วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ดังตฤณวิสัชนา On Air ครั้งที่ ๖๒ / วันที่ ๑๑ มิ.ย. ๕๕

« กลับสู่สารบัญเรียงตามครั้งที่ออกอากาศ

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้วันจันทร์ที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๕ นี่คือรายการดังตฤณวิสัชนา ผมดังตฤณมาตอบคำถามให้คุณเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง ทุกคืนวันจันทร์ พุธ และศุกร์ เวลาสามทุ่มตรง เพื่อจะทักทายไถ่ถามเข้ามาในรายการ ให้เข้าไปที่ http://www.facebook.com/HowfarBooks นะครับ



๑) มีวิธีสอนพ่อไม่ให้พูดจาเสียดสีผู้อื่นได้บ้างไหม? ทุกวันนี้พูดเสียดสีแม่ ทำให้แม่เสียใจ และมีอารมณ์โมโหตลอด ทำให้ทะเลาะกันบ่อยๆ บางครั้งก็ต้องขึ้นเสียงบ้างเพื่อให้ท่านได้สติ แต่ก็ได้เพียงชั่วคราว แล้วก็ไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไหร่ แล้วก็ไม่รู้ว่าการขึ้นเสียงกับพ่อแม่จะส่งผลกรรมอย่างไรบ้างหรือเปล่า?

อันนี้เป็นกรรมของเราเองนะ การจะเปลี่ยนความเคยชินของคนคนหนึ่งนี่นะ มันไม่ใช่ด้วยการไปพูดสอน หรือว่าแม้กระทั่งไปตักเตือน หรือว่าให้สติชั่วครั้งชั่วคราวนะครับ การเปลี่ยนนิสัย การเปลี่ยนความเคยชินของคนคนหนึ่ง ขอให้จำไว้เลยนะ มันไม่มียาล้างสมองที่ไหน มันไม่มีวิธีการใด มันไม่มีอุบายที่ล้ำเลิศแค่ไหนก็ตาม ไปเปลี่ยนแปลงใครเขาได้ นอกจากเขาจะมีความเต็มใจ มีความเห็นโทษในพฤติกรรมแบบเดิม แล้วก็มีความเห็นคุณค่าของพฤติกรรมแบบใหม่ ถ้าหากว่าเราไม่สามารถทำให้ท่านมองเห็นโทษของการพูดจาเสียดสีได้ แล้วก็ไม่สามารถทำให้ท่านเห็นคุณของการพูดจาเป็นมิตรต่อกัน มีไมตรีต่อกัน มีความสบายหูแก่กัน อย่างไรๆก็ไม่มีทางหรอกครับ ที่จะไปเปลี่ยนอำนาจความเคยชินดั้งเดิม

คนเรานะ มีอยู่อย่างเดียวที่จะทำให้เกิดกำลังใจ เกิดแรงบันดาลใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ก็คือ ได้เชื่อว่ากรรมและวิบากมีจริง ได้เข้าใจความจริงว่าอะไรๆที่มันเกิดขึ้นเป็นตัวเป็นตนอย่างนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ไม่ว่าจะเป็นการมาเกิดเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการได้เพศชาย เพศหญิง ไม่ว่าจะร่ำรวย ไม่ว่าจะมีสติปัญญา ไม่ว่าจะสูงต่ำดำขาวใดๆก็แล้วแต่นี่ ทั้งหลายทั้งปวงล้วนแล้วแต่เป็นกรรม อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม และพระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสด้วยว่าถ้าจะตอบแทนพ่อแม่ สิ่งที่ดีที่สุดคือการให้ธรรมะ ทำให้ท่านมาศรัทธา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยความเข้าใจว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมที่ดีที่สุด ที่จะให้ผลดีที่สุด กับตัวเอง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ถ้าหากว่าเราจะปรับเปลี่ยน อยากจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในทางเสียดสี หรือว่าเบียดเบียนผู้อื่นของคุณพ่อ ไม่ใช่ว่าเราไปพูดเจาะจงว่าการเสียดสีไม่ดีอย่างไร เราต้องทำให้ท่านเชื่อโดยรวมเลยว่ากรรมและวิบากมีจริง และต้อนให้ท่านเห็น คือให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของกรรมวิบาก เป็นตัวต้อนให้ท่านเห็นว่าการพูดจาเสียดสี เสียดแทง หรือว่าเป็นที่ระคายหูแก่ผู้อยู่ด้วยกัน อยู่ใกล้ชิดกัน ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ถ้าหากว่าจะต้องเกิดใหม่ ก็จะได้เกิดในบ้านที่มีแต่ความระคายหู ในบ้านที่มีแต่ความระคายใจ ในบ้านที่สมาชิกในบ้านเต็มไปด้วยคนพูดจาเสียดแทง คนพูดจาไม่เข้าหู คนพูดจาทิ่มตำให้เกิดการเจ็บใจกัน

ก่อนอื่นนี่ถ้าหากว่าท่านไม่มีพื้นฐานของความเชื่อ ไม่มีพื้นฐานของศรัทธา ไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของกรรมวิบาก เราไม่มีทางป้อนข้อมูลชนิดนี้ให้ท่านได้ และการป้อนธรรมะให้ผู้บังเกิดเกล้าเป็นอะไรที่ ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้เป็นลูก ลูกนี่ต้องเข้าใจนะว่า คุณพ่อคุณแม่เห็นเรามาตั้งแต่เรายังเป็นก้อนเลือดก้อนเนื้อ ก้อนเท่าฝ่ามือ เรียกว่าเขาเห็นเรามาตั้งแต่ตอนยังไม่รู้ประสีประสาอะไรเลย จนกระทั่งท่านเลี้ยงดูเรามา ให้เติบโตขึ้นมาทีละวัน ทีละวัน ความรู้สึกมันไม่มีทางหรอกที่จะมายอมรับให้เราไปสอนท่านได้ ยกเว้นแต่ว่า เราเอาธรรมะของครูบาอาจารย์ที่เราส่องๆดูแล้วนี่ น่าจะเข้ากับจริตของท่านได้ และครูบาอาจารย์ที่ท่านพูดถึงเรื่องกรรมวิบาก ครูบาอาจารย์ที่ท่านพูดถึงหลักความเข้าใจพื้นฐานของพุทธศาสนาว่า ยืนอยู่บนความจริงที่ว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม และถ้าหากว่ากล่าววจีทุจริต กล่าววาจาที่เป็นการเบียดเบียนกัน ไม่มีทางที่จะรอดพ้นไปจากการถูกเบียดเบียนไปได้ ในปัจจุบันก็คือจะต้องได้รับการโต้ตอบจากคนที่อยู่ใกล้ตัว ในอนาคตก็คือจะต้องไปอยู่ในที่ที่ไม่มีความสงบสุขทางหู ไม่มีความสงบสุขทางใจอันเกิดจากการอยู่ร่วมกัน อาจจะหมายถึงการมีศัตรูที่คอยตามทำให้เจ็บใจก็ได้ อาจจะหมายถึงการไปอยู่กับพ่อแม่หรือว่าอยู่ในครอบครัวพี่น้อง ญาติมิตร ที่เต็มไปด้วยคนอยากจะพูดจาทิ่มแทงกัน ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะทำให้ท่านเชื่อโดยรวมเลยว่าวิบากกรรมมีจริง มันจะง่ายขึ้น แต่ถ้าหากว่าจะมาพูดกันตรงๆ สรุปก็คือ กรณีเดียวเกี่ยวกับเรื่องการพูดจาเสียดแทง มันเป็นความเคยชิน มันเป็นนิสัยของท่าน มันเปลี่ยนยากนะครับ หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เอาเป็นว่าเป็นไปไม่ได้เลยดีกว่า

ลองคิดในทางกลับกัน ถ้าท่านอยากจะให้คุณเปลี่ยนนิสัยในทางลบ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือว่าแม้กระทั่งนิสัยที่ดีอยู่แล้ว หรือว่าพอใช้ได้อยู่แล้ว แต่ว่าไม่ถูกใจท่าน คุณจะสามารถเปลี่ยนได้รึเปล่า คุณจะสามารถระงับอกระงับใจได้รึเปล่า แต่ถ้าหากว่าท่านไม่ได้ขอให้เปลี่ยน แต่ท่านแสดงให้เห็นว่าการที่คุณคิด คุณพูด คุณทำอะไรบางอย่าง แล้วจะเกิดผลไม่ดีอย่างไรในวันข้างหน้า คือสามารถทำให้เห็นได้ชัดๆฉายเป็นภาพออกมาเลย ให้เห็นกันไปเลย อย่างนี้นี่ เราก็จะเกิดความรู้สึกว่ามีแรงบันดาลใจ มีแก่ใจที่จะเปลี่ยนขึ้นมาทันที มนุษย์นี่ยุ่งยากตรงนี้แหละ มันไม่สามารถเห็นได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า ถ้าหากกำลังทำในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ถ้าหากคิดในสิ่งที่กำลังคิดอยู่ ถ้าหากพูดในสิ่งที่กำลังพูดอยู่ ถ้าหากว่าเห็นว่าจะเกิดความเดือดร้อนแค่ไหน ไม่มีใครในโลกเลยที่จะทำผิด แต่ด้วยความไม่รู้ ทำให้เราไม่เข้าใจ และก็มีแรงผลักดันมาจากกิเลส ผลักดันให้ทำแค่ไหน เราก็ทำไปแค่นั้น นี่คือธรรมชาติ นี่คือธรรมดาของโลกอันวุ่นวายนะครับ



๒) มีวิธีหรืออุบายอะไรที่ทำให้พ่อเลิกเหล้าได้บ้าง? เคยลองหมดแล้ว ทั้งขอร้องแบบซึ้งๆ ทั้งแสดงความไม่พอใจ พ่อก็เลิกแค่ช่วงเข้าพรรษามาหลายปี อยากให้เลิกขาดเลย เกี่ยวไหมว่าเราต้องสะสมบารมีไปเรื่อยๆถึงจะสามารถพูดจนพ่อเปลี่ยนใจได้?

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า เป็นพ่อเป็นลูกกัน หรือว่าเป็นญาติสนิทมิตรสหายกัน อยู่ในบ้านเดียวกัน น่าจะพูดกันรู้เรื่อง น่าจะขอร้องกันได้ โดยเฉพาะคนที่เป็นลูก จะเห็นชัดเลยว่าคุณพ่อคุณแม่นี่ กำลังก่อกรรมอะไรที่จะเป็นความเดือนร้อนให้กับตัวเอง แต่ว่าคนเป็นลูกส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจว่ากรรมที่ทำจนติดเป็นนิสัย ท่านทำมานานกว่าเรานะ เรามีอายุเท่าไหร่ก็ตามบวกเข้าไป ๒๐ ปี ๓๐ ปี หรือ ๔๐ ปีที่ท่านสั่งสมนิสัยแบบนั้นมา เราเคยติดนิสัยอะไรมาก็แล้วแต่นะ ท่านเปลี่ยนยากกว่าเราเป็นสองเท่า ถ้าหากว่าท่านสั่งสมนิสัยนั้นมาตั้งแต่ก่อนเราเกิด มันยากนะที่จะให้เลิกอะไรที่ติดใจ หรือว่าเลิกความพอใจที่มีอยู่ ยกเว้นแต่ว่าเราสามารถเปลี่ยนใจให้ท่านมาฝักใฝ่ธรรมะได้ ความฝักใฝ่ธรรมะจะทำให้มีแก่ใจที่จะอยากรักษาศีล ที่จะอยากให้ทาน ถ้าหากว่าไม่มีความสามารถพอที่จะทำให้ท่านฝักใฝ่ธรรมะได้ ก็หาครูบาอาจารย์ที่มีอยู่เยอะแยะเลยในประเทศไทย ครูบาอาจารย์ที่ท่านเก่ง ท่านสอนได้ ท่านสามารถนำจิตใจคนได้ ท่านสามารถเปลี่ยนใจคนได้ มีอยู่เยอะแยะ ครูบาอาจารย์พระป่านี่ เห็นๆกัน ถ้าหากว่าเราลองสอดส่องดูว่า มีซีดี ของครูบาอาจารย์ท่านไหนน่าสนใจ แล้วก็ดูแล้วว่าคนมีอายุหน่อยท่านพากันยอมรับ ก็เอามาเปิดๆ เปิดให้มันเป็นเสียงลอยลมไปอย่างนั้นแหละ ให้มันเข้าหู เข้าบ้าง ไม่เข้าบ้าง น้ำเหยาะลงหินวันละหยดสองหยด เดี๋ยวก็กร่อนไปเอง เดี๋ยวหินมันก็กร่อนไปเอง วันละนิดวันละหน่อย

เรื่องพ่อเรื่องแม่นะ ผมขอย้ำอีกทีเป็นข้อสรุปนะครับ อย่าไปคิดเปลี่ยนท่านด้วยคำพูดของเรา ด้วยการขอร้องของเรา ไม่ว่าเราจะออกแอ็คชั่นอย่างไรก็แล้วแต่ จะซึ้งแค่ไหน หรือว่าจะดุเดือดปานใด อย่างไรๆพ่อแม่ก็เห็นเราเป็นแค่เด็กที่เกิดมาทีหลังตัวเอง แล้วก็ไหลออกมาจากตัวเอง มันไม่ใช่ระดับเดียวกันนะ มันไม่ใช่คนที่เกิดมาไล่ๆกัน ท่านไม่มีทางให้เรามาบอกหรอก ว่าตรงไหนที่ท่านกำลังผิดอยู่ อย่าว่าแต่ตัวเราเลย ขนาดคุณพ่อคุณแม่ของพวกท่าน บางทีก็ยังบอกไม่ได้ นอกจากคนที่มีความน่านับถือ คนที่มีความน่าเชื่อถือนะครับ อย่างที่เราอาจจะสรรหามาให้ท่านกัน



๓) ถ้าเวลาเราโมโห แต่ต้องพยายามข่มใจไม่ล่วงเกินคนอื่นกลับ เพราะกลัวว่าถ้าทำอะไรลงไป วันหนึ่งข้างหน้า เราเองต้องมาโดนเองบ้าง อย่างนี้เพราะรักตัวเองรึเปล่า? ที่ถูกต้องควรจะดูอย่างไร?

รักตัวเองในทางที่ถูก ก็คือไม่ก่อเรื่องเดือดร้อนให้ตัวเอง ทั้งปัจจุบันและภายภาคหน้า นี่คือสิ่งที่เป็นไปตามคำสอนพระพุทธเจ้าเลยนะ นี่คือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว นี่คือการรักตัวเองอย่างถูกต้อง ถ้าไม่อยากให้ตัวเองเดือดร้อนแบบไหน อย่าทำแบบนั้นกับคนอื่น ถ้าอยากให้ตัวเองมีความสุข มีความสบายแบบไหน จงทำความสุขความสบายแบบนั้นให้กับคนอื่น นี่คือหลักการของกรรม ทำอย่างไรกับคนอื่น สิ่งนั้นแหละมันได้กับตัวเอง พูดง่ายๆว่าทำกับคนอื่น ก็คือทำกับตัวเองนั่นแหละ ในโลกนี้นี่นะจำไว้เลยว่า ไม่มีใครทำอะไรให้ใครหรอก มีแต่คนทำอะไรให้ตัวเองกันทั้งนั้น เป็นอย่างนี้มาชั่วกัปชั่วกัลป์นะ บางคนเสียสละตัวเอง อุทิศชีวิตให้คนอื่น โดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน รู้แต่ว่าเกิดมาอยากจะทำอะไรให้คนอื่นตลอด เสียสละอะไรให้คนอื่นตลอด แล้วก็ต้องไม่มาคิดน้อยใจทีหลังด้วยนะว่า เออ!ทำไมตัวเองต้องทำให้คนอื่นมากมายขนาดนี้ มันมีความสุขเหมือนกับทำให้ตัวเอง ซึ่งนั่นแหละเป็นความเข้าใจที่ถูกอย่างยิ่ง ในระดับของจิตของวิญญาณเลยนะ ทำอะไรให้คนอื่นแค่ไหนก็เท่ากับทำให้ตัวเอง คูณเข้าไป ๑๐ คูณเข้าไป ๑๐๐ เลย เพราะอะไร เพราะว่าความเต็มใจที่จะทำให้กับคนอื่น ความเต็มใจที่จะไม่เบียดเบียนคนอื่นนั่นแหละ เป็นบุญใหญ่ เป็นสิ่งที่บอกได้ว่าหนทางข้างหน้าเรากำลังโรยด้วยอะไร ระหว่างกลีบกุหลาบกับหนามกุหลาบ

กรรมนี่มีสองด้านเหมือนกุหลาบ กลีบกุหลาบก็นุ่มนวลหน่อย หนามกุหลาบก็แหลมคม ทิ่มตำกันหน่อย ส่วนที่เป็นบุญนะ ก็เหมือนกับการสร้างกลีบกุหลาบไว้โรยทางให้ตัวเอง ส่วนบาปนะ อกุศลทั้งปวงก็เหมือนกับการสร้างหนามกุหลาบ มาโรยไว้บนเส้นทางของตัวเองนั่นแหละ ถ้าหากว่าเรามีความระงับอกระงับใจได้ อันนั้นดีแล้วนะที่จะไม่โต้ตอบคนอื่นด้วยความโกรธ

แต่ให้ดีกว่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดการเก็บกด เพื่อไม่ให้มีความอึดอัดตกค้างอยู่ รู้จักดูด้วย รู้จักเจริญสติด้วย เห็นว่าความอึดอัด ความเก็บกดนั่นแหละ มันมีขึ้นมีลง มันมีมากมีน้อย คือถ้าไม่ดูนี่นะ ปล่อยตามสัญชาตญาณ คนเราพอเกิดความโกรธอึดอัด แล้วเก็บกดนี่ มันจะมีอัตโนมัติแบบหนึ่งคือ ไปรักษาอาการจุกอกไว้ คือเราไม่ได้ตั้งใจรักษา แต่ว่ามันรักษาของมันเองนะ อาการทางใจนี่ คือมันจะแน่น มันจะเสียด มันจะมีอาการเหมือนกับไม่ปล่อยไป มีอาการเหมือนกับอมไว้ ด้วยความรู้สึกเจ็บใจ ด้วยความรู้สึกเหมือนกับไอ้นี่ไม่แฟร์ ไอ้นี่ไม่ยุติธรรม แล้วมันก็จะย้อนคิด ย้ำเข้าไป ย้ำๆย้ำๆเข้าไปให้เกิดความอึดอัดยิ่งๆขึ้น หรือทำเป็นแกล้งลืมนะ แต่ว่ามันก็คาอยู่ในใจ คาโดยที่เราไม่มีสติรู้ตัว

แต่ทีนี้ถ้าหากเรามาฝึกเจริญสติ ธรรมชาติดั้งเดิมมันจะเปลี่ยนไป สัญชาตญาณดั้งเดิมที่มันดิบๆมันจะถูกทำให้สุกงอม กล่าวคือ เมื่อเกิดความอึดอัด เมื่อเกิดความแน่นหน้าอก เราไม่ปล่อยไว้เฉยๆนะ เรามาสังเกตดูด้วยว่า แต่ละระลอกลมหายใจ ความอึดอัดมันไม่เท่ากัน ณ นาทีที่เกิดความรู้สึกโกรธ รู้สึกคับแค้น มันมีความอึดอัดมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราไม่คิดโต้ตอบ แต่ถ้าหากว่าสังเกตในนาทีต่อมานะ หายใจซักครั้งสองครั้ง หายใจซักห้าหกครั้งก็แล้วกันในช่วงแรกๆ เราจะเห็นว่าความอึดอัดนี่ มันลดระดับลง เมื่อสังเกตออก เมื่ออ่านออก ว่าธรรมชาติความอึดอัดนี่มันไม่เที่ยง เราจะเริ่มเกิดความรู้สึกว่า ไอ้ที่เก็บๆ ไอ้ที่อัดๆไว้ ที่เป็นขยะทางอารมณ์ หรือว่าที่เป็นความเก็บกด นิสัยเก็บกด มันจะผ่อนลงตามวัน ตามเดือนที่เราฝึกเจริญสติไป แค่เห็นความอึดอัดไม่เที่ยง แสดงความไม่เที่ยง ตอนแรกอึดอัดแน่นมากเลย แล้วแป๊บๆนะหายใจสองสามครั้งมันค่อยๆคลายออกมา ดูไปแค่นี้ เห็นไปแค่นี้

แล้วทางที่ดีที่สุดนะ คือไม่ใช่ว่าถ้าเรามีความขัดเคืองอะไรนี่ ไม่ใช่ว่าไม่พูดอะไรเลยนะ ไม่ใช่ว่าเก็บไว้อย่างเดียวนะ วิธีระบายทันทีอย่างหนึ่งก็คือ พูดบ้าง แต่พูดด้วยการที่เราแน่ใจแล้วว่าพูดออกมาจากความมีสติ พูดออกมาจากอาการที่เรามองเห็นความโกรธนี่ มันลดระดับลงแล้ว ไม่ใช่พูดออกมาในขณะที่แรงดันของความโกรธมันยังเต็มร้อยอยู่ มันยังพลุ่งพล่านอยู่ เพราะว่าแรงดันของความโกรธนั่นแหละ คือแรงดันเดียวกับคำพูดไม่ดี แรงดันเดียวกับคำที่มันพร้อมจะหยาบคาย คำที่พร้อมจะขึ้นเสียง คำที่พร้อมจะทำร้ายคนอื่น แต่ถ้าหากว่าแรงดันตรงนั้น ถูกมองถูกเห็นว่ามันลดระดับลงแล้ว เห็นความไม่เที่ยงของแรงดันทางความโกรธแล้วนี่ มันจะกลายเป็นแรงดันของปัญญาขึ้นมาแทน แรงดันของปัญญานี่ จะเปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี จะเปลี่ยนความเข้าใจผิด ให้กลายเป็นความเข้าใจที่ถูกได้ คือถึงแม้ว่าเรื่องเข้าใจผิด หรือว่าเรื่องความตั้งใจไม่ดีของคนอื่น มันจะไม่ลดระดับลงก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุดมันจะไม่ก่อความขัดเคือง มันจะไม่ก่อความเข้าใจผิดเพิ่มขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นนะครับ ถ้าหากว่าพิจารณานะ ตัวปัญญาแบบพุทธิปัญญา ปัญญาแบบพุทธนี่ ที่เราเอามาเจริญสติกัน มันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอะไรเลย มันเป็นเรื่องที่สามารถจะเอามาประยุกต์ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน ในชีวิตประจำวันของเรานี่เองนะครับ



๔) ระหว่างการให้อาหารสัตว์ตามธรรมชาติที่เราไม่ได้เลี้ยงหรือกักขังไว้ กับการให้อาหารนกหรือสุนัขที่เลี้ยงไว้ หรือระหว่างให้อาหารปลาในตู้ที่เลี้ยง กับปลาตามวัด อยากทราบว่า อานิสงส์จะแตกต่างกันอย่างไร?

คืออย่างนี้ คำถามก็คือว่า ถ้าให้อาหารสัตว์เป็นทานนะครับ ที่อยู่ตามธรรมชาติ อย่างประเภทที่ว่านก หรือว่าสุนัข หรือว่าแมวที่อยู่ตามทางนะ ซึ่งเราไม่ได้เลี้ยง หรือกักขังไว้ กับอีกอันหนึ่งคือ ให้ทานกับนก หรือสุนัข หรือปลาที่อยู่ในตู้ที่เราเลี้ยงเอง หรือว่าปลาในวัด ซึ่งปลานี่ก็จะเหมือนกับอยู่ในเขตอภัยทาน มักจะมีป้ายให้เราเห็นในสระของวัดว่าเป็นเขตอภัยทาน คือจะระงับความโลภอยากได้ชีวิตสัตว์มากินของพวกนักตกปลาอะไรทั้งหลาย มักจะมีคนแอบตกปลาในวัดกันเยอะ ก็เลยมีป้ายอภัยทานเพื่อให้รู้สึกว่านี่เป็นเขตของวัด นี่เป็นเขตที่น่าจะมารักษาศีลกัน การรักษาศีลนี่ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสก็คือมหาทาน ก็คือละเว้นจากชีวิตสัตว์ จากการเอาชีวิตกัน

ถ้าหากว่าเรามองตามเขตที่อาศัยว่าเขตนั้นเป็นเขตอภัยทาน เป็นเขตที่เหมือนกับจะมาร่วมเกื้อกูลชีวิตกันก็ดูเหมือนกับว่าเป็นเขตที่สว่างกว่าปกติ เป็นเขตที่มีความร่มเย็น มีความเป็นมิตรกัน ระหว่างสัตว์โลกที่เกิดมาแล้วก็ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ร่วมกัน เป็นทุกข์ร่วมกัน คนเลยมีความรู้สึกว่าถ้าทำอะไรในวัดนี่น่าจะเป็นบุญมากกว่านะครับ แต่จริงๆแล้ว ถ้าหากว่าพิจารณาว่า สัตว์นี่มันก็มีบุญของมันอยู่แค่นั้นแหละ มีบุญได้แค่เป็นสัตว์ ไม่ต้องไปอยู่ในนรก แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่รักษาศีล หรือว่ารักษาพระวินัยแบบพระ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในเขตวัด แต่ก็ไม่ได้รับรู้ว่าตัวเองอยู่ในเขตวัด ที่จะรับรู้ว่าตัวเองอยู่ในเขตวัดน่ะ จิตต้องมีสำนึกใหญ่ขึ้นมานิดนึง อย่างพวกหมาพวกแมวอะไรแบบนี้ หลายๆตัวมันรู้ว่า เออ!นี่เขตวัดนะ นี่มีพระ มีพระดีอยู่ และกระแสของคนมีบุญนี่ก็จะซึมซาบเข้าไปถึงจิตใจของสัตว์พวกหมาพวกแมวได้ เพราะฉะนั้นพวกนี้นี่ก็จะเป็นสัตว์ที่มีบุญมากกว่าพวกปลาในน้ำซึ่งอาจจะไม่รับรู้อะไรเลยว่าตัวเองอยู่ในเขตอภัยทาน มีคนมาช่วยปักเขตอภัยทานให้

ฉะนั้น ถ้าพูดถึง เราไม่พูดว่าให้ทานกับสัตว์ที่เราเลี้ยงเอง หรือว่าอยู่ตามทาง หรือว่าอยู่ในวัดแล้วจะได้บุญมากกว่ากัน เราต้องเจาะจงเป็นตัวๆไปเลยว่า สัตว์ตัวไหนมีแนวโน้มที่จะได้ไปเกิดเป็นคน มีแนวโน้มที่จะมีจิตสำนึกแบบมนุษย์ ใกล้เคียงกับมนุษย์ คือมีความรู้จักบุญ รู้จักกุศล รู้จักความเย็นของกุศล รู้จักความเมตตาที่แผ่มาจากมนุษย์ สัตว์พวกนั้นมีบุญเป็นพิเศษ ทำแล้วจะได้บุญกับตัวเรา ย้อนกลับมาเป็นบุญกับตัวเราได้มากกว่าสัตว์ชนิดอื่น นี่เราตัดสินกันตรงนี้ ผมจะยกตัวอย่าง ถ้าผมจำไม่ผิดเป็นสมเด็จโตนะ ถ้าจำผิดขออภัยนะ มีเรื่องเล่าว่า ท่านเดินไปบิณฑบาต มักจะมีสุนัขอยู่ตัวหนึ่งนอนขวางทางบิณฑบาตอยู่เรื่อย ก็มีลูกศิษย์เห็น คือพระรูปอื่นๆก็เดินข้ามไป ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่สมเด็จโตจะเดินอ้อม พอมีคนไปถามว่า ทำไมท่านเดินอ้อมไม่เดินข้าม ท่านก็บอกว่า ไม่รู้ว่าเป็นหมาพระโพธิสัตว์รึเปล่า คือหมายความว่าเป็นสัตว์ที่มีบุญ คือพระโพธิสัตว์ ท่านก็เวียนว่ายตายเกิดเป็นมนุษย์บ้าง เป็นเดรัจฉานบ้าง หรือบางทีถ้าพลาดมากๆไปอยู่ในนรกก็ยังเคยนะ อันนี้พระพุทธเจ้าท่านก็เคยเล่าให้ฟังว่า ท่านไปมาหมดระหว่างที่บำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อที่จะไปให้ถึงฝั่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์นึง ก่อนหน้านั้น ท่านก็ไปมาหมดแล้ว ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดไปในภพน้อยใหญ่ ภพต่ำภพสูงนะครับ แต่ที่จะบอกได้ว่าเป็นสัตว์มีบุญหรือไม่มีบุญ ก็ดูที่เป้าหมายปลายทาง ความตั้งใจ หรือว่าวิธีการบำเพ็ญกุศล บำเพ็ญตบะ บำเพ็ญบารมีของแต่ละตนนะครับ อันนี้ก็เป็นความเหลื่อมล้ำตามกรรม สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม สัตว์ตัวไหนที่บำเพ็ญบุญไว้มาก มีความใกล้เคียง มีแนวโน้มที่จะมีจิตสำนึกแบบมนุษย์ก็ถือว่ามีบุญมาก ชาติที่พระพุทธเจ้าท่านเคยเป็นวานร ท่านก็เคยเสียสละชีวิต อุทิศตัวเองให้กับสมุนหรือพรรคพวกได้รอดชีวิต ในขณะที่ท่านก็สละชีวิตทิ้งอะไรแบบนี้นะครับ


เอาละครับ คืนนี้คงต้องล่ำลากันที่นาทีนี้ ราตรีสวัสดิ์ครับ ขอให้เจริญในธรรมทุกท่านนะครับ


« กลับสู่สารบัญเรียงตามครั้งที่ออกอากาศ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น