วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ดังตฤณวิสัชนา On Air ครั้งที่ ๑๗ / วันที่ ๒๗ ก.พ. ๕๕

« กลับสู่สารบัญเรียงตามครั้งที่ออกอากาศ

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้วันจันทร์ที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ นี่คือรายการดังตฤณวิสัชนา ผมดังตฤณมาตอบคำถามให้คุณเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง และเพื่อจะทักทายไถ่ถามเข้ามาในรายการ ให้เข้าไปที่ http://www.facebook.com/HowfarBooks นะครับ

อากาศร้อน ใจก็มีแนวโน้มที่จะร้อนตาม นี่เป็นโอกาสพิสูจน์ตัวว่า ใจเราเย็นได้ยิ่งกว่าอากาศแค่ไหน ถ้าใครทำให้ใจของตัวเองเยือกเย็นได้ไว้แต่เนิ่นๆนะครับ ก่อนที่อากาศร้อนจะมาเยือน ก็คงมาเห็นประโยชน์สุขกันได้ในช่วงนี้แหละ



๑) จิตมีเพศไหม?

ทั้งไม่ว่าจะใช้สามัญสำนึกเอาหรือว่าจะอ้างอิงจากพระอภิธรรมนะครับ ก็จะมีคำยืนยันไว้ตรงกันคือ จิตไม่มีเพศ ที่เกิดเป็นเพศขึ้นมาก็เพราะว่าเป็นไปตามอาการปรุงแต่งของกาย รูปกายนี่เมื่อประกอบกันจากดินน้ำไฟลมแล้ว มันเรียกว่ามีรูปสมมติขึ้นมาเป็นเพศ แต่เพศนี่คือเป็นของจริงนะ ในระดับของปรมัตถ์ เพศเป็นของจริง แต่ว่ารูปที่ประกอบจากดินน้ำไฟลมนี่ สมมติว่าเป็นมนุษย์ สมมติว่าเป็นสัตว์ สมมติว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในโลกนี้ ล้วนแล้วแต่ต้องจำแนกกันด้วยเพศ ว่าเป็นฝั่งชายหรือฝั่งหญิง

ถ้าหากว่าเรามองกันที่ภาวะทางกาย เราก็จะรู้สึกเหมือนกับว่า คนนั้นคนนี้เป็นเพศชายหรือเพศหญิงเท่านั้น แต่ว่าเมื่อมองกันเข้าไปที่จิตจะเห็นเลยว่า เพศนี่สามารถกลับไปกลับมาได้ตลอดเวลา เวลาที่เรารู้สึกท้อแท้ เรารู้สึกเหงา เรารู้สึกเหมือนกับมีภาวะที่เรียกร้องความสนใจ หรือว่าเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจจากคนอื่นนี่ อันนี้ทางจิตวิทยาฝั่งตะวันตกเขาจะบอกว่ามี เหมือนกับความรู้สึกทางเพศหญิงปรากฏมากกว่าทางเพศเพศชาย แต่ถ้าหากว่าเมื่อไหร่ จิตของเรามีความรู้สึกหนักแน่น จิตของเรามีความรู้สึกเหมือนกับอยากเป็นที่พึ่ง มีความเป็นผู้ปกป้อง ลักษณะของความเป็นชายมันก็ปรากฏชัด อันนี้ไม่เกี่ยวกับว่าเดิมทีร่างกายจะปรากฏเป็นเพศชายหรือเพศหญิง

พูดง่ายๆว่า การเปลี่ยนแปลงของจิตนี่มันสามารถที่จะบอกได้เลย ว่าเราไม่ได้มีความเป็นเพศอย่างใดอย่างหนึ่งได้ชัดตายตัวในทางนามธรรม มันขึ้นอยู่กับว่าจิตจะปรุงแต่งไปอย่างไรนะครับ



๒) เป็นคนไม่เชื่อมั่นในตัวเองเลย ทำอะไรก็ชอบโทษตัวเอง กังวลว่าตัวเองจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นในอนาคตตลอด ไม่กล้าทำอะไรเพราะกลัวพลาด?

การที่เราขาดความเชื่อมั่นหรือว่ามีความกังวลเกี่ยวกับอนาคต หรือว่ามีอาการโทษตัวเอง มันสะท้อนให้เห็นว่าเรามีความรู้สึกพื้นฐานเกี่ยวกับตัวเองค่อนข้างจะเป็นลบ แล้วก็เหมือนเราจะมองว่า คือพูดง่ายๆนะ มองแทนคนอื่น มองตัวเองเหมือนกับมองจากสายตาของคนอื่นว่า เขาจะรู้สึกดูถูกเราหรือเปล่า เขาจะรู้สึกว่าเราไม่เก่งหรือเปล่า เขาจะรู้สึกว่าเราทำอะไรแย่ๆหรือเปล่า นี่เป็นมุมมองเหมือนกับ พูดง่ายๆ ระแวงว่าใครเขาจะมองเราอย่างไรนะ ก็เลยเหมือนกับมีสายตามองตัวเอง สายตาที่สาม สายตาของบุคคลที่สองนี่นะมามองเราแทนนะครับ แทนคนอื่นด้วยความรู้สึกว่า เดี๋ยวจะต้องถูกว่า เดี๋ยวจะต้องถูกตำหนิ เดี๋ยวจะต้องมีความล้มเหลวแล้วจะต้องเกิดความอับอายขายหน้าต่างๆนานา

เอาล่ะ ถามว่าจะแก้อย่างไรนะ เมื่อรู้ว่าลักษณะของใจมันมีความกลัว ก็ขอให้ทราบว่าความกลัวในลักษณะนั้นนี่เป็นจิตที่มีความฟุ้งซ่าน ตีโจทย์ให้เป็นจิตไป จิตที่มีความฟุ้งซ่านไปล่วงหน้า จิตที่มีความกังวลไปล่วงหน้า หรือว่ากำลังอยู่ในภาวะซัดส่าย ไม่มีความเป็นสมาธิ ไม่มีความนิ่ง ไม่มีความสบาย มีแต่ความทุกข์ มีแต่ความปั่นป่วน เราจะแก้จิตที่มันมีความฟุ้งซ่านไปในอนาคตได้อย่างไรนะ

อันดับแรกเลยคือ มองให้เห็นว่าอาการโทษตัวเองหรืออาการกังวลไปในอนาคตว่าตัวเองจะทำอะไรผิดนี่นะ มันเป็นจินตนาการที่ทำให้จิตยื่นออกไปข้างหน้า ไม่อยู่กับปัจจุบัน ถ้าหากว่าเราฝึกที่จะมองให้เห็น ว่าจิตที่ยื่นออกไปข้างหน้านั้นเป็นจิตที่สูญเปล่า เป็นจิตที่ไร้ประโยชน์ เป็นจิตที่มันไม่มีความหมายอยู่ในปัจจุบัน มีแต่อาการที่ปั่นป่วนไปเปล่าๆ แล้วก็มีลักษณะที่รบกวนภาวะที่จะเป็นประสิทธิภาพ เป็นสติในปัจจุบัน มองให้เห็นบ่อยๆ มันจะเกิดความรู้สึกขึ้นมาอย่างหนึ่ง อาการของจิตแบบนี้เป็นสิ่งสูญเปล่า เป็นสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น

เมื่อเห็นเป็นจิตว่าจิตแบบนี้เป็นจิตเสียๆ เป็นจิตที่ไม่ประโยชน์ สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นคือ สติ อย่างน้อยที่สุดคือชั่วแวบชั่ววาบ รู้สึกว่าเรามามัวทำอะไรที่สูญเปล่าอยู่ทำไม เรามามัวคิดมัวปล่อยให้สภาพของจิตมันไร้ประโยชน์อยู่ทำไม ตัวสติที่เกิดขึ้น ณ บัดนั้นนี่มันจะสั่งให้ตัวเองมีพฤติกรรมอีกแบบหนึ่ง มีอาการทางใจอีกแบบหนึ่ง กล่าวคือ มองตรงไปที่สิ่งที่กำลังเห็นอยู่ตรงหน้า หรือว่าระลึกถึงภาวะของกายของใจ ที่มันอยู่ในปัจจุบันจริงๆนะ ไม่ใช่มีอาการยื่นออกไปข้างนอกนะครับ

หลังจากที่เราสามารถรู้สึกถึงภาวะอันเป็นปัจจุบันทางกาย แล้วก็ทางใจได้ ความกังวลตรงนั้นมันจะค่อยๆเลือนไป แต่ส่วนใหญ่นะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีความกังวลมานานๆหลายๆปีนี่ เดี๋ยวพอมันสบายขึ้นแป๊บหนึ่ง ก็จะกลับมาใหม่ไอ้ความกังวล ไอ้ความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง หรือว่าทำอะไรแล้วกลัวว่าจะต้องมาโทษตัวเองในภายหลัง หรือว่าจะต้องมาถูกติถูกว่าในภายหลัง อาการกังวลเหล่านั้นนี่นะ ยิ่งเราสามารถเห็นบ่อยขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเป็นผู้มีสติมากขึ้นเท่านั้น

สติในที่นี้ก็คือการถอนออกมาจากสภาพจิตที่มันไร้ประโยชน์ สภาพจิตที่มันวุ่นวายซัดส่ายแล้วก็ยื่นออกไปในอนาคตอย่างไร้ค่า เมื่อเราสามารถเห็นได้บ่อยๆ แล้วก็รู้สึกว่าแต่ละครั้งที่เห็นนี่ มันกลับมาอยู่กับปัจจุบันได้มากขึ้น คุณจะสังเกตเห็นอย่างหนึ่งนะว่า ทุกครั้งที่เราสามารถอยู่กับปัจจุบันได้นี่ โฟกัสที่อยู่กับงานตรงหน้านะ มักจะยาวขึ้นเรื่อยๆ แทนที่ตอนแรกมีอาการยื่นไปข้างหน้าอย่างไร้ประโยชน์ไม่มีประโยชน์อะไรเลย กลับกลายเป็นสภาพที่สามารถโฟกัสได้นานขึ้นเรื่อยๆนะ ตรงนี้เราจะเริ่มเห็นค่าของปัจจุบัน

คำว่ามีสติอยู่ในปัจจุบัน ได้ยินกันบ่อย แต่มีสติอยู่กับปัจจุบันแล้วเกิดอะไรขึ้น มีผลประโยชน์อะไรที่มันจะทำให้จิตฉลาดขึ้นแล้วก็เลือกที่จะอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น ก็ขอให้สังเกตตรงนี้แหละนะ โฟกัสที่จะอยู่กับงานตรงหน้า หรือว่าสภาวะเฉพาะหน้ามันจะนานขึ้นเรื่อยๆ แล้วยิ่งคุณสามารถรู้สึกถึงโฟกัสได้นานยิ่งขึ้นเรื่อยๆ มันก็จะมีกำลังใจ มันก็จะมีความอบอุ่นใจว่า เออ นี่มาถูกทางแล้ว ใช้ชีวิตมาถูกทิศถูกทางแล้วนะ ใช้ชีวิตอย่างมีประโยชน์แล้ว ใช้ชีวิตอย่างมีความรู้สึกว่า เออ อะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า จะถูกติเตียน หรือว่าจะทำผิดทำพลาดอะไรก็แล้วแต่ แต่อย่างน้อยที่สุดนะ มันได้มีนาที มันได้มีชั่วโมงที่มีค่าขึ้นมา แทนที่จะต้องไปถูกติข้างหน้าด้วยแล้วก็สูญเสียเวลาที่มันเป็นปัจจุบันไปเปล่าๆด้วย เสียทั้งปัจจุบันเสียทั้งอนาคตนะ เปลี่ยนมาเป็นว่า ได้ปัจจุบัน แล้วอนาคตมันจะเสียหรือได้อย่างไรก็ช่างมัน ช่างมันไอ้เรื่องข้างหน้านี่ วันข้างหน้ามันดูแลตัวของมันเอง แต่ว่าเราดูแลนาทีนี้ กับชั่วโมงนี้ ให้มันมีโฟกัส ให้มันมีสาระ ให้มันมีประโยชน์ก็แล้วกันนะครับ นี่ตีโจทย์เป็นจิตแบบนี้ คุณจะรู้สึกว่าชีวิตง่ายขึ้นแล้วก็ทำได้จริง



๓) ถ้าเรามีหนังสือธรรมะ หรือรูปพระ แล้วเราอยากจะทิ้งเสีย จะทำอย่างไรไม่ให้บาป?

อันนี้ผมก็เคยได้รับคำแนะนำมานะครับว่า ให้มองว่าการที่เราจะรู้สึกว่าเป็นหนังสือธรรมะ หรือว่าเป็นรูปภาพที่เป็นมงคล เราไปทำลายแล้วจะบาปอะไรต่างๆนี่ มันเป็นเพราะว่าจิตไปยึดว่านั่นเป็นของสูง นั่นเป็นสิ่งที่มีความหมายในทางกุศล เอาไปทำลายก็เท่ากับทำลายกุศล ซึ่งสิ่งตรงกันข้ามกับกุศลก็คืออกุศลนั่นเอง สิ่งตรงกันข้ามกับบุญก็คือบาปนั่นเองนะ

วิธีหนึ่งที่จะทำให้สบายใจถ้าหากจำเป็นที่จะต้องทิ้ง หรือว่าทำลายหนังสือ ซีดี หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ที่มีรูปมงคลอยู่ ก็คือทำให้รูปมงคลนั้นหายไปนะครับ มันมีคำแนะนำไปต่างๆนานา ซึ่งในช่วงแรกๆอาจจะไม่สบายใจหรอกที่จะทำแบบนั้น อาจจะต้องใช้เครื่องตัดกระดาษที่มันมีเครื่องทำลายเอกสารอะไรแบบนี้ ขอให้เราคิดว่าเราไม่ได้ทำลายธรรมะ แต่ให้คิดว่าเราทำให้รูปนิมิตหรือว่าสิ่งที่ใจไปยึดว่าเป็นมงคล เป็นมหากุศลนี่นะ แปรรูปไป เหลือแต่กระดาษเปล่าๆ เหลือแต่ความเป็นธาตุดิน

เมื่อดั้งเดิมนี่ กระดาษไม่มีความเป็นมงคลหรือว่าเป็นอัปมงคลอะไรทั้งสิ้นแหละ มันเป็นกลางๆมันเป็นธาตุที่แข็ง มันเป็นสิ่งที่เราจับต้องได้ แล้วรู้ว่านั่นแหละ มันเป็นกระดาษเท่านั้นเอง แต่ถ้าหากว่าเมื่อไรมีรูปนิมิตไปปรากฏอยู่ในกระดาษแล้วก็ยึดว่านั่นเป็นของสูง จิตที่ยึดว่านั่นเป็นของสูงแล้วเคารพสักการะนั่นดีเป็นกุศล เกิดกุศลจิตขึ้นมา เกิดความสว่างขึ้นมา

แต่ถ้าเมื่อไรที่เราจำเป็นที่จะต้องทำให้หายไป เราไม่สามารถที่จะเก็บไว้ ไม่มีที่เก็บหรืออะไรก็แล้วแต่ จะมีเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ บางคนแหละ คืออันนี้ก็เข้าใจนะ พอรู้สึกว่าหนังสือที่มีอยู่เป็นสัทธรรมปฏิรูป เป็นของปลอม เป็นของไม่จริง เป็นของไม่ดี เป็นสิ่งที่จะพาลงเหวนะ แล้วก็เราไม่อยากจะไปบริจาคต่อกับใคร แต่ว่าบังเอิญที่ปกหรือว่าข้างในหนังสือนี่มีรูปพระสวยๆ หรือว่ามีบุคคลที่น่าเคารพศรัทธาแปะอยู่ ก็จะเกิดความกระอักกระอ่วนใจ เก็บไว้ก็ไม่ได้ ทำลายก็ไม่รู้สึกสบายใจ เกิดความรู้สึกกังวลขึ้นมา ทางที่ดีที่สุดก็อาจจะใช้เครื่องทำลายเอกสารนะครับ เพราะว่าเครื่องทำลายเอกสารนี่มันมีหน้าที่ของมันชัดเจน เราหย่อนลงไปนี่มันก็กลายเป็นกระดาษ คืนสภาพสู่ความเป็นธาตุดินนะ นิมิตหายไป เราก็ไม่ต้องกังวลว่าเราทำบาปอะไรหรือเปล่านะครับ

แต่ถ้าหากว่าไม่มีเครื่องทำลายเอกสาร ก็อาจจะใช้ ที่มีคนแนะนำไว้นะ ก็อาจจะใช้กรรไกรตัดเป็นชิ้นๆ อย่าฉีก อย่าฉีกเอง เพราะฉีกเองบางทีต้องใช้กำลังใจในการทำลาย เหมือนลักษณะที่เราจะฉีกจดหมายคนรัก หรือว่าจะทำลายด้วยอาการที่มันมีโทสะอะไรแบบนั้น จะไปพ้องกันจะไปแมทช์กันกับอาการที่มันไม่ดี แล้วจะทำให้เกิดความกังวลไป ทางที่ดีคือใช้กรรไกรตัดอย่างประณีตนะ แล้วก็มีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลา มีความรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาว่า นี่เราไม่ได้กำลังทำลายธรรมะ แต่ว่าเรากำลังทำให้กระดาษมันหมดสภาพความเป็นสิ่งวัตถุมงคล หรือว่าที่ประทับของนิมิตมงคลนะครับ ให้ตั้งจิตไว้อย่างนั้นแล้วทำลายทิ้ง ก็จะไม่มีอะไร ไม่ได้มีอะไรเป็นบาปเป็นอกุศลนะครับ

บางคนให้ใช้ไฟ ซึ่งก็แล้วแต่นะ คือถ้าอาการของใจเรา มีลักษณะที่เราไปทำลายทิ้งโดยไม่เกิดความรู้สึกว่ามันเข้ากันกับการใช้โทสะนี่ ก็โอเคหมด จะใช้ไฟหรือว่าจะใช้กรรไกรตัดก็แล้วแต่นะครับ ขออย่างเดียวอย่ามีความกังวลหรือว่าอย่ามีจิตที่หม่นหมองไปด้วยก็แล้วกันนะครับ เพราะความกังวลหรือความรู้สึกหม่นหมองนี่มันทำให้ ตัวนี้แหละที่จะดึงที่จะลากเอาความเป็นอกุศลเข้ามานะครับ



๔) การสะกดจิตสามารถทำให้หายจากภาวะกลัวหรือซึมเศร้าได้จริงไหมคะ? อธิบายในเชิงพุทธได้อย่างไร?

อย่างนี้นะ คือถ้าเอาในเชิงพุทธนี่ อดีตสัญญาก็เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้สึกนึกคิดขึ้นมาในปัจจุบัน พูดง่ายๆว่าเราเคยถูกกระทบกระทั่ง ให้เกิดความทรงจำแบบไหน มีแรงประทับในทางที่เป็นกุศลหรืออกุศล เมื่อสัญญาตรงนั้นมันผุดขึ้นมาจะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ จะด้วยลักษณะที่ความคิดในปัจจุบันมันไปดึงออกมา หรือว่าเราไปพบภาพหรือได้ยินเสียงอะไรที่ไปกระตุ้นเตือนให้ระลึกถึงสัญญาเก่าๆที่มันเป็น แย่มากๆหรือว่าดีมากๆก็แล้วแต่นี่นะ ตรงนั้นมันก็จะปรากฏสภาพของจิตราวกับเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ในอดีตอีกครั้งหนึ่ง

ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าเราเดินไปกับเพื่อน แล้วเห็นเพื่อนกำลังเดินข้ามถนนถูกรถชนอย่างนี้ เราอาจจะกลัวการข้ามถนนไปตลอดชีวิตเลย นี่เรียกว่า ตัวการเห็นภาพเพื่อนถูกรถชนนี่ มันฝังมันประทับแน่นเป็นอกุศลสัญญา เป็นนิมิตอัปมงคลอย่างเหนียวแน่น อย่างฝังแน่นที่กัดลึกเข้ามาในจิตในใจ แล้วถ้าเราจะต้องเดินข้ามถนนอีก อดีตสัญญานั้นนี่ มันก็หวนกลับมาทำให้เกิดความรู้สึกกลัว เกิดความรู้สึกสยดสยอง เกิดความรู้สึกไม่อยากเห็นใครข้ามถนนอะไรแบบนี้

ถ้าเป็นในทางตะวันตกนี่ที่เขาศึกษามาว่า วิธีถอนก็คือป้อนอินพุตใหม่ คือทำให้ตัวสัญญาเดิมถูกลบล้าง หรือถูกอัพเดทใหม่ด้วยกระบวนการในการกระแทกความทรงจำอย่างใหม่เข้ามา ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเขาสามารถ ถ้าเป็นจิตแพทย์ที่มีสามารถในการสะกดจิตจริงๆนี่นะ อาจจะด้วยอุบายวิธีที่ทันสมัย ใช้แสงใช้เสียง หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ ทำให้เราอยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น สามารถที่จะฟังคำสั่งได้แต่ไม่เป็นตัวของตัวเอง ภาวะของจิตแบบนั้นนี่มันจะคล้ายๆเข้าไปก่อนิมิตขึ้นมาได้แบบฝัน เพียงแต่ถูกอินดิวซ์หรือว่าถูกเหนี่ยวนำด้วยคำจากจิตแพทย์ที่ผ่านการฝึกสะกดจิตมาอย่างดี เขาอาจจะพาให้เรากลับไปที่เหตุการณ์ที่เราเห็นเพื่อนถูกรถชนอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็เปลี่ยนภาพใหม่ เปลี่ยนจากภาพที่เพื่อนถูกรถชนกระเด็น กลายเป็นภาพที่เพื่อนสามารถเดินก้าวผ่านข้ามถนนไปได้อย่างปลอดภัย ภาพใหม่ที่มันกระแทกเข้ามาเปลี่ยนความทรงจำเก่ามันก็จะทำให้เราดีขึ้น เวลาที่จะข้ามถนนก็จะรู้สึกว่ากลัวน้อยลง

อันนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริงแล้วก็เป็นสิ่งที่จิตแพทย์เก่งๆก็สามารถทำกันได้ในปัจจุบัน คือจิตแพทย์นี่ก็จะผ่านคอร์สการสะกดจิต ซึ่งไม่ใช่สะกดจิตในความหมายของอะไรที่เป็นไสยศาสตร์ หรือว่าอะไรที่เป็นเรื่องลึกลับเกินกว่าจะเข้าใจได้ เพราะเขาอธิบายเป็นเรื่องของคลื่นสมอง เป็นเรื่องของสภาวะทางใจ คือสภาวะทางใจของทางตะวันตกนี่ คือเรื่องของการทำงานสมอง คำว่าไมนด์ของเขานี่ ไมนด์ (mind) ที่แปลว่าจิตใจในไทยนี่นะ เขาหมายถึงการทำงานของสมองล้วนๆเลย แต่ทางพุทธเราจะบอกว่าเราก็ล้างสัญญาเก่าด้วยการใส่สัญญาใหม่เข้าไป

เหมือนกับถ้าเปรียบเทียบเอาที่เห็นชัดๆเลย พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าคนเรานี่มีสัญญาวิปลาส หรือว่าตัวความจำได้หมายรู้ที่มันบิดเบือน ผิดเพี้ยน ยกตัวอย่างเช่น ท่านบอกว่าโดยสภาพทางกายของมนุษย์นี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่มีสักกระเบียดนิ้วเดียวที่มีความหอม ที่มีความสะอาด มันมีแต่ความสกปรกล้วนๆ แต่ว่าด้วยเครื่องบำรุงผิว ด้วยการประทินโฉมต่างๆทำให้ดูไปว่ามันเป็นของหอมของสะอาด ท่านก็เลยให้ใช้สัญญาที่เรียกว่าอสุภสัญญา คือเป็นของจริง ของที่ระลึกได้ด้วยใจ ระลึกได้ด้วยเหตุผลว่า เริ่มตั้งแต่ขน ผม เล็บ ฟัน หนัง มานี่ มีส่วนไหนบ้างที่มันสะอาดจริงๆ มันเกิดขึ้นมาจากน้ำเลือดน้ำหนองทั้งนั้น มันยืนพื้นอยู่บนเนื้อหนังที่สามารถจะหลั่งน้ำเหงื่อ ขี้ไคลออกมาได้ แล้วถ้ายังไม่ชัดพอก็ดูตอนที่เข้าห้องน้ำนี่ นั่งลงไปในส้วมนี่ อะไรมันหล่นลงมา ไอ้สิ่งที่มันอยู่ภายในร่างกายของเรานี่ มันเป็นของดีหรือของเสียกันแน่

ถ้าเห็นไปเรื่อยๆเข้าก็เรียกว่ามีอสุภสัญญา เป็นสัญญาที่ไม่วิปลาส นี่มันจะกลับกันเลยกับความรู้สึกของคนทั่วไป หรือว่าถ้าใครบอกว่าตัวเองมานั่งเพ่งร่างกายโดยความเป็นถุงอึ ถุงใส่อึ ถุงใส่ฉี่ ก็หาว่าบ้า โดนหาว่าเพี้ยน แต่ถ้าหากว่าทางพุทธเราจะบอกว่านั่นเป็นการกลับสัญญา จากวิปลาสให้กลายเป็นของที่มันตรงกับความจริงต่างหาก

เมื่อเกิดอสุภสัญญาแล้วมีประโยชน์อย่างไร มีประโยชน์ตรงที่จิตมันจะไม่ยึดมั่นถือมั่นในทางกาม มันจะมีสภาพที่ปลอดจากราคะ แล้วสภาพของจิตที่ปลอดจากราคะนี่ผลสุดท้ายเป็นอย่างไร มันก็มีความตั้งมั่น เป็นสมาธิได้ง่าย อันนี้ยกตัวอย่างนะว่า เราเปรียบเทียบกับทางพุทธนี่ในเรื่องของการที่จะเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดหรือว่าความจำได้หมายรู้นี่ มันเป็นไปได้จริงอย่างไรนะครับ



๕) การที่เราเล่นเก็งกำไรจากทองคำ ที่เขาเรียกว่า ‘โกลด์ ฟิวเจอร์’ (Gold Future) ซื้อขายเป็นสัญญา สัญญาหนึ่งเท่ากับทองคำหนักสิบบาท แล้วเอาสัญญามาเก็งกำไรโดยไม่ได้ถือทองคำจริงๆ แบบนี้ถือว่าเป็นการพนันไหมคะ? ผิดศีลไหมหากเราจะหาเงินจากทางนี้?

การจะผิดหรือไม่ผิดศีลนะครับ เราดูจากที่ว่าเราไปโกงใครเขาไหม เราไปขโมยของใครเขามาไหม ถ้าหากว่าใจเรารู้อยู่ว่าทรัพย์สินนั้นแม้แต่บาทเดียวเป็นของคนอื่น เขายังไม่ได้ให้เรา เขายังไม่ได้ยก เขายังไม่ได้ออกปากมาให้เราครอบครอง แล้วเราไปถือเอาเป็นเจ้าของโดยไม่ได้รับอนุญาต นั่นแหละเรียกว่าผิดศีล แม้กระทั่งไปหลอกลวง โกหก ฉ้อฉลด้วยวิธีการซึ่งมันรู้อยู่แก่ใจว่าจะได้ทรัพย์เขามาโดยที่เขาไม่ได้เต็มใจ เขาถูกหลอก ดังนั้นผิดศีลหมด ผิดศีลในเรื่องของโกหกด้วยลักทรัพย์ด้วยพร้อมกัน เรื่องไปหลอกเอาทรัพย์เขามานี่

แต่ถ้าหากว่าเราไปเสี่ยงโชคแม้กระทั่งการเข้าบ่อน ก็ยังไม่ได้ผิดศีล คือไม่ได้ผิดในการไปขโมยของเขามา แต่ขอให้สังเกตจิตใจที่มีความเร่าร้อน ที่มีความหมกมุ่นดำมืด นี่ตรงนี้มันจะแสดงชัดเลยว่ามีอะไรผิดปกติบางอย่างแล้วล่ะ การเข้าบ่อนหรือว่าการไปหมกมุ่นกับการเสี่ยงโชคมากๆ จิตใจมันไม่มีความสุข จิตใจมันมืดไม่เป็นกุศลเหมือนตอนไปใส่บาตรพระ ตัวความเร่าร้อน ตัวความหมกมุ่น มืดมนนั่นแหละ เป็นตัววัดว่าจิตของเรา เข้าสู่ เข้าข่ายอบายมุขแล้ว ทำอะไรที่มันเข้าข่ายอบายมุขแล้ว ถ้าหากว่าเราเป็นนักลงทุน แม้ว่าจะไปลงทุนในหุ้น ลงทุนในทองคำ จะด้วยรูปแบบอะไรก็แล้วแต่ จะถือทองจริงหรือไม่ถือทองจริงก็แล้วแต่ ถ้าจิตใจของเราไม่เร่าร้อนกระวนกระวาย ไม่หมกมุ่นไม่มืดมิด ก็อาจจะเป็นตัวชี้ได้ว่ายังไม่ได้เข้าข่ายอบายมุขก็ได้

ลักษณะของอบายมุขนี่ดูกันที่จิตชัดๆเลย ว่ามันมีการกังวลถึงแค่ไหน มันจะมีความโลภอยากเอาแค่ไหน มันจะมีการเสี่ยงอยากได้อย่างรุนแรงแค่ไหน แต่ถ้าจิตของนักลงทุนนี่ เหมือนกับว่าศึกษาไว้อย่างดีแล้ว ใช้เหตุใช้ผลอย่างดีแล้วนะว่าตรงนี้เราลงไปทุนไปนี่ ด้วยความคาดหมายว่าจะได้มามีความแน่นอนแค่ไหน หรือว่ามีความเย็นใจที่จะดองไว้นานๆเพียงใด ตรงนี้จะเป็นตัวชี้เลยครับว่าจิตของเราเป็นนักพนันหรือว่านักลงทุน

ส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้นี่ใช้คำว่านักลงทุนกันพร่ำเพรื่อทั้งๆที่ มันเป็นอาการของนักพนันแท้ๆนะ ก็ขอให้มีหลักการก็แล้วกันที่จะชี้วัด จิตของนักลงทุนจะเป็นจิตที่มีเหตุมีผลแล้วก็ไม่โลภมากเกินไป มีความสบายใจมากพอ คือใช้เงินเย็นในการซื้อในการลงทุน แต่จิตของนักพนันนี่นะ ชัดเจนเลยคือเอาเงินเท่าที่มีอยู่นี่ มาโปะเข้าไป มาลงเข้าไปด้วยความคาดหมายว่ามันจะงอกเงยอย่างรวดเร็วเป็นสิบเท่ายี่สิบเท่า แล้วก็มีการกระวนกระวายอยู่ตลอดเวลา มีการคิดอยู่ทุกวันว่า เออ เราจะต้องเอามา เราจะต้องมีให้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ อันนั้นแหละจิตของนักพนัน มีความเร่าร้อน มีความมืดมน


เอาล่ะครับ วันนี้เหลืออีกยี่สิบวินาที ผมขอล่ำลากันที่ตรงนี้ก็แล้วกันครับ พบกันใหม่คืนวันพุธถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดนะครับ ราตรีสวัสดิ์ครับ


« กลับสู่สารบัญเรียงตามครั้งที่ออกอากาศ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น