะมีเรื่องยั่วยุรุนแรงขนาดไหน ไม่ทำ มันมีความรู้สึกเป็นอัตโนมัติอยู่ในใจนั่นน่ะ

ถ้าหากว่าใครถือศีลมาได้ถึงขั้นนั้น จะมีความรู้สึกว่า เราสามารถที่จะยอมรับความจริงตรงหน้าได้ง่ายๆ มันไม่เพี้ยนน่ะ มันไม่บิดเบี้ยวน่ะ มันไม่ถูกบาปห่อหุ้มไว้ มันไม่ถูกอกุศลปิดบังความจริงเอาไว้ ก็เลยเห็นความจริงได้ง่ายๆด้วยความรู้สึกปลอดโปร่ง นี่ตรงนี้ต้องคำนึงถึงตรงนี้ดีกว่า ว่าถ้าหากว่าเรามีศีลพร้อยแล้วนี่ ตรงนั้นแหละ เราพร้อมที่จะมีสมาธิอยู่เอง โดยไม่ต้องไปทำอะไรมากมายนะ แล้วก็สามารถที่จะมองเห็นอะไรตามจริงได้

และวิธีพิสูจน์ว่า เราสามารถมองเห็นอะไร ยอมรับอะไรตามจริงได้หรือเปล่า พระพุทธเจ้าท่านคะยันคะยอเหลือเกินเลยนะว่า ให้สำรวจดูตอนนี้เราหายใจเข้าอยู่หรือหายใจออกอยู่ ถ้าหากว่าเรามีความสามารถที่จะรู้ว่า กำลังหายใจเข้า หรือหายใจออกอยู่ นี่แหละ ตรงนี้แหละ ประตูนิพพานเปิดแล้วนะ มันประกอบ ขอมีพื้นฐานว่า เข้าใจถูก เข้าใจชอบ เป็นสัมมาทิฏฐิว่า เราจะดูไปเพื่อให้เห็นว่าลมหายใจมันไม่เที่ยง เดี๋ยวก็เข้า เดี๋ยวก็ออก เดี๋ยวก็ยาว เดี๋ยวก็สั้น จนกระทั่ง ดูไปเรื่อยๆ จิต ถ้าหากว่า เห็นอะไรไม่เที่ยง มันจะแยกออกมาเป็นผู้รู้ ผู้ดู เอง ผู้รู้ ผู้ดู ตรงนั้นแหละ ที่คือ จิตผู้รู้ คือจิตที่มันจะเจริญปัญญาต่อยอดเป็นสมาธิในแบบที่ถึงขึ้นฌานได้

และที่ถามว่า ถ้าเกิดนิมิต จะทำอย่างไร ก็พิจารณาไปว่ามันเป็นสังขารขันธ์ มันเป็นการปรุงแต่งชนิดหนึ่งของจิตชั่วคราว นะ ไม่ว่าจะเป็นนิมิตสวยหรูแค่ไหน หรือว่า ล่อลวงใจเพียงใด ถ้าเราท่องไว้… (เสียงขาดหายไป)

« กลับสู่สารบัญเรียงตามครั้งที่ออกอากาศ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น